หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 29 ตอนที่ 856 เรื่องประหลาดในเมือง
เล่มที่ 29 ตอนที่ 856 เรื่องประหลาดในเมือง
เมื่อได้ยินคำพูดเช่นนี้ จักรพรรดิเหลียนพลันรู้สึกขายหน้ายิ่งนัก ในใจก่นด่านิสัยของเจ้าเด็กนี่ไปแล้ว ตกลงได้รับมาจากผู้ใดกันแน่ ย้อนคิดไปถึงเมื่อปีนั้น ตนเป็นสุภาพบุรุษผู้อ่อนโยน ส่วนฉินเอ๋อร์ก็รู้หนังสือเข้าใจเหตุผลทั้งยังอ่อนหวานมากด้วยคุณธรรม เหตุใดจึงให้กำเนิดเจ้าเด็กหน้าเหม็นนิสัยแตกต่างเช่นนี้ออกมาได้ ดูท่าทางนอกจากลักษณะภายนอก เขาก็ไม่ได้รับสืบทอดข้อดีไปแม้แต่ครึ่งส่วน
“กล่าวราวกับพ่อรังแกนางอย่างไรอย่างนั้น สะใภ้คนนี้มีฝีมือการวางหมากไม่แพ้เจ้าเลยทีเดียว” วางหมากกันมาทั้งคืน อวิ๋นซูเรียกได้ว่าไม่ยอมถอยให้แม้แต่น้อย จักรพรรดิเหลียนเค้นสมองอย่างหนักก็ทำได้เพียงเสมอหนึ่งกระดานแพ้สองกระดาน กระดานสุดท้ายยังอยู่บนขอบเหวของความเป็นความตาย พระองค์ให้รู้สึกแปลกใจยิ่งนัก สตรีอายุน้อยเพียงนี้เหตุใดจึงมีความคิดลึกล้ำเช่นนี้ได้ แผนการทั้งซ่อนเร้นเปิดเผยล้วนถูกทำมาใช้กับตนจนสิ้น ยอดเยี่ยมยิ่งกว่าเฟิ่งหลิงเสียอีก
เมื่อได้ฟังคำพูดฝาดเฝื่อนเช่นนี้ เฟิ่งหลิงจึงเข้าใจว่าอวิ๋นซูมิได้ถูกจักรพรรดิเหลียนรังแกจริงๆ มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มได้ใจ พวกเขาเรียกได้ว่าเป็นคู่สวรรค์สร้างสมโดยแท้ กระทั่งนิสัยก็ยังเหมือนกันเพียงนี้
“วันหน้าเสด็จพ่อเรียกฝูกงกงมาวางหมากด้วยจะเหมาะสมกว่า มิเช่นนั้นหากทรงได้รับความโกรธเกรี้ยวขึ้นมาคงไม่มีผู้ใดรับผิดชอบไหว”
“…” หากมิใช่ว่ามีอวิ๋นซูอยู่ด้วย จักรพรรดิเหลียนอยากไล่บุรุษปากร้ายผู้นี้ออกไปจริงๆ พระองค์กระแอมไอ สงบอารมณ์ของตน “เจ้ามาดึกดื่นเช่นนี้เพียงเพื่อมารับสะใภ้หรือไร? พูดมาเถิด มีเรื่องใด”
เฟิ่งหลิงแย้มยิ้ม จากนั้นจึงหยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ จักรพรรดิเหลียนเปิดอ่าน ลายมืออันคุ้นเคยทำให้พระองค์แปลกพระทัยเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม เพียงไม่นานก็พบข้อแตกต่าง
“เขาต้องการเปลี่ยนเส้นทางการขนส่งเกลือหรือ?” ในจดหมายเขียนว่า จากคำรายงานของสายลับ พบว่ามีคนจับจ้องเกลือของทางการที่จะขนส่งไปแต่ละท้องที่ในฤดูใบไม้ผลิ จึงต้องการให้เฉาซินเปลี่ยนเส้นทางการขนส่งเกลือ ยิ่งไปกว่านั้นยังเสนอเส้นทางหนึ่งให้เฉาซินขนย้ายเต็มกำลัง ทั้งยังขอให้เฉาซินเขียนรายงานตำแหน่งคลังเกลือที่มีทั้งหมดในตอนนี้ผ่านทางจดหมาย โดยแอบอ้างว่าจักรพรรดิเหลียนต้องการตรวจสอบ
“เฉาซินกล่าวว่าก่อนหน้านี้น้องรองส่งสัญญาณมาหลายครั้งแล้ว ทั้งยังลองเชิงเขาไม่หยุดว่าเป็นคนของฝ่ายใด คราวนี้ได้ตราประทับไป จึงใช้ทดสอบเฉาซินว่าเป็นคนของเสด็จพ่อหรือไม่” เฟิ่งหลิงคาดเดาแผนการของหวงฝู่อวี้ “ดังนั้นลูกจึงให้เฉาซินทำตามคำสั่งน้องรอง”
นี่มิเท่ากับคิดเปิดเผยให้อวี้เอ๋อร์ทราบว่าเฉาซินเป็นคนของตนหรือไร? จักรพรรดิเหลียนเงียบไปครู่หนึ่ง “หลิงเอ๋อร์คิดจะทำอะไร?”
