เซียนสาวผู้นี้ดูดวงแม่นเกินไปแล้ว - บทที่ 103 ชุดไว้ทุกข์ (2)
บทที่ 103 ชุดไว้ทุกข์ (2)
สถานที่แห่งนี้มีความชอบมาพากลไม่น้อย
เฝ่ยไป๋ลู่เข้าร่วมการแข่งขันปรมาจารย์ลัทธิเต๋าเป็นครั้งแรก เลยยังไม่เข้าใจสถานการณ์เท่าไหร่
มันยากที่จะได้เจอคนแปลกหน้า แค่ไม่กี่ก้าวเธอก็ไล่ตามเหมียวจื่ออั๋งทัน
ทันใดนั้น เหมียวจื่ออั๋งที่วิ่ง ๆ อยู่ก็โดนคนคว้าด้านหลังคอเสื้อเอาไว้ ราวกับว่าถูกคนฉวยชะตากรรมของเขาไว้ที่คอ
จบเห่ ถูกไล่ตามทันแล้ว!
เหมียวจื่ออั๋งตัวสั่น หัวใจเต้นแรงราวกับจะกระโดดออกมาจากตัวจนรู้สึกเจ็บไปหมด
เขาหลับตาปี๋ ไม่กล้าหันไปมองคนที่อยู่ด้านหลัง “คุณผีสาว ปล่อยผมไปเถอะ! ไตของผมไม่ดี เอวก็ปวด ไม่มีพลังหยาง อย่าดูดพลังผมจนกลายเป็นผีดิบเลย…”
พื้นที่รกร้างว่างเปล่า สะท้อนเสียงร้องขอวิงวอนที่อ่อนแอของเขาให้ดังก้อง
เสียงก้องกังวานดังต่อเนื่องไม่รู้จบ
เฝ่ยไป๋ลู่ “…หุบปาก!”
ร้องตะโกนดังลั่นแบบนี้ในสถานการณ์ที่ไม่ชัดเจน เจ้านี่ไม่อยากอยู่แล้วหรือยังไง?
เหมียวจื่ออั๋งตัวแข็งทื่อ ในใจเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง นี่เป็นผีสาวอารมณ์ไม่ดี
“นายเองก็เข้าร่วมแข่งขันปรมาจารย์ลัทธิเต๋าด้วยงั้นเหรอ?” เฝ่ยไป๋ลู่คลายมือจากการควบคุมเหมียวจื่ออั๋ง แล้วลอบมองเขาหัวจรดเท้า
‘ด้วย’อย่างนั้นเหรอ?
เป็นไปได้หรือเปล่าว่าคนคนนี้ไม่ใช่ผีสาว แต่เป็นปรมาจารย์เต๋า?
เหมียวจื่ออั๋งลืมตาขึ้นเล็กน้อย ครั้นเห็นเฝ่ยไป๋ลู่กำลังมองตนเองด้วยใบหน้าที่สงบ ท่าทางไม่เหมือนพวกคนชั่ว แล้วก็ดูไม่เหมือนผีร้ายด้วย
เขาถอนใจโล่งอกราวกับรอดพ้นจากเคราะห์กรรมแล้ว
เมื่อนึกถึงว่าเมื่อครู่ตนเองขี้ขลาดแค่ไหน บนหน้าเหมียวจื่ออั๋งก็แสดงความไม่สบายใจ
ครั้นเห็นเฝ่ยไป๋ลู่เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง เขาก็ทำหน้านิ่ง ต้องการกู้หน้าของตัวเองคืนมาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดรุนแรงว่า “ใช่แล้ว! เธอเป็นเพื่อนร่วมทีมแบบสุ่มของฉันสินะ ทำไมต้องแต่งตัวเป็นผีผู้หญิงให้ฉันกลัวด้วย? ไม่รู้หรือไงว่าฉันกลัวผีมากที่สุด?”
