วาฬน้อยผู้ป็นที่รักของเหล่ามนุษย์ - บทที่ 104 ความไว้วางใจที่มีให้อิงอิงน้อย
บทที่ 104 ความไว้วางใจที่มีให้อิงอิงน้อย
วิธีการแก้ปัญหาของฉินเฉิงเจ๋อตรงไปตรงมามาก เขาไม่ได้บอกก่อนว่าจะแก้ปัญหายังไง แต่พาคนกลุ่มใหญ่กลับไปยังที่เกิดเหตุอย่างเอิกเกริก
ที่เกิดเหตุได้กลับมาอยู่ในสภาพเดิมเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว แต่ตำแหน่งการยืนของเหล่าเด็ก ๆ ตระกูลฉินและตระกูลมู่หรงกลับสลับกัน สีหน้าของมู่หรงเจิ้นฮุยกับภรรยาดูย่ำแย่มาก
เจียงหลิงฉวยโอกาสนี้ชำเลืองมองหลัวเหวินจู๋ด้วยสายตาที่กลัดกลุ้ม
ดูเอาแล้วกัน ฉันว่าเหล่าเด็กตระกูลฉินไม่ได้จัดการง่าย ๆ หรอก!
หลัวเหวินจู๋กลืนไม่เข้าคายไม่ออก “…”
ฉินอี้ซิงเหลือบมองและขำออกเสียง
“ทำไม ตระกูลมู่หรงชอบพูดกลับไปกลับมาเหรอ?”
กล้ามเนื้อมุมปากของมู่หรงเจิ้นฮุยขยับเล็กน้อยและยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน
“จะเป็นแบบนั้นได้ยังไง? แต่ความคิดนี้เป็นของคุณชายใหญ่ตระกูลฉิน ไม่รู้ว่าคุณชายน้อยทั้งสามคนของตระกูลฉินที่ถูกทำให้ตกใจกลัวในตอนนั้นจะเห็นด้วยรึเปล่า?”
ฉินเฉิงฮ่าวลุกขึ้นยืนทันที “ความคิดของพี่ใหญ่สุดยอดมาก ผมยกนิ้วโป้งเท้าให้สองนิ้วเลย!”
ฉินเฉิงหนิงพยักหน้า “พวกเราพร้อมใจเป็นหนึ่ง!”
ฉินเฉิงเฟิงยิ้ม “สมกับเป็นพี่ใหญ่ เหมือนมานั่งอยู่ในใจของเราเลย!”
มู่หรงเจิ้นฮุยหมดคำจะเถียง “…”
หลัวเหวินจู๋ส่งเสียงน่าสงสาร “แต่… แต่ต่อจากนั้นพวกนาย… ฉินอิงอิงโยนเราลงแม่น้ำ ถ้าอ้างอิงตามสถานการณ์ในตอนนั้น เราก็ต้องโยนพวกนายลงแม่น้ำได้เหมือนกันใช่รึเปล่า?”
เยี่ยนลี่เฉิงพูดออกมาเสียงเรียบ “มีใครเห็นเหตุการณ์บ้าง? พวกนายมีหลักฐานเหรอ?”
มุมปากของมู่หรงเซี่ยงเจิ้งกระตุก “นี่ตระกูลฉินอย่างพวกนาย… ไม่มีศักดิ์ศรีกันเลยรึไง?”
ฉินอี้เฉินยิ้มอย่างเย็นชา “หลักฐานล่ะ!”
มู่หรงเซี่ยงเจิ้งจนปัญญา “…”
ถ้ามีหลักฐาน พวกเขาจะถูกข่มขู่จนพูดไม่ออกขนาดนี้ในห้องรับแขกบ้านตระกูลฉินได้ยังไง?
พวกเขา ยอมรับว่าคนที่ทำเรื่องไม่ดีคิดจะไปชนคนอื่นคือตนเอง อย่างไรพวกเขาก็เคยทำแบบนี้มาแล้วในต่างประเทศ ถึงจะถูกชนจนแขนหรือขาคู่กรณีขาดไป ตระกูลมู่หรงก็จัดการให้เรียบร้อยได้
ไม่คิดเลยว่ากลับประเทศมาแล้วจะได้เจอพวกที่แพ้แต่พลิกเป็นชนะได้ครั้งแรก…
ฉินอิงอิงถามเสียงดังด้วยเสียงเล็ก ๆ ของเด็ก “ดูท่าทางจะไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ของพวกนายสินะ คิดจะโยนอิงอิงลงน้ำเพื่อระบายความโกรธใช่ไหมล่ะ?”
