สตรีมเมอร์สาวย้อนเวลามาเลี้ยงมหาวายร้าย - บทที่ 136 การลงจอดฉุกเฉิน
บทที่ 136 การลงจอดฉุกเฉิน
C8651 เป็นเพียงยานโดยสารขนาดเล็กที่มีขีดจำกัดในการรองรับผู้โดยสาร และมีการกำหนดค่าอุปกรณ์ที่ค่อนข้างธรรมดา มองมุมไหนก็ไม่เหมือนยานประเภทที่จะถูกจี้ชิงได้เลย แล้วทำไมคนกลุ่มนี้ถึงเลือกจัดการกับ C8651?
แววตาของเว่ยเชิงโม่มืดมนลง เขาเร่งความเร็วในการเคลื่อนที่ขึ้นไปอีก
ไม่รู้ว่าทางฝั่งอาซวี่จะเป็นยังไงบ้าง
ทันใดนั้น กระแสความร้อนระอุสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้น พุ่งตรงเข้าโจมตีเว่ยเชิงโต่อย่างจัง
การโจมตีระดับนี้ย่อมไม่อยู่ในสายตาของเว่ยเชิงโม่ เขาไม่แม้แต่จะหยุดชะงัก เพียงแค่ผายมือออกเล็กน้อย ง้าวขนาดยาวที่ควบแน่นจากพายุหิมะก็ก่อตัวขึ้นในมือเขา
ทันทีที่ง้าวเล่มนี้ปรากฏขึ้น อุณหภูมิโดยรอบก็ลดฮวบลงอย่างรวดเร็ว กระแสความร้อนที่พุ่งมาเมื่อครู่พลันสลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย
เงาร่างสีดำที่อยู่ไม่ไกลซวนเซไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันหลังเตรียมวิ่งหนีออกไปด้านนอก
เว่ยเชิงโม่ตวัดง้าว พายุหิมะกลั่นตัวเป็นคมมีด พุ่งเข้าปักร่างที่กำลังหนีตายคนนั้นติดเข้ากับผนังทันที!
เกล็ดหิมะที่แทรกซึมเข้าสู่ผิวหนังลามออกไปอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วครู่คนคนนั้นก็ถูกแช่แข็งกลายเป็นประติมากรรมน้ำแข็ง
ชายหนุ่มชุดขาวไม่แม้แต่จะชายตาแล เขาพุ่งทะยานผ่านร่างนั้นไปอย่างรวดเร็ว
เสียงฝีเท้าที่ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องและกลิ่นอายที่ปะปนกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เว่ยเชิงโม่ขมวดคิ้วเล็กน้อย คนพวกนี้ต่างมุ่งหน้าไปยังห้องโดยสารกันหมด
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ สู้เขาจัดการพวกมันให้สิ้นซากเสียตรงนี้เลยจะดีกว่า! ส่วนพวกที่ผ่านไปได้แล้วนั้น… ก็ได้แต่ขอให้โชคดีกันเองแล้วกัน
เพราะเวลาอาซวี่ลงมือน่ะ… โหดกว่าเขาเยอะ
ดวงตาสีอำพันของเมิ่งหนานซวี่เปล่งประกายจาง ๆ
บนมีดสั้นสีดำทองมีแสงสีขาวอ่อน ๆ พาดผ่าน ทำให้มันดูมีความสังหารลดลงแต่กลับเพิ่มความลึกลับขึ้นมาแทน
เธอคว้าหมับเข้าที่แขนของคนร้าย บิดออกไปในทิศทางตรงกันข้ามอย่างแรง จากนั้นมือซ้ายที่ถืออาวุธก็แทงฉึกลงไปที่หัวไหล่ของอีกฝ่ายอย่างโหดเหี้ยม
แสงสีขาวบนมีดสั้นเลือนหายไปทันทีที่แทงทะลุเนื้อหนัง รูม่านตาของคนร้ายค่อยๆ สูญเสียการโฟกัส แววตากลายเป็นความว่างเปล่าราวกับหุ่นเชิดที่ไร้วิญญาณ ก่อนจะล้มตึงลงไปตรง ๆ เมิ่งหนานซวี่ชักมีดออกมา พลางมองดูคนที่เหลืออย่างใจเย็น
“จะเข้ามาทีละคน หรือจะเข้ามาพร้อมกันหมดเลยดีล่ะ?”
