สตรีมเมอร์สาวย้อนเวลามาเลี้ยงมหาวายร้าย - บทที่ 50 หลงอ้าวเทียนผู้ข้ามผ่านนับพันปี
บทที่ 50 หลงอ้าวเทียนผู้ข้ามผ่านนับพันปี
แสงแดดตกกระทบใบหน้าของเมิ่งหนานซวี่ เธอพริ้มตาตื่นขึ้น ลุกจากเตียง ล้างหน้าแปรงฟัน ลงไปทำอาหาร… ทุกอย่างดำเนินไปอย่างสงบนิ่งจนผิดปกติ
เมิ่งซางลู่และเว่ยเชิงไป๋นั่งอยู่บนโซฟามองดูเธอวุ่นวายไปมา ดวงตากลมโตของทั้งคู่เต็มไปด้วยความสงสัย
นี่มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย?
เมิ่งหนานซวี่เองก็อยากรู้ว่าตัวเองเป็นอะไร! เมื่อคืนมันเป็นจังหวะสวนกลับที่วิเศษสุดแท้ ๆ! แต่เธอกลับโดนเจ้าเจ้าเล่ห์นั่นกอดเข้าทีเดียว ก็ลืมทุกอย่างไปเสียหมด
!
พอนึกถึงกลิ่นอายที่มั่นคงและอ้อมกอดที่อบอุ่นนั้น ใบหน้าของเมิ่งหนานซวี่ก็เริ่มแดงซ่านใครอนุญาตให้เขามาแตะเนื้อต้องตัวกันนะ!
ตรงข้ามกับเมิ่งหนานซวี่ เว่ยเชิงโม่กลับมีอารมณ์ดีอย่างประหลาด
[ลูกพี่ พวกเราทำภารกิจคราวนี้เสร็จแล้ว มีรางวัลอะไรให้บ้างไหมครับ?]
ฉู่ชื่อมักจะหาช่องทางเอาตัวรอดเก่งเสมอ เมื่อสังเกตว่าวันนี้ลูกพี่ดูจะพูดง่ายกว่าปกติ จึงรีบกางแผนผังเล็ก ๆ ในใจทันที
รางวัลน่ะ ยศตำแหน่งหรือเงินทองไม่ต้องหรอก แค่ให้ผมได้กินข้าวฝีมือพี่สะใภ้อีกสักมื้อก็พอ!
มอร์ริสันเห็นดังนั้นก็เข้าใจเจตนาของฉู่ชื่อในเสี้ยววินาที รีบช่วยเสริมทันที
[ใช่ครับลูกพี่ รางวัลน่ะมีอะไรบ้าง? พวกเราเป็นคนสันโดษ มักน้อย แบกรับความสุขได้ง่ายมากเลยนะครับ!]
ความคิดเล็กคิดน้อยเหล่านั้นมีหรือเว่ยเชิงโม่จะไม่รู้ เขาหัวเราะหึในลำคอแล้วตอบกลับไป
[ไม่มีรางวัล มีแต่บทลงโทษ ถ้าทำภารกิจไม่เสร็จ ก็กลับไปอยู่เป็นเพื่อน ‘เรนาต้า’ ที่ดาวร้างซะ!]
สองหนุ่มที่เพิ่งจะได้กลับมาสัมผัส ‘โลกศิวิไลซ์’: ……
ลูกพี่จะโหดร้ายเกินไปแล้ว พวกเราแค่ยากกินข้าวเองนะ มันเกินไปเหรอครับ?หลังจากจัดการสั่งงานลูกน้องที่ไม่ค่อยจะได้เรื่องเสร็จ เว่ยเชิงโม่ก็ปิดสายรัดข้อมือแล้วเดินลงมาข้างล่าง ประจวบเหมาะกับที่เมิ่งหนานซวี่กำลังยกมื้อเช้าออกมาพอดี
“ผมช่วยครับ” เขาก้าวเข้าไปรับจานในมือเธออย่างรวดเร็วเมื่อมองดูใบหน้าที่งดงามราวกับเทพเจ้าสร้างนั่น เมิ่งหนานซวี่ก็ใจอ่อนวูบเอาเถอะ… เห็นแก่ที่เขาหน้าตาดีแถมยังเป็นแมวยักษ์ด้วยหรอกนะ
มื้อเช้าแสนอร่อยผ่านไป วันใหม่ได้เริ่มขึ้นแล้ว เมิ่งหนานซวี่วางแผนจะปรับปรุงสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย เพราะการไม่มีต้นไม้ใบเขียวรอบตัวทำให้เธอรู้สึกหายใจลำบาก
“ไม่มีปัญหาครับ คุณอยากแก้ตรงไหนก็ได้ พื้นที่แถวนี้เป็นของผมทั้งหมด”
เมื่อรู้ความคิดของเธอ เว่ยเชิงโม่ก็รู้สึกโชคดีที่ตอนนั้นเขาตัดสินใจซื้อที่ดินรอบ ๆ ไว้ทั้งหมดเพื่อความเงียบสงบ
เมิ่งหนานซวี่: !!!