“ลูกเพียงอยากรู้ว่าต่อไปน้องรองคิดจะทำอะไร แล้วยังมีเสด็จพ่อ…คิดจะทำเช่นไร?” เฟิ่งหลิงโยนปัญหาให้จักรพรรดิเหลียน ความจริงทางเลือกของเรื่องนี้ล้วนอยู่ในมือหวงฝู่อวี้ทั้งสิ้น หากเขารู้ว่าเฉาซินเป็นคนของเสด็จพ่อ จะเลือกใช้ตราประทับต่อไปเพื่อให้อีกฝ่ายทำงานให้ตนหรือจะหยุดเพียงเท่านี้ สิ่งที่เฟิ่งหลิงต้องการถามก็คือ หากหวงฝู่อวี้ไม่คิดวางมือ ขีดจำกัดของเสด็จพ่อจะอยู่ที่ใด ในเมื่อพวกเขาทราบแล้วว่าหวงฝู่อวี้อาจได้รับการสนับสนุนจากจากจักรพรรดิหลวง เช่นนั้นจักรพรรดิเหลียนจะตัดสินใจให้หวงฝู่อวี้มีจุดจบเช่นไร
จักรพรรดิเหลียนสูดพระอัสสาสะลึก เดินไปเบื้องหน้าโต๊ะอักษร “พ่อหวังเพียงว่าเขาจะถูกคนหลอกใช้ เพียงหลงระเริงไปชั่วครู่” ความจริงพระองค์เข้าใจความไม่พอใจของหวงฝู่อวี้เป็นอย่างดี เดิมที่เขาเป็นตัวเลือกจักรพรรดิที่มีหวังที่สุด เพียงแต่…หากทำให้พี่น้องต้องตายเพราะความปรารถนาส่วนตัว จักรพรรดิเหลียนย่อมไม่ตอบรับโดยเด็ดขาด
เฟิ่งหลิงคาดเดาความคิดของจักรพรรดิเหลียนได้ดี หากไม่ถึงท้ายที่สุดย่อมไม่อยากกระทำ เขาเองก็ไม่อยากลงมือกับพี่น้องของตนเช่นกัน
“คราวนี้คนที่มาส่งจดหมายให้เฉาซินเป็นเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นตำแหน่งเล็กๆ ผู้หนึ่ง นี่ไม่เหมือนนิสัยของน้องรอง” คำพูดประโยคนี้เตือนสติจักรพรรดิเหลียน ต้องทราบว่าจดหมายเช่นนี้ ทางที่ดีควรส่งองครักษ์ลับไปมอบให้ต่อหน้า การส่งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นมาทำเช่นนี้จะเกิดเรื่องเหนือคาดได้ง่าย
จักรพรรดิเหลียนขมวดขนงเล็กน้อย “อวี้เอ๋อร์ซื้อตัวกระทั่งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเล็กๆ เชียวหรือ?” จะอย่างไรของเช่นนี้มักจะให้คนสนิทหรือผู้ที่เชื่อใจได้ลงมือ ผู้ใดก็ไม่กล้านำของเช่นนี้ไปมอบให้ผู้บังคับบัญชาตามใจ เรื่องที่หวงฝู่อวี้ซื้อใจคนไปทั่วมิใช่ว่าจักรพรรดิเหลียนไม่ทราบ แต่เขาไปถูกใจขุนนางตำแหน่งเล็กๆ ที่ไร้ซึ่งอำนาจได้อย่างไร?
“บางทีอาจทำเพื่อหาแพะรับบาปกระมัง?” เสียงอันนิ่งเรียบดังขึ้น บุรุษทั้งสองที่อยู่ในห้องเงยหน้ามองไปทางอวิ๋นซูพร้อมกัน แพะรับบาป?