ฉินอิงอิงถอนหายใจด้วยสีหน้าลำบากใจ สีหน้าท่าทางแบบนี้ทำให้เหล่าคนตระกูลฉินอยากจะหัวเราะ
แต่สถานการณ์ในตอนนี้ยังทำไม่ได้ พวกเขาต้องฮึบไว้ก่อน
ฉินอิงอิงกะพริบตา ใช้ดวงตาสีดำกลมโตมองไปที่มู่หรงเซี่ยงเจิ้งกับพวก
“พี่เจ็ดขี่มอเตอร์ไซค์ไม่เป็น ต้องให้พี่คนอื่นขี่แทน พวกนายจะเสียเปรียบมากกว่า ถึงตอนนั้นคงจะตกใจจนรู้สึกไม่อยากยอมรับความพ่ายแพ้มากกว่าเดิม พวกนายเป็นคนประเภทที่แพ้ไม่เป็นสินะ!”
มู่หรงเซี่ยงเจิ้งงุนงง “…”
เขายังไม่ทันได้โต้เถียง เสียงเล็กแหลมของเด็กน้อยก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง
“เพื่อความยุติธรรม อีกเดี๋ยวอิงอิงจะขี่มอเตอร์ไซค์แทนพี่เจ็ด ถ้ามีใครตอบสนองจนทำให้อิงอิงพารถลงแม่น้ำไปได้ก็ถือว่าเก่งมาก แบบนี้ดีไหมคะ?”
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ ฉินอิงอิงก็เงยหน้าเล็ก ๆ ขึ้นมองพร้อมแค่นเสียงเฮอะอย่างหยิ่งในศักดิ์ศรี
“ว่าไง?”
มู่หรงเซี่ยงเจิ้งกับมู่หรงเซี่ยงปัวมองหน้ากัน ที่จริงแล้วสถานการณ์ในตอนนั้นแทบไม่ต่างจากที่เจ้าเด็กน้อยคนนี้พูดเลย
ถ้าทั้งหมดเป็นไปตามที่ฉินอิงอิงว่า หากพวกเขาจะจับเด็กคนนี้โยนลงแม่น้ำไปพร้อมกับรถมอเตอร์ไซค์ก็คงไม่มีใครโทษพวกเขาได้
คุณชายเจ็ดแห่งตระกูลฉินตัวโตกว่ายัยเด็กนี่เกือบสองเท่า เห็นได้ชัดว่าพวกเขาเป็นฝ่ายได้เปรียบ
“ตกลง!”
พวกผู้ใหญ่ถอนหายใจอย่างโล่งอก มู่หรงเจิ้นฮุยกับภรรยาและเยี่ยนผิงกับภรรยาล้วนแต่รู้สึกว่าฉินอิงอิงบ้าไปแล้ว
แต่แบบนี้ดีกับพวกเขามากกว่า!
จะกลัวก็แต่ผู้ใหญ่ฝั่งตระกูลฉินจะไม่เห็นด้วย!
พวกผู้ใหญ่ฝั่งตระกูลฉินตระหนักดีว่าผู้กุมอำนาจของตระกูลฉินคือฉินอี้หาน ทว่าฉินอี้หานกลับไม่พูดอะไร เขาเอาแต่มองลูกสาวสุดที่รักของตนด้วยแววตารักใคร่เอ็นดู
มู่หรงเจิ้นฮุยกับภรรยาเยาะเย้ยอยู่ในใจ เหมือนว่าข่าวลือจะไม่ใช่เรื่องโกหก ไม่ว่าผู้กุมอำนาจตระกูลฉินอย่างฉินอี้หานจะแข็งแกร่งและทรงพลังแค่ไหนในวงการธุรกิจ แต่หลังจากที่รับเลี้ยงเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง เขาก็กลายเป็นคนที่มีจุดอ่อน
พวกเขาสงบลงทันที
มู่หรงหมิงเยว่รีบร้อนลุกขึ้นยืน เหลือบมองมือของเยี่ยนลี่เฉิงที่จับมือของฉินอิงอิงอยู่ตลอด จากนั้นถึงได้พูดเสียงอ่อนเสียงหวาน
“อิงอิงตัวน้อย มันอันตรายมากเกินไปนะ”
ฉินอิงอิงไม่ได้สนใจเธอด้วยซ้ำ ในตอนที่หันไปอีกทาง พี่เจ็ดที่ถูกพี่ใหญ่อุดปากไว้ก็ขยิบตาให้
ฉินเฉิงฮ่าวที่เป็นจอมบงการตัวน้อยแห่งตระกูลฉิน “…”
เขาขี่มอเตอร์ไซค์ไม่เป็นเหรอ?
