สตรีมเมอร์สาวย้อนเวลามาเลี้ยงมหาวายร้าย - บทที่ 40 ออกเดินทางสู่เมืองหลวง
บทที่ 40 ออกเดินทางสู่เมืองหลวง
เว่ยเชิงโม่ยังคงอวยหลานชายไม่หยุด
“รอให้เธอเจอเขาเถอะ แล้วเธอจะรู้ว่าเขาน่ารักน่าเอ็นดูขนาดไหน!”
เปลือกตาของเมิ่งหนานซวี่กระตุกไม่หยุด นี่คุณอาใส่ฟิลเตอร์หนาขนาดไหนกันเชียว!
เมิ่งซางลู่ถึงขั้นหมดอารมณ์ชมวิวทิวทัศน์ไปทันที เขาสัมผัสได้ลาง ๆ ว่าข้อสันนิษฐานของเขาน่าจะเป็นความจริง
ส่วน ‘มาร์ส’ ที่แอบดูเจ้านายมีความรักอยู่ข้าง ๆ ก็แทบอยากจะจำแลงร่างเป็นคนมาเขย่าตัวเจ้านายให้ตื่น:นั่นมันปีศาจน้อยชัดๆ! เจ้านายตื่นเถอะครับ!
ท่ามกลางการเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วของยานรบ ในที่สุดพวกเขาก็มาถึง ดาวเมืองหลวง
ดาวเมืองหลวงเป็นอันดับหนึ่งในบรรดาดาวเศรษฐกิจทั้ง 84 ดวง ต่างจากดาวโดลันที่ล้าหลัง ที่นี่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของเทคโนโลยี มองจากระยะไกลมันเหมือนกับป่าเหล็กที่มองไม่เห็นจุดสิ้นสุด
เมิ่งหนานซวี่มองภาพตรงหน้า แล้วจู่ ๆ เธอก็ตระหนักถึงความผิดปกติบางอย่าง
“ที่นี่… เป็นแบบนี้มาตลอดเลยเหรอคะ?” เมิ่งหนานซวี่หลุบตาลง สีหน้าดูซับซ้อนยากจะคาดเดา
เว่ยเชิงโม่มองดาวเคราะห์ตรงหน้าแล้วตอบว่า
“ใช่ครับ”
“ไม่มีพืชพรรณเลยแม้แต่นิดเดียวเหรอ?”
“แทบไม่มีเลยครับ ไม่ใช่แค่ดาวเมืองหลวง ดาวเศรษฐกิจดวงอื่นก็เป็นแบบนี้เหมือนกันส่วนใหญ่” หัวใจของเมิ่งหนานซวี่เต้นรัว
“แล้วดาวโดลันล่ะคะ?”
“ดาวโดลันคือข้อยกเว้นเพียงไม่กี่ดวงที่เหลืออยู่”
เว่ยเชิงโม่เริ่มแปลกใจ
“คุณเป็นอะไรหรือเปล่า?”
เมิ่งหนานซวี่ส่ายหน้า
“แค่จู่ ๆ ก็นึกอะไรขึ้นมาได้น่ะค่ะ ไว้ฉันเข้าใจแจ่มแจ้งแล้วจะบอกคุณนะคะ”
ถ้าเรื่องเป็นอย่างที่เธอคิดล่ะก็ ปัญหาใหญ่แน่! ทิศทางการวิวัฒนาการของมนุษย์ยุคใหม่เกี่ยวข้องกับสัตว์ แต่สภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยกลับออกห่างจากธรรมชาติ นี่มันไม่สมเหตุสมผลเลยสักนิด!
