สตรีมเมอร์สาวย้อนเวลามาเลี้ยงมหาวายร้าย - บทที่ 38 ราชาปลา
บทที่ 38 ราชาปลา
ใสซื่อไม่เดียงสา? เจ้าเล่ห์เพทุบายล่ะไม่ว่า!
เว่ยเชิงโม่เคยเห็นเธอตอนสังหารศัตรูอย่างเด็ดขาดมาแล้ว ย่อมไม่หลงกลง่าย ๆ แต่พอถูกเมิ่งหนานซวี่จ้องมองด้วยสายตาแบบนั้น เขาก็อดไม่ได้ที่จะใจอ่อนลงหลายส่วน
เขาเหลือบมองปลาที่นอนพะงาบ ๆ อยู่ในอ่าง พลางคิดว่า จะปล่อยให้ลูกน้องลำบากน่ะได้
แต่จะปล่อยให้ท้องตัวเองลำบากนั้นไม่ได้! เขาจึงสะบัดมือสั่ง
“พรุ่งนี้ฝึกเพิ่มสองเท่า”
เมื่อได้ยินดังนั้นทุกคนก็อึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมามองเมิ่งหนานซวี่ด้วยสายตาเป็นประกาย
พี่สะใภ้คนนี้ต้องรับไว้ให้ได้! ชีวิตที่สงบสุขและอิ่มหนำในวันหน้าขึ้นอยู่กับเธอคนเดียวแล้ว!
เว่ยเชิงโม่ปรายตามองลูกน้องที่ไม่รักดีรอบหนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวเดินตรงไปยังห้องสอบสวน แต่ก่อนจะจากไป เขายังอุตส่าห์เหลือบมองปลาในอ่างอีกแวบ
เมิ่งหนานซวี่เห็นท่าทางเล็ก ๆ น้อย ๆ นั้นอย่างชัดเจน มุมปากอดไม่ได้ที่จะยกยิ้ม
เจ้าแมวตัวโตนี่น่ารักเกินไปแล้ว!
ทว่าน่าเสียดายที่นอกจากเมิ่งหนานซวี่แล้ว ไม่มีใครในที่นั้นเห็นด้วยกับความคิดนี้เลย
เหล่าทหารค่อย ๆ พยุงตัวลุกขึ้นอย่างสั่นเทา พลางปาดเหงื่อด้วยความรู้สึกเหมือนรอดตายหวุดหวิด
ส่วนมอร์ริสันและฉู่ชื่อยิ่งหนัก ถึงขั้นกอดกันร้องไห้โฮภายใต้แรงกดดันของบอส ก่อนจะจับมือสงบศึกกันชั่วคราว
จะมีอะไรน่ากลัวไปกว่าเจ้านายที่เย็นชาไร้หัวใจคนนี้อีกไหม?ต้องขอบคุณฉู่ชื่อที่ตอนตีกันยังไม่ลืมปกป้องอ่างปลาน่าสงสารนั่น
แต่ก็น่าเศร้าที่พลังของเว่ยเชิงโม่เมื่อครู่ทำให้วัตถุดิบที่เคยกระโดดไปมาเริ่มเข้าขั้นวิกฤต
แต่อย่างไรก็ไม่เป็นไร เพราะเมื่อถึงมือเมิ่งหนานซวี่ พวกมันก็มีอายุขัยเหลืออีกไม่นานอยู่ดี
การเลี้ยงดูแมวในบ้านถือเป็นหน้าที่ที่คนเลี้ยงพึงกระทำ เมิ่งหนานซวี่เดินมาที่อ่างใบใหญ่ ถกแขนเสื้อเตรียมลงมือ
แต่แล้วก็ถูกฉู่ชื่อผู้กระตือรือร้นขวางไว้
“ให้ผมทำเถอะ ให้พวกเราทำเองครับ ขอบคุณคุณเมิ่ง… ที่ช่วยชีวิตพวกเราไว้”
เมิ่งหนานซวี่ขำออกมา
“ขนาดนั้นเลยเหรอคะ? บอสพวกคุณก็คุยง่ายออก ฉันเตือนนิดเดียวเขาก็ฟังแล้ว บางทีเขาอาจจะไม่คิดจะทำอะไรพวกคุณตั้งแต่แรกก็ได้นะ”
ทุกคน: ……
ไม่! เขาคุยไม่รู้เรื่องเลยสักนิด! ถ้าไม่มีพี่สะใภ้ช่วยไว้ สิ่งที่รอเราอยู่ไม่ใช่แค่ฝึกเพิ่มวันเดียวแน่ อย่างน้อยต้องมีหนึ่งเดือน! พี่สะใภ้ เพื่อพวกเราแล้ว คุณต้องอยู่ต่อให้ได้นะ!
