สตรีมเมอร์สาวย้อนเวลามาเลี้ยงมหาวายร้าย - บทที่ 112 คำเชิญ
บทที่ 112 คำเชิญ
หลังจากบอกลาญาติมิตรและเพื่อนฝูง ครอบครัวสี่คนก็มานั่งรับลมเย็นที่สวนหลังบ้าน
เมิ่งหนานซวี่พิงตัวลงบนร่างเสือโคร่งขาวตัวใหญ่อย่างเกียจคร้าน แหงนหน้ามองท้องฟ้าดวงดาวที่ไร้ก้นบึ้ง ดอกไฮเดรนเยียสีฟ้าไหวเอนตามสายลม ผีเสื้อราตรีเรืองแสงกะพริบวิบวับราวกับดวงดาวบนดิน
หางฟู ๆ ของเสือขาวปัดผ่านปลีแข้งของเมิ่งหนานซวี่เป็นจังหวะ ดูผ่อนคลายและสบายอารมณ์ยิ่งนัก บนหลังเสือมีหมาป่าหิมะน้อยและเสือดาวหิมะน้อยนอนหมอบอยู่ ทั้งคู่ต่างคลอเคลียกันไปมาพลางกระซิบกระซาบความลับเล็ก ๆ ของเด็ก ๆ
ลมเย็นในคืนฤดูร้อนพัดผ่านปลายผม เมิ่งหนานซวี่หลับตาลงพลางฮัมเพลงเบา ๆ ด้วยความอิ่มเอมใจ เสือขาวตัวใหญ่หันกลับมา ดวงตาสีฟ้าใสนั้นดูศักดิ์สิทธิ์และอ่อนโยน เขาจ้องมองเมิ่งหนานซวี่ แววตาที่เคยเย็นเยียบราวหิมะละลายกลายเป็นผืนน้ำในฤดูใบไม้ผลิ
เมิ่งหนานซวี่สบตาเข้าอย่างจังจนเสียงเพลงหยุดกะทันหัน
“มองฉันทำไมคะ?”
เธอกะพริบตา น้ำเสียงเต็มไปด้วยร่องรอยของรอยยิ้ม
เสือขาวก้มหน้าลง จ้องมองเธออย่างเงียบเชียบ ลายพาดกลอนสีเงินดูแปลกตาและงดงาม ภายใต้แสงจันทร์มันดูเหมือนจะเปล่งประกายจาง ๆ ระยะห่างนี้… มันใกล้จนสัมผัสได้ถึงความจริง
เมิ่งหนานซวี่สะกดกลั้นความคิดที่จะหลบสายตา แล้วมองตรงเข้าไปในดวงตาของเสือยักษ์ตรงหน้า เว่ยเชิงโม่ฉายแววขำขันในดวงตา เขาเห็นชัดเจนว่าติ่งหูของเธอเริ่มแดงระเรื่อ
อากาศรอบตัวดูเหมือนจะเริ่มอบอวลไปด้วยความรู้สึกบางอย่าง ผีเสื้อราตรีตกลงบนดอกไฮเดรนเยียอย่างเงียบเชียบ ราวกับเกรงว่าจะรบกวนคู่รักตรงหน้า
เมิ่งซางลู่ลอบถอนหายใจ เขามองไปทางเว่ยเชิงไป๋ที่อยู่ข้าง ๆ กำลังจะบอกว่า “เรื่องของผู้ใหญ่เด็กห้ามดู” แต่กลับเห็นเสือดาวหิมะน้อยจ้องมองฉากตรงหน้าตาเขม็ง แถมหางยังสะบัดไปมาจนดูเหมือนดอกไม้บาน
เว่ยเชิงไป๋ “คุณอาสู้ ๆ! ลุยเลย!”
เมิ่งซางลู่ผู้บรรลุภาษาเสือดาวเลเวลสิบ: ……
เขาทำหน้าเพลีย พลางยื่นอุ้งเท้าไปปิดตาของน้องชาย เว่ยเชิงไป๋ที่กำลังดูอย่างตื่นเต้น: ???
“เมี๊ยววว?”
พี่ทำอะไรน่ะ!
เสียงร้องนุ่มนิ่มทำให้หนึ่งคนกับหนึ่งเสือที่กำลังจ้องตากันซึ้งหลุดออกจากภวังค์ เมิ่งหนานซวี่หันไปมองบนหลังเสือขาว เห็นหมาป่าหิมะน้อยกดทับเสือดาวหิมะน้อยไว้ โดยมีอุ้งเท้าขาว ๆ สองข้างปิดตาของน้องชายไว้แน่น
เมิ่งหนานซวี่: …… นี่มันท่าไหนกันล่ะนั่น?
