สตรีมเมอร์สาวย้อนเวลามาเลี้ยงมหาวายร้าย - บทที่ 48 การปรับตัว
บทที่ 48 การปรับตัว
ใครชอบฉันที่สุดกันแน่ เสี่ยวไป๋หรือว่าคุณ? เมิ่งหนานซวี่ไม่ได้ถามออกไป เพราะในใจของเธอเริ่มจะมีคำตอบลาง ๆ แล้ว เธอก้มหน้าก้มตาลงซดโจ๊ก แต่ด้วยความลนลานทำให้เธอลืมเช็กอุณหภูมิ จนถูกความร้อนลวกเข้าอย่างจัง
“ซี้ดดด”
เมิ่งหนานซวี่รีบสูดลมหายใจเข้าปากรัว ๆ เพื่อบรรเทาความแสบ มหาตัวร้ายน้อยทั้งสองต่างพากันตกใจ
“เลนเนิร์ด เครื่องรักษา!”
เว่ยเชิงโม่รีบสั่งหุ่นยนต์พ่อบ้านทันที ส่วนตัวเองก็รีบหยิบแก้วน้ำขึ้นมาพร้อมใช้พลังพิเศษทำให้น้ำเย็นลง
“จิบน้ำก่อนเพื่อบรรเทาอาการนะ เครื่องรักษากำลังมาแล้ว”
แก้วที่ได้รับมามีความเย็นจาง ๆ เมิ่งหนานซวี่คว้ามาดื่มอึกใหญ่โดยไม่คิดชีวิต ในที่สุดปลายลิ้นที่ถูกลวกก็รู้สึกดีขึ้นมาก
เธอช้อนดวงตากลมโตที่เริ่มมีน้ำตาคลอเบ้า มองเว่ยเชิงโม่ด้วยสายตาตัดพ้อเล็กน้อยเป็นเพราะคุณนั่นแหละ! ถ้าคุณไม่หยอดกันดื้อ ๆ แบบนี้ ฉันจะเจ็บตัวไหม!
เว่ยเชิงโม่ถูกดวงตาดอกท้อที่ฉ่ำวาวคู่สนั้นจ้องมองจนหัวใจเต้นผิดจังหวะ เขาเขินจนทำตัวไม่ถูกจึงรีบรับเครื่องรักษาขนาดเล็กจากเลนเนิร์ดมา
“อ้าปากครับ”
เมิ่งหนานซวี่ว่าง่าย ยอมอ้าปากกว้างแต่โดยดี แสงสีฟ้าจากเครื่องรักษาทาบลงบนปลายลิ้นของเธอเธอมองดูชายหนุ่มรูปงามตรงหน้าพลางเหม่อลอยไปชั่วขณะ
ใบหน้าของเขาช่างชัดเจน เครื่องหน้าที่สมบูรณ์แบบราวกับหัตถ์พระเจ้าสร้าง และในดวงตาสีน้ำแข็งที่เธอโปรดปรานที่สุดคู่นั้น เต็มไปด้วยความห่วงใยและอ่อนโยน ซึ่งแตกต่างจากตัวเขาในยามปกติอย่างสิ้นเชิง
ราวกับเทพเจ้าที่ร่วงหล่นจากสรวงสวรรค์ลงมาเพื่อเป็นของเธอเพียงคนเดียว… เมิ่งหนานซวี่ได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นรัวอย่างชัดเจน
เธอปฏิเสธเสน่ห์เย้ายวนนี้ไม่ได้เลยจริง ๆ
“เรียบร้อยแล้วครับ”
เว่ยเชิงโม่ถอนหายใจอย่างโล่งอกในที่สุด
เมิ่งหนานซวี่ได้ยินคำนั้นถึงค่อย ๆ ดึงสติกลับมาจากภวังค์ เธอไม่กล้าสบตาเว่ยเชิงโม่ แต่กลับหันไปมองมหาตัวร้ายน้อยทั้งสองแทน
เมิ่งหนานซวี่: ???
พวกหนูมองด้วยสายตาแบบนั้นหมายความว่ายังไงจ๊ะ?
เมิ่งซางลู่: คุณอาเนี่ยซุ่มซ่ามจริง ๆ เลย ต่อไปผมต้องดูแลอาให้ดีกว่านี้ซะแล้ว
เว่ยเชิงไป๋: คิก ๆ ๆ เมื่อกี้คุณอากับคุณอาสะใภ้อยู่ใกล้กันมากเลยล่ะ!
