สตรีมเมอร์สาวย้อนเวลามาเลี้ยงมหาวายร้าย - บทที่ 141 เมิ่งหนานกุย
บทที่ 141 เมิ่งหนานกุย
จีหรูเสวี่ยกับจันทราขาว… ตกลงมีความสัมพันธ์อะไรกันแน่?
เมิ่งหนานซวี่รู้สึกราวกับมีหมอกหนาทึบปกคลุมอยู่ตรงหน้า
“เรื่องในอดีตต้องถามคนในอดีตครับ” เว่ยเชิงโม่ก้าวไปข้างหน้า เก็บหนังสือที่กางอยู่บนโต๊ะขึ้นมา “เรากลับไปถามตาของเสี่ยวไป๋กันเถอะ ท่านน่าจะรู้อะไรมากกว่านี้”
เมิ่งหนานซวี่พยักหน้าพลางหันไปมองเขา “คุณพบอะไรเพิ่มเติมไหมคะ?”
เว่ยเชิงโม่ดึงเธอมาที่หน้าตู้เสื้อผ้า “ผมพบว่าที่นี่มีร่องรอยการถูกเคลื่อนย้ายบ่อยครั้งครับ”
บนผนังสีเหลืองซีดเต็มไปด้วยรอยขีดข่วนด่างพร้อย เมิ่งหนานซวี่ลูบมันเบา ๆ “คุณคิดว่าข้างหลังนี่มีของซ่อนอยู่เหรอคะ?”
“ไม่ใช่แค่คิดครับ” เว่ยเชิงโม่ผลักตู้เสื้อผ้าออก “แต่ต้องมีแน่นอน”
เป็นไปตามคาด หลังตู้เสื้อผ้าซ่อนภาพแขวนที่ดูค่อนข้างเก่าภาพหนึ่ง ท่ามกลางท้องฟ้าสีดำสนิท มีจันทร์เสี้ยวสีเงินแขวนเด่นอยู่บนนภากาศ
“จันทราขาวอีกแล้ว” เมิ่งหนานซวี่เหมือนจะค้นพบอะไรบางอย่าง เธอเดินเข้าไปปลดภาพแขวนนั้นลงมา
นิ้วเรียวยาวของเว่ยเชิงโม่เคาะลงบนขอบรูป “ข้างในมีช่องลับครับ”
ทั้งคู่สบตากัน ก่อนจะค่อย ๆ แกะภาพแขวนออกมาอย่างระมัดระวัง ภายใต้ผืนผ้าใบรูปดวงจันทร์สีเงิน กลับเต็มไปด้วย
“แผนที่ภูมิประเทศ!”
เมิ่งหนานซวี่หยิบขึ้นมาดูสองสามแผ่น “นี่มัน… ตระกูลเมิ่ง?”
“คุณแม่ของคุณดูเหมือนกำลังตามหาอะไรบางอย่างนะครับ”
เว่ยเชิงโม่พบว่าบนแผนที่เหล่านี้มีเครื่องหมายกำกับไว้ บ้างเป็นกากบาทสีแดง บ้างเป็นเครื่องหมายคำถาม
เมิ่งหนานซวี่ดูไปพลางพยายามนึกทบทวนผังของคฤหาสน์เมิ่งอย่างรวดเร็ว “ไม่ถูกค่ะ ในนี้มันขาดไปส่วนหนึ่ง!”
เว่ยเชิงโม่ก็สังเกตเห็นปัญหานี้เช่นกัน เขากางแผนที่ออกทีละแผ่น จัดเรียงตามตำแหน่งของคฤหาสน์ตระกูลเมิ่ง
“ส่วนที่ขาดไปคือ สวนทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ!” เมิ่งหนานซวี่โพล่งออกมา
เว่ยเชิงโม่ขมวดคิ้ว “ตามนิสัยของคนวาดแผนที่ ส่วนนี้ไม่ควรจะถูกตกหล่นไปได้”
แล้วแผนที่ส่วนนั้นหายไปไหน?
ในใจของเมิ่งหนานซวี่เริ่มมีคำตอบราง ๆ
“ฉันคิดว่า ฉันรู้แล้วค่ะว่าแผนที่พวกนั้นอยู่ที่ไหน”
“อาซวี่ น้องแน่ใจนะว่าจะซ่อนไว้ที่นี่?” เด็กหนุ่มผมดำกวาดสายตามองรอบ ๆ พลางถามด้วยความฉงน
เด็กหญิงที่มัดผมแกะสองข้างพยักหน้า “ที่ที่อันตรายที่สุดคือที่ที่ปลอดภัยที่สุดไงคะ”
ใครจะไปนึกว่าขุมทรัพย์จะวางอยู่ตรงปากทางเข้าเขาวงกตกันล่ะ?
“อืม เป็นความคิดที่ดีมาก”
ดวงตาของเด็กหนุ่มผมดำเป็นประกายจาง ๆ
เมื่อมองไปยังประตูใหญ่ของตระกูลเมิ่งที่ตั้งอยู่กึ่งกลางภูเขา เว่ยเชิงโม่รู้สึกไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง
“คุณบอกว่าพี่ชายคุณซ่อนของไว้ที่นี่เหรอครับ?”