พบว่าสตรีเบื้องหน้ามีสายตาลึกล้ำ “หากองค์ชายรองต้องการทดสอบว่าขุนนางขนส่งเกลือทำงานให้ฝ่าบาทหรือไม่ เขาจำต้องหาทางลงไว้ให้ดี หากผู้ขนส่งเกลือเป็นคนของฝ่ายอื่น เมื่อได้รับจดหมายฉบับนี้อาจนำเรื่องไปบอกต่อจนถึงพระกรรณฝ่าบาท เมื่อถึงตอนนั้น สอบสวนขึ้นมาย่อมต้องมีแพะรับบาปไม่ให้ไฟลามมาถึงตนเอง”
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ บุรุษทั้งสองพลันเข้าใจกระจ่าง รู้สึกว่าอวิ๋นซูพูดได้มีเหตุผล
“หากเรื่องถูกเปิดเผย การจะละทิ้งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่เป็นหมากตัวหนึ่งย่อมไม่เสียดาย เพียงแต่…ส่วนที่แปลกประหลาดของเรื่องนี้ก็คือ หลังจากเรื่องถูกเปิดเผย ทุกคนย่อมไม่เชื่อว่าเจ้าหน้าที่ตำแหน่งเล็กๆ ในท้องถิ่นจะมีความกล้าถึงขั้นปลอมแปลงราชโองการ เมื่อถึงตอนนั้น ฝ่าบาทย่อมต้องสอบสวนให้ถึงที่สุด องค์ชายรองจะพลาดเรื่องนี้หรือ?” อวิ๋นซูคิดว่าช่องว่างนี้ไม่เป็นไปตามหลักเหตุผล เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่ไร้ความสำคัญผู้หนึ่งจะต้องการเปลี่ยนเส้นทางขนส่งเกลือเพราะมีประโยชน์อันใดกับเขาเล่า? เห็นได้ว่าเบื้องหลังเรื่องนี้มีผู้อื่นอยู่อีก ในเมื่อจะเป็นตัวตายตัวแทน หวงฝู่อวี้ไม่ควรทำลวกๆ เช่นนี้ อวิ๋นซูไม่ลืมกล่าวเพิ่มอีกประโยคหนึ่ง “เรื่องที่องค์ชายรองต้องการตรวจสอบคลังเกลือ ฝ่าบาทควรใส่พระทัยให้มากเสียหน่อย”
เกลือเป็นพื้นฐานในการดำรงอยู่ของชาวประชา หวงฝู่อวี้คิดตรวจสอบคลังเกลือ จุดประสงค์ย่อมมิได้ง่ายดายเพียงนั้น
จักรพรรดิเหลียนพยักพระพักตร์เล็กน้อย “เจิ้นเข้าใจ หากเกลือของทางการมีปัญหาจะส่งผลกับวงกว้าง อาจทำให้ประชาชนสั่นคลอน หลิงเอ๋อร์ สั่งให้คนไปตรวจสอบผู้ที่อยู่เบื้องหลังเจ้าหน้าที่ทางการผู้นั้นเสีย บางทีอาจพบสิ่งอื่นใดอีก” พระองค์รับรู้ได้จากคำพูดของอวิ๋นซูแล้ว วิธีจัดการเรื่องนี้ไม่เหมือนนิสัยของอวี้เอ๋อร์ เช่นนั้นเป็นไปได้มากว่าอวี้เอ๋อร์จะสั่งให้ผู้อื่นไปทำ และคนผู้นี้กังวลว่าตนจะกลายเป็นแพะรับบาปจึงไหว้วานผู้อื่นอีกครั้ง เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นผู้นี้จะต้องซื่อสัตย์ภักดีไม่ยอมขายคนคนนี้ง่ายๆ เป็นแน่ ขอเพียงตรวจสอบเขา อาจได้รับผลเหนือคาดก็เป็นได้
อย่างไรก็ตามชั่วขณะต่อมาจักรพรรดิเหลียนกลับใช้สายตาลึกล้ำทอดพระเนตรไปทางอวิ๋นซู จากนั้นจึงสรวล “คุณหนูกงซุนรู้เรื่องมากมายยิ่งนัก ผู้ใดไม่ทราบคงคิดว่าคุณหนูกงซุนเป็นผู้ที่คลุกคลีอยู่ในวงราชสำนักแล้ว”