คนรวยนี่ดีจริง ๆ! ถึงขั้นมีที่ดินผืนใหญ่ในเขตซื่อเซิ่งที่ราคาที่ดินแพงระยับขนาดนี้ได้!
สัญชาตญาณนักก่อสร้างในตัวเมิ่งหนานซวี่เริ่มพลุ่งพล่าน เธอยกร่างแบบร่างด้วยความดีใจ วาดภาพจินตนาการต่าง ๆ ลงบนกระดาษ
วาดเสร็จเมื่อไหร่ ลงมือเมื่อนั้น!
·
เว่ยเชิงไป๋มองดูสายรัดข้อมือของตัวเอง ในใจเต็มไปด้วยความขัดแย้ง
เขา… ควรจะลองหยั่งเชิงดูดีไหมนะ?
[อยู่ไหม?]
เมิ่งซางลู่กำลังอ่านหนังสือจำลองสถานการณ์อยู่ จู่ ๆ เขาก็ได้ยินเสียงแจ้งเตือนจากสมาร์ทวอทช์
ใบหน้าที่มักจะสงบนิ่งของเขาพลันฉายแววตื่นเต้นออกมาในที่สุด ทนไม่ไหวแล้วล่ะสิ?
[อยู่]
เมื่อเห็นข้อความตอบกลับ เว่ยเชิงไป๋ทั้งดีใจและกังวล
[ช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง?]
เมิ่งซางลู่ปิดหนังสือแล้วนั่งลงบนเตียง
[ผมกับอาซวี่ย้ายมาที่ดาวเมืองหลวงแล้ว]
ดาวเมืองหลวง? เว่ยเชิงไป๋มุมปากกระตุก ลางสังหรณ์ใจไม่ดีเริ่มก่อตัว
นิ้วมือเขาสั่นเทา
[ที่ไหนของดาวเมืองหลวง?]
เมิ่งซางลู่เห็นประโยคนี้ แววตาก็เต็มไปด้วยรอยยิ้ม เขาประวิงเวลาสักพัก ก่อนจะตอบกลับอย่างเนิบนาบ
[เขตซื่อเซิ่ง]
เว่ยเชิงไป๋: ……
เขาถามต่ออย่างไม่ยอมแพ้
[มาถึงเมื่อไหร่เหรอ?]
ดูเหมือนถามแบบนี้จะดูตั้งใจเกินไป เขาจึงแสร้งเสริมต่อว่า
[ฉันจะได้ไปหาได้]
เมิ่งซางลู่ที่รู้จักเพื่อนรักคนนี้เป็นอย่างดี ยิ้มจนมุมปากโค้งขึ้น
[ก็เมื่อวานไง]
เว่ยเชิงไป๋: ……
และในขณะที่เขากำลังจะสติแตก เขาก็เห็นข้อความใหม่ส่งมา
[ใช่แล้ว… เป็นอย่างที่นายคิดนั่นแหละ]
เว่ยเชิงไป๋: ……
เว่ยเชิงไป๋ล้มตัวลงนอนบนเตียง เอาผ้าห่มคลุมโปงตัวเองไว้
อ๊ากกกก ช่วยด้วย! เขาทำอะไรลงไปเนี่ย?
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูขัดจังหวะขึ้น
เว่ยเชิงไป๋ได้ยินเสียง ‘พี่ชาย’ คนใหม่ของเขา
“อยู่ไหม? น้องชายผู้น่าเกรงขามและดุร้ายของพี่?”
เว่ยเชิงไป๋: ……
เว่ยเชิงไป๋ผู้อายุน้อยนิดถูกบีบให้เรียนรู้ความโหดร้ายของโลกมนุษย์เร็วเกินไป แต่พี่ชายราคาถูกยังคงกระซิบเหมือนปีศาจต่อ
“คนไม่อยู่เหรอ? งั้นพี่โทรหาเลยละกัน!”
เว่ยเชิงไป๋โกรธจนแทบจะระเบิด ในเมื่อจำเขาได้แล้วทำไมไม่พูดแต่แรก มาดูเขาเป็นตัวตลกมันสนุกมากนักหรือไง! เขาโดดลงจากเตียง เดินด้วยขาสั้น ๆ ไม่ถึงครึ่งเมตรแต่ท่าทางทรงพลังเหมือนสูงสองเมตร!
ปัง!
