วาฬน้อยผู้ป็นที่รักของเหล่ามนุษย์ - บทที่ 102 ความสามัคคีของคนตระกูลฉิน
บทที่ 102 ความสามัคคีของคนตระกูลฉิน
ฉินอี้หานนั่งอยู่บนเก้าอี้ โดยมีฉินอี้ซิงกับฉินอี้เฉินพี่ชายทั้งสองขนาบข้าง มู่หรงเจิ้นฮุยกับหลัวเหวินจู๋ภรรยา รวมถึงเยี่ยนผิงกับภรรยาที่พวกเขาเชิญมาเป็นคนกลางนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
สำหรับเด็กสามคนที่ตระกูลมู่หรงพามา นอกจากมู่หรงเซี่ยงเฉิน ลูกชายคนโตที่นอนอยู่ในโรงพยาบาลเพราะขาและซี่โครงร้าว มู่หรงเซี่ยงเจิ้ง ลูกชายคนรอง มู่หรงเซี่ยงปัว และมู่หรงหมิงเยว่ที่เป็นลูกสาวต่างก็อยู่ที่นี่ทั้งหมด
ส่วนตระกูลเยี่ยนมาเพียงแค่เยี่ยนผิงและภรรยา ถึงตระกูลมู่หรงจะมีพื้นเพอยู่ที่ประเทศจีน แต่ก็เติบโตในต่างประเทศมาโดยตลอดตั้งแต่รุ่นคุณท่านตระกูลมู่หรง
ลูกชายทั้งสามตั้งใจที่จะขี่รถชนเด็กทั้งสามคนของตระกูลฉินแต่ไม่สำเร็จ แถมยังถูกเด็กหญิงตัวน้อยตระกูลฉินคนนั้นเอาชีวิตมาล้อเล่นอีก โชคดีที่ไปช่วยไว้ได้ทัน
มู่หรงเซี่ยงเจิ้งและมู่หรงเซี่ยงปัวไม่ได้มองเห็นความน่ารักอ่อนโยนในตัวฉินอิงอิงเลยสักนิด เธอคือตุ๊กตาตัวน้อยที่โหดร้ายทารุณเป็นอย่างมาก พวกเขาได้แต่แอบถอนหายใจอย่างโล่งอกที่รอดมาได้
ทั้งคู่มีสุขภาพแข็งแรงมาโดยตลอด แม้ว่าพวกเขาจะเริ่มจามแต่ก็ไม่ได้ล้มป่วยทันที
เพราะกังวลว่าตระกูลฉินจะไม่ยอมจบง่าย ๆ พ่อแม่ของพวกเขาจึงบังคับให้มาที่นี่ด้วยกัน
เมื่อเผชิญหน้ากับเด็กทั้งแปดคนของตระกูลฉิน ทุกคนมองดูพวกเขาด้วยสายตาที่ไร้ความกรุณา พี่น้องตระกูลมู่หรงทั้งสองคนรู้สึกหงุดหงิดและโกรธแค้น แต่พวกเขาไม่กล้าทำอะไรแล้ว
ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้น ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นถิ่นของตระกูลฉิน ตระกูลมู่หรงจะเสียเปรียบมากกว่า
ตั้งแต่วินาทีแรกที่สายตาของมู่หรงหมิงเยว่มองเห็นเยี่ยนลี่เฉิง เธอก็ไม่ได้ละสายตาไปที่อื่นอีก
พี่ลี่เฉิง!