ขายหน้าต่อหน้าเด็ก ๆ จนได้! เมิ่งหนานซวี่หันไปถลึงตาใส่ ‘ตัวต้นเหตุ’ ที่อยู่ข้าง ๆ
ตัวต้นเหตุ: ……
ในที่สุดอาหารมื้อนี้ก็จบลงท่ามกลางความคิดที่แตกต่างของทั้งสี่คน แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่มีข้อกังขาเลยก็คือ… มื้อนี้มันอร่อยมากจริง ๆ!
เว่ยเชิงไป๋กินจนพุงกาง เขาเอามือลูบพุงตัวเองพลางรู้สึกกังวลเล็กน้อย ถ้าขืนกินแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ บางทีคุณพ่อคุณแม่กลับมาอาจจะจำเขาไม่ได้แน่ ๆ
เมื่อนึกถึงความเป็นไปได้นั้น เสี่ยวไป๋ก็สั่นประสาทขึ้นมา ไม่ได้เด็ดขาด! เขาแอบตั้งปณิธานในใจว่า มื้อหน้าเขาจะกินให้น้อยลงกว่านี้
ส่วนเมิ่งซางลู่นั้นสงบนิ่งมาก คุณอาบอกไว้ว่าตราบใดที่เอาออกมากกว่าเอาเข้าก็ไม่ต้องกลัวอ้วน พรุ่งนี้เขาแค่ฝึกให้หนักขึ้นอีกนิดก็พอแล้ว
แน่นอนว่าเมิ่งหนานซวี่ไม่รู้ถึงความกังวลของเจ้าสองแสบหรอก ถึงรู้เธอก็คงจะยิ้มร่าแล้วทำขนมยัดใส่ปากพวกแกอยู่ดีนั่นแหละ
ล้อเล่นเหรอ! สุขภาพของลูกหมาน้อยสำคัญที่สุด! เรื่องหุ่นน่ะ โตไปค่อยว่ากัน!
มอสหัวกลมเริ่มเก็บกวาดจานชามอย่างชำนาญ ลูกบอลทำความสะอาดลอยวนรอบตัวมันเหมือนภูตตัวจิ๋วที่กำลังร่ายรำ แป๊บเดียวทุกอย่างก็สะอาดเอี่ยม
เลนเนิร์ดมองดูมอสผ่านกล้องด้วยความสนใจ ทำงานไปร้องเพลงไปงั้นเหรอ? น่ารักจริง ๆ เลย! พอกินเสร็จท้องฟ้าก็เริ่มมืดลง เมิ่งหนานซวี่ปิดไลฟ์ท่ามกลางเสียงโอดครวญเหมือนเช่นเคย
อย่านึกว่าน้าไม่รู้นะ! วันนี้เพราะ… เรื่องนั้นแหละ ทำให้เวลาไลฟ์ยาวนานกว่าปกติมาก พวกแกต้องอิ่มทิพย์กันจนจุกแล้วแน่ ๆ
เมิ่งหนานซวี่เดาไม่ผิด แฟนคลับที่ ‘อิ่มทิพย์’ จนฟินพากันไปปักหลักที่หน้าเว็บไซต์ทางการของสถาบันวิจัยวัฒนธรรมโบราณ และเริ่มระดมคำถามใส่ไม่หยุด
[ถามจริง ไข่เยี่ยวเย้าจะเข้าเมื่อไหร่? ]
[ผมไม่หวังไข่เยี่ยวเย้าแล้วก็ได้ แป้งสาลีกับกุยช่ายจะเติมสต็อกตอนไหน? ]
[ไม่ได้ว่านะ พวกคุณทำธุรกิจเป็นไหมเนี่ย สต็อกมีแค่นี้เองเหรอ! งบวิจัยไม่พอนักใช่ไหม? มาเอาเงินพวกเราไปสิ! รออะไรอยู่? ]
[ขอร้องล่ะ ไปศึกษาดูงานที่บริษัท ‘อาร์ทิมิส’ บ้างเถอะ รายนั้นของไม่เคยขาดสต็อกเลย! ]
พนักงานคอลเซ็นเตอร์: ……
ตื่นเถอะครับลูกเพจ รายนั้นเขาบริษัทการค้าเต็มตัว แต่เรามันสถาบันวิจัยกึ่งการกุศลนะ! จะเอามาเทียบกันได้ยังไง!