เมิ่งหนานซวี่แบมือ “ขุมทรัพย์อยู่ตรงปากทางเข้าเขาวงกต มันเชื่อยากจริง ๆ นั่นแหละค่ะ”
เธอเดินไปที่หน้าประตูหินรูปหมาป่าที่ตั้งอยู่ทางซ้ายมือ เอื้อมมือไปแตะที่จมูกของมัน
[การยืนยันตัวตนเสร็จสิ้น]
เสียงที่อ่อนโยนดังขึ้นตามมา
เมิ่งหนานซวี่ชะงักไปเล็กน้อย
นั่นคือ… เสียงของเมิ่งหนานกุยในความทรงจำ!
[อนุญาตให้เข้าพบ]
หมาป่าหินพลันเปล่งแสงสีเขียวเข้มออกมา ก่อนจะกลืนร่างของเมิ่งหนานซวี่หายลับไปในชั่วพริบตา!
“อาซวี่!”
รูม่านตาของเว่ยเชิงโม่ขยายกว้าง เขาเอื้อมมือไปคว้าตัวเธอแต่กลับคว้าได้เพียงความว่างเปล่า
เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง หมาป่าหินก็กลับสู่สภาพเดิมแล้ว
แววตาของเว่ยเชิงโม่เย็นเยียบลง ทันใดนั้นวังวนสีดำก็ปรากฏขึ้นใต้เท้า และน้ำแข็งก็เริ่มเกาะกุมที่มือของเขา
ในจังหวะที่เขากำลังจะโจมตีนั้นเอง นกสีขาวตัวน้อยก็โผล่หัวออกมาจากใต้ท้องของหมาป่าหิน
“อาโม่ ฉันไม่เป็นไรค่ะ!”
นกขาวตัวน้อยบินโซเซมาหาเขา เว่ยเชิงโม่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบสลายพลังพิเศษทิ้ง แล้วยื่นมือออกมารองรับสมบัติล้ำค่าของเขาไว้
เพราะพลังที่รั่วไหลออกมาเมื่อครู่ ทำให้ตามตัวเขาเต็มไปด้วยเกล็ดหิมะบาง ๆ มีเพียงมือคู่นั้นที่โอบอุ้มนกขาวไว้ซึ่งอบอุ่นจนรู้สึกร้อนรุ่มไปถึงก้นบึ้งของหัวใจ
เมิ่งหนานซวี่คลอเคลียนิ้วเรียวยาวของเขาอย่างออดอ้อน “อย่าห่วงเลยค่ะ ฉันไม่เป็นไร”
เว่ยเชิงโม่มองเธอแล้วในที่สุดก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
“ไม่เป็นไรก็ดีแล้วครับ”
นกขาวตัวน้อยหมอบนิ่งอยู่ในฝ่ามือเขาอย่างว่าง่าย “คุณควรจะเชื่อใจฉันนะคะ ฉันปกป้องตัวเองได้”
“การที่คุณเก่งกับการที่ผมเป็นห่วงคุณ สองเรื่องนี้มันไม่ขัดแย้งกันครับ”
ดวงตาสีฟ้าครามของเว่ยเชิงโม่มีความอ่อนโยนอย่างบอกไม่ถูกนกขาวตัวน้อยเอียงคอ ขยับปีกไปถูไถที่แก้มของเขาเบา ๆ
“เมื่อกี้มันเกิดอะไรขึ้นครับ?” เว่ยเชิงโม่เริ่มตั้งสติได้จึงก้มลงถาม
เสียงของนกขาวใสกระจ่าง “ข้างล่างเป็นห้องลับที่พิเศษมากค่ะ ฉันยังไม่ได้ดูละเอียดเลยรีบขึ้นมาหาคุณก่อน”
เว่ยเชิงโม่ประคองนกขาวเดินไปที่รูปปั้น แกล้งทำตามเธอโดยการแตะจมูกหมาป่าหิน แต่ปรากฏว่าไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ เกิดขึ้น
“ดูเหมือนห้องลับนี้คุณจะเข้าไม่ได้นะคะ” นกขาวไม่ได้แปลกใจ “รอฉันแป๊บเดียวนะคะ เดี๋ยวฉันรีบกลับมา”
เว่ยเชิงโม่ปล่อยมือให้เธอบินกลับไปยังรูปปั้น
“ระวังตัวด้วยนะ ทำอะไรให้รอบคอบล่ะ”
นกขาวเอียงคอ น้ำเสียงเต็มไปด้วยรอยยิ้ม “รับทราบค่ะ! รอฉันนะ!”
ทางเดินห้องลับใต้รูปปั้นยิ่งเดินเข้าไปยิ่งแคบลง จนสุดท้ายเหลือพื้นที่พอให้เพียงนกขาวหนึ่งตัวบินผ่านเท่านั้น สุดทางเดินคือประตูบานเล็ก เมิ่งหนานซวี่ใช้กรงเล็บเหยียบลงไป
[ตรวจสอบตัวตนสำเร็จ!]