ฉู่ชื่อถึงกับกระตุกมุมปาก นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินคนบอกว่าบอสของเขา ‘คุยง่าย’
“ทำไมถึงนึกอยากจับปลาขึ้นมาล่ะคะ?” เมิ่งหนานซวี่เห็นสีหน้าปลาตายของทุกคนจึงรีบเปลี่ยนเรื่องอย่างเห็นใจ
มอร์ริสันตอบ
“ผมได้ยินบอสบอกว่าคุณเป็นสตรีมเมอร์อาหาร เมื่อวานเลยแอบไปดูคลิปย้อนหลังมา เลยอยากจะรบกวนคุณ…”
เขาดูเขิน ๆ เล็กน้อย แต่เมิ่งหนานซวี่ก็รู้ทันทีว่าเขาต้องการอะไร
เธอเชิดคางขึ้น ยิ้มอย่างสดใส
“ไม่มีปัญหา วันนี้เรามาทำ ‘โต๊ะจีนปลา’ กัน!”
เมื่อคืนตอนที่เมิ่งหนานซวี่เช็กบัญชีเครือข่ายดาราจักร เธอพบว่ามีหลายคนคอมเมนต์ขอให้สอนทำลูกชิ้นปลา เธอจึงถือโอกาสนี้จัดการทำมันซะเลย
เนื่องจากอยู่บนยานรบมาร์ส เธอจึงไม่ได้ไลฟ์สด แต่ขอให้ฉู่ชื่อช่วยหาห้องธรรมดา ๆ เพื่อถ่ายวิดีโอแทนการทำลูกชิ้นปลาเป็นเรื่องที่มองว่าว่าง่ายก็ง่าย จะว่าซับซ้อนก็ซับซ้อน
เมิ่งหนานซวี่คัดปลาสายพันธุ์ที่เหมาะสมจากอ่างใบโตมาวางบนโต๊ะปรุงอาหารชั่วคราว
มีดสั้นที่ถูกตีขึ้นมาใหม่นั้นคมกริบ มันเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วภายใต้นิ้วเรียวยาวของเธอ
เพียงไม่กี่ครั้ง ก้างหลักของปลาก็ถูกเลาะออกมาหลังจากลอกหนังปลา เมิ่งหนานซวี่ค่อย ๆ เฉือนเนื้อส่วนที่ติดเส้นเลือดแดงออก จากนั้นหั่นเนื้อปลาขาวบริสุทธิ์เป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วนำไปแช่เย็น
แน่นอนว่าด้วยความช่วยเหลืออันกระตือรือร้นของฉู่ชื่อ เวลาแช่เย็นหนึ่งชั่วโมงจึงถูกย่อให้เหลือเพียงสั้น ๆ
เนื้อปลาที่เย็นจัดถูกนำมาผสมกับมันหมูสัตว์อสูรเล็กน้อย สับจนกลายเป็นเนื้อละเอียด ใส่ลงในชามตามด้วยน้ำขิงน้ำต้นหอม แป้งมันสำปะหลัง และเกลือ จากนั้นค่อย ๆ ตีนวดจนเนื้อเด้งสู้มือ จนสามารถบีบเป็นลูกชิ้นออกจากง่ามนิ้วโป้งและชี้ได้อย่างง่ายดาย
ต้มในน้ำเย็นด้วยไฟอ่อน ใส่ลูกชิ้นลงไปทีละลูกจนกระทั่งน้ำเดือดและมันลอยขึ้นมา ปิดไฟแล้วน็อคน้ำเย็น ลูกชิ้นปลาเด้งดึ๋งแสนอร่อยก็เป็นอันเสร็จสมบูรณ์!
มอร์ริสันที่ยืนมุงอยู่ทนไม่ไหว รีบหยิบใส่ปากทันทีหนึ่งลูก “อร่อย!”
ด้วยรสสัมผัสที่ทั้งสดของปลาและนุ่มเด้งสู้ฟัน ลูกชิ้นปลาจึงกลายเป็นที่ชื่นชอบของทุกคนในทันที
ฉู่ชื่อที่กินอย่างมีความสุขถึงขั้นขันอาสาขอรับช่วงต่อ “อันนี้ผมทำเป็นแล้ว ส่งต่อให้ผมเลยครับ!”
