หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 29 ตอนที่ 855 มีการเคลื่อนไหว
เล่มที่ 29 ตอนที่ 855 มีการเคลื่อนไหว
ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด แม้หวงฝู่หลินจะรู้ว่าตัวโง่งมที่หวงฝู่อวี้กล่าวมิใช่ตน ทว่าเมื่อฟังแล้วยังรู้สึกเสียดหู เขาปฏิบัติกับพี่น้องประหนึ่งบ่าวไพร่ หวงฝู่หลินคิดว่าตนควรคุ้นชินกับความเย็นชาเช่นนี้นานแล้วถึงจะถูก
เขาในยามนี้กลับคืนสู่ท่าทางเฉยชาอีกครั้ง “ใต้เท้าเฉาผู้นั้นไม่รับน้ำใจของพวกเรา ของขวัญที่ส่งไปถูกส่งกลับมาหลายรอบแล้ว”
สีหน้าหวงฝู่อวี้หลันเปลี่ยนไป “ทำไม เจ้าไม่ได้บอกเขาว่าเป็นเจตนาของข้าหรือ?”
“บอกไปหมดแล้ว ทั้งยังกล่าวว่าเสด็จพี่ทราบว่าใต้เท้าเฉาชอบดื่มชาเป็นที่สุดจึงส่งชาดีหลายมาให้โดยเฉพาะ บอกเป็นนัยว่าหากวันหน้าเขามีความต้องการใดจะทำตามคำขอเป็นแน่ แต่เขากลับเบือนหน้าหนีท่าทางไม่พอใจ บอกให้ข้ากลับมา” ใต้เท้าเฉาท่านนี้เป็นทูตขนส่งเกลือที่ได้รับแต่งตั้งใหม่ในปีนี้ ก่อนหน้านี้สามปีใต้เท้าสวี่ที่ได้รับการแต่งตั้ง ทว่าเป็นเพราะใช้อำนาจในทางที่ผิดจึงถูกปลดจากตำแหน่ง คนมากมายต่างจับจ้องตำแหน่งนี้ แต่กลับถูกเฉาซินที่ไม่เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามแทนที่ ผู้ใดก็ไม่ทราบว่าเบื้องหลังของใต้เท้าเฉาผู้นี้มีผู้ใดควบคุมกันแน่ คนไม่น้อยใช้วิธีต่างๆ นานาเพื่อประจบประแจง แต่กลับไม่ได้ผล ยิ่งไปกว่านั้นใต้เท้าเฉาทำงานอย่างยุติธรรม ทำให้ตอนนี้ยังหาเบาะแสใดไม่ได้แม้เพียงครึ่งส่วน
อย่างไรก็ตาม ในมือเขาถือกุมการขนส่งเกลือที่มีส่วนเกี่ยวพันกว้างขวาง ทำให้คนไม่น้อยมิยอมปล่อยแพะอ้วนตัวนี้ คนที่คิดประจบประแจงเขายังคงมีมาไม่ขาด หวงฝู่อวี้ย่อมเป็นหนึ่งในนั้น
หวงฝู่อวี้รู้สึกว่าเรื่องนี้เร่งด่วน เขาจำเป็นต้องรีบขยายอำนาจของตนให้เร็ว การขนส่งเกลือเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญที่สุดของแคว้นเหลียน หากควบคุมไว้ในมือ เท่ากับสามารถควบคุมชีพจรเศรษฐกิจของแคว้นเหลียนได้เลยทีเดียว และอำนาจกลุ่มต่างๆ ในราชสำนักจะค่อยๆ คล้อยตามตน หากเมื่อสามารถซื้อตัวใต้เท้าเฉาท่านนี้ได้ เขาก็จะมีต้นทุนมากพอไปโอ้อวดความสามารถของตนกับพระอัยกา