“521 ช่วยเปรียบเทียบอัตราการเกิดอาการ ‘คลุ้มคลั่งทางจิต’ ของดาวโดลันกับดาวดวงอื่น ๆ ให้หน่อย” เมิ่งหนานซวี่สั่งการในใจ
“แล้วก็ช่วยเช็กด้วยว่า อัตราการเกิดอาการคลุ้มคลั่งของเหล่านักล่าดาราจักรอยู่ที่ระดับไหน”
[รับทราบ จัดให้ครับโฮสต์!] 521 รับคำทันที
เมิ่งหนานซวี่เก็บงำข้อสันนิษฐานต่าง ๆ ไว้ในใจ ก่อนจะหันไปหาเว่ยเชิงโม่
“หลังจากนี้พวกเราลองทดสอบประสิทธิภาพของอาหารเลิศรสกันนะคะ ข้อมูลที่เป็นตัวเลขวิชาการน่าจะมีความน่าเชื่อถือมากกว่า” เว่ยเชิงโม่พยักหน้าเล็กน้อยเห็นด้วย
เมิ่งหนานซวี่ที่เต็มไปด้วยเรื่องในใจ พามหาตัวร้ายน้อยและเวยเชิงโม่ลจากยานรบแสงสีเงินของมาร์สหม่นลง ราวกับกำลังเข้าสู่โหมดจำศีล
“ในที่สุดก็กลับมาสักที” มอร์ริสันถอนหายใจ
“แต่รู้สึกว่าอยู่ที่นี่ไม่สบายเท่าดาวโดลันเลย”
ฉู่ชื่อไม่ใส่ใจ
“บอกกี่ครั้งแล้วว่านายต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม ไม่ใช่ให้สภาพแวดล้อมปรับตัวเข้าหานาย อีกอย่างพวกเราน่ะ เดินทางไปที่ไหนที่นั่นก็คือบ้าน ไม่มีสิทธิ์มาเลือกมากหรอก”
มอร์ริสันผลักมือของฉู่ชื่อที่วางบนบ่าออกอย่างรังเกียจ
“อย่ามาใกล้ บัญชีระหว่างเรายังเคลียร์ไม่จบนะ!”
ฉู่ชื่อแกล้งทำหน้าตกใจ
“นี่ยังเจ้าคิดเจ้าแค้นอยู่อีกเหรอ? ฉันผิดไปแล้ว ขอโทษ! ฉันขอโทษจริง ๆ!”
มอร์ริสันโดนคำขอโทษลวก ๆ นั่นยั่วโมโหจนแก้มป่องเหมือนปลาปักเป้าพองลม
“ไปให้พ้นเลยไป!”
“เอาน่า อย่าทำแบบนี้สิ เดี๋ยวฉันช่วยวางแผนจีบเทพธิดาของนายให้ไง!” ฉู่ชื่อรีบง้อ
แต่มอร์ริสันไม่สนใจ เดินสะบัดตูดหนีไปทันทีฉู่ชื่อที่ทำคู่หูงอนตุ๊บป่องจึงต้องแยกไปสั่งการลูกน้องแทน
เว่ยเชิงโม่ถอนหายใจ
“ขอโทษที่ทำให้ต้องเห็นอะไรขบขันแบบนี้นะ”
ไอ้พวกนี้นี่… ช่วยทำตัวให้มันดูพึ่งพาได้หน่อยเถอะ! เมิ่งหนานซวี่กลับชอบบรรยากาศแบบนี้
“สรุปคือคุณรู้ใช่ไหมคะว่าคนที่มอร์ริสันชอบคือใคร?”
เว่ยเชิงโม่มองเธอ
“คุณก็รู้นี่”
เมิ่งหนานซวี่ที่กำลังจะเผือกถึงกับงง: ???
ฉันรู้? ทำไมฉันต้องรู้? ฉันรู้ได้ยังไง?
“เหวินเหรินเย่ครับ”
เมิ่งหนานซวี่: ……
เธอกดเปลือกตาที่กระตุกหยิก ๆ ไว้มิน่าล่ะถึงจีบไม่ติด คนหนึ่งเซ็กซี่สวยพิฆาต อีกคนหน้าเด็กแบ๊ว ดูยังไงก็ไม่เข้ากันเลยสักนิด!
