สตรีมเมอร์สาวย้อนเวลามาเลี้ยงมหาวายร้าย - บทที่ 30 ผู้ปกครองของมหาตัวร้ายอีกคน
บทที่ 30 ผู้ปกครองของมหาตัวร้ายอีกคน
โฮก!
เมื่อเห็นหญิงสาวตรงหน้ายังคงยืนอึ้งสมองว่างเปล่า เว่ยเชิงโม่จึงส่งเสียงคำรามเรียกสติอีกครั้ง
เมิ่งหนานซวี่เพิ่งจะค่อย ๆ ได้สติกลับมา เธอมองดูเสือโคร่งขาวขนาดมหึมาตรงหน้าด้วยสายตาที่ไม่อยากจะเชื่อ รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังฝันไป
เว่ยเชิงโม่ยกกรงเล็บขึ้น โอบเมิ่งหนานซวี่เข้ามาไว้ในกลุ่มขนหนานุ่มบริเวณหน้าอกของเขา พร้อมกับสะบัดกรงเล็บตบเดวิดที่พยายามจะลอบโจมตีสวนกลับจนกระเด็นไป
เมิ่งหนานซวี่ที่สัมผัสได้ถึงความนุ่มฟู: !!!เธอสูดดมกลิ่นขนตามสัญชาตญาณไปฟอดใหญ่ทันที อา… ช่างเป็นความสุขเหลือเกิน!
เว่ยเชิงโม่ที่สัมผัสได้ถึงการกระทำเล็ก ๆ ของเธอเขาถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ก้มศีรษะลงใช้ดวงตาสีน้ำเงินจ้องมองเธอในที่สุดเมิ่งหนานซวี่ก็ดึงสติกลับมาได้เต็มร้อย
เธอเรียกชื่อเขาอย่างหยั่งเชิง
“เสี่ยว… เสี่ยวไป๋?”
“อ๊าว!”
เว่ยเชิงโม่ยอมรับชื่อนี้อย่างเสียไม่ได้
เมิ่งหนานซวี่รู้สึกมึนงงไปหมด
เป็นไปได้ยังไง?
521 ที่เพิ่งโล่งใจจากสถานการณ์การต่อสู้อันตึงเครียดของโฮสต์ ก็ถูกข่าวที่ว่าเสี่ยวไป๋เป็นมนุษย์สายพันธุ์ใหม่กระแทกจนเริ่มสงสัยในความเป็นระบบของตัวเอง
[บนตัวเขาไม่มีความผันผวนของพลังจิตเลยนี่นา!]
ในยุคดาราจักร วิธีเดียวที่จะแยกแยะมนุษย์สายพันธุ์ใหม่จากสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ คือการดูว่ามีความผันผวนของพลังจิตหรือไม่
ตอนที่เมิ่งหนานซวี่ช่วยเสี่ยวไป๋มา เธอตรวจสอบสถานการณ์ของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพราะกลัวว่าจะอุ้มมนุษย์สายพันธุ์ใหม่กลับบ้านไปเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยง
แต่สุดท้าย… ก็พลาดจนได้!
หูไหลคืนร่างมนุษย์ เขาโงนเงนยืนขึ้น ร่างกายที่เต็มไปด้วยบาดแผลทำให้เขาดูอเนจอนาถอย่างยิ่ง
เขามองไปยังเสือโคร่งขาวตัวนั้นด้วยความหวาดกลัวที่ปิดไม่มิด
“แก… ไม่ได้บาดเจ็บสาหัสหรอกเหรอ?”
ได้ยินประโยคนี้ แววตาของเว่ยเชิงโม่ก็เย็นเยียบลงทันที
ที่แท้เรื่องนี้ก็เกี่ยวข้องกับตระกูลหูจริง ๆ สินะ?
แม้เมิ่งหนานซวี่จะไม่รู้รายละเอียดเชิงลึก แต่เห็นชัดว่าเสี่ยวไป๋… หรือแมวผู้มีพระคุณของเธอมีความแค้นเคืองบางอย่างกับตระกูลหู
“ดูเหมือนคุณจะรู้อะไรมาไม่น้อยเลยนะ”
น้ำเสียงไพเราะทุ้มกังวานจู่ ๆ ก็ดังขึ้นไม่เยือกเย็นเท่ากับน้ำแข็ง ไม่นุ่มนวลเท่ากับหิมะ แต่มันอยู่กึ่งกลางระหว่างสองสิ่งนั้น สะอาดบริสุทธิ์และหาได้ยากยิ่งในใต้หล้า เสือโคร่งขาวขนาดมหึมาเลือนหายไป
ชายหนุ่มรูปงามจนแสบตาปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าเมิ่งหนานซวี่
ผมสีดำยาวระต้นคอ เครื่องหน้าคมเข้ม ชุดเครื่องแบบทหารสีขาวทำให้เขาดูราวกับรูปปั้นเทพเจ้าที่แกะสลักจากน้ำแข็งและหิมะ แฝงไปด้วยกลิ่นอายความเย็นชาที่มิอาจจ้องมองตรง ๆ ได้
“จับกุมพวกมันทั้งหมด!”
