สตรีมเมอร์สาวย้อนเวลามาเลี้ยงมหาวายร้าย - บทที่ 31 การลอบโจมตี
บทที่ 31 การลอบโจมตี
เมิ่งหนานซวี่คว้าขนบนหลังเสือโคร่งขาวไว้ตามสัญชาตญาณ
สัมผัสที่นุ่มลื่นดุจผ้าไหมนั้นลื่นเกินไปจนเธอเกือบจะเกาะไว้ไม่อยู่ เมฆาไหลผ่านผิวพรรณ ลมแรงพัดผ่านปอยผม
เมิ่งหนานซวี่ตกอยู่ในภวังค์ชั่วขณะ วันแรกที่เธอมาถึงโลกใบนี้ ก็เป็นเสือโคร่งขาวตัวนี้ที่กระโจนวูบเดียว พาสิ่งมีชีวิตอย่างเธอหนีพ้นจากขุมนรกแห่งความตาย
ลมพัดแรงจนรู้สึกแสบหน้า เมิ่งหนานซวี่หลับตาลง โน้มตัวแนบไปกับแผ่นหลังของเสือโคร่งขาว สดับฟังเสียงหัวใจที่เต้นผิดจังหวะของตัวเอง
เมื่อสัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวของเธอ ร่างของเว่ยเชิงโม่แข็งทื่อไปเล็กน้อย ก่อนจะเร่งเดินทางต่อไป
ดูเหมือนว่าจะมีบางสิ่งที่ละเอียดอ่อนและน่าถวิลหา กำลังค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นอย่างช้า ๆ
เมิ่งซางลู่มองดูเงาร่างเสือโคร่งขาวที่อยู่ตรงหน้าด้วยความตกตะลึง รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังฝันไป
เมื่อครู่นี้ มีกลุ่มคนบุกรุกเข้ามาที่นี่อย่างบ้าคลั่ง คมดาบเล่มหนึ่งพุ่งตรงมาที่เขาอย่างแม่นยำ
ในวินาทีที่เขาคิดว่าตัวเองต้องตายแน่ ๆ เขาก็รู้สึกเย็นวาบที่หลังคอ จากนั้นเงาร่างเสือโคร่งขาวขนาดมหึมาก็ปรากฏขึ้นขวางหน้า ปกป้องเขาไว้เบื้องหลังอย่างปลอดภัย
ลายพาดกลอนสีเงิน ดวงตาสีน้ำเงิน อุ้งเท้าสีทอง…
มองยังไงก็น่าจะเป็นแมวที่บ้านเขานี่นา!
เมิ่งซางลู่จ้องมองเงาเสือโคร่งขาวที่ดูองอาจและทรงอำนาจด้วยสายตาเทิดทูนและใฝ่ฝันโดยไม่รู้ตัว
กลุ่มคนที่บุกเข้ามาสีหน้าย่ำแย่ ไม่มีใครคาดคิดว่าจะมีตัวขัดขวางโผล่ออกมากลางคันแบบนี้!
ระบบเตือนภัยของบ้านเริ่มส่งเสียงหวีดหวิว อีกไม่นานเพื่อนบ้านรอบ ๆ คงจะตื่นตกใจคนเหล่านั้นสบตากัน ก่อนจะกลายร่างเป็นสัตว์อสูร พุ่งเข้าจู่โจมเงาเสือโคร่งขาวพร้อมกัน
เสือโคร่งขาวแหงนหน้าคำรามกึกก้อง พลังจิตอันมหาศาลแผ่ซ่านออกไปกระแทกทุกคนจนกระเด็นหายไปคนละทิศละทาง
บ้านที่สร้างด้วยวัสดุคุณภาพไม่สู้ดีของเมิ่งหนานซวี่ไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนบ้านเก่าตระกูลเมิ่ง มันพังครืนลงมาทันทีครึ่งหลัง เมิ่งซางลู่ถูกเสือโคร่งขาวปกป้องไว้เป็นอย่างดีจึงไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย แต่เงาร่างเสือนั้นกลับดูหม่นแสงลงไปมาก
“ได้ผล!” หัวหน้ากลุ่มดีใจล้นปรี่
“แยกเป็นสองทาง พวกเราไปขวางมันไว้ ส่วนพวกแกไปหาของ เร็วเข้า!”
“หาของอะไรเหรอ บอกให้พี่ชายคนนี้ฟังหน่อยสิ?”
