สตรีมเมอร์สาวย้อนเวลามาเลี้ยงมหาวายร้าย - บทที่ 32 ความจริง
บทที่ 32 ความจริง
ไอเย็นจากกริชกรีดผ่านผิวหนังของแฮร์ริส เลือดสีแดงสดไหลคดเคี้ยวลงมาตามลำคอ
เมิ่งหนานซวี่มีสีหน้าเย็นชา
แฮร์ริสยิ้มขมขื่น
“คุณวางมีดลงเถอะ ผมจะบอกทุกอย่างให้คุณรู้”
เขามองเมิ่งหนานซวี่ด้วยสายตาที่ซับซ้อนและเจ็บปวดอย่างบอกไม่ถูก แถมยังแฝงแววสำนึกผิดอยู่หลายส่วน
เมิ่งหนานซวี่ไม่หวั่นไหว
“แกมีพรรคพวกเยอะแยะขนาดนี้ ฉันถามใครก็ได้ไม่ใช่เหรอ? อย่ามาถ่วงเวลาเลย เลือกวิธีตายเถอะ ฉันบอกแล้วว่าครั้งนี้ ‘ไม่ตายก็ไม่จบ’!”
เดิมทีเธอไม่ได้ตั้งใจจะลงมือเร็วขนาดนี้ กะว่าจะเล่นเกมแมวจับหนู ทรมานเขาให้สาสมกับสิ่งที่ร่างเดิมได้รับเสียหน่อย
แต่เขากลับกล้าลงมือกับมหาตัวร้ายน้อยนี่คือการเหยียบ ‘กับระเบิด’ ของเมิ่งหนานซวี่เข้าอย่างจังเธอจึงตัดสินใจจะกำจัดเขาให้พ้นทางทันที
แฮร์ริสดูเหมือนจะล้มเลิกการดิ้นรน เขามองเมิ่งหนานซวี่
“คุณรู้ไหม? ก่อนที่คุณจะเข้ากลุ่มล่า ‘เฟิงเสิน’ ก็มีคนมาหาผมก่อนแล้ว”
ได้ยินคำนี้ จิตสังหารบนตัวเมิ่งหนานซวี่ก็ยิ่งรุนแรงขึ้นเธอคาดไม่ถึงเลยว่า ร่างเดิมจะถูกหมายหัวไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ขนาดนั้น!
ยัยเด็กซื่อบื้อคนนั้น…
ความทรงจำต่าง ๆ ของร่างเดิมผุดขึ้นมาในหัว เมิ่งหนานซวี่กัดฟันพูด
“บอกสิ่งที่แกรู้ออกมาให้หมด!”
แฮร์ริสถอนหายใจ แววตาว่างเปล่า
“สามวันก่อนที่คุณจะเข้ากลุ่มล่า มีชายชุดดำคนหนึ่งมาหาผม เขาบอกให้ผมตอบรับคุณเข้ากลุ่มเฟิงเสิน จากนั้นก็ให้จับตาดูคุณทุกฝีก้าว คอยสืบข่าวจากตัวคุณ”
“ข่าวเกี่ยวกับ ‘ของดูต่างหน้า’ ของแม่คุณ”
ตอนนั้นแฮร์ริสถึงกับอึ้งไป
เขาไม่เข้าใจว่าทำไมอีกฝ่ายถึงสั่งให้เขาทำเรื่องแบบนี้
“ถ้าคุณอยากรักษาทีมล่าของคุณไว้ คุณควรจะเชื่อฟังนะ”
ชายชุดดำหยิบบัตรสีม่วงออกมา
“ถ้าคุณตกลง สิ่งนี้จะเป็นของคุณ”
แฮร์ริสแค่นหัวเราะ
“แกคิดว่าแกกำลังขู่ใคร? ฉันเป็นถึงนักล่าระดับกลาง จะถูกแกซื้อตัวง่าย ๆ ได้ยังไง?” จะให้ผู้หญิงเข้ามาอยู่ในทีมเขาเหรอ ฝันไปเถอะ!