“แต่มอร์ริสันจริงจังมากนะครับ”
เว่ยเชิงโม่มองตามหลังเด็กหนุ่มที่เดินจากไป
“ไม่ว่ายังไงก็ตาม เขาเคยรักอย่างสุดหัวใจมาแล้ว ย่อมไม่นึกเสียใจภายหลัง”
น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนอย่างประหลาด
ราวกับสายลมฤดูใบไม้ผลิหลังหิมะละลาย เหมือนเป็นทั้งพ่อและพี่ชาย
เมิ่งหนานซวี่นึกถึง ‘งูพิษ’ ในเส้นเรื่องเดิมที่เป็นคนเลือดเย็นไร้จุดหมายนอกจากล้างแค้น เธอจึงรู้สึกสงสารขึ้นมา หวังว่าครั้งนี้คุณจะสมหวังนะ
เว่ยเชิงโม่มองผู้หญิงตรงหน้าด้วยแววตาที่เป็นประกายและมีรอยยิ้ม
ไม่ใช่ทุกคนที่จะโชคดีเหมือนเขา เขาจึงต้องรักษาไว้ให้ดีที่สุด
เมิ่งหนานซวี่สบเข้ากับดวงตาที่อ่อนโยนนั่นพอดี เธอเห็นความทะนุถนอม ความดีใจที่ไม่ได้พูดออกมา และความภูมิใจลึก ๆ ที่ซ่อนไว้ ใบหน้าจึงเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงอย่างห้ามไม่อยู่
บรรยากาศระหว่างทั้งสองคนเริ่มหวานซึ้งจนคนนอกแทรกไม่เข้า
เมิ่งซางลู่ที่ยืนอยู่ข้างหลังถอนหายใจพวกผู้ใหญ่เนี่ย เวลาจีบกันมันน่ารำคาญจริง ๆ เลยนะ!
เมื่อเห็นคฤหาสน์ตรงหน้า 521 ถึงกับวิญญาณหลุดออกจากร่าง มันไม่คิดเลยว่าโฮสต์จะเข้าใกล้มหาตัวร้ายหมายเลข 2 ด้วยวิธีนี้
วันนี้เมิ่งหนานซวี่สวมชุดเดรสสีเหลืองอ่อน ผมยาวดุจน้ำตกทิ้งตัวลงข้างหลัง
ใบหน้าแต่งแต้มเครื่องสำอางบางเบาดูอ่อนโยนและสดใส ดูเป็นภรรยาและแม่ที่ดีแบบสุด ๆ
แววตาเธอเป็นประกายวับ ตามแผนของเว่ยเชิงโม่ วันนี้พวกเขาต้องแสร้งทำเป็นคู่หมั้นกัน เพื่อที่จะรับตัวมหาตัวร้ายหมายเลข 2 ออกไปพร้อมกับย้ายออกจากคฤหาสน์ตระกูล
ระหว่างที่เว่ยเชิงโม่คุยกับพ่อบ้าน เมิ่งหนานซวี่ก้มลงกระซิบกระซาบกับมหาตัวร้ายน้อย
“อาซางจ๊ะ ครอบครัวเราอาจจะมีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นนะ”
เมิ่งซางลู่ที่ใส่สูทสีขาวพยักหน้า เขารู้ดีว่าถ้าคุณอาเดทกับอาเว่ยเชิงแล้ว พวกเขาก็จะเป็นครอบครัวเดียวกัน
เมิ่งหนานซวี่ที่มองดูมหาตัวร้ายน้อยที่ทำท่าขรึมถึงกับไปไม่เป็นเล็กน้อย เธอเหลือบมองเว่ยเชิงโม่แวบหนึ่งก่อนจะกระซิบต่อ
