สตรีมเมอร์สาวย้อนเวลามาเลี้ยงมหาวายร้าย - บทที่ 135 ฟังฉัน
บทที่ 135 ฟังฉัน
1314 ที่พูดค้างไว้ครึ่งประโยค “…..”
521 รีบเอาข้อมูลไปถูไถปลอบใจคู่หู [เอาน่า ทำใจเถอะ โฮสต์บ้านฉันน่ะฆ่าฟันฝ่าฟันมาจากยุควันสิ้นโลกเชียวนะ แทนที่จะใช้เหตุผลกล่อมคน ดูเหมือนเธอจะเชื่อมั่นในคติ ‘พลังสยบทุกสรรพสิ่ง’ มากกว่าน่ะ!]
ในฐานะระบบของเมิ่งหนานซวี่ 521 ย่อมรู้จักเธอดีที่สุด มันรู้ว่าเมิ่งหนานซวี่ไม่รังเกียจที่จะใช้กำลังเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
ใครจะไม่เข้าใจ หรือไม่ยอมรับ สำหรับเธอนั้นล้วนไม่ใช่เรื่องสำคัญ เธอสนแค่เรื่องเดียว คือในสถานที่ที่เธอปกป้องอยู่ จะมีคนรอดชีวิตเหลืออยู่เท่าไหร่แสงประทีปแห่งวันสิ้นโลก สุดท้ายก็เป็นเพียงตะเกียงที่โดดเดี่ยวดวงหนึ่ง
ภายใต้แรงกดดันจากพลังการต่อสู้ที่น่าหวาดกลัวของเมิ่งหนานซวี่ ทุกคนต่างยืนนิ่งอยู่กับที่อย่างว่าง่าย
เมิ่งหนานซวี่กวาดสายตามองรอบ ๆ ด้วยแววตาเฉียบคม “พวกคุณคิดว่าฉันเก่ง หรือว่าหมอนี่เก่งกว่า?”
เธอใช้เท้าเขี่ยร่างคนร้ายที่ถูกเว่ยเชิงโม่แช่แข็งไว้
ทุกคน “…..”
แน่นอนว่าต้องเป็นคุณสิครับ คนร้ายที่ไหนจะกระทืบพื้นโลหะผสมพิเศษจนแตกละเอียดได้ด้วยเท้าเปล่าแบบนั้นล่ะ!
“ฉันปกป้องพวกคุณได้” เสียงของเมิ่งหนานซวี่เรียบนิ่งแต่ทรงพลังและน่าเชื่อถือ
“ตอนนี้ อย่าวิ่งพล่าน กลับไปที่ที่นั่ง แล้วเปิดโหมดป้องกันซะ”
ผู้โดยสารต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
“ฟังพี่สาวคนนี้เถอะค่ะ!”
หมี่ซือซือ เป็นคนแรกที่ยืนขึ้นขานรับ เธอมองไปยังทุกคนแล้วตะโกนบอก
“ตอนนี้สถานการณ์ยังไม่ชัดเจน การวิ่งไปมาจะยิ่งอันตรายกว่าเดิม ใครจะไปรู้ว่าบนยานลำนี้ยังมีคนร้ายอีกกี่คน?”
หลายคนเริ่มหันมามองหมี่ซือซือ รวมถึงเมิ่งหนานซวี่ด้วย
“ตรงนี้คือที่ที่ปลอดภัยที่สุดในยานตอนนี้แล้ว คนร้ายที่เรารู้จักถูกพี่ชายคนนั้นปราบไปแล้ว ส่วนคนร้ายที่เรายังไม่รู้คงยังมาไม่ถึงในเร็ว ๆ นี้หรอก และต่อให้มาถึง ก็ยังมีพี่สาวคนนี้อยู่! เพราะงั้นทุกคนรออยู่ที่นี่เถอะ รอพี่ชายคนที่ไปห้องนักบินกลับมาบอกข่าวดีกว่า!”
หมี่ซือซือวิเคราะห์อย่างมีเหตุมีผล ทำให้ผู้โดยสารหลายคนเริ่มคล้อยตาม
ส่วนพวกที่ยังไม่ค่อยเชื่อ… พอมองไปยังหญิงสาวชุดแดงที่ยืนคุมเชิงอยู่ไกล ๆ ก็ถูก “บังคับ” ให้คล้อยตามไปโดยปริยาย
หากต้องการรักษาความสงบในเวลาอันสั้น พลังหมัดคือทางเลือกที่รวดเร็วที่สุดจริง ๆ
ผู้โดยสารเริ่มทยอยกลับเข้าที่นั่ง ห้องโดยสารเริ่มกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงสะอื้นเบา ๆ ของเด็กตัวน้อยที่ยังคงดังแว่วอยู่ในอากาศ เมิ่งหนานซวี่โน้มตัวลงเก็บเม็ดยาที่กระจัดกระจายขึ้นมา
ส่วนหมี่ซือซือเกาะขอบโต๊ะไว้ ร่างกายของเธอสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้
เธอไม่กลัวเหรอ?
เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่กลัว
แต่หมี่ซือซือรู้ดีว่า ยิ่งวิกฤตเท่าไหร่ก็ยิ่งต้องตั้งสติ ภายใต้เงื่อนไขที่รักษาตัวเองได้ ต้องพยายามช่วยเหลือคนอื่นให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
พวกเขาทั้งลำลำนี้โชคดีมากที่ได้เจอคนอย่างพี่สาวเมิ่งที่มีฝีมือและยอมยืนหยัดออกมาปกป้องทุกคน ดังนั้นเธอต้องทำในสิ่งที่พอจะทำได้ นั่นคือบอกสถานการณ์ให้ทุกคนรู้ เพื่อให้ทุกคนให้ความร่วมมือและเข้าใจพี่สาวเมิ่ง
ในจังหวะที่หมี่ซือซือทรงตัวไม่อยู่จนเกือบจะล้มลง มือที่ทรงพลังคู่หนึ่งก็คว้าแขนเธอไว้ได้อย่างมั่นคง
“เธอทำได้ดีมาก”
เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นข้างหู หมี่ซือซือเงยหน้ามองหญิงสาวชุดแดงตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ
ไม่รู้ว่าเมิ่งหนานซวี่เดินมาถึงข้างตัวเธอตั้งแต่เมื่อไหร่
หมี่ซือซือขอบตาแดงก่ำ เรียกเบา ๆ “พี่สาวเมิ่ง…”
“อืม ฉันเอง”
ต่างจากท่าทีแข็งกร้าวเมื่อครู่ เมิ่งหนานซวี่ในตอนนี้ดูเหมือนตอนที่เธอไลฟ์สด อ่อนโยนและเป็นกันเอง “เธอยังไหวไหม? ฉันต้องการความช่วยเหลือจากเธอ”
หมี่ซือซือยืนตัวตรง พยักหน้าอย่างจริงจัง
เธอทำได้!
“ช่วยแจกยาพวกนี้ให้คนที่ต้องการทีนะ” เมิ่งหนานซวี่กล่าวอย่างหนักแน่น “ไม่ว่าหลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น ไม่ต้องกลัว เชื่อใจฉัน ฉันจะปกป้องพวกคุณเอง”
เสียงฝีเท้าเริ่มดังขึ้นจากนอกห้องโดยสาร หมี่ซือซือหน้าซีดเผือด มองเมิ่งหนานซวี่ด้วยความกังวล
ทว่าหญิงสาวชุดแดงกลับไม่มีท่าทีสะทกสะท้านแม้แต่น้อย เธอยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น ราวกับกำแพงเมืองที่แข็งแกร่งที่สุดที่สามารถต้านทานภยันตรายทุกอย่างได้
แสงมีดสีดำทองวาววับ พลังจิตวิญญาณอันกล้าแกร่งแผ่ซ่านออกไปรอบทิศทางราวกับกระแสน้ำหลาก เมิ่งหนานซวี่ควงมีดสั้นในมือ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย แต่รอยยิ้มนั้นไปไม่ถึงดวงตา
“ครั้งนี้… ไม่รับประกันความเป็นความตาย”
ในเมื่อเธออยู่ที่นี่ ก็อย่าหวังว่าใครหน้าไหนจะผ่านไปได้! ภายในห้องนักบิน เสียงลมหวีดหวิว เกล็ดหิมะกระจายว่อน
“ใครส่งพวกแกมา?”
แววตาของเว่ยเชิงโม่เย็นเยียบดุจน้ำแข็งบังอาจจี้ชิงยานพลเรือน โทษหนักมิอาจอภัย! ชายหนุ่มในผ้าคลุมสีดำหัวเราะร่าพลางกระอักเลือด
“ฆ่าฉันซะสิ”
ดวงตาของเขาว่างเปล่า ราวกับไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่ในนั้นอีก คนคนนี้ ไม่มีแม้แต่ความปรารถนาที่จะมีชีวิตอยู่
[คำเตือน! คำเตือน! ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติถูกทำลาย! โปรดผู้ขับขี่ระวัง! โปรดผู้ขับขี่ระวัง!]
เมื่อเห็นยานกำลังพุ่งเข้าสู่แถบอุกกาบาต เว่ยเชิงโม่ไม่รอช้า แช่แข็งชายคนนั้นทันที
“เปลี่ยนเป็นโหมดควบคุมด้วยมือ!”
เขาก้าวไปข้างหน้า เริ่มป้อนคำสั่งเข้าสู่ระบบยาน
[การยืนยันตัวตนไม่ผ่าน! ท่านไม่มีสิทธิ์ในการขับเคลื่อนยานโดยสาร C8651!]
สายรัดข้อมือขวาของเว่ยเชิงโม่เปล่งแสงวับ
[กำลังตรวจสอบ… ตรวจสอบสำเร็จ!]
[สิทธิ์การควบคุมยานถูกโอนย้ายชั่วคราว พลตรีเว่ยเชิงโม่ โปรดสั่งการ!]