นางเคยเป็นฮองเฮาแห่งแคว้นอี้ ย่อมรู้เรื่องราวไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าจักรพรรดิเหลียน อย่างไรก็ตามเมื่อเผชิญหน้ากับคำชมเช่นนี้ อวิ๋นซูกลับทำเพียงแย้มยิ้มบางเบา กลับเป็นเฟิ่งหลิงที่ฟังความหมายของจักรพรรดิเหลียนไปได้อีกทางหนึ่ง อวิ๋นซูรู้เรื่องมาก ภายภาคหน้าหากเป็นฮองเฮาแห่งแคว้นเหลียนย่อมสามารถสนับสนุนเขาได้ เหตุใดเฟิ่งหลิงจะไม่เข้าใจแผนการเล็กๆ เช่นนี้ของจักรพรรดิเหลียน เกรงว่าตั้งแต่เรื่องตำราทางการทหารของหวงฝู่รุ่ย จักรพรรดิเหลียนก็เห็นความคิดของตนแล้วกระมัง
ท่ามกลางถนนอันมืดมิด เฟิ่งหลิงจูงมืออวิ๋นซูเดินมุ่งไปยังนอกพระราชวังอย่างเชื่องช้า
ฝีเท้าของบุรุษค่อนข้างช้า บนถนนมืดมิดสายนี้ปรากฏความแคบยาวชัดเจน เขาหวงแหนช่วงเวลาที่คนทั้งสองจะได้อยู่ด้วยกันเพียงลำพังเช่นนี้มาก อย่างน้อยครานี้แม่ทัพกงซุนจะต้องนำความแค้นไปทุ่มใส่จักรพรรดิเหลียนเป็นแน่ เขายังไม่ลืมว่าก่อนหน้านี้ หลังจากคืนที่เขาและอวิ๋นซูอยู่ด้วยกันเพียงลำพัง แม่ทัพกงซุนถึงกับใช้อำนาจบีบบังคับผู้คนเพียงนั้น
“ดูเหมือนฝ่าบาทอยากให้ท่านอยู่ข้างกายพระองค์เป็นอย่างยิ่ง” อวิ๋นซูเป็นผู้ทำลายบรรยากาศอันนิ่งเงียบนี้ก่อน บุรุษเบื้องหน้าหันกลับมา พบเข้ากับดวงตาเปล่งประกายของอวิ๋นซู “หากเพื่อข้า ท่านไม่จำเป็นต้อง…” อวิ๋นซูกลัวว่าก่อนหน้านี้เฟิ่งหลิงเคยแสดงท่าทีไม่รับสนมเข้าตำหนักเพราะตน ด้วยเหตุนี้จึงยอมละทิ้งแผ่นดินรวมไปถึงความสุขที่จะได้อยู่พร้อมหน้ากับจักรพรรดิเหลียนและฮองเฮาพระองค์ก่อน
“ไม่จำเป็นต้องใส่ใจคำพูดของเสด็จพ่อหรอก เขาเพียงอยากโยนเผือกร้อนนี้มาให้ข้าเร็วเสียหน่อย ส่วนตัวเองก็ไปท่องเที่ยวกับเสด็จแม่” บุรุษรูปงามยื่นมือออกไปช้าๆ สัมผัสใบหน้าอ่อนนุ่มของนางอย่างหวงแหนยิ่ง “ข้าก็เหมือนกับซูเอ๋อร์ ไม่ชอบถูกผูกมัด ซูเอ๋อร์ เจ้าทนเห็นข้าอยู่ในพระราชวังเพียงผู้เดียว ใช้ชีวิตท่ามกลางการต่อสู้แย่งชิงได้หรือ?”
คำพูดที่แสดงถึงความอัดอั้นตันใจชัดเจนทำให้เฟิ่งหลิงที่ยามปกติมักมีท่าทีเย็นชาดูคล้ายแปรเปลี่ยนไปเป็นผู้อื่น มีเพียงยามอยู่ต่อหน้าอวิ๋นซูเท่านั้นเขาจึงจะกลายเป็นเด็กน้อยออดอ้อนเช่นนี้
อวิ๋นซูแย้มยิ้มอย่างจนใจ อย่างไรก็ตามในใจกลับเกิดความรู้สึกหวานล้ำ ทันใดนั้นริมฝีปากอ่อนนุ่มประทับมา หัวใจอวิ๋นซูเต้นตึกตัก บุรุษเบื้องหน้าทำราวกับเด็กน้อยที่แอบกินน้ำผึ้งก็มิปาน เผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “เจ้าว่าหากคืนนี้ไม่ให้เจ้ากลับไป แม่ทัพกงซุนจะเข้าวังมาคิดบัญชีกับเสด็จพ่อหรือไม่?”
