วาฬน้อยผู้ป็นที่รักของเหล่ามนุษย์ - บทที่ 103 เรื่องของเด็กให้เด็กจัดการเอง
บทที่ 103 เรื่องของเด็กให้เด็กจัดการเอง
มู่หรงเจิ้นฮุยจ้องลูกชายทั้งสองคนด้วยแววตาขุ่นเคือง เห็นได้ชัดว่าไม่พอใจกับพฤติกรรมของพวกเขา
“คุณชายรองตระกูลฉินอย่าเพิ่งโกรธเลยนะครับ เรื่องนี้ลูกชายทั้งสามคนของเราตระกูลมู่หรงผิดเอง แม่ของเด็กย่อมพูดเรื่อยเปื่อยเพื่อปกป้องลูก หวังว่าคุณชายรองตระกูลฉินจะไม่คิดเล็กคิดน้อยกับเธอนะครับ”
ฉินอี้เฉินพูดโต้พร้อมยิ้มอย่างมีเลศนัย “ในประเทศ ชายหญิงเท่าเทียมกัน ผู้หญิงกับผู้ชายไม่มีอะไรที่ต่างกันเลย!”
ความหมายจากคำพูดนี้ก็คือ ทำไมเขาต้องไม่คิดเล็กคิดน้อยด้วย?
มู่หรงเจิ้นฮุยโกรธจัด “…”
ถ้านี่เป็นประเทศ F เขาคงทนไม่ไหวแล้วจริง ๆ
แต่ตอนนี้… ไม่ทนก็ต้องทน!
ผู้คนต้องก้มหัวให้กับชายคา มังกรที่แข็งแกร่งเอาชนะงูประจำถิ่นไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้นตระกูลฉินก็ไม่ใช่งูประจำถิ่น แต่เป็นมังกรยักษ์ที่บินโฉบอยู่ในเมืองหลวง
ตระกูลมู่หรงอย่างพวกเขาต้องการกลับจากต่างประเทศและมาอยู่รวมกับกลุ่มชนชั้นสูงในเมืองหลวง ด่านแรกที่พวกเขาต้องผ่านคือตระกูลฉิน
มู่หรงเจิ้นฮุยยิ้มและขอโทษครั้งแล้วครั้งเล่า สายตามองไปที่ฉินอี้หาน ผู้กุมอำนาจตระกูลฉินที่มีสีหน้าเย็นชา ดูสูงเกินเอื้อมเป็นครั้งคราว
ผู้กุมอำนาจอายุยังน้อยเหมือนกับที่เขาลือกันไม่มีผิด เฉยเมย เย็นชาและเข้าถึงได้ยากมาก
มู่หรงเจิ้นฮุยขยิบตามองลูกทั้งสามคน ลูกทั้งสามคนรีบร้อนก้าวออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว จากนั้นก็คุกเข่าลงกลางห้องรับแขก
“อาฉิน ลุงฉิน พวกเราผิดเอง พวกเราผิดไปแล้ว ให้โอกาสพวกเราได้กลับตัวใหม่อีกครั้งเถอะนะครับ/นะคะ”
ทั้งสามคนพูดออกมาพร้อมกัน เห็นได้ชัดว่าถูกฝึกมาจากที่บ้านแล้ว
เยี่ยนผิงที่เห็นเหตุการณ์ รีบร้อนไกล่เกลี่ย
“อี้ซิง อี้เฉิน ดูสิ… เด็ก ๆ สำนึกผิดแล้ว ที่จริงบรรพบุรุษของตระกูลมู่หรงกับตระกูลฉินมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ถ้าคุณปู่ของพวกเขาไม่ได้ไปเติบโตที่ต่างประเทศ ไม่แน่ว่าตอนนี้เหล่าคุณท่านของแต่ละตระกูลอาจเล่นหมากรุกและตกปลากันอยู่ก็ได้?”