เอมิลี่ในสถาบันวิจัยมองดูลิงก์เว็บไซต์ที่ของหมดเกลี้ยงในไม่กี่วินาที พลางรำพึงว่า
“คราวนี้แม้แต่ของเก่าเก็บเราก็ล้างสต็อกจนหมดแล้วนะ” ซีซาร์ยิ้มเจื่อน
“แผนกพืชผักข้าง ๆ เริ่มร้องไห้กันแล้วล่ะ”
“ขอร้องล่ะครับ ไหว้ล่ะ อย่าซื้ออีกเลย ให้กุยช่ายมันได้มีเวลาหายใจงอกใหม่บ้างเถอะ!” เสียงจากแผนกข้าง ๆ ดังแว่วมาอย่างโหยหวน โหยวซิงกวงเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ
“แล้วของที่แอบแยกไว้น่ะ ออกมาหมดหรือยัง?” เอมิลี่กับซีซาร์ที่เดิมทีทำหน้าเศร้าสบตากันแล้วยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา
“แน่นอนอยู่แล้ว!”ทันใดนั้น เสียงโหยหวนจากห้องข้าง ๆ ก็พุ่งปรี๊ดขึ้นสูง
“อ๊ากกกก! ไอ้คนชั่วคนไหนมันมารุมตัดกุยช่ายกอสุดท้ายของฉันไป!!!”
ทั้งสามคนมองหน้ากันนิ่ง ๆ
ผ่านไปครู่หนึ่ง ท่ามกลางเสียงคร่ำครวญ ซีซาร์ถามว่า: “ชวนเขามาดูไลฟ์ด้วยกันเลยดีไหม?”
โหยวซิงกวงตัดสินใจตัดไฟแต่ต้นลม ยอมรับข้อเสนอในที่สุด และผลลัพธ์คือไม่ใช่แค่แผนกพืชผักที่มา แต่แผนกผลไม้ แผนกปศุสัตว์ และแผนกอื่น ๆ ที่เข้าเวรอยู่พากันยกโขยงมากันหมด
โหยวซิงกวง: ……
เอมิลี่เอามือกุมขมับ เธอรู้อยู่แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้
บ้านพักชั่วคราวของเว่ยเชิงโม่แม้จะห่างไกล แต่พื้นที่กลับกว้างขวางมาก พอที่จะให้พวกเขาทั้งหมดอยู่ได้อย่างสบาย ๆ
เมิ่งหนานซวี่เดินตามเลนเนิร์ดมาที่ห้องนอนของตัวเอง ห้องที่ยังไม่ได้ตกแต่งดูเย็นชาและทื่อ ๆ ขาดกลิ่นอายของการใช้ชีวิต ซึ่งเธอก็ไม่ได้แปลกใจ เพราะเว่ยเชิงโม่ต้องประจำการที่กองทัพตลอดปี จะเอาเวลาที่ไหนมาดูแลเรื่องพวกนี้
เธอสำรวจผังห้องอย่างละเอียด เริ่มคิดว่าจะซื้ออะไรมาตกแต่งที่นี่ดี เพราะถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ที่นี่น่าจะเป็น ‘บ้าน’ ของเธอในอนาคต
เมิ่งหนานซวี่ไม่ใช่คนประเภทที่จะกังวลเรื่องที่ยังมาไม่ถึง สำหรับเว่ยเชิงโม่ เธอตัดสินใจด้วยตัวเองไปแล้ว เมื่อเลือกแล้วเธอก็จะไม่ลังเลอีก ส่วนจะเดินไปทางไหน หรือไปถึงจุดใด ก็ให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์
เธอนั่งริมหน้าต่าง ปล่อยให้ผ้าม่านสีขาวนวลพริ้วผ่านชุดกระโปรง แสงจันทร์นวลตาดูราวกับจุมพิตของใครบางคนที่ตกลงบนศีรษะ
ในขณะเดียวกัน เว่ยเชิงโม่กำลังสวมบทบาทคุณอาผู้ขยันขันแข็ง คอยอาบน้ำให้มหาตัวร้ายน้อยทั้งสอง
เว่ยเชิงไป๋ฉวยโอกาสตอนที่เมิ่งซางลู่ไม่ทันสังเกต แอบดึงชายเสื้อเว่ยเชิงโม่แล้วกระซิบว่า “ผมขออาบเองได้ไหมครับ?”
เว่ยเชิงโม่เลิกคิ้ว มองดูเมิ่งซางลู่ที่ทำเป็นไม่สนใจอยู่ข้าง ๆ แล้วถามเบา ๆ
“ทำไมล่ะ?”