ชายชุดดำหัวเราะเบา ๆ
“นักล่าระดับกลางแล้วยังไง? ตราบใดที่คุณตกลง บัตรสีม่วงนี่เป็นแค่เงินมัดจำ ถ้าคุณสืบข่าวได้ การจะทำให้คุณเป็น ‘นักล่าทรงเกียรติ’ก็ไม่ใช่เรื่องยาก”
แววตาของแฮร์ริสสั่นไหวนักล่าทรงเกียรติคือความฝันสูงสุดของนักล่าดาราจักรทุกคน การจะเป็นได้นั้นต้องมีพลังจิตระดับ A+ ขึ้นไป
แต่เขา… พลังจิตอยู่แค่ระดับ B+ เท่านั้นชายชุดดำเห็นเขาเริ่มหวั่นไหวจึงพูดด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย
“เจ้านายของผมฐานะสูงส่ง น้ำยาเลื่อนระดับแค่หลอดเดียว ท่านหามาให้ได้แน่นอน”
แฮร์ริสเห็นลวดลายบนมือของอีกฝ่าย เขาก็ใจสั่นสะท้านและตัดสินใจได้ทันที
“ตกลง!”
“ลวดลายนั้นคืออะไร?”
เมิ่งหนานซวี่จับประเด็นสำคัญได้ทันทีสิ่งที่ทำให้นักล่าระดับกลางถึงกับตะลึงได้ เธอไม่มีทางมองข้ามแน่นอน
แฮร์ริสหน้าซีดเผือด
“ผมก็ไม่ได้อยากหลอกคุณหรอกนะ แต่ถ้าเขาลงมือล่ะก็ ทีมล่าของผมคงรักษาไว้ไม่ได้แน่”
นักล่าดาราจักรนั้นเป็นกลุ่มอิสระที่อยู่นอกเหนืออำนาจสหพันธ์ เป็นสถานที่ที่เคารพพละกำลังเป็นที่สุด
ใครกันที่สามารถแทรกแซงพวกเขาได้!
ฉู่ชื่อได้ยินดังนั้นก็แอบเหลือบมองเว่ยเชิงโม่แวบหนึ่งสีหน้าของบอสเย็นชาจนน่ากลัวจริง ๆ
“ฉันไม่สนใจเหตุผลความจำเป็นของแก ตอบคำถามฉันมา!”
กริชในมือเมิ่งหนานซวี่ขยับเข้าใกล้คอแฮร์ริสมากขึ้น
“ตระกูลหลี่!” เสียงของแฮร์ริสสั่นเครือ “นั่นคือตราประจำตระกูลหลี่!”
ทุกคนในที่นั้นถึงกับชะงักตระกูลหลี่ หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่?
“วาดลวดลายนั้นออกมาให้ฉันดู” เว่ยเชิงโม่ก้าวไปข้างหน้า
แฮร์ริสมองเว่ยเชิงโม่
“คุณจะให้ผมวาดจริง ๆ เหรอ?”
ฉู่ชื่อเห็นท่าทางนั้นก็แค่นยิ้ม
“จะแกล้งทำเป็นไม่รู้ไปทำไม? แกจำพวกเราได้แล้วไม่ใช่หรือไง?”
ได้ยินคำนี้ แฮร์ริสก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกเขาทายถูกจริง ๆ
เมิ่งหนานซวี่เก็บกริชกลับมา คมมีดที่สะบัดออกสร้างรอยแผลให้แฮร์ริสอีกครั้ง
เธอก็ว่าอยู่ว่าทำไมขยะนี่ถึง ‘ตาสว่าง’ ขึ้นมากะทันหัน ที่แท้ก็จำฐานะของเว่ยเชิงโม่ได้นี่เอง
แฮร์ริสลูบคอตัวเอง ใช้เลือดวาดสัญลักษณ์ลงบนพื้น
ฉู่ชื่อจำได้ทันที “มันคือตราสัญลักษณ์ตระกูลบริวารของตระกูลหลี่”
สี่ตระกูลใหญ่มีอำนาจมหาศาลและเครือข่ายกว้างขวาง หลายคนหรือหลายตระกูลที่อยากจะเชิดหน้าชูตา จะเลือกเป็นบริวารของตระกูลใหญ่เพื่อแลกกับทรัพยากร และคนหรือตระกูลเหล่านั้นจะถูกประทับตราสัญลักษณ์บริวารไว้
ด้วยคำอธิบายจาก 521 เมิ่งหนานซวี่จึงเข้าใจความหมายเบื้องหลังลวดลายนี้
แต่นั่นก็นำมาซึ่งความสงสัยที่ใหญ่กว่าเดิมใครกันที่สนใจของดูต่างหน้าของแม่ร่างเดิม? ถึงขั้นยอมวางหมากไว้เนิ่น ๆ ขนาดนี้…
เบาะแสนับไม่ถ้วนแวบขึ้นมาในหัวและจัดเรียงใหม่ ในที่สุดคำตอบหนึ่งก็ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นในใจของเธอ
ตระกูลหู
เว่ยเชิงโม่เองก็ดูเหมือนจะคิดถึงคำตอบนี้เช่นกัน เขาต่อสายสื่อสารพูดอะไรบางอย่างกับคนปลายสาย
จากนั้นก็หันกลับมามองเมิ่งหนานซวี่
“มอร์ริสันพบอะไรบางอย่าง อยากไปดูไหม?”