เจียงหลิงฝืนหัวเราะและพูดเสริม “นั่นสิ บ้านเก่าตระกูลมู่หรงก็อยู่ทางทิศตะวันออกของบ้านตระกูลฉิน ส่วนตระกูลเยี่ยนก็อยู่ทิศตะวันตก มองหน้ากันไม่ติดแบบนี้ ต่อไปจะลำบากเอานะ”
ฉินเฉิงฮ่าวได้ยินก็เดินเข้ามาจากด้านนอกและพูดขึ้นเสียงดัง
“คนที่เกือบถูกมอเตอร์ไซค์ไล่ชนจนเกือบตายไม่ใช่เยี่ยนชิงหลินกับเยี่ยนเสี่ยวหรูของบ้านคุณนี่!”
ฉินเฉิงหนิงพูดเสริม “นั่นสิ! เยี่ยนชิงหลินโตขนาดนั้น แค่ไอทีเดียว คุณก็ร้องเรียกว่าลูกรักไม่หยุดหย่อน ลองให้พวกเขาสามคนโดนดูบ้างสิ!”
ฉินเฉิงเฟิงดูถูกเหยียดหยาม “หากไม่เคยประสบความทุกข์ทรมานที่ผู้อื่นเคยประสบมาก่อนก็ไม่มีสิทธิ์แนะนำให้ผู้อื่นมีเมตตา!”
เจียงหลิงหน้าดำหน้าแดง “พวกแก… พวกแกนี่มัน…”
นับวันเหล่าเด็กตระกูลฉินก็ยิ่งไร้มารยาทราวกับไม่ได้รับการสั่งสอน พวกผู้ใหญ่คุยกันอยู่ มีที่ไหนให้เด็กมาพูดแทรก?
เยี่ยนผิงกระแอมออกมาหนึ่งที แสดงให้เธอรู้โดยนัยว่าอย่าทำตัวเรื่องเยอะ
เจียงหลิงทั้งรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมทั้งโกรธจัด หลังจากนี้ถ้าไม่อยากให้เรื่องยุ่งยากไปมากกว่าเดิมก็ต้องระงับอารมณ์ไว้ให้ได้
หลัวเหวินจู๋เห็นพวกฉินเฉิงฮ่าว ดวงตาก็วาวโรจน์
“พวกเซี่ยงเฉินเป็นฝ่ายที่ทำผิดก่อนจริง ๆ แต่พวกเขาเพิ่งกลับจากต่างประเทศ ไม่รู้ว่าที่นั่นห้ามขี่รถมอเตอร์ไซค์ อีกอย่างพวกคุณก็ลองดูสิ… เด็กทั้งสามคนของบ้านคุณไม่ได้บาดเจ็บอะไรเลยไม่ใช่เหรอ?”
เสียงของฉินอี้หานเยือกเย็นเหมือนน้ำแข็ง
“ถ้าเกิดเรื่องขึ้นกับเด็กตระกูลฉิน คิดเหรอว่าลูกของพวกคุณจะหนีไปจากที่นี่ได้?”
หลัวเหวินจู๋อึกอัก “…”
เยี่ยนผิงยิ้มและคิดจะพูดไกล่เกลี่ยอีกครั้ง แต่มู่หรงเจิ้นฮุยก็พูดขึ้นมาก่อน
“คุณฉินอยากจัดการกับเด็กสามคนนี้ยังไงครับ?”
หลัวเหวินจู๋ตกใจมาก “เจิ้นฮุย!”
มู่หรงเจิ้นฮุยยกมือขึ้นเพื่อหยุดคำพูดของเธอ
“คุณฉินพูดมาได้เลยครับ ขอแค่มันสมเหตุสมผล เราตระกูลหมู่หรงจะไม่ค้านอะไรอย่างแน่นอน”
ฉินเฉิงเจ๋อเดินเข้ามาจากข้างนอก “อาเล็ก เรื่องนี้ให้พวกเราจัดการกันเองได้ไหมครับ?”
ฉินอี้หานมองเขา จากนั้นก็พยักหน้า
“ได้!”