น้ำเสียงเกียจคร้านที่จู่ ๆ ก็ดังขึ้น
ชายหนุ่มผมแดงชุดดำปรากฏตัวต่อหน้าเมิ่งซางลู่ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่มีใครรู้ เขาเงยหน้ามองคนเหล่านั้นนิ่ง ๆ ราวกับกำลังรอคำตอบ
คนเหล่านั้นมองหน้ากัน ไม่พูดพร่ำทำเพลง พุ่งเข้าโจมตีทันที
ชายหนุ่มถอนหายใจ
“ทำไมใจร้อนกันจังนะ… ช่างเถอะ จับให้หมดทุกคน”
สิ้นเสียงของเขา คนในชุดปฏิบัติการสีขาวหลายคนก็ปรากฏตัวขึ้นกลางอากาศ เข้าตะลุมบอนกับผู้บุกรุกอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มผมแดงมองดูเงาเสือโคร่งขาว สลับกับมองเมิ่งซางลู่
“ไอ้หนู เธอเป็นอะไรกับบอสของฉันเหรอ?”
เขาถามด้วยความอยากรู้ เมิ่งซางลู่สีหน้าเรียบเฉย
“ผมไม่รู้ว่าคุณพูดเรื่องอะไร”
ชายหนุ่มกำลังจะซักไซ้ต่อ แต่แล้วเขาก็เห็นแสงสีเงินน้ำเงินวาววับแต่ไกล เขาจึงกวักมือเรียก
“บอส! ทางนี้!”
เมิ่งซางลู่มองตามไปเช่นกัน เสือโคร่งขาวขนาดมหึมากำลังเหยียบลมพุ่งทะยานมา!
เว่ยเชิงโม่เห็นสถานการณ์ด้านล่างชัดเจน เขาคืนร่างมนุษย์กลางอากาศทันทีเมิ่งหนานซวี่ยังไม่ทันตั้งตัวก็ถูกเขาโอบเอวร่อนลงสู่พื้นอย่างนุ่มนวล
ชายหนุ่มผมแดงถึงกับอึ้งกิมกี่ นี่มันสถานการณ์อะไรกันเนี่ย?
เงาสีดำวูบผ่าน เมิ่งหนานซวี่พุ่งออกจากอ้อมกอดของเว่ยเชิงโม่
เธอนั่งยอง ๆ ตรงหน้ามหาตัวร้ายน้อย ถามด้วยความกังวล
“อาซาง ลูกไม่เป็นไรใช่ไหม?”
มหาตัวร้ายน้อยส่ายหน้า
“ผมไม่เป็นไรครับ”
เขาดูสงบนิ่งเกินกว่าจะเป็นเด็กอายุหกขวบ เว่ยเชิงโม่เดินเข้ามา ลูบหัวเขาเบา ๆ
“ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว เผชิญหน้ากับอันตรายโดยไม่ลนลาน สมเป็นลูกผู้ชายตัวจริง”
เมื่อได้รับคำชมจากเว่ยเชิงโม่ เมิ่งซางลู่ก็ดูจะมีความสุขมากนี่เป็นครั้งแรกที่มีคนชมเขาแบบนี้ เว่ยเชิงโม่วาดมือผ่านหลังคอของมหาตัวร้ายน้อย เงาเสือโคร่งขาวก็หายวับไปทันที
เมื่อเห็นภาพนี้ เมิ่งหนานซวี่รู้สึกซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง
ถ้าแมวตัวโตตัวนี้ไม่วางแผนสำรองไว้ล่วงหน้า มหาตัวร้ายน้อยคงตกอยู่ในอันตรายใหญ่หลวงในวันนี้แน่
เมิ่งซางลู่เงยหน้ามองเว่ยเชิงโม่ด้วยความสงสัย
“คุณคือเสือโคร่งขาวตัวใหญ่ตัวนั้นใช่ไหมครับ?”
เขาแหงนหน้ามองเหมือนลูกหมาป่าที่ชื่นชมราชาหมาป่า ดวงตาสีเขียวเข้มนั้นใสซื่อบริสุทธิ์ยิ่งนัก
เว่ยเชิงโม่ที่แพ้ทางความน่ารักพยักหน้าตอบรับเมิ่งหนานซวี่ได้แต่ทอดถอนใจในเสน่ห์ของ ‘แสงจันทร์ขาว’ ของคนทั้งจักรวาล
แม้แต่มหาตัวร้ายน้อยยังโดนปราบจนอยู่หมัดเลยไม่ใช่เหรอ?
