สตรีมเมอร์สาวย้อนเวลามาเลี้ยงมหาวายร้าย - บทที่ 41 เว่ยเชิงไป๋
บทที่ 41 เว่ยเชิงไป๋
เมิ่งหนานซวี่คาดการณ์สถานการณ์ตอนนี้ไว้หมดแล้ว ในเส้นเรื่องเดิม หากไม่ใช่เพราะตระกูลเว่ยเชิงนั้นซับซ้อนและอันตรายเกินไป มอร์ริสันและฉู่ชื่อจะพาตัวเว่ยเชิงไป๋หนีออกมาทำไม?
ชายหนุ่มทางซ้ายมือของเวยเชิงฉิงยิ้มอย่างสุภาพ เขาลุกขึ้นเดินมาตรงหน้าเมิ่งหนานซวี่ทั้งสองคน พลางผายมือเชิญให้นั่ง
“คุณผู้หญิงอย่ากล่าวเช่นนั้นเลยครับ ผู้แข็งแกร่งเช่นคุณมีหรือที่พวกเราจะไม่ต้อนรับ เชิญนั่งลงคุยรายละเอียดกันก่อนเถอะครับ”
คนอื่น ๆ ในที่นั้นเห็นดังนั้นก็พากันหุบปาก ชายคนนี้คือคนสนิทของเว่ยเชิงฉิง ท่าทีของเขาคือท่าทีของผู้นำตระกูล
ในขณะที่ท่าทีของผู้นำยังไม่ชัดเจน พวกเขาไม่ควรแสดงออกอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าแต่เมิ่งหนานซวี่ก็ยังสัมผัสได้ถึงสายตาที่จ้องมองมาอย่างสำรวจจากรอบทิศทาง
เธอเหลือบมองเว่ยเชิงโม่ เมื่อเห็นเขาพยักหน้าเล็กน้อยพอเป็นพิธี เธอจึงเก็บรังสีพลังจิตลง แล้วยกมือปิดปากยิ้ม
“ดูเหมือนฉันจะเข้าใจผู้อาวุโสผิดไปเองค่ะ เป็นเพราะฉันใจร้อนเกินไปหน่อย ต้องขออภัยทุกท่านด้วยนะคะ”
เธอกล่าวขอโทษด้วยท่วงท่าสง่างามตามแบบฉบับของสหพันธ์ ชายกระโปรงสีเหลืองอ่อนวาดส่วนโค้งที่งดงามกลางอากาศ
คนในที่นั้นเห็นผู้แข็งแกร่งระดับ 3S แสดงความเคารพแก่ตน ในใจก็รู้สึกพึงพอใจขึ้นมาบ้าง
โลกใบนี้ก็เป็นแบบนี้แหละ มารยาทของผู้อ่อนแอคือความขลาดกลัว แต่ความถ่อมตัวของผู้แข็งแกร่งคือคุณธรรม
เว่ยเชิงฉิงสายตาเข้มขึ้น ผู้หญิงคนนี้มีกิริยาท่าทางสุขุมรอบคอบ ในเวลาสั้น ๆ ไม่เพียงแต่จะเชือดไก่ให้ลิงดูเพื่อกดดันทุกคน แต่ยังแสดงถึงมารยาทและเกียรติของตนเอง
เรียกได้ว่าเป็นต้นแบบของการใช้ทั้งไม้อ่อนและไม้แข็งเขามองเมิ่งหนานซวี่ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยการสืบค้นมากขึ้นเรื่อย ๆ
เมิ่งหนานซวี่รู้ตัวแน่นอนว่าถูกมอง เธอทำหน้าตาปกติคล้องแขนเว่ยเชิงโม่ไว้ แล้วนั่งลงตามการนำทางของชายผู้สุภาพคนนั้น ราวกับว่าไม่ได้รู้สึกถึงอะไรเลย
อาคารรูปทรงหอคอยนี้คือสถานที่รวมตัวของตระกูลเว่ยเชิง ที่นั่งชั้นล่างเรียงตัวเป็นรูปสามเหลี่ยม
คนที่นั่งอยู่ตรงหัวมุมย่อมเป็นผู้นำตระกูล
ทางขวามือคือสายเลือดตรงของตระกูล
ส่วนทางซ้ายคือคนสนิทของผู้นำและหัวหน้าตระกูลสาขา
สาเหตุที่ทุกคนมารวมตัวกันที่นี่ ก็เพราะการถูกซุ่มโจมตีของเวยเชิงโม่ในครั้งนี้ ทว่ายังไม่ทันได้หารือเรื่องนี้ คุณชายรองคนนี้ก็วางระเบิดลูกใหญ่เข้าให้เสียก่อน!