บนมีดสั้นสีดำทองยังคงมีแสงสีขาวจาง ๆ ปกคลุมอยู่
นี่คือท่าใหม่ที่เมิ่งหนานซวี่เพิ่งค้นพบในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เป็นการฝังพลังจิตวิญญาณของเธอเข้าไปในร่างกายของผู้อื่น ขอเพียงถูกอาวุธของเธอทิ่มแทง ก็อย่าหวังว่าใครจะหนีพ้นการควบคุมของเธอได้!
พวกที่อยู่ฝั่งตรงข้ามมองดูเพื่อนร่วมทีมที่นอนระเกะระกะอยู่บนพื้น ความหวาดกลัวในใจพุ่งสูงขึ้นถึงขีดสุด
ท่านผู้นั้น… ไม่เห็นบอกเลยว่าเป้าหมายจะเก่งกาจขนาดนี้!
“ไม่เข้ามาใช่ไหมคะ?” เมิ่งหนานซวี่เอียงคอ พลางคลี่ยิ้มบาง ๆ “งั้นฉันไปหาเองนะ!”
ร่างของเธอหายวับไปจากจุดเดิมทันที และปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งที่ด้านหลังของพวกเขา คนเหล่านั้นรู้สึกเย็นวาบที่หลังคอ ก่อนที่สติสัมปชัญญะทั้งหมดจะดับวูบลง
เลือดกระเด็นมาถูกใบหน้าของเธอ แต่เธอไม่ได้ใส่ใจ กลับเงยหน้าขึ้นมอง “คุณมาสายนะ”
คนพวกนี้ ถูกเธอจัดการเรียบแล้ว
ชายหนุ่มชุดขาวที่อยู่ไม่ไกลสลายกลิ่นอายน้ำแข็งรอบตัวออก เขาเดินเข้ามาหาเธออย่างช้า ๆ แต่ทว่ามั่นคง พลางยิ้มละมุน “ไม่สายหรอกครับ”
“มาทันช่วยเช็ดคราบสกปรกให้พอดีเลย”
เขาใช้นิ้วลูบไล้ใบหน้าของเมิ่งหนานซวี่อย่างอ่อนโยน “อาซวี่ของผม เก่งที่สุดเลย!”
เมิ่งหนานซวี่มองเขา แววตาเริ่มมีความขี้เล่นและรอยยิ้มที่จริงใจปรากฏขึ้น
“พี่สาวเมิ่ง คุณเป็นยังไงบ้างคะ?”
เสียงของหมี่ซือซือดังขึ้นเบา ๆ
เธอได้ยินว่าด้านนอกไม่มีความเคลื่อนไหวแล้ว จึงรวบรวมความกล้าออกมาหาเมิ่งหนานซวี่ เพื่อดูว่าเธอได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า
“ฉันไม่เป็นไรจ้ะ” เมิ่งหนานซวี่ยิ้มพลางโบกมือให้เธอ
หมี่ซือซือดวงตาเป็นประกาย กำลังจะเอ่ยอะไรบางอย่าง แต่กลับถูกแรงสั่นสะเทือนกะทันหันของยานขัดจังหวะเสียก่อน
“คลังพลังงานของยานเสียหาย ตอนนี้กำลังทำการลงจอดฉุกเฉินครับ” เสียงที่ค่อนข้างเย็นชาของเว่ยเชิงโม่ดังขึ้น
ลงจอดฉุกเฉิน?
เมิ่งหนานซวี่ชะงักไปเล็กน้อย
ส่วนหมี่ซือซือนั้นหน้าซีดเผือดด้วยความตกใจ
“ไม่ต้องกังวลครับ” เว่ยเชิงโม่มองไปที่หมี่ซือซือด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น “เงื่อนไขการลงจอดเพียงพอ ทุกคนจะปลอดภัยแน่นอน”
คำพูดที่เด็ดขาดของเขาทำให้หมี่ซือซือค่อย ๆ สงบสติอารมณ์ลงได้
“ฉันพอจะช่วยอะไรได้บ้างไหมคะ?”