อืม!
ก็จริงนั่นแหละ!
เขาขี่มอเตอร์ไซค์ไม่เป็นจริง ๆ ยังไงส่วนสูงกับอายุเขาก็ยังนับว่าน้อยนิด แต่อิงอิงน้อยตัวเล็กกว่าเขาตั้งหนึ่งเท่า เธอขี่เป็นเหรอ?
ฉินเฉิงอวี้กระซิบถามพี่ใหญ่ “อิงอิงน้อยขี่มอเตอร์ไซค์เป็นเหรอครับ? อาเล็กสอนให้ตั้งแต่เมื่อไหร่?”
ฉินเฉิงเจ๋อส่ายหน้า “ฉันจะไปรู้ไหม อาเล็กไม่ค่อยพาอิงอิงน้อยกลับมาบ้านหลังเก่านะ”
ฉินเฉิงไห่ส่งเสียงจิ๊จ๊ะ “เหมือนว่าอิงอิงน้อยจะมั่นใจมากเลย วางใจเถอะ! เธอไม่มีทางญาติดีกับพวกเด็กตระกูลมู่หรงอย่างแน่นอน!”
หลังจากเห็นความแข็งแกร่งและความเร็วของน้องสาวตัวน้อยแล้ว ฉินเฉิงไห่ก็รู้สึกเชื่อใจเจ้าตัวเล็กคนนี้ด้วยเหมือนกัน
ฉินเฉิงหลียิ้มอย่างมีเลศนัย “ไม่ญาติดี? เรียกว่าเป็นศัตรูกันเลยดีกว่า!”
อีกฝ่ายกล้ามาลงมือกับน้องชายของพวกเขา คงไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วสินะ!
ถ้าชอบการใช้ชีวิตในต่างประเทศนัก งั้นก็ไม่ต้องกลับจีนสิ!
ในเมื่อกลับมาแล้วก็ต้องใช้ชีวิตตามแบบฉบับที่คนในประเทศเขาใช้กัน!
ทำไม่ได้เหรอ?
งั้นก็ให้อิงอิงน้อยสั่งสอนพวกเขาให้เป็นผู้เป็นคนก่อนเลยละกัน!
เดิมทีฉินเฉิงหลีก็เป็นกังวล แต่พอเห็นอาเล็กยิ้มและมองด้วยใบหน้าที่รักใคร่เอ็นดู เขาก็รู้สึกวางใจมากขึ้นทันที
เยี่ยนผิงกับภรรยามองฉินอี้หาน เดิมทีพวกเขาคิดว่าฉินอิงอิงเป็นบ้าไปแล้ว ตอนนี้กลับเริ่มไม่แน่ใจนัก
สถานที่เกิดเหตุกลับมาเป็นเหมือนก่อนเกิดเรื่องแล้ว ฉินอิงอิงเดินตามพี่ห้า พี่หก ไปยังทางเดินตรงทางโค้ง ที่นั้นมีมอเตอร์ไซค์จอดอยู่สามคัน เจ้าเด็กน้อยสูงยังไม่เท่ามอเตอร์ไซค์เลยด้วยซ้ำ
ห่างออกไปหนึ่งร้อยเมตร เด็กทั้งสามของตระกูลมู่หรงเห็นดังนั้นก็พากันหัวเราะอย่างอดไม่ได้
“สุดท้ายก็แค่นี้?”
เธอกล้าคุยโวแบบไม่กระดากปากเลยนะ!
แต่พวกเขาก็ยินดีที่จะรับชม
ฉินอิงอิงมองพี่หกอย่างฉินเฉิงหนิง “พี่หก พี่ขี่มอเตอร์ไซค์เป็นไหมคะ?”
ฉินเฉิงหนิงพยักหน้า “เป็นสิ แต่… ไม่ค่อยคล่องเท่าไหร่”
เขากับเฉิงฮ่าวสูงพอกัน ถ้าจะขี่ก็ถือว่าฝืนกำลังเป็นอย่างมาก
ฉินอิงอิงเม้มริมฝีปาก “งั้นเรา… แลกรถกันดีไหมคะ?”
ฉินเฉิงหนิงมองเธอด้วยความแปลกใจ “แลกรถกัน?”