เมื่อเห็นอาสะใภ้มองมา หมาป่าหิมะน้อยผู้รู้ความก็รีบคาบคอเสื้อเสือดาวหิมะน้อยขึ้นมาทันทีอย่ารบกวนเวลาส่วนตัวของคุณอาหนานซวี่กับคุณอาเว่ยเชิงจะดีกว่า
เขาสะบัดหัวไปทางวิลล่า เป็นสัญญาณบอกว่าพวกเขากำลังจะกลับเข้าบ้านแล้ว จากนั้นก็กระโดดลงจากหลังเสือขาว เดินจากไปโดยไม่หันกลับมามอง ราวกับมีสัตว์ประหลาดตามหลังมา
เสือดาวหิมะน้อยดิ้นรนอย่างไม่ยอมแพ้ “เมี๊ยวว แง้ว ๆ!”
หมาป่าหิมะน้อยนิ่งสงบมาก เมินเฉยต่อการดิ้นรนนั้นแล้วเดินตรงเข้าบ้านไปเลย
เมิ่งหนานซวี่: …… สรุปมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย?
เธอกำลังจะหันไปถามแมวยักษ์ของเธอ แต่กลับถูกมือหนาที่นิ้วเรียวยาวหมุนใบหน้าให้หันกลับมา เว่ยเชิงโม่ที่คืนร่างเป็นมนุษย์ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ก้มลงจูบเมิ่งหนานซวี่ทันที
ริมฝีปากของเขาค่อนข้างบาง ยามที่กดจูบลงมานั้นทรงพลังมาก อุณหภูมิที่เย็นนิด ๆ ทำให้เมิ่งหนานซวี่สั่นสะท้านไปทั้งตัว ความรู้สึกนี้อธิบายยาก มันเหมือนการดื่มเหล้าผลไม้จาง ๆ ที่ทำให้มึนเมาเล็กน้อยแต่ก็น่าหลงใหลจนถอนตัวไม่ขึ้น
เพียงแต่ว่า… ริมฝีปากของแมวยักษ์นี่นุ่มเหมือนเยลลี่เลยแฮะ
ว่าแต่เยลลี่นี่ทำยังไงนะ?
เมิ่งหนานซวี่เริ่มจิตหลุดไปเรื่องของกิน
เว่ยเชิงโม่รู้สึกได้ว่าเธอเหม่อลอย จึงขบเม้มริมฝีปากเธอเบา ๆ เป็นการทำโทษ เมิ่งหนานซวี่ร้อง “ซี้ด” ออกมาเบา ๆ ก่อนจะจมดิ่งลงไปในดวงตาดุจทะเลลึกของเขาอีกครั้ง ช่างเถอะ เรื่องเยลลี่ไว้ค่อยว่ากัน ตอนนี้เป็นเวลาเสพสุขกับความหล่อระดับพรีเมียมต่างหาก!
เว่ยเชิงไป๋เขย่งเท้ามองออกไปข้างนอก ใบหน้าเล็ก ๆ บูดบึ้งด้วยความโกรธ
“พี่พาผมกลับมาทำไม?”
ถ้าไม่กลับมา เขาอาจจะได้เห็นฉากจูบของจริงก็ได้นะ!
เมิ่งซางลู่: …… นี่แกยังอยากจะดูฉากเลิฟซีนอีกเหรอ? ฝันไปเถอะ!
“หนังสือที่พี่สั่งให้ไปอ่านเมื่อวาน อ่านจบหรือยัง?” พี่ชายจอมมารเอ่ยถามอย่างเย็นชาและไร้ความปราณี
เป็นเสือดาวดี ๆ ทำไมถึงอยากกินแต่อาหารหมา (ดูคนรักกัน) นักนะ?
เว่ยเชิงไป๋ที่เมื่อวานดูการ์ตูนทั้งคืน: ……
“พี่ชาย!” น้ำเสียงของเว่ยเชิงไป๋หวานหยดย้อยทันที “พวกเราไปกินไอศกรีมกันเถอะ!”
เรียนเหรอ? ไม่มีทางหรอก เป็นไปไม่ได้เลยสักนิด!
เมิ่งซางลู่: ……
เสียงของระบบ 521 ดังขึ้นด้วยความหมดแรง [พวกคุณจะจูบกัน ช่วยบอกล่วงหน้าหน่อยได้ไหม!] ทุกครั้งที่ถูกบังคับเข้าห้องมืด (เซ็นเซอร์) มันจะทนไม่ไหวแล้วนะ!
เมิ่งหนานซวี่รู้สึกผิดเล็กน้อย “ก็พวกเรา… มันอดใจไม่ไหวนี่นา?”