แววตาของเว่ยเชิงโม่ฉายแววชื่นชมออกมาวูบหนึ่ง “ถ้าอย่างนั้นรบกวนคุณช่วยบอกทุกคนที ให้เตรียมมาตรการป้องกันทุกอย่างที่ทำได้ เราจะลงจอดอย่างปลอดภัยแน่นอนครับ”
หมี่ซือซือพยักหน้า ก่อนจะรีบหันหลังกลับไปยังห้องโดยสาร ส่วนเมิ่งหนานซวี่และเว่ยเชิงโม่มุ่งหน้าไปยังห้องนักบิน
“แล้วพวกเจ้าหน้าที่บนยานล่ะคะ?” เมิ่งหนานซวี่มองดูทางเดินที่ว่างเปล่าพลางถามด้วยความสงสัย
เว่ยเชิงโม่ส่ายหน้า “ผมยังไม่พบร่องรอยของพวกเขาเลย”
แววตาของเมิ่งหนานซวี่หม่นลงเล็กน้อย
เว่ยเชิงโม่กุมมือเธอไว้ “อาจจะถูกขังไว้ในห้องด้านล่างสักแห่ง เดี๋ยวเราค่อยลองหาดูครับ”
ระหว่างที่คุยกัน ทั้งคู่ก็มาถึงห้องนักบิน เห็นกัปตันหน้าซีดเผือด พยายามควบคุมยานอย่างระมัดระวัง
เว่ยเชิงโม่ก้าวเข้าไปรับช่วงต่อจากเขา “ท่านพักสักครู่เถอะครับ ที่เหลือปล่อยให้เป็นหน้าที่ผมเอง”
เขาป้อนรหัสและข้อมูลต่าง ๆ อย่างชำนาญ การบินของยานกลับมานิ่งและราบรื่นอีกครั้ง
กัปตันผู้ไว้หนวดเหนือริมฝีปากถอนหายใจยาว “แก่แล้วจริง ๆ สินะ พึ่งพาไม่ได้เลย”
เมิ่งหนานซวี่มองไปที่แขนของเขาที่ยังมีเลือดไหล จึงหยิบเครื่องรักษาขั้นสูงออกมาจากอุปกรณ์มิติ
“ท่านบาดเจ็บขนาดนี้ยังอดทนมาได้ตั้งนาน ต้องเรียกว่าขิงยิ่งแก่ยิ่งเผ็ดถึงจะถูกนะคะ” เมิ่งหนานซวี่ช่วยจัดท่าทางในการรักษาให้เขา
“เฮ้! แม่หนูคนนี้ พูดจาเข้าหูดีจริง ๆ !”
กัปตันได้ฟังก็ยิ้มหน้าบานจนลืมความเจ็บปวดที่แผลไปเสียสนิท เว่ยเชิงโม่ที่กำลังบังคับยานอยู่ เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย อาซวี่ของเขาน่ะ เป็นคนดีแบบนี้แหละ
ภายใต้การขับเคลื่อนของเว่ยเชิงโม่ C8651 ก็ลงจอดบน ดาวโอวเวย์ได้สำเร็จ
เจ้าหน้าที่กู้ภัยทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นระบบ ลำเลียงผู้โดยสารออกมาทีละคน และยังพบเจ้าหน้าที่ประจำยานที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสถูกขังอยู่ในห้องเก็บของชั้นใต้ดินสุด
โชคดีที่พวกเขายังมีชีวิตอยู่
เมื่อเห็นผู้โดยสารแต่ละคนร่ำไห้ออกมาด้วยความดีใจ หัวใจของเมิ่งหนานซวี่ก็พลอยรู้สึกเบาสบายไปด้วย
เว่ยเชิงโม่ยืนอยู่เคียงข้างเธอ มองดูภาพตรงหน้าไปพร้อม ๆ กัน
“ดีจังเลยนะคะ ว่าไหม?”
เสียงของเมิ่งหนานซวี่แผ่วเบามาก แต่เว่ยเชิงโม่ได้ยินมันอย่างชัดเจน เขาไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่โอบไหล่เธอไว้แน่น