“รับคำสั่งครับบอส!” เด็กหนุ่มผมสั้นสีน้ำตาลร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้า ลงจอดตรงหน้าเว่ยเชิงโม่ด้วยท่วงท่าสง่างาม
“มอร์ริสันรับประกันว่าภารกิจจะลุล่วงครับ!”
[มอร์ริสัน?] 521 ร้องลั่น
“มีอะไรเหรอ?”
เมิ่งหนานซวี่มองเด็กหนุ่มท่าทางคล่องแคล่วตรงหน้า แล้วถามระบบของตัวเองอย่างไม่เข้าใจ “เขามีปัญหาอะไร?”
[เขาคือ ‘อาบุญธรรม’ ของมหาตัวร้าย ‘เว่ยเชิงไป่’ ในเส้นเรื่องเดิมครับ!] 521
มองไปที่เว่ยเชิงโม่ราวกับมองปาฏิหาริย์ที่เหลือเชื่อ
[คนที่จะทำให้งูพิษตัวนี้ยอมก้มหัวสยบให้ได้ นอกจากเว่ยเชิงไป่ในอนาคตแล้ว ก็มีแค่…]
อาแท้ ๆ ของมหาตัวร้ายเว่ยเชิงไป่… ‘แสงจันทร์ขาว’ ของทั้งสหพันธ์เว่ยเชิงโม่!เมิ่งหนานซวี่พึมพำกับตัวเอง
“ฉันว่าฉันใช้แผนสำรองที่สองได้แล้วล่ะ”
521 ที่ยังคงอึ้งอยู่: [?]
“การเป็น ‘คุณอาสะใภ้’ ให้เว่ยเชิงไป่ก็ดูจะไม่เลวเหมือนกันนะ…”
521: [???]
มันนึกถึง “ปณิธานอันยิ่งใหญ่” ของเมิ่งหนานซวี่ตอนที่เพิ่งมาโลกนี้ใหม่ ๆ แล้วรู้สึกว่าระบบของตัวเองอาจจะติดไวรัสเข้าให้แล้ว
ภารกิจกู้โลกครั้งนี้… จะสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีจริง ๆ ใช่ไหมเนี่ย?
มอร์ริสันเดินวนเวียนรอบตัวเว่ยเชิงโม่
“บอสครับ คุณหายดีแล้วจริง ๆ เหรอ? ให้หมอทหารมาตรวจหน่อยไหม?”
เว่ยเชิงโม่ดึงคอเสื้อเขาให้หยุดนิ่ง
“ฉันสบายดี ไม่ต้องห่วง”
มอร์ริสันมองเขาด้วยสายตาที่ยังไม่ค่อยเชื่อนัก เขาแอบปล่อยพลังจิตออกมาเล็กน้อยเพื่อลองเชิงเว่ยเชิงโม่มองเขา แล้วยกมุมปากขึ้นเพียงเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่ได้
“อ๊าก! ผมผิดไปแล้ว… ผมผิดไปแล้วครับบอส! รีบเก็บ… รีบเก็บพลังจิตไปเถอะ!”
มอร์ริสันเหงื่อท่วมตัว รู้สึกว่าตัวเองกำลังจะทนไม่ไหว
เชี่ยเอ๊ย! ทำไมพลังของบอสถึงได้น่าสยองกว่าเดิมอีกล่ะเนี่ย?
ทางด้านเมิ่งฉ่างและครอบครัวทั้งสามคนได้แต่นั่งขดตัวอยู่มุมห้องรับแขก ใบหน้าซีดเผือด เหงื่อไหลไม่หยุด
พวกเขาไม่คาดคิดเลยว่าเรื่องราวจะดำเนินมาในทิศทางนี้เว่ยเชิงโม่มองลงมาด้วยสายตาเย็นชา
“ของล่ะ?”
“ของ… ของอะไร?” สมองของเมิ่งฉ่างว่างเปล่าไปหมด
“ของดูต่างหน้าของแม่เธอ”เว่ยเชิงโม่จ้องมองเขาด้วยแววตาเย็นเยียบ
ในที่สุดเมิ่งฉ่างก็ตั้งสติได้ ริมฝีปากล่างของเขาขาวซีดจนแทบไร้สีสันความหวาดกลัวบนใบหน้าปกปิดไว้ไม่อยู่
“ไม่มี… ผม…”
เสิ่นหลันที่อยู่ข้าง ๆ ตะโกนขัดจังหวะเขาเสียงดัง
“ฉันมี! ฉันรู้ว่าอยู่ที่ไหน!”