ฉินอิงอิงพยักหน้า “อื้ม แลกรถ! รถคันนี้ใหญ่มากเกินไป”
ฉินเฉิงเฟิงขมวดคิ้ว “ถ้าเปลี่ยนเป็นคันเล็ก ถึงตอนนั้นเครื่องยนต์อาจจะไม่แรงและทำให้สองคนนั้นกลัวไม่ได้น่ะสิ!”
เพราะมู่หรงเซี่ยงเฉินไม่ได้มาด้วย ดังนั้นจึงมีเพียงเด็กตระกูลมู่หรงสองคนที่เข้าร่วม
ฉินอิงอิงคิดอยู่พักหนึ่ง “พี่หก พวกเขาหายไปหนึ่งคน พวกเราก็ออกไปหนึ่งคนด้วยดีไหม?”
ฉินเฉิงเฟิงกับฉินเฉิงหนิงรีบร้อนพยักหน้า “ได้อยู่แล้ว! อิงอิง งั้นเธอ…”
ฉินอิงอิงยิ้มตาหยีและดึงฉินเฉิงหนิงไปข้างหลัง “พี่หกรอดูอยู่ตรงนี้นะคะ อิงอิงกับพี่ห้าจัดการเอง!”
ฉินเฉิงหนิงชะงัก “…”
ฉินเฉิงเฟิงเองก็งุนงง “…”
พี่หกของเธอขี่รถไม่ค่อยเก่ง เธอเป็นเด็กอายุแค่สามขวบครึ่ง ตัวสูงไม่ถึงครึ่งของมอเตอร์ไซค์ เธอยังอยากเอาด้วยอีกเหรอ?
พี่ชายทั้งสองคนตาโตอ้าปากค้าง ฉินอิงอิงที่อายุยังไม่ถึงสี่ขวบพยายามดิ้นรนที่จะปีนขึ้นไปคร่อมบนมอเตอร์ไซค์
เยี่ยนลี่เฉิงที่มองอยู่จากข้างหลัง เดินมาด้วยความเป็นกังวลเล็กน้อย
“อิงอิงน้อย…”
ฉินอิงอิงมองเขาด้วยแววตาน่ารักน่าเอ็นดูพร้อมรอยยิ้มสดใส เธอพูดด้วยเสียงเจื้อยแจ้ว
“พี่ลี่เฉิง รถสตาร์ทยังไงเหรอคะ?”
เยี่ยนลี่เฉิงกุมขมับ “…”
ฉินเฉิงหนิงกับฉินเฉิงเฟิงต่างก็อยู่ในสภาพที่ไม่ต่างกันนัก
มู่หรงหมิงเยว่ที่อยู่ด้านหลังเยี่ยนลี่เฉิงได้ยินสิ่งนี้เข้าก็อดหัวเราะไม่ได้
แต่เธอก็รีบคุมอารมณ์ตัวเองไว้อย่างรวดเร็ว เพราะกลัวว่าจะทำให้เยี่ยนลี่เฉิงไม่พอใจ
“อิงอิงน้อย อย่าซนสิ พี่หมิงเยว่พาเธอไปเดินเล่นดีกว่า”
ฉินอิงอิงยังคงไม่สนใจอีกฝ่ายเหมือนเก่า แต่กลับใช้ดวงตากลมโตสีดำขลับมองไปยังพี่ชายผู้ให้อาหารพร้อมเม้มปากสีชมพูเล็ก ๆ
“พี่ลี่เฉิงขา”
แค่ฉินอิงอิงอ้อน เยี่ยนลี่เฉิงก็พร้อมที่จะยกหัวใจให้เธอในทันที
แต่เรื่องในวันนี้…
ฉินอิงอิงพูดอีกครั้ง “พี่ลี่เฉิง ไปหาคุณพ่อแล้วเอารถคันเล็กที่คุณย่าซื้อให้อิงอิงมาหน่อยนะคะ”
ทุกคนมองมาเป็นตาเดียว…
โอ้โห!
รถของเล่นเด็กสีชมพูน่ารักเชียว!
มู่หรงเซี่ยงเจิ้งกับมู่หรงเซี่ยงปัวเห็นเข้าก็ขำจนยืนตัวตรงไม่ไหว
คนตระกูลฉินบ้ากันไปหมดแล้วสินะ!
แต่แบบนี้ก็ดีแล้ว อย่างไรก็เป็นสิ่งที่พวกเขาต้องการ!
รอก่อนเถอะ!
พวกเขาคิดอย่างเจ้าเล่ห์ว่า ถ้าไม่โยนเจ้าตัวเล็กนี่ลงน้ำ ตนเองก็ไม่ใช่แซ่มู่หรงแล้ว!