‘ใส่สีสันแล้วจะสวยงั้นสิ?’ ได้ยินคำพูดนั้นแล้ว เฝ่ยไป๋ลู่ก็กวาดตามองอีกฝ่ายอย่างเย็นชา
“!” สีหน้าที่เพิ่งจะโกรธขึ้งของเหมียวจื่ออั๋งอ่อนลงทันที
ถึงแม้จะไม่ใช่ผีสาว แต่ก็ยังเป็นผู้หญิงอารมณ์ร้ายอยู่ดี
ทันทีที่เขาก้มหน้าลงก็พบว่าตัวเองสวมเสื้อคลุมทำจากผ้าป่านสีขาว เขาตกใจกลัวมากจนแทบร้องลั่น
ท่ามกลางสายตาที่ไม่เป็นมิตรของเฝ่ยไป๋ลู่ เขากลืนคำว่า ‘เช็ดเข้’ ลงไป
“นายเคยเข้าร่วมการแข่งขันมาก่อนหรือเปล่า? รู้ไหมว่าที่นี่ที่ไหน? นายเชี่ยวชาญทักษะอะไร?” เนื่องจากอยู่ในทีมเดียวกัน เฝ่ยไป๋ลู่จึงถามสามคำถามติด ๆ กัน
“ไม่เคย นี่เป็นครั้งแรกที่เข้าแข่ง ที่นี่คือที่ไหนฉันเองก็ไม่รู้ ส่วนสิ่งที่ฉันเชี่ยวชาญ… คือเข็มทิศฮวงจุ้ย…” เสียงของเหมียวจื่ออั๋งอ่อนลงเรื่อย ๆ จนแผ่วเท่ากับเสียงยุงหึ่ง ๆ เพราะไม่มั่นใจในทักษะของตัวเอง
แม้ถามแล้วจะไม่ได้รับข้อมูลที่มีประโยชน์มากนัก แต่เฝ่ยไป๋ลู่ก็ไม่ได้ผิดหวังมากเท่าไหร่ และเล่าสถานการณ์ของตัวเองให้อีกฝ่ายฟัง
เมื่อได้ยินว่าเฝ่ยไป๋ลู่เองก็เข้าร่วมแข่งขันเป็นครั้งแรกเช่นกัน เหมียวจื่ออั๋งจึงรู้สึกประหลาดใจ ‘มาใหม่เหมือนกัน ทำไมเธอถึงสงบนิ่งขนาดนี้?’
อย่างไรก็ตาม เมื่อได้รับอิทธิพลของเฝ่ยไป๋ลู่ หัวใจที่เต้นเร็วของเขาจึงค่อย ๆ สงบสติอารมณ์ลง
“นี่ชุดไว้ทุกข์ใช่ไหม? แค่สวมไว้บนตัวก็โคตรโชคร้ายแล้ว…” เหมียวจื่ออั๋งตื่นตระหนกทันทีเมื่อเห็นสีขาว อยากจะถอดชุดไว้ทุกข์ออก
“ฉันแนะนำนายว่าอย่าทำอะไรบุ่มบ่าม” คำพูดของเฝ่ยไป๋ลู่ทำให้มือของเหมียวจื่ออั๋งหยุดชะงักได้สำเร็จ เขาทำหน้าเศร้า “งั้นฉันต้องใส่มันตลอดเลยเหรอ?”
“อืม” เฝ่ยไป๋ลู่ไม่ได้อธิบายอะไรมาก “ไปกันเถอะ หาที่ที่มีคนอยู่แล้วสอบถามถึงสถานการณ์กัน”
เมื่อท้องฟ้ามืดลง การเคลื่อนไหวจะถูกจำกัด นอกจากนี้อัตราความเสี่ยงในป่าก็จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน เธอต้องตามหากานว่างให้เจอโดยเร็วและถามเกี่ยวกับสถานการณ์
เธอรู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่าสถานที่แห่งนี้แปลก ๆ
โดยเฉพาะความมืดไร้สิ้นสุดซึ่งทอดยาวสุดสายตานั่น
“พวกเราควรเดินไปที่ไหนในที่รกร้างว่างเปล่านี้ล่ะ? ถ้าเดินผิดทางหรือว่าหลงทางแล้วจะทำยังไง?” เหมียวจื่ออั๋งถามอย่างเต็มไปด้วยความกลัวต่อโลกภายนอก และเสนอความเห็นอย่างหวาดกลัวว่า “ทำไมไม่อยู่ดูสถานการณ์ก่อนล่ะ?”