เธอพยายามจะลุกขึ้นด้วยความตื่นเต้น แต่ขาอ่อนแรงจนล้มคะมำลงกับพื้น ดูอเนจอนาถอย่างยิ่ง
เว่ยเชิงโม่หันไปมองหญิงสาวชุดดำที่อยู่ไม่ไกล เขาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า
“เธอไปดูเถอะ”
เมิ่งหนานซวี่ที่เรียบเรียงความคิดเสร็จแล้วมองเขาด้วยสายตาแฝงความหมายลึกซึ้งครั้งหนึ่งก่อนจะเดินตามเสิ่นหลันที่เดินโงนเงนขึ้นไปข้างบน
เว่ยเชิงโม่ถูกสายตานั้นมองจนร่างกายแข็งทื่อไปชั่วขณะ
มอร์ริสันขยับเข้ามาใกล้ พลางกระซิบถาม
“บอสครับ ผู้หญิงคนนั้นเป็นใครเหรอ?”
ทำไมรู้สึกเหมือนมีอะไร ‘ลับลมคมใน’ กับบอสยังไงก็ไม่รู้? แต่ประโยคหลังเขาเลือกที่จะไม่ถามออกมา เพราะเขายังรักชีวิตตัวเองอยู่
เว่ยเชิงโม่ไม่ได้ตอบ
เขาชายตามองหูไหลและเดวิดที่ถูกมัดเป็นบ๊ะจ่างแล้วเอ่ยเสียงเรียบ
“ถ้าว่างนักก็ไปสอบสวนพวกมันซะ”
มอร์ริสันเดินจากไปอย่างเซ็ง ๆ
สงสัยเขาจะเดาผิดไปเอง คนที่เย็นเป็นน้ำแข็งพันปีแบบนี้ ใครจะไปตาบอดเลือกมาเป็นแฟนกัน!
ทว่าในวินาทีที่เขาหันหลังกลับ ความเย็นยะเยือกเสียดแทงกระดูกก็ระเบิดออกมาจากตัวเว่ยเชิงโม่
เขาขนลุกซู่หันกลับไปมองด้วยความประหลาดใจ และเห็นว่าในดวงตาของเวยเชิงโม่มีแสงสีเงินน้ำเงินวาบผ่านไปอย่างกะทันหัน
เนตรพยัคฆ์ขาว!
มอร์ริสันตกตะลึงอย่างถึงที่สุด บอสใช้ท่านี้กับใครกัน?
“เฝ้าพวกมันไว้ให้ดี!”
เว่ยเชิงโม่สั่งกำชับ
ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะสลายกลายเป็นละอองหิมะหายวับไปจากตรงนั้น
เมิ่งหนานซวี่มองสร้อยคอในมือด้วยความชะงักงันเล็กน้อย
“นี่คือของดูต่างหน้าของแม่แก” เสิ่นหลันยิ้มประจบ
“ทีนี้ ปล่อยพวกเราไปได้หรือยัง?”
สร้อยคอตรงหน้าประดับด้วยอัญมณีล้ำค่านับสิบเม็ด มันส่องประกายระยิบระยับล้อแสงแดดอย่างงดงาม
“แต่ทำไมของของแม่ฉัน ถึงไปอยู่ในห้องของคุณได้ล่ะ?”
เมิ่งหนานซวี่กำสร้อยคอไว้ในมือ มองเสิ่นหลันด้วยสายตาจับผิด
“เมื่อกี้คุณเมิ่งยังบอกว่าไม่มีอยู่เลยนี่คะ?”
เสิ่นหลันหน้าเจื่อน
เธอจะพูดยังไงได้? จะให้บอกว่าเธอยักยอกของของจีหรูเสวี่ยเอาไว้เหรอ?
เมิ่งหนานซวี่รู้จากความทรงจำของร่างเดิมว่า สิ่งแรกที่เสิ่นหลันทำหลังจากเข้ามาอยู่ในบ้านตระกูลเมิ่งคือการนำของของแม่เธอออกไปขาย
และนั่นคือเหตุผลที่เธอสงสัยว่าในบ้านหลังนี้อาจจะมีของของจีหรูเสวี่ยหลงเหลืออยู่จริง ๆ
และมันก็เป็นอย่างที่คิด…
เมิ่งหนานซวี่ยิ้มบาง
“ที่แท้คุณนายเสิ่นผู้สูงส่ง ก็ยังลดตัวลงมาสนใจของจากคนตกอับอย่างพวกเราด้วยเหรอคะ!”
