เป่ยจิน ข้าจะย้อนอดีตไปสร้างความร่ำรวย - ตอนที่ 61 ตำหนักทั้งสาม
ซึ่งถือว่าด้านการทดสอบจิตใจโดยอักขระมายาจิต
นั้น กว่าจะผ่านไปได้ สมาชิกของหน่วยราตรีกาาลรุ่นที่
สองนั้น ก็เกือบสูญสิ้นสติกันไปหลายสิบคนเลยทีเดียว
แต่ละคนแสดงให้เห็นว่าผ่านความลำบากและเจ็บ
แค้นมามากเพียงใด บางคนก็เคยเป็นคนที่ชั่วช้ามาก่อน
บางคนก็เคยเป็นขอทาน เด็กกำพร้า สามีและภรรยามี
อนุหรือสวมหมวกเขียวให้
เพียงแต่ในตอนนี้นั้นจิตใจสุดท้ายที่หยางคงได้รับรู้
นั้นก็คือ จิตใจแห่งความจงรักและภักดีต่อเปั่ยจินในฐาน
เจ้านายและผู้ให้โอกาสและความหวังสุดท้ายแก่ตนเอง
เรียกได้ว่าจินหลงและเจี่ยฉงนั้นมิได้คัดเลือกมา
เฉพาะผู้ที่เป็นคนดี หรือเปียมไปด้วยคุณธรรม แต่การ
คัดเลือกในครั้งนี้ รวมไปถึงครั้งก่อนๆ นั้น ถือเป็นการ
คัดเลือกคนจากประสบการณ์และจิตสำนึกสุดท้ายด้วย
เช่นกัน
“เป็นอย่างไรบ้างเจ้าค่ะ พี่หยาง”
“อ้าว คุณหนูท่านมาตั้งแต่เมื่อใดขอรับ”
“เพิ่งมาเมื่อตะกี้เลยเจ้าค่ะ มาทันด่านทดสอบ
จิตใจพอดี”
“ดีขอรับ ทุกคนสามารถผ่านทั้งด้านกายภาพ และ
จิตใจไปได้แล้ว”
“อืม เช่นนั้นก็ดีแล้วเจ้าค่ะ ข้าอยากให้โอกาสทุก
คนจริงๆ”
“ขอรับ ส่วนพลังธาตุคงต้องรอให้คุณหนูเป็นคน
ทดสอบด้วยตนเอง หรือไม่ก็เป็นท่านจินหลงขอรับ”
“อืม พลังธาตุงั้นหรือ คงต้องรอเวลาให้พวกเขา
ฟืนฟูจิตใจและปลุกพลังก่อนเจ้าค่ะ ตอนนี้ข้ายังไม่
อยากปลุกพลังให้ทุกคน หากร่างกายและจิตใจของพวก
เขายังไม่พร้อมรับกับพลังเหล่านั้น”
“เช่นนั้นหลังจากนี้อีก หนึ่งเดือน ข้าจะรายงาน
ความคืบหน้าให้ฟังอีกรอบขอรับ”
“เจ้าค่ะ เช่นนั้นฝากท่านด้วยนะเจ้าค่ะ พี่หยาง
ท่านหลวนคุน ท่านหลวนคัง”
“ขอรับคุณหนู” ทั้งสามคนทำความเคารพคุณหนู
ของตนพร้อมกับความมุ่งมั่นในใจที่เปิดเผยออกมาทาง
ใบหน้าอย่างปิดไม่มิด อยากจะทำให้ดีที่สุด ให้
เหมาะสมกับโอกาสที่ได้รับจาก…เปั่ยจิน
หลังจากนั้นเวลาก็ผ่านไปจนครบ หนึ่งเดือนเต็ม
หน่วยราตรีกาลตอนนี้นั้นได้แบ่งออกไปหลายฝั่าย
ด้วยกัน โดยหลักๆ แล้วเปั่ยจินแบ่งแยกตาม
ความสามารถและตำราต่างๆ ในโลกใบนี้เป็นหลัก
ในตอนนี้นั้นเปั่ยจินได้กลายเป็นบอสของหน่วย
ราตรีกาล ส่วนรองหัวหน้านั้นจะเป็นใครไปไม่ได้
นอกจากหยางคง ส่วนหลวนคุนและหลวนคัง จึงกลาย
มาเป็นมือซ้ายและมือขวาให้นางและหยางคง
ในหน่วยราตรีกาลตอนนี้ เปั่ยจินให้ได้แยกออกเป็น