[ดูเหมือนเว่ยเชิงโม่จะผ่านพ้นเคราะห์ตายของเขาไปได้แล้วนะครับ] 521 มองดูการโต้ตอบของทั้งสองคนพลางวิเคราะห์ตามหน้าที่
[ตราบใดที่เขายังมีชีวิตอยู่ ภารกิจของเราก็ถือว่าสำเร็จไปครึ่งหนึ่งแล้ว]
ตามเส้นเรื่องเดิม เว่ยเชิงโม่จะเสียชีวิตในอีกสิบเดือนข้างหน้า
สาเหตุคืออาการบาดเจ็บเก่ากำเริบร่วมกับอาการคลั่งทางจิต แต่ครั้งนี้เขาถูกเมิ่งหนานซวี่ช่วยไว้ได้อย่างหวุดหวิด จึงรอดพ้นจากจุดจบเดิมมาได้
เมิ่งหนานซวี่นึกถึงตอนที่ช่วยเขาไว้แล้วยังรู้สึกกลัวย้อนหลัง
บาดเจ็บหนักขนาดนั้น
ถ้าเธอไม่ยอมเสียสละน้ำยาซ่อมแซมร่างกายทั้งสามขวดนั้นไป เขาคงทิ้งรอยโรคถาวรไว้แน่ ๆ ต้องรู้ก่อนว่าน้ำยาซ่อมแซมมีข้อจำกัดด้านเวลา หากพ้นช่วงเวลาทองในการรักษาไปแล้ว ต่อให้ใช้ยามากแค่ไหนก็ไร้ผล
ระหว่างพวกเขาสองคน บอกไม่ได้จริง ๆ ว่าใครช่วยใครกันแน่
คิดได้ดังนั้น สายตาที่เธอมองเว่ยเชิงโม่จึงมีความยินดีปนอยู่มากขึ้น
แมวตัวโตที่ถูกสเปกเธอขนาดนี้ ทั้งชาติก่อนชาติหน้าคงมีแค่ตัวเดียวคนเดียวคนนี้แหละ!
เว่ยเชิงโม่ถูกจ้องจนเริ่มหน้าแดง เขาหันไปถามชายหนุ่มผมแดงว่า
“จับคนได้หมดหรือยัง?”
ชายหนุ่มผมแดงชุดดำยังคงอยู่ในสภาวะ ‘สมองค้าง’
ผู้หญิงที่บอสอุ้มไว้ในอ้อมกอดคือใคร?
เด็กที่บอสประทับตราพยัคฆ์ขาวไว้ให้คือใคร?
ทำไมพวกเขาสามคนดูเหมือนครอบครัวพ่อแม่ลูกขนาดนี้ล่ะ?
หรือว่าบอสแอบแต่งงานลับ ๆ?
“ฉู่ชื่อ—”
เมื่อถูกเรียกด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบของเว่ยเชิงโม่ เขาก็รีบขานรับ
“ครับ!”
รอบข้างเงียบกริบจนได้ยินเสียงใบไม้ร่วง ฉู่ชื่อที่เพิ่งได้สติรู้ตัวว่าตัวเองทำตัวเด๋อด๋าแค่ไหน ได้แต่ยืนเก้อเขินอยู่ตรงนั้น
เว่ยเชิงโม่ถอนหายใจ ถามซ้ำอีกรอบ
“จับคนได้หมดหรือยัง?”
ฉู่ชื่อยกสายรัดข้อมือขึ้นดู
“จับได้หมดแล้วครับ! ผมจะคุมตัวพวกมันกลับไปเดี๋ยวนี้!”