เมิ่งซางลู่นั่งเงียบ ๆ บนตักของเวยเชิงฉิง เขายังคงดูเยือกเย็นเหมือนปกติ
บรรยากาศกดดันที่นี่ดูเหมือนจะทำอะไรเขาไม่ได้เลยสักนิด
ความสุขุมเกินวัยนี้ทำให้เวยเชิงฉิงอดไม่ได้ที่จะสนใจ
“เด็กคนนี้คือ?”
“หลานชายของอาซวี่ครับ” เสียงของเว่ยเชิงโม่ยังคงนิ่งขรึมและเย็นชาไม่ได้อ่อนโยนลงเลยแม้จะอยู่ต่อหน้าบิดา
“ต่อไปเขาจะมาใช้ชีวิตอยู่กับพวกเราครับ”สิ้นคำพูดของเขา คนในที่นั้นก็พากันซุบซิบอีกครั้ง
“ทำไมถึงหอบหิ้วภาระมาด้วยล่ะ?”
“ถึงพลังจิตจะสูง แต่เงื่อนไขครอบครัวแบบนี้มันแย่เกินไปหน่อยนะ”
“ลูกสาวคนโตตระกูลหลัวมีพลังจิตระดับ S+ พิจารณารอบด้านแล้วเหมาะสมกว่าผู้หญิงคนนี้ตั้งเยอะ”
เว่ยเชิงโม่ปรายตามองแวบเดียว ไอเย็นที่บาดลึกถึงกระดูกก็แผ่ซ่านไปทั่วบริเวณทุกคนต่างพากันหนาวสั่นจนขนลุก คราวนี้เงียบกริบกันหมดจริงๆ
เว่ยเชิงฉิงขมวดคิ้ว
“เสี่ยวโม่!”
เมื่อได้ยินเสียงดุ เว่ยเชิงโม่ถึงได้เก็บรังสีอำนาจกลับไป
“ท่านพ่อ เรื่องการแต่งงานของผม ไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาจะมาวิพากษ์วิจารณ์ได้ครับ!”น้ำเสียงของเขาเหมือนถูกเคลือบด้วยน้ำแข็ง เย็นชาจนคนอยากจะถอยห่างออกไปสามก้าว
เว่ยเชิงฉิงกุมขมับ ลูกชายคนนี้มีความสัมพันธ์กับเขาแค่ระดับธรรมดา ๆ มาตลอด ในบ้านหลังนี้มีแค่พี่ชายของเขา ‘เว่ยเชิงเยี่ยน’ คนเดียวเท่านั้นที่ปราบเขาอยู่
นึกถึงตรงนี้ เขาก็เหลือบมองเก้าอี้ที่ว่างอยู่ทางขวามือของตน พลางถอนหายใจแผ่วเบา ลูกชายคนโตของเขา…
ด้วยความรู้สึกผิดที่ยากจะเอ่ยออกมา เขาจึงพยักหน้า
“แล้วแต่แกแล้วกัน ฉันก็คงสั่งแกไม่ได้แล้ว”
ได้ยินดังนั้น เมิ่งหนานซวี่ถึงกับอึ้งไปเล็กน้อย
เรื่องนี้มันง่ายกว่าที่เธอคิดไว้มากเว่ยเชิงโม่หลุบตาลง ไม่มีใครเห็นอารมณ์ในดวงตาของเขาคำพูดของเว่ยเชิงฉิงทำให้หลายคนที่วางแผนไว้ยอมรับไม่ได้
หญิงสาวผู้สูงศักดิ์ผมทองคนหนึ่งลุกขึ้นยืน
“ท่านพี่ แบบนี้ไม่เหมาะสมนะคะ!”
“ไม่เหมาะสม? หรือคุณอาสามอยากให้ผมแต่งกับลูกเลี้ยงของคุณอาเป็นเมียล่ะครับ?”
เว่ยเชิงโม่แค่นยิ้ม “ผู้หญิงที่มีชื่อเสียงเรื่องชีวิตส่วนตัวเน่าเฟะไปทั่วดาวเมืองหลวงแบบนั้น ผมไม่กล้าแต่งด้วยหรอกครับ”
หญิงสูงศักดิ์หน้าคล้ำเขียว
“ลีลี่มีอะไรไม่ดี! ข่าวลือพวกนั้นมันพวกที่หวังร้ายปล่อยออกมาทั้งนั้น แกเชื่อไปได้ยังไง?”