มอร์ริสันเองก็ไม่ยอมน้อยหน้า รีบกระโดดเข้าร่วมวงด้วยเมื่อเห็นว่าพวกเขาทำได้ดี เมิ่งหนานซวี่จึงเริ่มเตรียมปลาเผาต่างจากเวอร์ชันกลางแจ้งคราวก่อน
ครั้งนี้เธอผสมผสานระหว่างปลาเผาและหม้อไฟเข้าด้วยกันเธอนำปลาที่หมักได้ที่มาจี่ในกระทะจนสุกทั้งสองด้าน
จากนั้นตักใส่หม้อที่เตรียมไว้เคี่ยวต่อ กลิ่นหอมเข้มข้นของซุปหม้อไฟและรสหวานของเนื้อปลาค่อย ๆ หลอมรวมกันจนทุกคนต้องเหลียวมอง
เมิ่งหนานซวี่นำผักที่ลวกน้ำไว้มาวางรองก้นถาด เทปลาและน้ำซุปจากหม้อลงไป ตามด้วยพริกไทยเขียวและหม่าล่าแบบจัดเต็ม จากนั้นราดน้ำมันร้อนระอุลงไปจนส่งเสียงฉ่า
กลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปทั่วนอกจากลูกชิ้นปลาและปลาเผาแล้ว
เมิ่งหนานซวี่ยังทำอาหารอื่น ๆ อีกหลายอย่าง
จนสุดท้ายทหารที่ไม่มีภารกิจต่างพากันแห่มาช่วยหยิบจับเตรียมอาหารกันอย่างคึกคัก
เว่ยเชิงโม่ก้าวออกจากห้องสอบสวนท่ามกลางกลิ่นหอมอบอวลที่แทรกซึมไปทุกซอกมุมของยานรบ
เขาเดินมาที่ครัวชั่วคราวของเมิ่งหนานซวี่
เมื่อเห็นภาพความวุ่นวายที่ดูอบอุ่นข้างใน เขาก็เผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว
เมิ่งหนานซวี่ที่กำลังทำเครื่องดื่มอยู่ดูเหมือนจะสัมผัสได้ เธอหันมามองและเมื่อเห็นว่าเป็นเขา ก็ยิ้มจนตาหยีเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวน่ารักเหมือนร่างอสูรของเธอเลย เว่ยเชิงโม่คิดในใจ
เมิ่งหนานซวี่วิ่งมาหาพร้อมชาผลไม้ที่เพิ่งทำเสร็จ
“เป็นยังไงบ้างคะ? รสชาตินี้คุณพอใจไหม?”
เว่ยเชิงโม่พยักหน้า จะไม่พอใจได้ยังไงล่ะ? รสชาติแบบนี้ไม่มีใครปฏิเสธได้ลงหรอก เธอจิ้มลูกชิ้นใส่ปากเขาหนึ่งลูกก่อนจะถามว่า
“แล้ววันนี้มีอะไรคืบหน้าไหมคะ?”
“หูหลีหนีไปแล้ว”
เมิ่งหนานซวี่ชะงัก
“เกิดอะไรขึ้นคะ?”
เว่ยเชิงโม่ได้รับข้อมูลจากเบอร์ 9 ระหว่างสอบสวนเดวิด โดยรายงานว่าหูหลีรีบหนีออกจากดาวโดลันทันทีที่รู้ว่าพวกเดวิดถูกจับ
“แล้วคนอื่นในตระกูลหูล่ะคะ?” เมิ่งหนานซวี่ไม่คิดเลยว่าผู้นำตระกูลหูจะชิ่งหนีได้ไวขนาดนี้!
“ผมให้เบอร์ 9 แจ้งรองเจ้าเมืองแล้ว เขาจะจัดการเอง”
การหนีของหูหลีเป็นการพิสูจน์ทางอ้อมว่าการที่เว่ยเชิงโม่ประสบอุบัติเหตุนั้นเกี่ยวข้องกับเขาแน่ ๆ
ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่จำเป็นต้องหนีอย่างรีบร้อนขนาดนี้ตระกูลหลี่ลงมือกับเขาเพราะเขากำลังสืบหาที่อยู่ของพี่ชายงั้นเหรอ?