ไม่ได้เจอกันหลายปี พี่ลี่เฉิงก็ยังเหมือนเดิมตามความทรงจำของเธอทุกประการ แม้จะอยู่ท่ามกลางฝูงชน เขาก็ยังคงโดดเด่นและสะดุดตาที่สุด
เห็นได้ชัดว่าเธอเคยพบเขาเพียงไม่กี่ครั้งตอนที่ยังเป็นเด็กและแทบไม่ได้คุยกับเขาเลย แต่แม้จะผ่านมาหลายปีแล้ว มู่หรงหมิงเยว่ก็ยังคงจำเขาได้อย่างแม่นยำ
เนื่องจากการอบรมสั่งสอนของตระกูลมู่หรง เธอจะเอ่ยปากพูดโดยไม่ได้รับอนุญาตไม่ได้ มู่หรงหมิงเยว่จึงได้แต่พยายามอดกลั้นเอาไว้เท่านั้น
เยี่ยนลี่เฉิงสังเกตเห็นว่ามีใครบางคนกำลังมองตนเองอยู่ เขาเพียงเหลือบมองและใช้ข้ออ้างอย่าง ต้องการไปดูว่าไข้ของอิงอิงน้อยลดหรือยังหลบออกจากห้องโถง
เยี่ยนผิงรีบร้อนเปิดปากพูด “ลี่เฉิง…”
เยี่ยนลี่เฉิงทำเป็นไม่ได้ยินและเดินไปโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
เยี่ยนผิงชะงัก “…”
เจียงหลิงกัดฟันอย่างอดไม่ได้ เยี่ยนลี่เฉิงคิดว่าแค่เพราะตระกูลฉินหนุนหลัง แล้วจากนี้จะไม่ต้องทุกข์ร้อนกังวลใจอีกเหรอ?
จริงอยู่ที่ตระกูลฉินใหญ่โตมาก แต่เด็กในตระกูลฉินก็มีอยู่เยอะมาก เช่นกัน
ในอนาคตเมื่อถึงเวลาต้องแบ่งทรัพย์สินของตระกูล เขาในฐานะบุคคลแซ่อื่นที่อาศัยอยู่ในตระกูลฉินแค่ในนามจะได้รับประโยชน์ที่แท้จริงเหรอ?
เมื่อคิดได้ดังนี้แล้ว เจียงหลิงก็รู้สึกว่าที่จริงเยี่ยนลี่เฉิงก็ไม่ได้ฉลาดมากนัก
อย่างน้อยก็ฉลาดไม่เท่าเยี่ยนเสียวจื่อที่เป็นหลานสาวของเขา
อย่างน้อยเด็กนั่นก็รู้วิธีที่อยู่ร่วมกันกับตระกูลเยี่ยน เธอทำให้พวกเขาพอใจ พวกเขาถึงได้ปฏิบัติต่อเธอเป็นอย่างดีเสมอมา ส่วนหนึ่งเพราะเห็นแก่สายเลือดกับความผูกพันในครอบครัว และอีกส่วนหนึ่งก็เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกนินทา
เหอะ!
มู่หรงเจิ้นฮุยพาลูก ๆ เข้ามาและเป็นฝ่ายกล่าวขอโทษก่อน
“เรื่องในวันนี้ ลูกชายทั้งสามของบ้านเราผิดเอง เซี่ยงเฉิน ได้รับบาดเจ็บที่ซี่โครงและขาหัก เขายังคงนอนอยู่ในโรงพยาบาล ผมจึงจำเป็นต้องให้หมิงเยว่ที่เป็นน้องสาวและลูกชายอีกสองคนมากล่าวขอโทษด้วยกันก่อน”
มู่หรงเซี่ยงเจิ้ง มู่หรงเซี่ยงปัว มู่หรงหมิงเยว่รีบร้อนลุกขึ้นยืนและกล่าวขอโทษคนตระกูลฉิน
“คุณอา คุณลุง ทั้งหมดเป็นความผิดของพวกเราเอง ขอโทษครับ/ค่ะ!”