ประตูถูกเปิดออกอย่างแรง เว่ยเชิงไป๋ตาแดงก่ำกำลังจะอ้าปากตะโกนใส่ แต่กลับถูกเมิ่งซางลู่สวมกอดไว้ก่อน
“ขอบใจนะ”
นี่คือสิ่งที่เมิ่งซางลู่อยากจะบอกเขามานานแล้ว
เว่ยเชิงไป๋อึ้งจนทำตัวไม่ถูก มือไม้ไม่รู้จะเอาไปวางไว้ตรงไหน แม้เจ้านี่จะเป็นคนที่น่าหงุดหงิดแต่…
“ฉันก็ขอบใจนายเหมือนกัน”
ขอบคุณที่ปรากฏตัวขึ้นในวันที่ฉันลำบากที่สุด ขอบคุณที่อยู่เป็นเพื่อนกันตลอดคืนวันเหล่านั้น
ทว่าความซึ้งกินใจอยู่ได้ไม่นาน…
เว่ยเชิงไป๋ที่เพิ่งนึกได้ว่าตัวเองกำลังโกรธอยู่ ต่อยเข้าที่ไหล่ของเมิ่งซางลู่หนึ่งหมัด
เมิ่งซางลู่: ……
“นายจำฉันได้แล้วทำไมไม่บอก?” เว่ยเชิงไป๋น้อยใจมาก
เมิ่งซางลู่เองก็รู้สึกน้อยใจเหมือนกัน: “ฉันพกกระดุมที่นายให้ติดตัวตลอดเวลา ทำไมนายถึงจำฉันไม่ได้ล่ะ?”
เว่ยเชิงไป๋ที่ฟังอะไรไม่เข้าหูแล้ว ร้อง “อ้าวูว” แปลงร่างเป็นสัตว์อสูรพุ่งเข้าใส่เมิ่งซางลู่ทันที เมิ่งซางลู่ไม่ยอมแพ้ กลายร่างเป็นลูกหมาป่าหิมะตัวน้อยเข้าปะทะ! ทั้งคู่ฝีมือสูสี ผลัดกันรุกผลัดกันรับอย่างดุเดือด
“พวกหนูกำลังเกาหลังให้กันอยู่เหรอจ๊ะ?”
เมิ่งหนานซวี่มองดู ‘คู่หูมหาตัวร้าย’ ที่กลิ้งกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันเป็นก้อนขน ดวงตาเต็มไปด้วยความสงสัย
“จะเกาให้กัน ใช้ร่างคนมันสะดวกกว่านะจ๊ะ”
เมิ่งซางลู่และเว่ยเชิงไป๋ที่กำลังสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตาย: ……
เว่ยเชิงโม่ที่เห็นทุกอย่างอยู่ในสายตาไม่มีความคิดจะช่วยแก้ต่างให้ลูกชายและหลานชายเลยแม้แต่น้อย อย่าคิดว่าเขาไม่เห็นนะ สองตัวนี้น่ะ เล็บยังไม่ยอมกางออกมาเลยสักนิด!
เมิ่งหนานซวี่มองดูเจ้าเสือดาวหิมะตัวน้อยขนฟู หัวใจแทบจะละลาย เว่ยเชิงโม่ที่อ่านสีหน้าเธอออกก็หิ้วคอหลานชายตัวเองส่งให้เธอ
เว่ยเชิงไป๋ที่ถูกคุณอาทรยศ: ???
ทว่าไม่มีใครสนใจความงงงวยของเขา เมิ่งหนานซวี่กำลังฟัดขนจกพุงเป็นชุดอย่างมีความสุข
โอ๊ยยย ชีวิตที่มีความสุขนี่มันอะไรกันเนี่ย ฮือ ๆ ๆ
521 มองดูโฮสต์ที่กำลัง ‘เมาพุง’ อย่างเอือมระอา เธอยังจำได้ไหมว่าเธอมาที่นี่เพื่อทำอะไร?
เว่ยเชิงโม่อุ้มลูกหมาป่าหิมะไว้ในมือ รอจนเมิ่งหนานซวี่ฟัด ‘แมว’ จนหนำใจแล้ว ก็ส่ง ‘หมา’ ไปให้แทน แล้วอุ้ม ‘แมว’ กลับมา
เมิ่งซางลู่ที่ถูกจัดแจงชีวิตอย่างเบ็ดเสร็จ: ……
คุณอาเว่ยเชิงครับ คุณทำแบบนี้มันเกินไปหน่อยไหม?