521: …… คุณมันสูงส่ง! คุณมันยิ่งใหญ่! ในใจคุณเคยมีผม 521 บ้างไหม!
เมิ่งหนานซวี่จึงต้องรับมือกับแมวยักษ์ทางหนึ่ง พร้อมกับง้อระบบของตัวเองอีกทางหนึ่ง พลังจิตอันมหาศาลห่อหุ้ม 521 ไว้หลายชั้น เธอใช้หนวดพลังจิตที่ควบแน่นออกมาลูบไล้ตัวตนของ 521 เบา ๆ
521: …… หึหึหึ ถึงจะลูบสบายมาก แต่ผมก็ไม่ยกโทษให้ง่าย ๆ หรอกนะ!
เมิ่งหนานซวี่ไม่ได้หวังจะง้อได้ในทันที เธอเริ่มใช้พลังจิตของตัวเองหล่อเลี้ยง 521: “ฉันผิดไปแล้วที่ไม่ได้นึกถึงความรู้สึกนาย ครั้งหน้าฉันจะระวังนะ!”
521 ที่ถูกห้อมล้อมด้วยพลังจิตแสนอุ่นยังคงแง่งอน: [จริงเหรอ?]
“จริงแท้แน่นอน!” เมิ่งหนานซวี่เอ่ยอย่างจริงใจสุดซึ้ง “นายน่ะเป็นคู่หูที่สำคัญที่สุดของฉันนะ เขาจะมารู้ใจฉันเท่านายได้ยังไง ความลับทั้งหมดของฉันนายน่ะรู้หมดคนเดียวเลยนะ!”
อันนี้ก็จริงแฮะ
หลังจากเมิ่งหนานซวี่ยอมเซ็นสัญญาทาสไปหลายข้อ ในที่สุด 521 ก็ยอมยกโทษให้โฮสต์ของตนอย่างเมตตา เมื่อเห็น 521 กลับไปเล่นเกมอย่างมีความสุข เมิ่งหนานซวี่ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
“ทำไมเหม่ออีกแล้วล่ะครับ?” แมวยักษ์ในร่างมนุษย์เริ่มไม่พอใจ
เมิ่งหนานซวี่มองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะระดมขยี้แก้มเขาอย่างแรง
“เสน่ห์แรงจนเป็นภัยจริง ๆ เลยนะ”
คุณไม่รู้หรอกว่าฉันต้องจ่ายค่าตอบแทนอะไรไปบ้างเพื่อคุณเนี่ย!
เว่ยเชิงโม่ที่ถูกหาว่าเป็นตัวอันตรายแต่ไม่รู้อะไรเลย: ??? ไร้เดียงสาและงุนงงสุดขีด
เมิ่งหนานซวี่หลุดขำกับท่าทางของเขา เธอโอบกอดเอวของเว่ยเชิงโม่ ปล่อยให้ตัวเองพิงหน้าอกที่แข็งแกร่งของเขาไว้ เว่ยเชิงโม่เรียนรู้งานไว เขาโอบกอดคนรักไว้แน่นโดยสัญชาตญาณ ทั้งคู่ไม่ได้พูดอะไรกัน เพียงแค่อิงแอบกันอย่างเงียบเชียบ ดื่มด่ำกับค่ำคืนที่มีเพียงพวกเขาสองคน
[ข้อมูลตระกูลหรงทั้งหมดอยู่นี่แล้วครับ] 521 เวลาจริงจังก็พึ่งพาได้มากจริง ๆ
เมิ่งหนานซวี่เปิดดูข้อมูลพลางถาม: “มีจุดไหนที่ต้องระวังเป็นพิเศษไหม?”
[จะว่าไป มีจุดหนึ่งจริงๆ] 521 ให้เธอเลื่อนไปดูหน้าแรก ๆ
[บรรพบุรุษตระกูลหรงก็เคยเป็น “ผู้พิทักษ์คลัง” เหมือนกัน คลังข้อมูลวรรณกรรมที่เขารับผิดชอบอยู่ติดกับคลังข้อมูลอาหารเลยล่ะ]
ได้ยินข่าวนี้ เมิ่งหนานซวี่ดวงตาเป็นประกายทันที
ดูท่าตระกูลหรงน่าจะรู้ที่มาที่ไปของสร้อยเส้นนี้จริง ๆ
เมิ่งหนานซวี่ถอดสร้อยออกมาพิจารณาอย่างละเอียด เส้นสีฟ้าขาวบิดเบี้ยวเป็นรูปทรงแปลกตา แม้จะบอกไม่ได้ว่าเป็นรูปอะไร แต่มันกลับแฝงไปด้วยความงามที่ประหลาด
“ฉันควรจะไปเยี่ยมตระกูลหรงสักหน่อย”
521 เห็นด้วยอย่างยิ่ง
เมิ่งหนานซวี่ที่ตัดสินใจได้แล้ว กำลังจะติดต่อ “หรงหลี่จือ” ที่เคยทิ้งเบอร์ติดต่อไว้ให้ ก็ได้ยินเสียงแจ้งเตือน “ติ๊ด ๆ ๆ” ดังขึ้น
521 สงสัย: [เวลานี้ ใครติดต่อมากันนะ?]