ฉินอี้หานไม่พูดอะไร ส่วนฉินอี้ซิงมองพวกเขาด้วยความแปลกใจ
“เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
เด็กตระกูลมู่หรงทั้งสามคนเงียบ “…”
รอยยิ้มยังคงอยู่บนหน้าของหลัวเหวินจู๋ เธอไม่เชื่อว่าเหล่าผู้ปกครองของตระกูลฉินจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
ถ้าไม่ใช่เพราะตระกูลฉินใหญ่โตเป็นตระกูลที่อยู่บนยอดพีระมิดของประเทศ เธอก็คงไม่เสียเวลามาที่นี่ แม้ว่าในต่างประเทศ ตระกูลมู่หรงจะไม่มีใครเทียบได้มาโดยตลอด แต่ที่นี่พวกเธอไม่ได้เป็นเจ้าถิ่น ถึงยังไงก็ต้องพาเด็กทั้งสามมาพูดอะไรสักหน่อย
สำหรับหลัวเหวินจู๋ขอแค่ไม่อันตรายถึงชีวิต ตระกูลมู่หรงอย่างพวกเธอก็ยินดีลดศักดิ์ศรีลง ถ้าตระกูลฉินไม่อยากให้ทั้งสองตระกูลต้องบาดหมางกันในอนาคต เรื่องนี้ก็ควรจะจบลงแบบนี้
แต่เมื่อฉินอี้ซิงถามแบบนั้น นั่นไม่เท่ากับการลากตระกูลมู่หรงออกมาและเหยียบย่ำในที่สาธารณะอีกครั้งเหรอ?
ยังไงคนที่ผิดคือลูกชายทั้งสามคนของพวกเธอที่เริ่มก่อน
เยี่ยนผิงรับช่วงต่อบทสนทนาและเอ่ยสรุปอย่างลำเอียง
“เด็กตระกูลมู่หรงทั้งสามคนเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ ยังรู้สึกแปลกใหม่กับทุกอย่าง พวกเขาไม่รู้ว่าห้ามขับขี่รถที่สวนสาธารณะริมแม่น้ำ เด็กทั้งสามคนกำลังขี่รถเล่นจึงได้พบกับพวกเฉิงเจ๋อโดยบังเอิญและเกือบจะชนพวกเขาล้ม อย่างไรก็ตาม เด็ก ๆ ตระกูลมู่หรงก็ตอบสนองอย่างรวดเร็วและยอมตกลงไปในแม่น้ำแทนที่จะทำให้เด็ก ๆ ตระกูลฉินเจ็บตัว!”
ฉินอี้เฉินหัวเราะเบา ๆ ที่จริงเขาดูคลิปในมือถือแล้ว
“เยี่ยนผิง ความสามารถในการหลับหูหลับตาโกหกของคุณดูเหมือนจะแย่ลงไปทุกทีเลยนะ!”
พูดจบเขาก็ฉายภาพในคลิปขึ้นผนังในห้องรับแขก เป็นคลิปในช่วงที่เกิดเรื่องขึ้นพอดี
เยี่ยนผิงและภรรยาสะดุ้ง “…”
มู่หรงเจิ้นฮุยและภรรยาเองก็ชะงัก “…”
ตระกูลฉินเล่นแบบนี้เลยเหรอ!
สายตาของทั้งสี่คนมองตรงไปยังฉินอี้หาน คุณชายสามตระกูลฉินผู้มีอำนาจในการตัดสินใจซึ่งไม่ได้พูดอะไรมาตลอดการสนทนา
สายตาของฉินอี้หานเยือกเย็นเป็นพิเศษ แววตาเหมือนจะกลืนกินชีวิตอีกฝ่ายเข้าไปอย่างไรอย่างนั้น
มู่หรงเจิ้นฮุยพูดต่อทันที “เด็ก ๆ ของบ้านเราประมาทเกินไป พวกเขาคุ้นเคยกับการทำสิ่งที่พวกเขาต้องการเหมือนตอนอยู่ต่างประเทศ”
ความหมายก็คือเด็ก ๆ ตระกูลมู่หรงสามารถทำตัวไร้ศีลธรรมในต่างประเทศได้ แม้ว่าจะมีสถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น อย่างไรตระกูลมู่หรงก็แบกรับผลที่ตามมาไหว
นี่เป็นการแสดงพลังของตระกูลมู่หรงให้เห็นทางอ้อม
ริมฝีปากบางของฉินอี้หานกระตุกขึ้นเล็กน้อย
“ต่างประเทศก็คือต่างประเทศ ในประเทศก็คือในประเทศ ถ้าควบคุมตัวเองไม่ได้ก็ไม่ควรเพิ่มภาระให้กับมาตุภูมิ! คุณมู่หรงคิดว่าอย่างไร?”