เสิ่นหลันหน้าค้าง ถ้าไม่ใช่เพราะผู้ชายที่อยู่ข้างล่างนั่น เธอคงไม่ยอมลดตัวลงมาอ่อนน้อมขนาดนี้หรอก! เธอสาปแช่งในใจ แต่ใบหน้ากลับปั้นยิ้มออกมา
“อาซวี่ พูดจาอะไรแบบนั้นจ๊ะ น้าแค่ทนเห็นของของแม่แกถูกทิ้งให้ฝุ่นจับไม่ได้ ก็เลยเอามาเก็บรักษาไว้ที่นี่ต่างหาก”
คนพอมันไร้ยางอายแล้วพูดอะไรออกมาก็ได้จริง ๆ เสิ่นหลันถึงขั้นกล้าหาข้ออ้างแบบนี้ให้ความโลภของตัวเอง!เมื่อเห็นเมิ่งหนานซวี่ไม่ได้อาละวาด เธอจึงถามหยั่งเชิงต่อ
“เห็นไหมว่าของก็กลับคืนสู่เจ้าของเดิมแล้ว งั้น… ให้แฟนแกปล่อยพวกเราไปเถอะนะ? คุณชายหูเขาก็แค่มีเจตนาดีมาขอแต่งงาน เรื่องมันกลายเป็นแบบนี้มันจะดูไม่ดีต่อหน้าทุกคนนะ…”
หล่อนถึงกับกล้าขอให้ปล่อยหูไหลและเดวิดไปด้วย!ผู้หญิงคนนี้หน้าด้านจริงๆ!เมิ่งหนานซวี่แทบจะหัวเราะออกมาด้วยความโมโห
“ปล่อยตัวเหรอ? ได้สิคะ ของหนึ่งชิ้นแลกกับคนหนึ่งคน คุณอยากให้ฉันปล่อยใครดีล่ะ?”
เสิ่นหลันอึ้งไป เธอมองเมิ่งหนานซวี่ด้วยความตกใจ
“ที่น้าพูดนี่ก็เพื่อตัวแกเองนะ แกรรู้ไหมว่าตระกูลหูมีอำนาจขนาดไหน? ถ้าเกิดเป็นศัตรูกันจริง ๆ แกจะใช้ชีวิตอยู่ในดาวโดลันต่อไปได้ยังไง? แม้แต่แฟนแกก็หนีไม่พ้นหรอก! สู้รีบปล่อยคนตอนนี้เถอะ น้าหลันจะได้ไปช่วยพูดแก้ตัวให้”
คำพูดของเธอช่างไร้ความจริงใจสิ้นดี ถ้าปล่อยหูไหลไปตอนนี้ สิ่งที่รอพวกเขาอยู่ก็คือการล้างแค้นอย่างบ้าคลั่งจากตระกูลหูต่างหาก
จะไปช่วยพูดอะไรกัน!
เมิ่งหนานซวี่ที่รู้ฐานะที่แท้จริงของเวยเชิงโม่ไม่ได้มีความตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย เธอมองสำรวจผู้หญิงตรงหน้าอย่างเงียบ ๆ และรู้สึกว่าเสิ่นหลันดูจะประจบประแจงตระกูลหูเกินพอดีไปหน่อย
เสิ่นหลันถูกสายตานั้นมองจนเริ่มรู้สึกขนลุก
และในตอนที่เมิ่งหนานซวี่เพิ่งจะอ้าปากกำลังจะพูดบางอย่าง เว่ยเชิงโม่ในชุดเครื่องแบบทหารสีขาวก็เดินพรวดพราดเข้ามาทันที
เมื่อเห็นชายหนุ่มรูปงามตรงหน้า เมิ่งหนานซวี่ยังรู้สึกไม่ค่อยชินเท่าไหร่นัก
เขามาทำอะไรที่นี่?
เว่ยเชิงโม่มีสีหน้าเคร่งเครียด
“ที่บ้านของชางชาง มีคนบุกจู่โจม!”
ใบหน้าของเมิ่งหนานซวี่เปลี่ยนสีทันที
เธอไม่ได้ถามว่าเขารู้ได้อย่างไร เธอรีบผลักหน้าต่างออกแล้วกระโดดลงไปด้านล่างแต่ก่อนที่เท้าจะแตะพื้น เธอก็ถูกรับไว้ด้วยหลังของเสือโคร่งขาวขนาดมหึมา แสงสีเงินน้ำเงินสว่างวาบ เสือโคร่งขาวสี่เท้าเหยียบเมฆาพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าทันที!