สตรีมเมอร์สาวย้อนเวลามาเลี้ยงมหาวายร้าย - บทที่ 42 การซักถาม
บทที่ 42 การซักถาม
เว่ยเชิงไป๋ขอบตาแดงก่ำขึ้นมาทันที หยาดน้ำตาคลอเบ้าเตรียมจะร่วงหล่น
“พี่ครับ… ผมไม่ได้ตั้งใจ…”
เดิมทีเขาเป็นเด็กที่หน้าตาหมดจดงดงามราวกับสลักจากหยกอยู่แล้ว พอร้องไห้แบบนี้ยิ่งดูน่าเวทนาจนน่าใจหาย ทำให้คนเห็นรู้สึกอยากจประคองไว้ในอุ้งมือเพื่อทะนุถนอมให้ถึงที่สุด
เว่ยเชิงหลีรีบเช็ดน้ำตาให้เขาทันที
“เด็กดี ไม่เป็นไร ๆ อาหกมาแล้ว อาหกจะไม่ยอมให้ใครมาแรังแกหนูหรอก”
เจ้าอ้วนน้อยเว่ยเชิงเซี่ยที่อุ้มน้องชายตัวเองอยู่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
“แกมันไอ้คนลวงโลก! ไอ้พวกจอมปลอม! ไอ้ XXXXXX!”เขายิ่งด่ายิ่งหยาบคายดวงตาของเว่ยเชิงไป๋ก็ยิ่งดูบวมช้ำจากการร้องไห้มากขึ้นเรื่อย ๆ
ในที่สุด เมิ่งหนานซวี่ก็ทนไม่ไหว
“หนูน้อย พ่อแม่เธอสอนให้พูดจาแบบนี้เหรอจ๊ะ?”
น้ำเสียงนั้นไพเราะอย่างไม่ต้องสงสัย ราวกับเสียงลำธารไหลริน หรือเสียงลมพัดผ่านป่าลึก
เว่ยเชิงไป๋มองตามเสียงนั้นไปเห็นหญิงสาวในชุดเดรสยาวสีเหลืองอ่อน ผมสีดำยาวสลวยทิ้งตัวอยู่ด้านหลัง
ดวงตาสีอำพันเต็มไปด้วยความจริงจัง
เธอสวยสะดุดตาแต่ไม่ถึงขั้นยั่วยวน มีสง่าราศีแต่ไม่ดูถูกใคร เป็นผู้หญิงที่งดงามมากจริง ๆ
สวยจัง… แพ้คุณแม่แค่นิดเดียวเอง…
เว่ยเชิงไป๋ที่ใบหน้าดูตื่นตระหนก แต่ภายในใจกลับนิ่งสนิทดุจน้ำนิ่งคิดในใจเงียบ ๆ
“แกเป็นตัวอะไร ถึงกล้ามาพูดกับฉันแบบนี้!” เจ้าอ้วนน้อยวางท่าจองหองถึงขีดสุด ทั้งที่อายุยังไม่ถึงสิบขวบ แต่กลับมีความโอหังมากกว่าอายุจริงนับสิบเท่า ทำให้ใครเห็นก็รักไม่ลง
ภูมิหลังครอบครัวมอบต้นทุนความหยิ่งผยองให้เขา แต่ในขณะเดียวกันก็พรากคุณธรรมแห่งความถ่อมตัวไปจากเขาด้วย
เมิ่งหนานซวี่โกรธขึ้นมาจริง ๆ สำหรับเธอแล้ว ความใจดำของเด็กมักจะน่ากลัวกว่า เพราะมันคือ ‘ความชั่วร้าย’ ที่บริสุทธิ์โดยไม่มีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง มีเด็กกี่คนที่อาศัยความเยาว์วัยรังแกผู้อื่นอย่างไม่ลืมหูลืมตา พอถึงเวลาต้องรับผิดชอบก็อ้างความไร้เดียงสาเพื่อหนีการลงทัณฑ์
สำหรับเด็กเปรต เธอไม่เคยเกรงใจอยู่แล้ว เธอแผ่รังสีข่มขวัญ “รังแกเด็ก” กลับไปว่า
“อ้อ ถ้าตามลำดับอาวุโส หนูอาจจะต้องเรียกฉันว่า ‘อาสะใภ้รอง’ นะจ๊ะ?”
เมิ่งหนานซวี่เสยผมเล็กน้อยพลางเหลือบมองเว่ยเชิงฉิง เว่ยเชิงฉิงเข้าใจเจตนาจึงพยักหน้า
“ใช่แล้ว เธอเป็นแฟนของอาสองของแก”
เว่ยเชิงเซี่ย: !!!