“ก็ได้ งั้นนายก็อยู่ที่นี่แล้วกัน ฉันจะไปดูคนเดียว” เฝ่ยไป๋ลู่เห็นว่าเขากลัว จึงไม่ได้บังคับ แล้วเธอก็เดินตรงไปทางทิศใต้
เมื่อกวาดมองสภาพแวดล้อมรอบ ๆ ที่มืดครึ้มน่าสะพรึงกลัว เมื่อมองร่างที่ค่อย ๆ ไกลออกไปของเฝ่ยไป๋ลู่ เหมียวจื่ออั๋งกัดฟันแล้วเดินตามไป
“เธอแน่ใจเหรอว่าถ้าเราเดินทางนี้แล้วจะไม่หลงทาง?”
เฝ่ยไป๋ลู่ไม่แปลกใจเลยที่เขาเลือกเดินตามมา ก่อนชี้ไปที่พื้น
“คนเรามีตา ต้องใช้ให้เชี่ยวชาญ มีรอยเท้าอยู่บนถนน”
เหมียวจื่ออั๋งมองไปตามทางนิ้วมือของเฝ่ยไป๋ลู่ แล้วก็มองเห็นรอยเท้าที่สังเกตเห็นได้ยากแถบหนึ่งจริง ๆ
ผิวหน้าดินที่เปิดโล่งนั้นนุ่มมาก ทำให้ร่องรอยบริเวณโดยรอบที่เกิดจากคนเหยียบมีความแตกต่างเพียงเล็กน้อย
ถ้าเฝ่ยไป๋ลู่ไม่ชี้ให้เห็น เขาก็คงไม่สนใจ
เหมียวจื่ออั๋งประหลาดใจ “เธอเห็นทั้งหมดนี่เลยเหรอ! เธอไม่ให้ฉันถอดชุดไว้ทุกข์ เพราะว่าค้นพบอะไรด้วยใช่ไหม? พวกเราถูกคนโยนมาที่นี่ใช่ไหม?”
“คนเราถึงจะมีปาก แต่ก็ไม่ควรพูดเวลาที่ไม่ควร”
เสียงของเฝ่ยไป๋ลู่ดังมาอย่างเย็นชา
เหมียวจื่ออั๋งสะอึก
ยัยผู้หญิงปากร้ายคนนี้นี่!
หลังจากที่เดินกันอยู่เงียบ ๆ ในที่รกร้างอยู่สักพัก จู่ ๆ เฝ่ยไป๋ลู่ก็หยุดเดินแล้วพูดว่า “มีการเคลื่อนไหว”
แต่ชายหนุ่มจะไม่ได้ยินได้ยังไง? ในตอนนี้เองเหมียวจื่ออั๋งคิดจะถามให้ชัดเจน ทันใดนั้นเขาก็ถูกเฝ่ยไป๋ลู่ดึงไปที่กองหญ้าแห้งข้าง ๆ และใช้กองหญ้าบดบังร่างเขาเอาไว้
การเคลื่อนไหวของเฝ่ยไป๋ลู่รวดเร็วราวสายฟ้าฟาด เหมียวจื่ออั๋งไม่ได้ยินการเคลื่อนไหวใด ๆ มันเงียบสงบจนได้ยินเสียงเข็มหล่น แต่สิ่งที่เราไม่รู้นั้นน่ากลัวที่สุดเสมอ
เฝ่ยไป๋ลู่มองเหมียวจื่ออั๋งที่กลัวจนตัวสั่นด้วยความเซ็งจนพูดไม่ออก นิกายเต๋าใดปลูกฝังลูกศิษย์ให้ขี้ขลาดได้ขนาดนี้?