“ผมไม่อยาก… อาบน้ำกับคนอื่น” เสียงของเสี่ยวไป๋เบาลงไปอีก
เมื่อคำนึงถึงว่าทั้งคู่ยังไม่สนิทกัน เว่ยเชิงโม่จึงไม่บังคับ และตัดสินใจอาบน้ำให้ทีละคนแทน
เมิ่งซางลู่มองตามเสี่ยวไป๋ที่เดินเข้าห้องไปพลางรู้สึกขัดใจเล็กน้อย เจ้านี่รังเกียจเขาเหรอ?
จู่ ๆ ก็มีมือมาลูบหัวของเขา เมิ่งซางลู่เงยหน้ามองเว่ยเชิงโม่ ดวงตาสีเขียวเข้มเหมือนจะถามว่า ลูบหัวผมทำไมครับ?
ใบหน้าจริงจังที่พยายามเก็กนิ่งนั้นมันน่ารักเกินไป เว่ยเชิงโม่จึงอดใจไม่ไหว อุ้มเขาขึ้นมาในอ้อมแขน
เมิ่งซางลู่โอบรอบคอเขาโดยสัญชาตญาณ เขารู้สึกว่าหน้าอกของคุณอาคนนี้แข็งแกร่งและอบอุ่นเหมือนคุณพ่อ ราวกับว่าตราบใดที่อยู่ในอ้อมกอดนี้ เขาจะไม่มีวันได้รับอันตรายใด ๆ
“อย่าไปใส่ใจความคิดของคนอื่นมากนัก” เสียงของเว่ยเชิงโม่ยังคงนิ่งเรียบ แต่มันทำให้เมิ่งซางลู่นึกถึงดวงจันทร์ที่อยู่เป็นเพื่อนเขาในคืนอันยาวนาน “ลูกผู้ชายที่แท้จริงต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวตามสภาพแวดล้อม และเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนสภาพแวดล้อมนั้นด้วย”
คำพูดของเขาสั้นและเรียบง่าย แต่เมิ่งซางลู่กลับเข้าใจความหมายได้อย่างมหัศจรรย์ในจักรวาลที่กว้างใหญ่ ไม่มีใครจะอยู่เคียงข้างใครได้ตลอดไป ดังนั้นคนเราต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวและดูแลตัวเองให้มีชีวิตรอด
แต่ท่ามกลางโลกที่อ้างว้าง ก็ไม่มีใครต้องเดินลำพังตลอดไป มนุษย์ต้องเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนสภาพแวดล้อม ลองเปิดใจคบหาผู้คน เพื่อให้ตัวเองมีชีวิตที่ดียิ่งขึ้น
เขาไม่ชอบหนูเหรอ? งั้นก็ไปเปลี่ยนความคิดเขาซะ! ทำให้เขารู้จักตัวตนของหนู!เมิ่งซางลู่พยักหน้าอย่างจริงจัง: “ผมจะทำครับ”
เขาจะกระชากเพื่อนรักออกมาจากกระดองเต่าให้ดู!
มองดูเด็กชายที่หน้าตาคล้ายเมิ่งหนานซวี่อยู่สามส่วนคนนี้ แววตาของเว่ยเชิงโม่ก็อ่อนโยนลงโดยไม่รู้ตัว
“ต่อไปนี้ฉันจะเป็นผู้ปกครองของหนู ไม่ต้องกลัวและไม่ต้องกังวลนะ ฉันจะปกป้องหนูเอง… เหมือนที่คุณอาของหนูทำ”
ฉันจะปกป้องหนูเอง
คำพูดง่าย ๆ เพียงประโยคเดียวกลับทำให้หัวใจที่ว้าวุ่นของเมิ่งซางลู่สงบนิ่งลงได้อย่างสิ้นเชิงดูเหมือนเขาจะเข้าใจความหมายอีกแง่ของคำพูดเมื่อครู่แล้ว
ที่นี่คือบ้านใหม่ของหนู หนูต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัว เรียนรู้ที่จะถูกรัก พวกเราทุกคนชอบหนูมากนะ เมิ่งซางลู่พยายามกะพริบตาถี่ ๆ
คุณพ่อโกหกอีกแล้ว ไหนบอกว่าทำแบบนี้แล้วน้ำตาจะไม่ไหลไง?
แล้วไอ้ที่ตกลงมาบนหลังมือเขานี่มันคืออะไรกันล่ะ?
เป็นน้ำธรรมดาแหละ… มันต้องเป็นแบบนั้นแน่ ๆ