เมิ่งหนานซวี่ไม่รู้จักเบอร์นี้ แต่เธอก็เลือกรับสาย
“สวัสดีค่ะคุณเมิ่ง ต้องขออภัยที่มารบกวนกะทันหันแบบนี้” เสียงผู้หญิงวัยกลางคนที่ดูนุ่มนวลและอ่อนโยนดังขึ้น
“ไม่เป็นไรค่ะ ตอนนี้ฉันไม่ยุ่ง ท่านคือ…”
“ฉันคือ ‘ซูซี่’ ครูใหญ่ของโรงเรียนประถมสี่นักบุญบนดาวเมืองหลวงค่ะ”
นี่มันโรงเรียนที่เจ้าก้อนแป้งที่บ้านกำลังจะเข้านี่นา!
เมิ่งหนานซวี่ตื่นตัวขึ้นมาทันที: “สวัสดีค่ะคุณครูใหญ่ซูซี่!”
ครั้งแรกที่ต้องสวมบทผู้ปกครอง เมิ่งหนานซวี่รู้สึกประหม่าขึ้นมาทันที เธอนั่งตัวตรงทำตัวเป็นเด็กดีรอฟังคำ “อบรม” จากครูใหญ่
ตอนเป็นนักเรียนเองเธอยังไม่ตื่นเต้นขนาดนี้เลยนะเนี่ย!
“คุณเมิ่งคะ ที่ฉันติดต่อมาวันนี้เพราะมีเรื่องอยากจะขอความช่วยเหลือจากคุณค่ะ” น้ำเสียงของซูซี่เต็มไปด้วยความจริงจัง
เมิ่งหนานซวี่ตั้งอกตั้งใจฟัง
“ฉันอยากจะเริ่มผลักดัน ‘วัฒนธรรมอาหารโบราณ’ ในโรงเรียนประถมอย่างเป็นทางการ ฉันหวังว่าจะได้รับความช่วยเหลือจากคุณค่ะ!”
“ดูเหมือนคุณครูใหญ่ซูซี่อยากจะตั้งโรงอาหารในโรงเรียนประถมน่ะครับ” เว่ยเชิงโม่เอ่ยอย่างใช้ความคิด
ดูท่าท่านผู้นำสูงสุดเริ่มขยับเขยื้อนแล้ว
เมิ่งหนานซวี่พยักหน้า “ไม่ใช่แค่นั้นนะคะ ท่านยังอยากให้การทำอาหารถูกบรรจุเข้าไปในวิชาทักษะชีวิตด้วย”
ในยุคดวงดาว นักเรียนประถมให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ทักษะชีวิตมาก ประเพณีนี้สืบทอดมาจากเมื่อพันปีก่อน ในตอนนั้นผู้ใหญ่ยุ่งอยู่กับการสู้รบกับสัตว์อสูรจนไม่มีเวลาดูแลเด็ก ๆ ส่งผลให้อัตราการรอดชีวิตของเด็กลดลงอย่างมาก
พื่อแก้ไขปัญหานี้ นักการศึกษาผู้ยิ่งใหญ่ในตอนนั้นที่ชื่อว่า “มิลิส” จึงตัดสินใจเปิดวิชาทักษะชีวิตขึ้นมา เพื่อให้เด็ก ๆ เรียนรู้วิธีดูแลตัวเอง ซึ่งได้ผลลัพธ์ที่ดีมาก และวิชาทักษะชีวิตก็กลายเป็นวิชาบังคับของเด็กประถมสหพันธรัฐมาตั้งแต่นั้น
เว่ยเชิงโม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการตัดสินใจของคุณครูใหญ่ซูซี่ เมิ่งหนานซวี่เองก็เช่นกัน
“ฉันตั้งใจว่าจะไปที่โรงเรียนประถมสี่นักบุญสักหน่อยค่ะ” เมิ่งหนานซวี่กล่าว
เว่ยเชิงโม่มองไปที่วายร้ายน้อยทั้งสองที่อยู่ไม่ไกล: “พวกเราไปด้วยกันเถอะครับ ถือโอกาสให้พวกเขาลองไปทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมก่อนด้วย”