เมื่อนึกถึงอาสองที่เป็นเหมือนภูเขาน้ำแข็งเดินได้ เว่ยเชิงเซี่ยก็อดสั่นไม่ได้ เป็นไปได้ยังไง…เว่ยเชิงไป๋ที่ถูกเว่ยเชิงหลีอุ้มอยู่ชะงักไปเล็กน้อยแบบที่แทบสังเกตไม่เห็น
แฟนของคุณอา… เหรอ?
“ฉันก็นับว่าเป็นผู้ใหญ่ของเธอคนหนึ่งล่ะนะ การจะมีสิทธิ์พูดกับเธอคงไม่ผิดกฎหรอกใช่ไหม?”
เมิ่งหนานซวี่ยิ้มแต่ดวงตาไม่ยิ้มด้วย “ทีนี้บอกฉันได้หรือยังว่าพ่อแม่สอนให้พูดจาแบบนี้หรือเปล่า?”
เว่ยเชิงเซี่ยสีหน้าย่ำแย่
“เกี่ยวอะไรกับคุณ?”
“เกี่ยวสิ เพราะเด็กที่เธอรังแกคือเด็กบ้านฉันน่ะ” เมิ่งหนานซวี่ส่งยิ้มอ่อนโยนให้เว่ยเชิงไป๋
ก่อนจะหันกลับไปหาเจ้าอ้วนน้อย “และฉันก็สงสัยด้วยว่าคำด่าพวกนี้เธอไปเรียนมาจากใคร? จากพ่อแม่เธอเหรอ?”
เว่ยเชิงฉิงได้ฟังแล้วแทบอยากจะปรบมือให้พูดได้ดี! ควรจะสั่งสอนเด็กเปรตพวกนี้มาตั้งนานแล้ว!
ใบหน้าของเว่ยเชิงเซี่ยแดงก่ำด้วยความโกรธเด็กชายตัวเล็กในอ้อมแขนเขาเริ่มได้สติและร้องไห้โฮออกมา
“พี่! มันกล้าหลบผม! ฮือ ๆ ๆ ถ้ามันไม่หลบ ผมจะตกลงไปในน้ำได้ยังไง?”
พอได้ยินน้องชายฟ้อง เจ้าอ้วนน้อยก็กลับมาทำท่าทางอวดดีอีกครั้ง
“ได้ยินหรือยัง! น้องผมตกน้ำเพราะมันผิด!”
เมิ่งหนานซวี่และเว่ยเชิงฉิงถึงกับหัวเราะด้วยความขำระคนสมเพชยังไม่ทันที่พวกเขาจะพูดอะไร เมิ่งซางลู่ก็เอ่ยขึ้นเรียบ ๆ
“สรุปคือน้องชายนายตกน้ำได้ยังไง?”
เว่ยเชิงฉิงกำลังจะอ้าปากพูดแต่ถูกเมิ่งหนานซวี่ห้ามไว้ เธออยากเห็นว่ามหาตัวร้ายน้อยจะจัดการเรื่องนี้ยังไง
“ก็เพราะมันหลบไง!” เว่ยเชิงเซี่ยตะโกน
เมิ่งซางลู่ “แล้วทำไมเขาต้องหลบด้วยล่ะ?”
เว่ยเชิงเซี่ยกรอกตา
“ถามโง่ ๆ ก็จะไปผลักมัน มันก็ต้องหลบสิ”
ใบหน้าเล็ก ๆ ของเมิ่งซางลู่เคร่งขรึมดูจริงจังมา
“แล้วพวกนายไปผลักเขาทำไม?”
“ก็มันเก่งนักไม่ใช่เหรอ? พรสวรรค์สูงนักไม่ใช่เหรอ? แค่ผลักนิดผลักหน่อยจะเป็นไรไป?” เว่ยเชิงเซี่ยเริ่มรำคาญที่ถูกซักไซ้
“นายต้องการจะพูดอะไรกันแน่?”
เมิ่งซางลู่จ้องมองเขาเงียบ ๆ ดวงตาสีเขียวเข้มราวกับป่าหมอกที่ลึกลับและกว้างไกล เว่ยเชิงเซี่ยถูกจ้องจนสั่นสะท้าน หลังเริ่มเปียกโชกด้วยเหงื่อเย็น ๆเมิ่งซางลู่กล่าวอย่างสงบ
“สรุปคือ… เขาทำอะไรผิดงั้นเหรอ?”