ดวงตาของหลัวเหวินจู๋เป็นประกายอีกครั้ง ถ้าให้เด็ก ๆ จัดการกันเองก็ไม่มีอะไรที่ดีไปกว่านี้อีกแล้ว
วินาทีนี้หลัวเหวินจู๋ลืมไปแล้วว่าเด็กทั้งสามของบ้านตนเองเคยตัวสั่นด้วยความกลัวเมื่อพูดถึงรูปลักษณ์ที่ดุร้ายของเจ้าหญิงตัวน้อยแห่งตระกูลฉิน
เธอจำได้ว่าเด็กสองคนที่โตที่สุดของตระกูลฉินเป็นฝาแฝด ผ่านปีนี่ไปก็อายุสิบหกปี อายุเท่ากับเซี่ยงเฉินที่เป็นลูกชายคนโตของเธอพอดี
ฉินอี้หานมองมู่หรงเจิ้นฮุย “คุณมู่หรงคิดว่าไงครับ?”
มู่หรงเจิ้นฮุยไม่มีเหตุผลที่จะไม่เห็นด้วย เขากับหลัวเหวินจู๋ที่เป็นภรรยาคิดเหมือนกัน วิธีของเด็กจะต้องโหดร้ายเทียบเท่าผู้ใหญ่ไม่ได้อยู่แล้ว
เจียงหลิงกลับพูดออกมาอย่างกะทันหัน “ไม่ได้!”
เยี่ยนผิงขมวดคิ้วมุ่น เอ่ยปรามเธอ “พูดให้มันน้อยหน่อย!”
เจียงหลิงหันไปมองหลัวเหวินจู๋ทันที “คุณนายมู่หรง ตระกูลฉิน…”
“งั้นก็เอาตามนี้นะครับ!” ฉินอี้หานยื่นคำขาด
มู่หรงเจิ้นฮุยกับหลัวเหวินจู๋พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ในที่สุดรอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็ดูจริงใจขึ้นมาหน่อย
ตอนที่สายตามองไปยังลูกทั้งสามคนก็พบว่า สายตาของมู่หรงเซี่ยงเจิ้งกับมู่หรงเซี่ยงปัวแข็งทื่อ ใบหน้าดูขาวซีดยิ่งกว่าตอนที่เพิ่งกลับบ้านมาใหม่ ๆ
มู่หรงหมิงเยว่แปลกใจจึงกระซิบถามพี่ชายทั้งสองคน
“พี่รอง พี่สาม แบบนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุดไม่ใช่เหรอ?”
ในสมองของมู่หรงเซี่ยงเจิ้งมีภาพรูปลักษณ์ที่น่ารักแต่โหดร้ายของเจ้าหญิงตัวน้อยแห่งตระกูลฉินอยู่ เขาอดไม่ได้ที่จะตัวสั่น
มู่หรงเซี่ยงปัวหวาดกลัวยิ่งกว่า เขาพูดด้วยเสียงสั่นเทิ้ม “เอ่อ… ไม่ต้องให้เจ้าหนูน้อยตระกูลฉินคนนั้นมาร่วมด้วยได้ไหมครับ?”
ฉินอิงอิงที่เดิมทีไม่ได้มีไข้ แต่เพลียจนหลับไปหนึ่งตื่นถูกพี่ชายผู้ให้อาหารอุ้มลงมาจากชั้นบน เธอมีความสามารถในการฟังที่ดีมาก
“ไม่ได้!”
ผู้คนในห้องรับแขกเงยหน้าขึ้นมามองอย่างพร้อมเพรียง ฉินอิงอิงหาวและร้องเฮอะอย่างน่ารัก
“ตอนนั้นอิงอิงน้อยก็อยู่ในที่เกิดเหตุ อิงอิงน้อยก็เป็นเด็กตระกูลฉินเหมือนกัน มีสิทธิ์อะไรมาห้ามไม่ให้อิงอิงน้อยเข้าร่วมด้วย?”