“เหอะ ข่าวลือที่คนอื่นปล่อยงั้นเหรอ แค่ผมคนเดียวก็เคยเห็นเธอพัวพันกับผู้ชายห้าคนไม่ซ้ำหน้าแล้ว!”
ชายหนุ่มผมดำพูดด้วยน้ำเสียงดูแคลน ดวงตาสีส้มทองเปล่งประกายเจิดจ้า
ใบหน้าของเขามีส่วนคล้ายเว่ยเชิงโม่สามส่วน เมื่อเห็นเมิ่งหนานซวี่มองมา เขาก็ขยิบตาให้เธอเบา ๆ
“เว่ยเชิงหลี! แกพูดกับอาสามแบบนี้เหรอ?” หญิงสูงศักดิ์โกรธจนตัวสั่น
เว่ยเชิงหลีตอบอย่างไม่ใส่ใจ
“จริงก็คือจริง ไม่จริงก็คือไม่จริง ผมเว่ยเชิงหลีเคยพูดโกหกที่ไหนล่ะ?”
หญิงสูงศักดิ์หน้าแดงก่ำ เจ้าเด็กคนนี้มันพวกไม่เห็นหัวใคร ถ้าไม่ใช่เพราะฝีมือเก่งกาจพอตัว คงถูกกำจัดไปนานแล้ว!
ปัง!
เว่ยเชิงฉิงตบโต๊ะอย่างแรง
“เรื่องนี้ไม่ต้องพูดถึงอีกแล้ว!”
น้องสาวที่คิดไม่ได้คนนี้ดึงดันจะแต่งกับพวกหมาป่าที่หวังร้าย ถ้าคนคนนั้นทำตัวเจียมตัวก็ว่าไปอย่าง แต่นี่กลับเป็นไอ้โง่ที่ทะเยอทะยานเกินตัว ถึงขั้นริอ่านจะเข้ามาแทรกแซงเรื่องในตระกูลเว่ยเชิง!
“ท่านพี่!” หญิงสูงศักดิ์พึมพำเรียกเขา
เมื่อเห็นสีหน้าไม่สบอารมณ์ของเขา เธอจึงนั่งลงอย่างหมดเรี่ยวแรง
เมื่อเห็นน้องสาวที่ผู้นำรักที่สุดยังพ่ายแพ้กลับมา คนอื่น ๆ ก็เริ่มอ่านท่าทีออกทีละคน และพากันเงียบกริบไปตาม ๆ กัน
เว่ยเชิงฉิงหันไปมองลูกชายคนเล็ก
“คราวนี้มันเกิดอะไรขึ้น ใครเป็นคนลงมือกับแก?”
เว่ยเชิงโม่ไม่ได้ลงรายละเอียด แค่เล่าเรื่องราวคร่าว ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมา โดยไม่ได้เอ่ยถึงตระกูลหลี่เลยแม้แต่นิดเดียวไม่นานนัก เว่ยเชิงฉิงก็ปิดการรวมตัวครั้งนี้
เขาพาเว่ยเชิงโม่ขึ้นไปที่ชั้นสอง ส่วนเมิ่งหนานซวี่อุ้มมหาตัวร้ายน้อยรออยู่ข้างล่าง
“พี่สะใภ้รอง?” เว่ยเชิงหลีนั่งลงข้าง ๆ เธอพร้อมรอยยิ้ม
เมิ่งหนานซวี่ยิ้มตอบ
“สวัสดีค่ะน้องหก”
ก่อนจะมาที่นี่ เว่ยเชิงโม่ได้อธิบายสถานการณ์ในบ้านคร่าว ๆ แล้ว รุ่นของเขามีพี่น้องทั้งหมดเก้าคน แบ่งออกเป็นสามฝ่ายใหญ่ ๆ ในบรรดาคนเหล่านี้ มีเพียงน้องหก ‘เว่ยเชิงหลี’ และน้องแปด ‘เว่ยเชิงเหยา’ สองพี่น้องเท่านั้นที่เป็นพวกเดียวกับเขา
ในเส้นเรื่องเดิม เมิ่งหนานซวี่ก็เห็นการมีอยู่ของสองคนนี้ สรุปสั้น ๆ คือเป็นคนที่เชื่อใจได้
“ไอ้หยา ดูเหมือนพี่รองจะเล่าเรื่องของผมให้พี่ฟังแล้วสินะ”
เว่ยเชิงหลีวางมือบนพนักพิง ท่าทางดูมีเสน่ห์แบบเจ้าสำราญ
“แล้วพวกพี่ไปรู้จักกันได้ยังไงเหรอ?”