“ฉันจะไปดูเอง นายหลบตรงนี้แหละ ถือยันต์คุ้มภัยเอาไว้แล้วอย่าขยับ” เธอหยิบยันต์ออกมาแล้วมอบให้เหมียวจื่ออั๋ง
เหมียวจื่ออั๋งเองก็รู้ว่าตัวเองเสียหน้า แต่เขาก็รับมันมาราวกับได้รับสมบัติล้ำค่า
เฝ่ยไป๋ลู่เดินเงียบ ๆ ตรงไปยังทิศทางที่มีเสียงดังมาจากระยะไกล เมื่อเข้าไปใกล้ เสียงก็ชัดเจนและแจ่มชัดมากขึ้นอีก เป็นเสียงกรอบแกรบที่เกิดจากเหยียบพื้น และเสียงเสียดสีดังเอี๊ยดอ๊าด
‘เหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังเคลื่อนไหว’
‘สัตว์งั้นเหรอ?’
เฝ่ยไป๋ลู่กลั้นหายใจ
‘ไม่… ไม่ใช่สัตว์ เสียงดังเอี๊ยด ๆ นั่นเห็นได้ชัดว่าเป็นเสียงที่เกิดจากการเสียดสีของไม้เมื่อรับน้ำหนัก’
‘มีคนกำลังเคลื่อนย้ายบางอย่าง? ย้ายอะไรล่ะ?’
เวลานี้เอง จู่ ๆ เสียงกรอบแกรบได้หยุดลง
“แค่ก ๆ…” เสียงชายชราไออย่างรุนแรง ราวกับจะไอให้ปอดหลุดออกมา
เฝ่ยไป๋ลู่มองเห็นที่ซ่อนตัวของเหมียวจื่ออั๋งอย่างชัดเจน กองหญ้าสั่นสะเทือนอย่างแรง เห็นชัดเลยว่าตกใจกลัวมาก
“คุณปู่ พักสักเดี๋ยว ดื่มน้ำสักหน่อยก่อน”
ซูม่านม่านลูบหลังแล้วป้อนน้ำให้เขา
ปู่ซูค่อย ๆ ดีขึ้นแล้วหยุดไอ เขาเช็ดเหงื่อที่หน้าผากและพูดเสียงแหบพร่า “ไม่ดื่มแล้ว พวกเรารีบส่งคนออกไปเถอะ ถ้าถึงกลางคืนแล้วจะลำบาก”
ซูม่านม่านบุ้ยปาก “คนนอกพวกนี้ ไม่อ่านประกาศทางเข้าหมู่บ้านหรือไง? ปิดหมู่บ้านก็แล้ว แต่ไม่กลัวเรื่องชั่วร้าย ต้องเข้ามากันให้ได้ทำให้พวกเราต้องเจอปัญหามากมายแบบนี้”
เฝ่ยไป๋ลู่ลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วเดินออกมา
ดวงตาสีเข้มของเธอโค้งสวยงาม สีหน้าไม่เป็นพิษเป็นภัยทั้งคนและสัตว์ “ให้ฉันช่วยไหมคะ?”
ปฏิกิริยาตอบสนองของปู่หลานคู่นี้แปลกประหลาด
ดวงตาที่ขุ่นมัวของปู่ซูจับจ้องไปที่เฝ่ยไป๋ลู่
สีหน้าของซูม่านม่านระแวดระวังแล้วมายืนขวางตรงหน้าปู่ซู “ทำไมจู่ ๆ คุณถึงตื่นขึ้นมา?”
สายตาของเฝ่ยไป๋ลู่มองผ่านพวกเขาสองคนไปที่สิ่งของที่พวกเขากำลังเคลื่อนย้ายอยู่ด้านหลัง ดวงตาพลันเข้มขึ้น
มันคือโลงศพที่ยังไม่ได้ปิดฝา
ในโลงศพ กานว่างสวมชุดไว้ทุกข์ขาวจนแสบตานอนอยู่
เขาลืมตาขึ้นแปลก ๆ แล้วมองเธอด้วยดวงตาที่ไร้ชีวิต