มู่หรงหมิงเยว่ยิ้มอย่างอ่อนโยน “เพราะอิงอิงน้อยยังเด็กมากเกินไป พวกเขาเป็นเด็กผู้ชายกันทุกคน เรื่องของผู้ชาย ผู้หญิงอย่างเราอย่าไปยุ่งเลย”
ฉินอิงอิงไม่สนเรื่องผู้ชายผู้หญิงซะหน่อย!
วาฬเพชฌฆาตอ้วนไม่เคยแบ่งแยกเพศกันอยู่แล้วและวาฬเร่ร่อนแข็งแกร่งและดุร้ายอย่างป้าวาฬก็แกร่งกว่าวาฬเพชฌฆาตอ้วนตัวผู้หลายตัว
“แต่พวกเขาเป็นพี่ชายของอิงอิง อิงอิงสัญญาไว้แล้วว่าจะปกป้องพวกพี่ ๆ ให้ดี!”
มู่หรงหมิงเยว่เหนื่อยหน่าย “…”
เธอมีรอยยิ้มที่อ่อนโยนและเข้าอกเข้าใจผู้อื่นบนใบหน้า แต่ในใจกลับไม่ได้รู้สึกดีกับฉินอิงอิงที่พี่ลี่เฉิงอุ้ม ลงมาชั้นล่างเลยแม้แต่น้อย
ถึงเธอจะยังอายุไม่ถึงเจ็ดขวบ แต่พราะเกิดมาพร้อมกับช้อนทองในปาก แม้บุคลิกของเธอภายนอกดูอ่อนโยน ทว่าจริง ๆ แล้วมู่หรงหมิงเยว่เป็นคนที่บ้าอำนาจ
ไม่ว่าจะคนหรือสิ่งของที่เธอชอบ ล้วนไม่ต้องการให้คนอื่นมาแตะต้อง
เธอชอบพี่ลี่เฉิง พี่ลี่เฉิงก็จะเป็นของเธอ ถ้าเยี่ยนเสียวจื่อที่เป็นน้องสาวแท้ ๆ ถูกพี่ลี่เฉิงอุ้มแบบนี้ก็ไม่เป็นไรหรอก ยังไงทั้งคู่ก็มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกัน
แต่ฉินอิงอิง อย่างเธอนอกจากเด็กกำพร้าที่ถูกเก็บมาเลี้ยงแล้ว จะเป็นอะไรได้อีก?
ฉินอิงอิงความรู้สึกไวจนรับรู้ได้ว่าพี่สาวตรงหน้าไม่ชอบตัวเอง ถึงขนาดผูกใจพยาบาทด้วย
เธอขมวดคิ้ว รอให้พี่ชายผู้ให้อาหารอุ้มมาจนถึงห้องรับแขกชั้นล่าง ถึงได้เอ่ยถามอีกฝ่ายด้วยเสียงเล็ก ๆ ของเด็ก
“ทำไมถึงไม่พอใจอิงอิงคะ?”
มู่หรงหมิงเยว่นิ่งไปสักพัก เห็นได้ชัดว่าสับสนกับพฤติกรรมที่ไม่สมเหตุสมผลของเด็กตรงหน้า
แต่การโต้กลับของเธอรวดเร็วมาก ส่ายหัวพร้อม ๆ กับยิ้มอย่างอ่อนโยน
“จะเป็นแบบนั้นได้ยังไง? อิงอิงน้อยน่ารักน่าเอ็นดูจะตายไป ใคร ๆ ก็ชอบทั้งนั้น”
ฉินอิงอิงเน้นยำความหมายของตัวเอง “แต่พี่ไม่พอใจในตัวอิงอิงมากเลยนี่นา!”
มู่หรงหมิงเยว่ไปต่อไม่ถูก “…”
หลัวเหวินจู๋ไม่อยากให้ลูกสาวของตัวเองถูกลากเข้าไปพัวพันกับเด็กที่อายุสามขวบกว่าจึงรีบร้อนถามฉินเฉิงเจ๋อ “ในเมื่อบอกว่าจะแก้ปัญหาเอง งั้นพวกนายอยากจะแก้ปัญหานี้ยังไง?”