“ที่บ้านอาเว่ยเชิงก็มีเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ชื่อว่า เว่ยเชิงไป๋ เขาเป็นหลานชายของอาเว่ยเชิงจ้ะ”
เว่ยเชิงไป๋…
สายตาของเมิ่งซางลู่ดูซับซ้อนเมิ่งหนานซวี่ชะงักไปครู่หนึ่ง
“เขาอาจจะดูดุ ๆ หน่อย แต่หนูไม่ต้องกลัวเขานะ ถ้าเขาแกล้งหนู หนูรีบบอกอาเลย อย่างมากเราก็แค่ย้ายออก ยังไงในใจอาหนูก็สำคัญที่สุดจ้ะ”
หลังจากฟังคำกระซิบ สายตาของเมิ่งซางลู่ยิ่งซับซ้อนหนักกว่าเดิม
เขาดีใจที่ได้ยินว่าเขาสำคัญที่สุดในใจอา แต่คุณอาไปรู้มาจากไหนว่าหมอนั่น ‘ดูดุ ๆ’? วันนี้เว่ยเชิงโม่ใส่ชุดลำลองเช่นกัน
เสื้อโค้ทสีกากีทำให้เขาสูงสง่าดูภูมิฐานยิ่งขึ้น เขามองดูขาสั้น ๆ ที่เดินตามมาอย่างยากลำบากข้างหลัง จึงก้มลงอุ้มมหาตัวร้ายน้อยที่ยังงง ๆ ขึ้นมา
เมิ่งซางลู่โอบรอบคอเขาโดยสัญชาตญาณ สบเข้ากับดวงตาที่เย็นชาแต่อ่อนโยนคู่นั้น
“อาซาง เดี๋ยวอาจะพาไปเจอเด็กคนหนึ่งนะ พวกหนูเป็นเด็กดีทั้งคู่ ต้องเข้ากันได้ดีแน่ ๆ” เว่ยเชิงโม่ช่วยคลายโบว์ที่คอให้เขา
เมิ่งหนานซวี่ที่อยู่ข้างๆ: ……
ควรจะพูดว่า “พวกหนูสองคนแสบเหมือนกัน ต้องเข้ากันได้ดีแน่ ๆ” มากกว่ามั้ง!
เมิ่งซางลู่เองก็พูดไม่ออก
คุณอาเว่ยเชิงใส่ฟิลเตอร์หนาขนาดไหนถึงพูดคำนี้ออกมาได้?
พ่อบ้านที่นำทางอยู่ก้มหน้าลง ซ่อนความตกใจไว้ในดวงตา เขาไม่เคยเห็นคุณชายรองผู้นี้อ่อนโยนขนาดนี้มาก่อนคฤหาสน์เต็มไปด้วยกลิ่นอายไซไฟ อาคารสีขาวเส้นสายเรียบเนียน ดอกไม้กลไกที่เบ่งบานอย่างวิจิตรแปลกตา หุ่นยนต์ทำงานอยู่ทุกที่แทนที่มนุษย์
[เจ้านาย ผมไปแล้วนะครับ?] เสียงที่มีเสน่ห์ของมาร์สดังขึ้นอย่างกระตือรือร้น
ถ้าเมิ่งหนานซวี่ได้ยิน เธอคงจะเรียกชื่อของมันออกมาทันที… มาร์ส
เว่ยเชิงโม่พยักหน้าในฐานะหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ ตระกูลเว่ยเชิงย่อมไม่สงบสุข ภายใต้ความอ่อนโยนที่เป็นมิตรคือคลื่นใต้น้ำที่เชี่ยวกราก
ครั้งนี้เขาจงใจพามาร์สมาด้วย เพื่อจะใช้มันในการสืบข่าววงในพ่อบ้านพาพวกเขามายังหอคอยสูงทางทิศตะวันตกของคฤหาสน์
เขายื่นมือออก แสงสีส้มแดงวาบขึ้น ประตูเปิดออกพร้อมเสียงกลไก
[คุณชายรอง ยินดีต้อนรับกลับบ้านครับ!]