เว่ยเชิงเซี่ยอึ้งไป
“ถ้าพวกนายไม่ไปผลักเขา เขาก็คงไม่หลบ และน้องชายนายก็จะไม่ตกน้ำ” เมิ่งซางลู่เอียงคอ
“อีกอย่าง เขาก็ไม่ได้ใช้พรสวรรค์ที่สูงกว่าพวกนายมาลงมือตอบโต้พวกนายด้วย”
“ดังนั้น สรุปง่าย ๆ ก็คือ พวกนายหาเรื่องใส่ตัวจนได้รับผลกรรมเอง”
กลุ่มเด็กเปรต: ……
แม้เสียงของเมิ่งซางลู่จะยังดูเด็กน้อย แต่คำพูดกลับมีตรรกะและเป็นระบบมาก จนเด็กคนอื่น ๆ เถียงไม่ออก
เว่ยเชิงชิวสะอึกสะอื้น
“มันนั่นแหละที่หลบ! ถ้ามันไม่หลบผมจะตกน้ำได้ยังไง!”
เมิ่งซางลู่รู้สึกว่าเด็กคนนี้ช่างโง่เหลือเกิน อธิบายชัดขนาดนี้แล้วยังจะถามอีก! เขาตอบอย่างเหนื่อยหน่าย “เขาเป็นคนสั่งให้หนูไปผลักเขาเหรอจ๊ะ?”
เว่ยเชิงชิว: ……
นั่นก็ไม่ใช่…
แต่สันดานเด็กเปรตคือการใช้ความไร้เหตุผลเข้าสู้
“มันมีพรสวรรค์ ตกน้ำไปก็ไม่เป็นไรหรอก แล้วจะหลบทำไม?”
เมิ่งซางลู่หน้าตาย
“หนูตัวโตกว่าเขา ตกน้ำไปก็คงไม่เป็นไรเหมือนกัน แล้วทำไมหนูไม่ตกเองล่ะ?”
เว่ยเชิงชิว: ……
เมิ่งซางลู่ซ้ำดาบสอง
“พวกหนูคนเยอะกว่าเขา ตกน้ำไปก็คงไม่เป็นไรเหมือนกัน ทำไมพวกหนูไม่ตกไปพร้อม ๆ กันเลยล่ะจ๊ะ?” เขาอายุไม่มาก แต่รัศมีอำนาจไม่ด้อยไปกว่าใครเลย
เมิ่งหนานซวี่มองเห็นความเยือกเย็นและมาดของ ‘ราชันหมาป่า’ ในอนาคตจากตัวเขา เธอจึงพยักหน้าอย่างพอใจ
เด็กคนอื่นๆ: ……
เว่ยเชิงไป๋ปรายตาเย็นชาไปมองคนพวกนั้นแวบหนึ่ง พวกโง่ ถ้าไม่ใช่เพราะไม่อยากหาเรื่องเดือดร้อนให้คุณอา ฉันไม่ปล่อยพวกแกไปง่าย ๆ แบบนี้แน่!
ใช่แล้ว การที่เว่ยเชิงชิวตกน้ำไปนั้น ทั้งหมดคือผลลัพธ์จากการออกแบบอย่างแยบยลของเว่ยเชิงไป๋
เขาทำเรื่องแบบนี้มาหลายครั้ง และรู้ดีว่าจะปัดความรับผิดชอบยังไงให้ดูเหมือนเป็นอุบัติเหตุ
แม้แต่คนในเหตุการณ์ยังจับไม่ได้ว่าเขาลงมือตอนไหน ถ้าไม่ใช่เพราะเมิ่งหนานซวี่และคนอื่น ๆ มาทันเวลาเกรงว่าคนที่ตกน้ำคงไม่ได้มีแค่คนเดียวแน่ ๆ
เว่ยเชิงไป๋หันไปมองเมิ่งซางลู่ที่ดูเย็นชา ในใจเริ่มเกิดเปลวไฟแห่งความสงสัยขึ้นมาเจ้าเด็กฉลาดนี่มาจากไหนกันนะ?
เขามองไปยังหญิงสาวที่อยู่ไม่ไกล และเริ่มคาดเดาไปต่าง ๆ นานา
เมื่อมองกลุ่มเด็กที่ทำหน้าเหวอไปต่อไม่ถูก เมิ่งซางลู่รู้สึกรังเกียจมาก แต่ธุระเขายังไม่จบ จึงถามต่อ “เขาพรสวรรค์ดีก็ส่วนพรสวรรค์ดีสิ ทำไมต้องรังแกเขาด้วย?”เด็กชายผมน้ำตาลคนหนึ่งพูดเสียงอ่อย
“ผมก็ไม่รู้ครับ พี่คนโตบอกให้พวกเรามา และพวกเราก็ไม่ได้สนิทกับเขาด้วย”
“มิลีส!” เว่ยเชิงเซี่ยตะคอก
“แกมันไอ้คนทรยศ!”