สามตำหนัก คือตำหนักเทพโอสถ ตำหนักปราณวรยุทธ์
และตำหนักราตรีนิรันดร์กาล
ตำหนักเทพโอสถ ความหมายก็คงจะตามตัวเลย
หัวหน้าของตำหนักนี้คือหน่วยราตรีกาลรุ่นหนึ่ง ซึ่งก็คือ
ฉินจิง ชายหนุ่มร่างกายบอบบาง หน้าตาและผิวพรรณ
ราวกับหญิงสาวที่ยังมิได้ออกเรือน เพียงแต่ เจ้าตัวเป็น
คนที่เก็บตัวเงียบขรึม ไม่ค่อยพูดจากับใครพร่ำพรื่อ ไม่
เว้นแม้แต่เปั่ยจิน แต่พลังธาตุที่ตื่นขึ้นมาทั้งสามธาตุ ไม่
ว่าจะเป็นธาตุไฟ ธาตุน้ำ และธาตุพฤกษา
เช่นเดียวกับหยางคง
กลับส่งเสริมให้บุคคลคนนี้เหมาะสมกับการเป็นผู้
หลอมโอสถ อีกทั้งยังกลายมาเป็นศิษย์คนสนิทของนาง
เว้นแต่พี่หยางคงไว้อีกด้วย คนๆ นี้ ถือว่าเป็นสวรรค์ส่ง
มาให้นางก็ว่าได้ ฮ่าๆ นางจะฝึกคนในตำหนักให้เป็น
อาจารย์ปรุงยาและหลอมโอสถ ไม่ว่าจะเป็นยารักษา
หรือยาพิษ
อีกทั้งรวมไปถึงขั้นตอนการได้มาซึ่งสมุนไพร ตั้งแต่
กรรมวิธีการปลูก และเก็บเกี่ยว ไปถึงการแปรรูป
ออกมา ขอเพียงแค่นางต้องการ คนของนาง…ย่อมต้อง
ปรุงได้ เปั่ยจินคิดไว้แล้วว่า หากต้องการขยายกิจการ
ร้านโอสถและสมุนไพร นางคงต้องเพิ่มกำลังการผลิต
มากขึ้น อีกทั้งระดับของตัวยาและโอสถนั้นก็จะเป็นตัว
ดึงดูดชื่อเสียงและเงินทองมาแก่นาง
ตำหนักปราณวรยุทธ์ นางเว้นไว้ให้เเป็นตัวเลือก
ของคนที่ไม่เก่งด้านใด แต่มีใจรักที่จะต่อสู้และปกปั้อง
ตัวเอง พี่น้องราตรีกาลและฝึกไว้สำหรับการเป็น
องครักษ์ในตระกูล ส่วนผู้ดูแลตำหนักนี้คือ ฉีอัน ชาย
หนุ่มผู้ที่มีปณิธาณว่าอยากปกปั้องคนที่รัก อีกทั้งในการ
ฝึกฝนนั้นถือว่ามีวรยุทธ์รวมไปถึงปราณในระดับที่สูง
เป็นอันดับต้นๆ ของหน่วยราตรีกาล จึงผ่านการ
คัดเลือกสู่ตำแหน่งหัวหน้าตำหนักได้อย่างสง่างาม
และสุดท้าย ตำหนักราตรีนิรันดร์กาล ชื่อตำหนัก
นั้นอาจจะคล้ายกับความหมายของช่วงเวลาแห่งความ
มืดตลอดไป แต่นั้นก็แปลได้ว่าหากมิใช่เวลากลางคืน
ยามที่มืดมิด ไร้แสงดาวและแสงส่อง แต่หากหมายถึง
การหลับตาที่เกิดจากลมหายใจที่สุญสิ้นไปต่างหาก
และใช่ ตำหนักแห่งนี้เป็นตำหนักแห่งการฝึกฝนคน
ให้กลายเป็นองครักษ์เงาและนักฆ่า สิ่งที่แตกต่างจาก
ตำหนักปราณวรยุทธ์คือ ความสามารถพิเศษเฉพาะตัว
ของคนนั้นๆ ตามพลังธาตุที่มีแล้วนำมาใช้เป็นอาวุธ
เฉพาะตัวของคนในตำหนักนี้ อีกทั้งการฝึกฝนอันหนัก
หน่วงจาก ฉีอิน พี่ชายฝาแฝดของฉีอัน แห่งตำหนัก
ปราณวรยุทธ์นั้นเอง