บนเส้นทางมืดมิด แก้มของสตรีปรากฏริ้วแดงสองสาย ในดวงตาของบุรุษเบื้องหน้ามีประกายสีเงินอันอบอุ่นอ่อนโยนไหลเวียน เขาเบนศีรษะกลับไปอย่างเสียดาย น้ำเสียงปรากฏความหดหู่ “ไม่ควรยืดวันแต่งงานออกไปเลยจริงๆ…” จุมพิตเมื่อครู่นับว่าชดเชยให้ตนเองแล้ว
อย่างไรก็ตาม แม้เฟิ่งหลิงจะไม่ยินยอมพร้อมใจแต่ก็รู้สึกยินดีแทนอวิ๋นซู จะอย่างไรหากกลายเป็นพระชายาองค์ชายใหญ่เท่ากับเป็นการผลักอวิ๋นซูไปอยู่บนคลื่นลม พระราชวังย่อมไม่ปลอดภัยไปกว่าจวนแม่ทัพกงซุน ตอนนี้จึงได้แต่โอบกอดความทรมานและความคิดคำนึงเท่านั้น หากหาฮองเฮาพระองค์ก่อนพบ เขาจะอยู่กับอวิ๋นซูโดยไม่สนใจสิ่งใดอีก แผ่นดินกว้างใหญ่สุดขอบฟ้า ที่ใดบ้างมิใช่ความรักของพวกเรา
เพื่อความสุขสงบในวันหน้า เฟิ่งหลิงคิดว่าการรอคอยของตนคุ้มค่าแล้ว
…
“สำเร็จแล้ว! ข้าทำสำเร็จแล้ว! ฮ่าๆๆ…” ภายในห้องที่ปิดสนิทมีเสียงหัวเราะอันบ้าคลั่งดังแว่วมา ประตูถูกเปิดออกอย่างแรง บุรุษผู้หนึ่งยื่นศีรษะออกมาจากด้านใน ในมือถือปลอกแขนแกว่งไกวอย่างกระตือรือร้น “ช่างฝีมือป้ายทองมิได้มีดีเพียงชื่อ ฮ่าๆๆ…”
คล้ายได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวในเรือน ดรุณีน้อยผู้หนึ่งจึงวิ่งเข้ามาจากด้านนอกด้วยท่าทางยินดี “พี่ชาย!”
ซูหลิงเอ๋อร์ไม่ได้พบหน้ากู้สวิ๋นฟางหลายวันแล้ว แม้จะมีบ่าวไพร่รับผิดชอบดูแลอาหารการกิน ทว่าทุกวันยังคงมารออยู่นอกห้องลับของกู้สวิ๋นฟางเนิ่นนาน จนกระทั่งเหนื่อยและง่วงจึงค่อยกลับไป
“หลิงเอ๋อร์! พี่ชายทำสำเร็จแล้ว ไป วันนี้จะพาเจ้าออกไปฉลองเสียหน่อย!”
สาวใช้ที่เดินมาตามมาด้านข้างพลันสะดุ้งตกใจ บุรุษที่มีฝุ่นเปื้อนเต็มหน้าผมเผ้ายุ่งเหยิงเบื้องหน้านี้คือผู้ใดกัน? เหตุใดหลังจากปิดห้องเงียบทุกครั้ง คุณชายกู้จึงออกมาด้วยสภาพราวผีบ้าเช่นนี้ “คุณชายกู้ บ่าวจะไปเตรียมน้ำร้อนให้ท่านอาบเสียก่อน”
“ไปเถิด คืนนี้บอกห้องครัวด้วยว่าไม่ต้องเตรียมอาหารเย็นแล้ว” เขาสวมปลอกข้อมือนั้นตามใจ อุ้มซูหลิงเอ๋อร์เดินไปในห้องของตนด้วยความยินดี
ในมุมหนึ่ง บ่าวไพร่หลายคนกำลังพูดคุยถึงเรื่องแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงระยะนี้
“พวกเจ้าได้ยินหรือไม่? ถนนข้างๆ มีเด็กหายไปอีกแล้ว!”
“ทำไม เจ้าเองก็รู้หรือ?”
“ระยะนี้แปลกยิ่งนัก คิดดูแล้วมีเด็กหายไปทั้งหมดห้าคนแล้ว!”