เด็กชายสะดุ้งตัวโยน ก้มหน้าลงไม่กล้าพูดต่อ
แต่เมิ่งซางลู่จับจุดอ่อนได้แล้ว เขาเดินเข้าไปจูงมือเด็กชายคนนั้น
“ไม่เป็นไรนะ พูดต่อเถอะ ฉันรู้ว่านายไม่ได้ตั้งใจ”
เขาเล็งเห็นเด็กคนนี้ที่ดูแตกต่างจากคนอื่นมาตั้งแต่ต้น ท่าทางของเขามีความลังเลและหลบเลี่ยงอย่างเห็นได้ชัด มิลีสแอบมองเขาแวบหนึ่ง แล้วหันไปมองเว่ยเชิงไป๋
เว่ยเชิงไป๋อึ้งไปเล็กน้อย ก่อนจะเห็นเมิ่งซางลู่ขยิบตาให้เขา
เว่ยเชิงไป๋: ……
ดูท่าทางเย็นชาแท้ ๆ ทำไมถึงทำตัวเป็นกันเองขนาดนี้เนี่ย?
แม้จะพูดไม่ออก แต่เขาก็ยังพยักหน้าให้มิลีสเจ้านี่คงถูกหลอกให้มาด้วยแน่ ๆ
เขาเองก็เพิ่งเคยเห็นหน้าหมอนี่ครั้งแรกเหมือนกันใบหน้าขาวนวลของมิลีสเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำทันที เขาพูดตะกุกตะกัก
“พี่คนโตบอกว่า… พรสวรรค์ของเขาดีเกินไปจะเกะกะครับ”
เมิ่งซางลู่หันไปมองเว่ยเชิงเซี่ย
“ฉันว่าด้วยระดับสติปัญญาของนาย ไม่น่าจะนึกถึงปัญหานี้ออกเองหรอกนะ”
เว่ยเชิงเซี่ย: ……แกหาว่าใครโง่นะ!
เว่ยเชิงเซี่ยที่ถูกยั่วโมโหจนแทบคลั่งกระโดดลุกขึ้นยืน ถกแขนเสื้อตั้งท่าจะลงมือกับเมิ่งซางลู่
เมิ่งซางลู่ไม่มีความกลัวแม้แต่นิดเดียว
“นายจะลงมือจริง ๆ เหรอ?”
“แกคิดว่าฉันไม่กล้าเหรอ?”
เมิ่งซางลู่ส่ายหัวอย่างสงบ พลางชี้นิ้วไปทางเมิ่งหนานซวี่
“นายลองเดาสิว่าอาฉันกำลังทำอะไรอยู่?”
ทุกคนหันไปมองเมิ่งหนานซวี่เธอโบกมือที่ถืออุปกรณ์สื่อสารอยู่พร้อมรอยยิ้มสดใส
“เสี่ยวโม่ ได้ยินชัดเจนไหมคะ?”
ทุกคน: !!!
เมื่อเห็นมหาตัวร้ายน้อยเริ่มซักถามอย่างเป็นระบบ เมิ่งหนานซวี่ก็กดโทรหาเว่ยเชิงโม่ทันที
พวกเธอเพิ่งมาถึงไม่รู้สถานการณ์ตื้นลึกหนาบาง สู้ให้เขามาจัดการด้วยตัวเองจะดีกว่า
“ได้ยินชัดเจนครับ”
เสียงทุ้มต่ำและเย็นชาแฝงไปด้วยอำนาจล้นเหลือดังขึ้นมันคือเสียงของ เว่ยเชิงฉิง
“เจ้าสี่สั่งสอนหลานได้ดีแบบนี้เลยเหรอ ดีมาก!”
เว่ยเชิงเซี่ยพอได้ยินเสียงนี้ ใบหน้าก็ซีดเผือดลงทันที
“คุณปู่ใหญ่…”
สัญญาณถูกตัดไปทันทีแสงสีเงินน้ำเงินวาบผ่าน เว่ยเชิงไป๋ดวงตาเป็นประกาย ตะโกนเรียกด้วยความตื่นเต้น
“คุณอา!”
เว่ยเชิงโม่รับตัวหลานชายมาจากเว่ยเชิงหลี ลูบหัวเขาเบา ๆ
“เป็นความผิดอาเอง อาดูแลหลานไม่ดี”
เว่ยเชิงไป๋ที่ดูนุ่มนิ่มโอบกอดคอเขาไว้ ร่างกายเล็ก ๆ สั่นเทาโดยไม่พูดจาแม้แต่คำเดียว
เมิ่งซางลู่เห็นฉากนี้แล้วก็ได้แต่ถอนหายใจคราวนี้ดูจริงใจขึ้นเยอะแฮะ เมื่อกี้คงแสดงละครอยู่แน่ ๆ การแสดงที่แนบเนียนขนาดนี้ สมกับที่เป็นเพื่อนตัวน้อยที่จอมปลอมและหน้าไหว้หลังหลอกของเขาจริง ๆ!