เมิ่งหนานซวี่กะพริบตาแมวตัวโตกำลังชวนเธอเหรอ?เธอยิ้มกริ่มขยับเข้าไปใกล้เว่ยเชิงโม่
“ไปสิคะ”
เธอเข้าไปใกล้มากจนเว่ยเชิงโม่ดูเหมือนจะได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของไม้สนหิมะจากตัวเธอ
เว่ยเชิงโม่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินดุ่ม ๆ ออกไปข้างนอกทันทีเมิ่งหนานซวี่เห็นหูที่แดงก่ำของเขาชัดเจน เธอใช้มือลูบคางอย่างพึงพอใจ
แมวตัวโตเนี่ย… แกล้งสนุกจริง ๆ
มอร์ริสันและฉู่ชื่อขับยาน ‘มาร์ส’ มาที่นี่
ยานรบสีเงินขาวมีเส้นสายปราดเปรียวดูยิ่งใหญ่เกรียงไกร ราวกับฉลามขาที่แหวกว่ายในทะเล แค่เห็นก็อดใจสั่นไม่ได้
นี่คือ ‘พาหนะส่วนตัว’ ของเว่ยเชิงโม่
เครื่องจักรสังหารในสนามรบผู้ได้รับฉายาว่าเทพสงคราม
มหาตัวร้ายน้อยตาโตด้วยความทึ่ง
แม้แต่เมิ่งหนานซวี่ก็ยังตะลึงกับยานรบตรงหน้า
[เห็นไหมครับ ตราบใดที่เวยเชิงโม่ไม่ตาย ภารกิจเราก็สำเร็จไปครึ่งหนึ่งแล้ว] 521 พูดอย่างสบายอารมณ์
[ถึงเขาจะสั่งสอนพวกตัวร้ายไม่ได้ แต่เขาก็ยังซ้อมพวกมันให้หมอบได้นะครับ]
ในเส้นเรื่องเดิม เว่ยเชิงโม่คือบุคคลที่สมบูรณ์แบบเกือบทุกด้าน หน้าตาหล่อเหลา กลิ่นอายโดดเด่น ฝีมือแกร่งกล้า จนกลายเป็นผู้บัญชาการคนแรกของหน่วยรบพิเศษสหพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย และได้รับยศพลตรี
การจากไปของเขาในอดีตส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างทางการทหารของสหพันธ์ตระกูลเว่ยเชิงที่เสียผู้สืบทอดไปสองคนติดต่อกันถึงกับสั่นคลอน
เพื่อรักษาฐานะของตระกูลไว้ พวกเขาจึงเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดของเว่ยเชิงโม่
วีรกรรมอันรุ่งโรจน์แต่ละอย่างทำเอาทั้งสหพันธ์ตกตะลึง ท่ามกลางเสียงอาลัยและแรงสนับสนุนจากประชาชน
ตระกูลเว่ยเชิงจึงมีโอกาสได้หายใจหายคอ และเวยเชิงโม่ก็ได้กลายเป็น ‘แสงจันทร์ขาว’ ในใจของคนทั้งดาราจักร
เมิ่งหนานซวี่มองดูเว่ยเชิงโม่ที่เดินนำหน้าสุด และรู้สึกยินดีอีกครั้งที่ตัวเองช่วยเขาไว้
มอร์ริสันรออยู่ที่ประตูยานรบแล้ว เด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลผู้น่ารักโบกมือเรียก
“บอส! ในที่สุดพวกคุณก็มาถึงสักที!”