ในห้องโถงมีผู้คนนั่งอยู่เต็มไปหมด เว่ยเชิงโม่ปรายตามองคร่าว ๆ เกือบทุกคนที่มีสายเลือดตระกูลเว่ยเชิงมากันครบ
ดวงตาของเมิ่งหนานซวี่เป็นประกาย รอยยิ้มดูมีเลศนัยพลังจิตระดับ A+ ขึ้นไปทุกคนเลย ตระกูลเว่ยเชิงนี่เล่นใหญ่จริง ๆ!
ชายที่นั่งตรงกลางมีใบหน้าคมเข้มหล่อเหลา เมื่อเห็นพวกเขาเขาก็ขมวดคิ้วก่อนจะเอ่ยว่า
“เสี่ยวโม่ คนนี้คือใคร?”
เว่ยเชิงโม่กุมมือเมิ่งหนานซวี่ไว้แล้วยิ้มบาง ๆ
“ผู้หญิงคนนี้คือผู้มีพระคุณช่วยชีวิตผม และยังเป็นคนรักที่ผมตัดสินใจจะใช้ชีวิตด้วยครับ”
ทั้งห้องโถงฮือฮาทันที!
นี่มันเกิดอะไรขึ้น!
มีหลายคนลุกขึ้นคัดค้านทันที
“คุณผู้หญิงคนนี้มีฐานะอะไร ถึงจะมาเป็นภรรยาของคุณได้?”
“สายเลือดตระกูลเว่ยเชิงของพวกเราแปดเปื้อนไม่ได้ งานแต่งนี้เป็นไปไม่ได้!” ยิ่งไปกว่านั้น มีคนตำหนิออกมาตรง ๆ
“ไร้สาระ! จะปล่อยให้ใครที่ไหนมาเข้าประตูตระกูลเว่ยเชิงเรางั้นเหรอ?”
สายตาของเว่ยเชิงโม่เย็นเยียบขึ้นมาทันที
ถ้าไม่ใช่เพราะพี่ชายหายตัวไปอย่างลึกลับ ใครจะกล้ามาพูดจาสามหาวต่อหน้าเขา คำพูดที่ดูสวยหรูอ้างกฎตระกูล แท้จริงก็แค่ทำเพื่อความเห็นแก่ตัวของตัวเอง อยากจะฮุบผลประโยชน์จากเขาเท่านั้น!
เว่ยเชิงฉิงเองก็ไม่พอใจที่คนในตระกูลเสียมารยาท แต่เขาก็ไม่ได้หยุดยั้งการรุมทึ้งในครั้งนี้
เห็นได้ชัดว่า เขาก็ไม่พอใจผู้หญิงที่ลูกชายพามาด้วยเช่นกัน เมิ่งหนานซวี่ยิ้มออกมา แผ่รังสีพลังจิตกดดันออกมาทั้งหมด กลิ่นอายที่ทรงพลังทำให้ทุกคนในห้องโถงถึงกับเหงื่อกาฬไหลพราก
น้ำเสียงของเธออ่อนโยนน่าฟัง แต่แฝงไปด้วยจิตสังหารที่ยากจะบรรยาย
“ทำไมเหรอคะ? พวกคุณผู้อาวุโสไม่พอใจอะไรในตัวฉันงั้นเหรอ?”
ผู้มีพลังจิตระดับ 3S อีกคน!
เมิ่งซางลู่มองไปรอบ ๆ แล้วสรุปได้หนึ่งอย่างคุณอาเว่ยเชิงของเขาน่าจะเป็นผลลัพธ์ของการกลายพันธุ์ทางพันธุกรรมสินะ เพราะทุกคนที่นี่รวมกันยังสู้เขาคนเดียวไม่ได้เลย
แม้แต่คนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์สูงสุดอย่างเว่ยเชิงฉิงก็เริ่มจริงจังขึ้นมา เพราะถ้าสองคนนี้รวมพลังกันจริง ๆลูกของพวกเขาจะมีพรสวรรค์ที่ไม่ด้อยไปกว่า “เว่ยเชิงไป๋” แน่นอน!