ปลายนิ้วมือของมู่หรงเจิ้นฮุยสั่นเทาเล็กน้อย แต่เจ้าตัวยังคงยิ้มอยู่
“จะพูดแบบนี้ก็ไม่ผิดครับ แต่ถึงยังไงพวกเขาก็มีเชื้อสายของแผ่นดินจีนเหมือนกัน หวังว่าคุณคงจะไม่ถือสาหาความ?”
ใบหน้าของฉินอี้หานไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึก “งั้นพวกคุณก็ควรไปเรียนรู้กฎเกณฑ์ที่ถูกต้องมาก่อน!”
หลัวเหวินจู๋โกรธจนทนไม่ไหวอีกต่อไป “การอบรมของตระกูลฉินดีมากนักเหรอ? เด็กวัยสามขวบบ้านคุณ ตอนจะฆ่าคนฉันไม่เห็นเธอกะพริบตาเลยด้วยซ้ำ!”
ฉินอี้เฉินพูดออกมาทันที “คุณหลัวเหวินจู๋ กรุณาระวังคำพูดของคุณด้วย! ทุกคนรู้ดีว่าอิงอิงน้อยไม่ได้ฆ่าใคร คุณเองก็น่าจะรู้อยู่แก่ใจ คนเราจะกินอะไรก็สามารถกินได้เท่าที่ต้องการ แต่จะพูดอะไรมากเท่าที่ต้องการไม่ได้ คุณหลัวควรรู้ไว้นะครับ!”
หลัวเหวินจู๋มองพร้อมยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม แววตาของฉินอี้เฉินไร้ซึ่งความปรานี
“คุณหลัวพูดจาใส่ร้ายเด็กน้อยวัยสามขวบครึ่ง ตามวรรคสองมาตรา 246 ของกฎหมายอาญาในประเทศ อาชญากรรมฐานหมิ่นประมาท หมายถึงการจงใจประดิษฐ์และเผยแพร่ข้อเท็จจริงที่เป็นเท็จ รวมถึงการดูหมิ่นบุคลิกภาพของผู้อื่น ทำลายชื่อเสียงของผู้อื่นหรือสร้างเหตุการณ์ที่ถือว่าร้ายแรง ใครก็ตามที่ก่ออาชญากรรมนี้จะต้องถูกตัดสินจำคุกไม่เกินสามปี กักขังคุมประพฤติ หรือถูกลิดรอนสิทธิทางการเมือง”
หลัวเหวินจู๋พูดไม่ออก “…”
ฉินอี้เฉินพูดเสริม “อย่างไรก็ตาม ตระกูลฉินของเรามีหลักฐานเพียงพอที่จะพิสูจน์ว่าเด็กชายทั้งสามของตระกูลมู่หรงมีแรงจูงใจในการฆาตกรรมและมีพฤติกรรมที่สื่อถึงเจตนาฆ่า!”
บนจอโปรเจ็กเตอร์ที่อยู่บนผนังฝั่งตรงข้าม ฉายให้เห็นแววตาที่เย็นชาและดุร้ายของเซี่ยงเฉินผู้เป็นคุณชายใหญ่ของตระกูลมู่หรง ทันใดนั้นเขาก็บิดคันเร่งด้วยมือขวา กัดฟัน และพุ่งตรงไปหาเด็กสามคนของตระกูลฉินที่กำลังตกใจกับเหตุการณ์นี้ทันที
หลัวเหวินจู๋ใจตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม “…”