สถานที่ที่พวกเขาจอดหานอยู่ที่ อาร์ทิมิส เพื่อปกปิดข่าวสาร ที่นี่ถึงกับปิดให้บริการชั่วคราวเลยทีเดียว ฉู่ชื่อเห็นสีหน้าสงสัยของเมิ่งหนานซวี่จึงอธิบาย
“เจ้าของอาร์ทิมิสเป็น ‘น้องสาวบุญธรรม’ ของบอสผมน่ะครับ”
เมิ่งหนานซวี่คาดไม่ถึงเลยว่าเว่ยเชิงโม่กับเหวินเหรินเย่จะมีสายสัมพันธ์แบบนี้ด้วย
มอร์ริสันที่วิ่งไปมาถูกฉู่ชื่อดีดหน้าผากไปหนึ่งที ทั้งคู่เริ่มจิกกัดกันตามประเพณีทหารรอบ ๆ ต่างก็ชินชาแล้ว เว่ยเชิงโม่เอ่ยเสียงเข้ม
“มอร์ริสัน คนล่ะ!”
มอร์ริสันรีบผลักฉู่ชื่อออกแล้วทำสีหน้าจริงจังทันที
“หลังจากสอบสวนเสร็จ ผมก็จับพวกมันขังไว้หมดแล้วครับ”
“พบอะไรบ้าง?” ฉู่ชื่อถาม
มอร์ริสันเหลือบมองเมิ่งหนานซวี่
เมิ่งหนานซวี่ตั้งท่าจะหาข้ออ้างเลี่ยงออกไปก่อน แต่เว่ยเชิงโม่กลับพูดขึ้นว่า
“พูดตรง ๆ มาได้เลย”
ได้ยินเขาพูดแบบนั้น เมิ่งหนานซวี่ก็อึ้งไปเล็กน้อย มุมปากอดที่จะยกยิ้มขึ้นไม่ได้
521 ทนดูไม่ได้แล้ว
[โฮสต์ครับ เก็บอาการหน่อย! คุณยังจีบเขาไม่ติดเลยนะ!]
เมิ่งหนานซวี่เองก็รู้ตัวว่าทำตัวไม่ถูก เธอแสร้งไอแก้เก้อไปสองครั้ง เว่ยเชิงโม่เองก็ดูขัดเขินอยู่บ้าง
มอร์ริสันเห็นท่าทางอึกอักของบอสตัวเอง เขาก็มองหน้ากับฉู่ชื่อ: นี่มันสถานการณ์อะไรกันเนี่ย?
ฉู่ชื่อยักคิ้วให้ท สถานการณ์อย่างที่คุณคิดนั่นแหละ!
มอร์ริสันสูดลมหายใจเข้าลึก จริงเหรอเนี่ย?
ฉู่ชื่อปรายตามองเมิ่งซางลู่ ไม่เห็นเหรอ ขนาดลูกยังโตขนาดนี้แล้ว?
มอร์ริสัน หรือว่าแอบแต่งงานลับๆ? แล้วทำไมพวกเราถึงไม่รู้เรื่องเลยล่ะ?
ฉู่ชื่อส่ายหน้า อาจจะเป็นพล็อต ‘หนีตามกันไปพร้อมลูกในท้อง’ ก็ได้นะ!
“แค่ก แค่ก!”
ทหารนายหนึ่งจู่ ๆ ก็แกล้งไอขึ้นมาทั้งสองคนที่กำลัง ‘คุยกันผ่านสายตา’ เพิ่งจะได้สติ
เมื่อเห็นสีหน้าเขียวปั๊ดของบอสตัวเอง ก็ถึงกับตัวสั่นสะท้านมัวแต่เมาท์มอยจนลืมไปว่าเจ้าของเรื่องยืนอยู่ตรงนี้!
เมิ่งหนานซวี่เห็นดังนั้นจึงช่วยเปิดบทสนทนาแก้สถานการณ์
“แล้วพวกเมิ่งฉ่างล่ะ? จับมาด้วยหรือเปล่า?”
มอร์ริสันรีบคว้าทางรอดทันที
“ใช่ครับ พวกนั้นก็มีปัญหาเหมือนกัน”
“เมิ่งเป่ยหลี่ไม่ใช่ลูกชายของเมิ่งฉ่างครับ แต่เขาเป็น ‘ลูกนอกสมรส’ ของผู้นำตระกูลหู!”