เมิ่งหนานซวี่ที่ได้ฟัดทั้งแมวทั้งหมารู้สึกว่าค่าความสุขพุ่งปรี๊ด เว่ยเชิงโม่ที่รอดพ้นจากการโดนฟัดรู้สึกว่าโชคดีไม่เลว สรุปแล้วโลกใบนี้จึงมีเพียงหลานชายที่บาดเจ็บ (ใจ) เท่านั้นที่บรรลุภารกิจสำเร็จเมิ่งซางลู่และเว่ยเชิงไป๋ที่ยังงง ๆ ถูกอุ้มขึ้นรถไปแบบนั้น
“ไป ‘ซวีหมีจิ้ง’ ” เว่ยเชิงโม่สั่งเลนเนิร์ด
ซวีหมีจิ้ง? เมื่อได้ยินชื่อที่ดูเหมือนหลุดมาจากโลก ‘บำเพ็ญเซียน’ เมิ่งหนานซวี่จึงยอมปล่อยหลานชายผู้น่าสงสาร
“พวกเราไม่ได้จะไปห้างกันเหรอคะ?”
เว่ยเชิงโม่จัดแจงที่นั่งให้เด็กน้อยสองคนที่รีบกลับร่างเป็นคนอย่างลนลาน แล้วตอบเรียบ ๆ
“ซวีหมีจิ้งของดาวเมืองหลวงคือห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในสหพันธรัฐครับ เดี๋ยวพอถึงแล้วคุณก็จะรู้เอง”
ตอนนั้นเองที่เมิ่งหนานซวี่ค้นพบข้อมูลส่วนนี้ในความทรงจำของร่างเดิม เธอหนังตากระตุก: “ทำไมถึงชื่อนี้ล่ะคะ?”
เลนเนิร์ดที่ทำหน้าที่ขับรถหัวเราะเบา ๆ เสียงที่สังเคราะห์ขึ้นมาช่างสมบูรณ์แบบ
“คุณถามถูกคนแล้วครับ คนที่รู้คำตอบนี้มีไม่มากนัก และเจ้านายของผมก็คือหนึ่งในนั้น”
เมิ่งหนานซวี่ถูกกระตุ้นความอยากรู้มากขึ้นไปอีก
เว่ยเชิงโม่มองดูดวงตาดอกท้อที่ฉ่ำวาวคู่สวย หัวใจเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย
“ซวีหมีจิ้งเป็นธุรกิจของตระกูลเหวินเหรินครับ เหวินเหรินโจ้วเคยเล่าเรื่องนี้ให้ผมฟังพอดี”
“เล่ามาเลยค่ะ เล่ามา!”
“บรรพบุรุษของเขาตอนตั้งชื่อได้อ้างอิงมาจากคัมภีร์โบราณหลายเล่ม มีเล่มหนึ่งปรากฏชื่อนี้ขึ้นมา ว่ากันว่าภายใน ‘ซวีหมี’ เขาพระสุเมรุ สามารถบรรจุสรรพสิ่งในใต้หล้าไว้ได้ บรรพบุรุษของเขาเห็นว่ามันตรงกับธุรกิจใหม่ของเขาพอดี เลยตัดสินใจใช้ชื่อนี้ครับ”
เมิ่งหนานซวี่: ……
คัมภีร์อะไร? นิยายเซียนเหรอ?
“ไม่เพียงแค่นั้น บรรพบุรุษตระกูลเหวินเหรินหลังจากอ่านคัมภีร์เล่มนั้นแล้วได้รับแรงบันดาลใจอย่างมาก เลยตั้งฉายาให้ตัวเองด้วยครับ”
เมิ่งหนานซวี่ซักต่อ: “ฉายาว่าอะไรคะ?”
เว่ยเชิงโม่ชะงักไปนิด เหมือนจะไม่ค่อยเข้าใจความหมายนัก “เหวินเหรินอ้าวเทียน”
เมิ่งหนานซวี่: ……
เมิ่งหนานซวี่: ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ เป็นนิยายบำเพ็ญเซียนจริง ๆ ด้วยสินะ! คัมภีร์บ้านไหนกันเนี่ย! เมิ่งหนานซวี่กลั้นขำอย่างสุดความสามารถ
“เหมือนฉันจะเคยได้ยินเรื่องนี้มาเหมือนกันค่ะ”
มหาตัวร้ายน้อยทั้งสองเบิกตากว้าง มองเธอด้วยความคาดหวัง ฟังดูเหมือนจะเก่งมากเลยนะเนี่ย!
“เดี๋ยวเล่าให้ฟังนะจ๊ะ กลับไปอาจะเล่าให้ฟังเลย” เมิ่งหนานซวี่บอกอย่างร่าเริง
521 ในหัว: ……
โฮสต์ครับ มั่นใจเหรอว่าจะเล่านิทาน ‘หลงอ้าวเทียน’ (ตัวเอกนิยายสายตบหน้าคน) ให้มหาตัวร้ายฟัง? มันมีอะไรผิดปกติไปหรือเปล่าเนี่ย?