เว่ยเชิงโม่ป้อนคำสั่งพลางถาม “ดาวดวงไหนอยู่ใกล้ที่นี่ที่สุด?”
[จากการตรวจสอบ ดาวที่ใกล้ที่สุดคือ ดาวโอวเวย์]
คลังพลังงานถูกทำลาย พลังงานที่เหลืออยู่กำลังรั่วไหลอย่างต่อเนื่อง แววตาของเว่ยเชิงโม่มืดมนลง
“ติดต่อไปที่ศูนย์ควบคุมการบินของดาวโอวเวย์ บอกพวกเขาว่ายานโดยสาร C8651 ถูกโจมตี และกำลังจะลงจอดฉุกเฉิน!”
[รับทราบ!]
นิ้วทั้งสิบของเว่ยเชิงโม่ขยับราวกระพือปีก คำสั่งถูกป้อนเข้าไปอย่างแม่นยำและรวดเร็ว ยานสั่นสะเทือนอยู่สองสามครั้งก่อนจะบินออกจากเขตอันตรายได้สำเร็จ
ในตอนนั้นเอง กัปตันที่สลบอยู่บนพื้นก็ฟื้นคืนสติขึ้นมา
เขาครางออกมาคำหนึ่ง ก่อนจะรีบตะเกียกตะกายลุกขึ้น เมื่อเห็นว่ายานพ้นขีดอันตรายแล้ว เขาจึงลอบถอนหายใจยาว
“ท่านพลตรี ครั้งนี้ต้องขอบคุณท่านจริง ๆ !”
ในฐานะกัปตัน การโอนย้ายสิทธิ์ควบคุมยานย่อมไม่อาจปิดบังเขาได้ แต่เมื่อเห็นข้อมูลที่แสดงบนสมาร์ทเบรน เขาก็ยังอดตกใจไม่ได้
คนคนนี้คือคนจากหน่วย ‘เฉาซี’
ชื่อเสียงของ ‘เฉาซี’ นั้นโด่งดังไปทั่วทั้งสหพันธรัฐ ประชาชนทั่วไปมักจะเห็นชื่อพวกเขาผ่านรายชื่อประกาศเกียรติคุณ หรือไม่ก็รายชื่อผู้สละชีพเท่านั้น
กัปตันยอมรับเลยว่า เมื่อเห็นข้อมูลของท่านพลตรีคนนี้ เขาก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาก
“ตามหน้าที่ครับ ท่านไม่จำเป็นต้องขอบคุณ” เว่ยเชิงโม่พยักหน้าให้เขา
ในฐานะทหาร การปกป้องประชาชนชาวสหพันธรัฐคือหน้าที่ที่เขาไม่อาจหลีกเลี่ยง
กัปตันหยิบเครื่องรักษาออกมาจากอุปกรณ์มิติ การขยับตัวง่าย ๆ เพียงครั้งเดียวกลับทำให้แผลที่โชกเลือดฉีกขาดอีกครั้ง จนเขาเกือบจะกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด
“ที่นี่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ผมเถอะครับ” กัปตันผู้ไว้หนวดยาวเหนือริมฝีปากส่งยิ้มให้เว่ยเชิงโม่
เว่ยเชิงโม่มองแขนที่บาดเจ็บของเขาด้วยความกังวล
“การปกป้องประชาชนคือภารกิจของคุณ แต่การพาผู้โดยสารไปถึงที่หมายอย่างปลอดภัยคือภารกิจของผม” กัปตันเก็บหมวกขึ้นมาจากพื้น ปัดฝุ่น แล้วสวมกลับบนศีรษะอีกครั้ง
เขาจัดหมวกให้ตรง สีหน้าสงบนิ่ง “ไปเถอะครับ ที่นี่คือสนามรบของผม”
“ส่วนสนามรบของคุณ… อยู่ที่นั่น”
ภาพบนจอมอนิเตอร์แสดงให้เห็นเงาร่างนับสิบกำลังพุ่งตรงไปยังห้องโดยสาร เมิ่งหนานซวี่ถีบคนชุดดำตรงหน้าจนหงายหลัง มีดสั้นสีดำทองรับการโจมตีที่พุ่งมาจากอีกด้านไว้ได้
เธอออกแรงกดข้อมือเล็กน้อย มีดสั้นหมุนไปตามอาวุธของอีกฝ่าย จากนั้นเธอก็เตะข้างเข้าใส่ในจังหวะที่ศัตรูหลบไม่พ้น ก่อนจะกลับมาคว้ามีดสั้นแทงสวนลงไป
รูปแบบการโจมตีของคนพวกนี้…
ทำไมมันถึงเหมือนกับ ‘เงามืด’ และ ‘ตัวตลก’ ขนาดนี้นะ?
เมิ่งหนานซวี่นึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ลอบทำร้ายหลังงานเลี้ยงของสามีภรรยาออสวอลด์ ในใจก็ยิ่งทวีความสงสัย คนพวกนี้… เป็นแค่นักฆ่าธรรมดา ๆ จริงเหรอ?