เสียงที่เหมือนเมิ่งหนานกุยดังขึ้นอีกครั้งประตูเปิดออก นกขาวตัวน้อยบินร่อนเข้าไป ทันใดนั้น ห้องลับขนาดปกติก็ปรากฏขึ้นแก่สายตาของเธอ!
เมิ่งหนานซวี่คืนร่างมนุษย์และลงจอดบนพื้นอย่างมั่นคง
เมื่อสัมผัสได้ถึงการมาถึงของเธอ ลูกบอลโฮโลแกรมบนผนังก็เริ่มฉายภาพ ชายหนุ่มท่าทางอ่อนโยนและสง่างามค่อย ๆ ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าเมิ่งหนานซวี่
ชายคนนี้ก็คือ เมิ่งหนานกุย พี่ชายของเจ้าของร่างเดิมนั่นเอง
[คนที่มาคืออาซวี่หรือซางซางกันนะ?]
ชายในภาพดูมีความสุขมาก [หรือว่าพวกเธอมาด้วยกันล่ะเนี่ย?]
เมิ่งหนานกุยมีดวงตาสีเขียวเข้มราวกับผืนป่าในยามเช้าที่เปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตเขาเอื้อมมือออกมา ทำท่าเหมือนอยากจะลูบหัวใครสักคน
ดวงตาของเมิ่งหนานซวี่ร้อนผ่าวอย่างควบคุมไม่อยู่ น้ำตาเริ่มเอ่อคลอเบ้าสัญชาตญาณของร่างเดิมกำลังส่งผลต่อเธอ
เมิ่งหนานซวี่ก้มหัวลง ปล่อยให้มือของภาพโฮโลแกรมวางลงบนศีรษะของเธอ เธอรู้ดีว่าเด็กสาวที่มีชื่อเดียวกับเธอคนนั้น จะต้องอยากให้พี่ชายลูบหัวเธออีกครั้งแน่นอนภาพโฮโลแกรมราวกับรู้ว่าเธอจะทำแบบนั้น จึงเผยรอยยิ้มที่อ่อนโยนออกมา
[ที่พี่ทิ้งภาพบันทึกนี้ไว้ เพราะอยากบอกพวกน้องเรื่องที่มาที่ไปที่แท้จริงของตระกูลเมิ่งของเรา]
น้ำเสียงของเมิ่งหนานกุยเริ่มจริงจังขึ้น
[ทั้งหมดนี้ ต้องเริ่มเล่าจากกลุ่มสลัดอวกาศที่ชื่อว่า ‘จันทราโลหิต’]
เมื่อหนึ่งพันปีก่อน ‘จีเฟิง’ แม่ทัพผู้ทรยศต่อสหพันธรัฐได้หลบหนีออกจากสหพันธรัฐ และยึดครองกาแล็กซีกุหลาบ สถาปนากลุ่มสลัดอวกาศ ‘จันทราโลหิต’ ขึ้น
น้องชายของเขา ‘จีไป๋’ มีนิสัยโอบอ้อมอารี และไม่เห็นด้วยกับการกระทำของพี่ชาย ความฝันอันยิ่งใหญ่ของเขาคือการเป็นนักพฤกษศาสตร์ เพื่อนำสีเขียวของดาวแม่มาสู่กาแล็กซีที่แปลกหน้านี้
จนกระทั่งวันหนึ่ง ระหว่างที่เขาออกเดินทางท่องโลก เขาได้ช่วยเหลือชายตาบอดคนหนึ่งไว้
ไม่ใช่ว่าเขาเป็นคนใจอ่อนขี้สงสารอะไรหรอกนะ แต่เป็นเพราะชายตาบอดคนนั้นคว้าตัวเขาไว้แน่นและไม่ยอมปล่อยต่างหาก
“ช่วยฉันด้วย! ฉันจะตายไม่ได้!”
ความต้องการเอาชีวิตรอดที่รุนแรงของชายคนนั้นทำให้จีไป๋ใจอ่อน เขาจึงพาชายคนนั้นกลับมาที่บ้านพักของเขาในดาวโดแลน
“ทำไมคุณถึงบาดเจ็บหนักขนาดนี้?”
จีไป๋ถามพลางทำการรักษาให้เขา
ชายตาบอดมีแผลพุพองจากการถูกไฟคลอกเป็นวงกว้าง ผิวหนังที่ถูกไฟเผาดูอัปลักษณ์อย่างยิ่ง
เสียงที่แหบพร่าจากการสำลักควันพูดออกมาอย่างยากลำบาก “มีคน… ทำร้ายฉัน”
ที่แท้ก็ถูกคนทำร้ายมาสินะ…
จีไป๋รู้สึกสงสารมากขึ้น “แล้วทำไมเขาถึงต้องทำร้ายคุณด้วยล่ะ?”
ชายตาบอดกุมท้องตัวเองไว้แน่น แล้วไม่พูดอะไรอีกเลย