พูดจบเขาก็รีบชิ่งหนีทันทีขืนอยู่ต่อ มีหวังได้คิดฟุ้งซ่านจนโดนบอสฆ่าตายแน่
เมิ่งซางลู่มองคุณอาผมแดงคนนี้ แล้วรู้สึกว่าเขาดูบ๊อง ๆ ยังไงชอบกลส่วนเมิ่งหนานซวี่กลับมีอารมณ์ที่ซับซ้อน
ฉู่ชื่อ ในเส้นเรื่องเดิมคือสายลับที่ยอมสละชีพจนไม่เหลือแม้แต่กระดูกเพื่อล้างแค้นให้เว่ยเชิงโม่ที่แท้เขามีนิสัยแบบนี้เองเหรอ
เมิ่งหนานซวี่เพิ่งตระหนักเป็นครั้งแรกว่าการมีอยู่ของเธอน่ากลัวเพียงใด ทุกการกระทำของเธออาจเปลี่ยนโชคชะตาของคนอื่นได้
521 ที่สัมผัสได้ถึงความคิดของเธอพูดขึ้นทันที
[นี่คือเหตุผลที่ผมเลือกคุณครับ สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในโลกคือการใช้อำนาจในทางที่ผิด และผมเชื่อใจคุณ]
เมิ่งหนานซวี่รู้สึกอบอุ่นในหัวใจเมื่อได้รับความเชื่อใจจากระบบของตัวเอง
“ฉันจะยึดมั่นในปณิธานเดิม และทำภารกิจให้สำเร็จค่ะ”
ฉู่ชื่อและทหารหลายนายคุมตัวผู้บุกรุกมาอยู่ต่อหน้าเว่ยเชิงโม่พวกเขาสวมชุดคลุมสีดำและหน้ากาก ปิดบังตัวตนมิดชิด
“สารภาพมาซะ พวกแกต้องการอะไร!”
ฉู่ชื่อเอ่ยปากสอบสวนทันที
ด้วยสายตาของเขา ดูออกไม่ยากว่าคนพวกนี้ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี คนกลุ่มใหญ่ขนาดนี้บุกมาที่นี่เพื่ออะไรกันแน่?
ฉู่ชื่อแอบพิจารณาเมิ่งหนานซวี่ พลางเดาฐานะของเธอไปด้วย
เมื่อเห็นหัวหน้ากลุ่มที่ถูกสวมกุญแจเลเซอร์ เมิ่งหนานซวี่หรี่ตาลง ก้าวไปข้างหน้าแล้วกระชากหน้ากากออกทันที ผมสั้นสีทอง ดวงตาสีน้ำตาล ใบหน้าที่คุ้นเคยจนสลักลึกเข้ากระดูก
แฮร์ริส!
ชายคนนั้นก้มหน้าลง ปฏิเสธที่จะสบตากับเมิ่งหนานซวี่
“ที่แท้ก็เป็นแกจริง ๆ ด้วย!”
เมื่อครู่เมิ่งหนานซวี่รู้สึกว่ารูปร่างคนคนนี้คุ้นตา ที่แท้ก็เป็น ‘คนคุ้นเคย’ นี่เองมหาตัวร้ายน้อยเมื่อเห็นแฮร์ริสก็เริ่มตึงเครียด เขาเผลอกำเสื้อของเว่ยเชิงโม่ไว้แน่น
เว่ยเชิงโม่ก้มมองเมิ่งซางลู่ พบว่าเด็กที่เคยสงบนิ่งเมื่อครู่กลับเริ่มกระวนกระวายใจเขาอุ้มเด็กน้อยขึ้นมา ถามว่า
“เป็นอะไรไป?”
เมิ่งซางลู่ยังไม่ทันตั้งตัวก็จมอยู่ในอ้อมกอดที่อบอุ่น เขามองเว่ยเชิงโม่ด้วยความประหลาดใจ
“ไม่ต้องกลัว บอกฉันมาว่าเป็นอะไร”
เสียงของเว่ยเชิงโม่ค่อนข้างเย็นชา แต่เมิ่งซางลู่กลับรู้สึกสงบลงได้อย่างน่าประหลาด
ฉู่ชื่อที่แอบมองอยู่ถึงกับเดาะลิ้นในใจนอกจากหลานชายของบอสแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นเด็กไม่กลัวบอส
“เขาคิดจะฆ่าอาของผมครับ” เมิ่งซางลู่พูดด้วยน้ำเสียงสงบนิ่งที่สุด
“อาของผมเกือบจะถูกเขาฆ่าตายบนดาวร้าง”
เว่ยเชิงโม่นึกถึงครั้งแรกที่ทั้งคู่เจอกันได้ทันที เขาจ้องมองแฮร์ริสด้วยสายตาอาฆาต ปล่อยจิตสังหารรุนแรงจนฉู่ชื่อต้องถอยกรูดไปหลายก้าว
เมิ่งหนานซวี่สะบัดมือวูบ กริชเล่มหนึ่งจ่ออยู่ที่คอของแฮร์ริส
“พูดมา แกอยากตายท่าไหน?”