หลังจากรู้ว่าเมิ่งหนานซวี่มีตัวตนอยู่จริง เขาก็ตกใจมาก ไม่ว่ายังไงเขาก็คิดไม่ถึงว่าพี่รองที่แสนเย็นชาของเขาจะหาเมียได้! เขามองไปรอบ ๆ พลางหลิ่วตา
“พี่สะใภ้ พี่ไม่ได้ร่วมมือกับพี่รองมาหลอกพวกเราใช่ไหม?”
ท่าทางขี้เล่นของเว่ยเชิงหลีทำเอาเมิ่งหนานซวี่ขำ
“ทำไมคะ คุณคิดว่าฉันไม่คู่ควรกับพี่รองของคุณเหรอ?”
“เปล่า ๆ ๆ ผมแค่คิดว่าเขาน่ะไม่คู่ควรจะมีเมียต่างหาก”
เว่ยเชิงหลีส่ายหัว
เมิ่งหนานซวี่จัดทรงผมให้มหาตัวร้ายน้อยในอ้อมกอด
“เรื่องราวของฉันกับพี่รองคุณ สรุปสั้น ๆ ก็คือ… ช่วยชีวิตมาเลยต้องยอมสละตัวมาครองรักกันน่ะค่ะ!”
เว่ยเชิงหลีตาโตเท่าไข่ห่าน ไม่คิดว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่โรแมนติกขนาดนี้!
ทันใดนั้น มีเสียงเอะอะดังมาจากข้างนอก เมิ่งหนานซวี่และเว่ยเชิงหลีสบตากัน ก่อนจะเดินออกไปดูข้างนอกพร้อมกัน
ไม่ไกลจากหอคอยมีทะเลสาบอยู่แห่งหนึ่ง เด็ก ๆ ในชุดหรูหราหลายคนกำลังผลักไสไล่ส่งกันอยู่ที่ริมฝั่ง
ในน้ำมีเด็กคนหนึ่งกำลังตะเกียกตะกายไม่หยุด
“ช่วยด้วย! ฮือ ๆ ๆ…”
เสียงร้องขอความช่วยเหลือของเด็กคนนั้นเริ่มแผ่วลงเรื่อย ๆ
เมิ่งหนานซวี่กำลังจะสะบัดแส้ออกไปช่วยคน แต่กลับถูกเว่ยเชิงหลีรั้งไว้
“พี่สะใภ้ไม่ต้องตกใจครับ ในทะเลสาบนี้มีหุ่นยนต์กู้ภัยอยู่”
สิ้นคำพูดของเขา หุ่นยนต์สีขาวก็ช้อนตัวเด็กคนนั้นขึ้นมา แปลงร่างเป็นปลาสีขาวตัวใหญ่ แล้วส่งเด็กกลับคืนสู่ฝั่ง
“โชคดีที่ชิวชิวไม่เป็นไร ไม่อย่างนั้นฉันเอาแกตายแน่!”
เด็กคนหนึ่งผลักเด็กอีกคนอย่างเกรี้ยวกราด จนเกือบจะผลักเขาตกลงไปในน้ำอีกคนเว่ยเชิงหลีตะโกนลั่น
“เว่ยเชิงเซี่ย! แกทำอะไรน่ะ?”
เขาก้าวไปข้างหน้าไม่กี่ก้าว แล้วอุ้มเด็กอีกคนขึ้นมา
“เสี่ยวไป๋ หนูไม่เป็นไรใช่ไหม?”
เสี่ยวไป๋? เว่ยเชิงไป๋?
เมิ่งหนานซวี่ตาโตขึ้นเล็กน้อย เขาน่ะเหรอจะโดนคนอื่นรังแก?
เมิ่งซางลู่ที่ถูกเธอจูงมืออยู่ก็มองตามไป เห็นเพียงเด็กที่อยู่ในอ้อมกอดของเว่ยเชิงหลีมีใบหน้าที่ดูจิ้มลิ้มเกินไป
ดวงตากลมโตสั่นคลอนเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง ดูแล้วทั้งหวานทั้งนุ่มนิ่ม
เมิ่งหนานซวี่: ……
เมิ่งซางลู่: ……
นี่มันต่างจากที่ฉันจินตนาการไว้เยอะเลยนะเนี่ย!
“อาหก! มันเป็นคนผลักชิวชิวตกน้ำครับ!” เด็กที่ชื่อเว่ยเชิงเซี่ยพูดด้วยท่าทางดุดันเขาโอบกอดน้องชายของตนไว้พลางมองเว่ยเชิงไป๋ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความประสงค์ร้าย
“ผมจะทำให้มันต้องชดใช้!”