ถ้าเป็นอย่างที่เขาคิด การหายตัวไปของพี่ชายและพี่สะใภ้ก็อาจจะหนีไม่พ้นฝีมือของตระกูลหลี่ด้วยใช่ไหม?
ข้อสันนิษฐานต่าง ๆ ระเบิดขึ้นในหัวของเว่ยเชิงโม่
เมิ่งหนานซวี่สังเกตเห็นความกังวลที่ปกคลุมอยู่บนหัวคิ้วของเขา
เธอยัดชาผลไม้ใส่มือเขาพลางตบไหล่เบา ๆ
“อย่าเพิ่งใจร้อนไปเลยค่ะ พวกเขาหนีไม่พ้นหรอก คุณอย่าเพิ่งทำตัวเองพังไปซะก่อนล่ะ”
กลิ่นไม้สนหิมะจากตัวเธอทำให้เว่ยเชิงโม่ค่อยๆ สงบลง เธอพูดถูก… พวกมันไม่มีทางหนีพ้น!
เมิ่งหนานซวี่เข็นเจ้าแมวขี้กังวลไปนั่งที่โต๊ะที่จัดเตรียมไว้ ก่อนจะรีบวิ่งกลับไปสั่งการให้ทุกคนจัดจาน ไม่นานนัก อาหารหลากหลายชนิดก็ถูกยกมาวางเต็มโต๊ะ
ลูกชิ้นปลาสีขาวนวลรสออริจินัล, ลูกชิ้นปลาสีทองรสยี่หร่า, หม้อไฟปลาเผาที่กลิ่นหอมดุดัน, ซุปปลาเต้าหู้ที่รสชาติกลมกล่อมพอดิบพอดี, และ “ปลาทรงเครื่องกระรอก”ที่รูปทรงสวยงามรสชาติยิ่งยอดเยี่ยม…
ทุกคนมองอาหารตรงหน้าด้วยความกระหาย และไม่รู้ว่าเพราะอะไร จู่ ๆ ก็รู้สึกอิ่มเอมใจอย่างที่ไม่ได้สัมผัสมานาน
เว่ยเชิงโม่เห็นรอยยิ้มของทุกคน เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมเธอถึงหลงใหลในการทำอาหารมันคือรสชาติ คือความทรงจำ คืออารมณ์ และคือเรื่องราว
อาหารไม่ได้เพียงแค่ดับความหิวโหย แต่ยังช่วยเยียวยาจิตใจที่ว่างเปล่าและด้านชาได้อีกด้วย
เขามองเมิ่งหนานซวี่ที่อยู่ข้างกาย ดวงตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน
โชคดีจริง ๆ ที่ได้พบเธอที่นี่
“เขายังไม่ตายงั้นเหรอ?”
ท่ามกลางความมืดมิด เสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างกะทันหัน แฝงไปด้วยความดูแคลนและร่องรอยของความเคียดแค้น
“ดวงแข็งจริง ๆ นะ ที่ยังมีชีวิตอยู่ได้”
ควันสีขาวค่อย ๆ ลอยขึ้นมา ม้วนตัววนอยู่ในอากาศหากเมิ่งหนานซวี่อยู่ที่นี่ เธอจะต้องจำได้ทันที… ว่านี่คือกลิ่นของบุหรี่
หูหลีนั่งคุกเข่าอยู่ด้านล่าง ตัวสั่นเทาเล็กน้อย ก้มศีรษะลงต่ำมาก
“พูดมาสิ… พลาดท่าให้มันเจอตัวได้ยังไง”
หูหลีรู้สึกลำคอแห้งผาก การหลบหนีต่อเนื่องหลายวันทำให้เขาเหนื่อยล้าจนถึงขีดสุด
“เพราะ… ทายาทของตระกูลจีคนนั้นครับ”
“ตระกูลจี? พวกกระจอกนั่นน่ะเหรอ… เพราะไอ้พวกสวะพวกนั้นแกถึงยอมเปิดเผยตัวตน? โง่เง่า!”
“ไม่ครับ… ท่านผู้นำบอกว่าต้องการ…”
บุหรี่ที่ยังติดไฟถูกโยนใส่หน้าหูหลี ทิ้งรอยไหม้จาง ๆ ไว้บนผิว
“ท่านผู้นำ? มันคู่ควรกับคำเรียกนี้ด้วยงั้นเหรอ?”