“หรือเขาจะเป็นคนของเสด็จพ่อ?” หวงฝู่อวี้รู้สึกปวดหัวอยู่บ้าง หลายปีมานี้จักรพรรดิเหลียนไม่ถามไม่ไถ่เรื่องการเมืองราชสำนัก ทำให้ในราชสำนักมีกลุ่มอำนาจหลายกลุ่ม เขาคิดว่าต่อให้จู่ๆ จักรพรรดิเหลียนต้องการกลับมายึดกุมราชสำนักย่อมต้องใช้เวลาในการคัดเลือกคน ดังนั้นใต้เท้าเฉาท่านนี้มิแน่ว่าอาจเป็นคนสนิทของเสด็จพ่อ
หวงฝู่อวี้ไม่รู้ว่าความจริงกลุ่มอำนาจบางกลุ่มในราชสำนักถูกควบคุมโดยไท่ซ่างหวงที่เก็บตัวสันโดษมาโดยตลอด ดูผิวเผินคล้ายจะตั้งตัวเป็นศัตรูกัน แต่ความจริงกลับใช้เพื่อหลอกลวงผู้อื่น ส่วนจักรพรรดิเหลียน เบื้องหน้าดูคล้ายไม่ใส่ใจราชสำนัก ทว่าความจริงลอบเลี้ยงดูคนไว้ไม่น้อย ยามนี้หักหน้ากับไท่ซ่างหวงไปแล้ว คนที่ซ่อนตัวไว้จึงค่อยๆ ปรากฏขึ้นเหนือน้ำ เริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงในหมู่ขุนนางคนสำคัญในราชสำนักครั้งใหญ่
คิดไปถึงตราประทับในมือตน บางทีคงถึงเวลาที่จะได้เห็นอำนาจของมันเสียหน่อยแล้ว
หวงฝู่อวี้หมุนตัวไปหยิบอุปกรณ์การเขียนขึ้นมาเขียนจดหมายฉบับหนึ่ง ก่อนจะหลบสายตาสังเกตของหวงฝู่หลินไปด้านหลังสุดเพื่อประทับตราลงไป “ส่งไปให้เฉาซิน หากเขามีปฏิกิริยาและการเคลื่อนไหวใด รีบกลับมารายงานข้าทันที”
“ได้”
เมื่อออกมาจากห้องแล้วหวงฝู่หลินจึงมองไปที่จดหมายในมือ ก่อนหน้านี้ส่งของไปมากมายเพียงนั้น เฉาซินล้วนไม่นำพา ยามนี้ต่อให้เสด็จพี่รองเขียนจดหมายด้วยมือตนเองแล้วจะมีผลอันใดเล่า? เฉาซินคนนี้ช่างทำให้ผู้อื่นมองไม่ออกจริงๆ เขาเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่หวงฝู่หลินล้มเหลวในการซื้อใจ เขาคิดว่าตนเชี่ยวชาญเรื่องการมองสีหน้าคนยิ่งนัก ใช้ทุกวิถีทางเพื่อเข้าหาคนคนนี้ให้หวงฝู่อวี้แล้ว ทว่ายังคงไม่สามารถล่วงรู้ถึงอำนาจเบื้องหลังอีกฝ่าย สิ่งที่ทำให้ผู้คนประทับใจอย่างลึกล้ำก็คือรอยยิ้มเช่นนั้นของเฉาซิน ไม่ว่าจะถามเช่นไรก็ไม่อาจทำให้เขาแสดงท่าทีอื่นออกมาได้ หวงฝู่หลินกระทั่งเคยคิดว่า หวงฝู่อวี้ไม่เคยใคร่ครวญเลยหรือว่าเฉาซินผู้นี้จะเป็นคนของเสด็จพี่ใหญ่หรือไม่
อย่างไรก็ตาม ทุกครั้งที่ตนกล่าวถึงเสด็จพี่ใหญ่ เฉาซินมักจะแสดงท่าทีไม่สบอารมณ์ คล้ายกับคนมากมายในราชสำนักที่ตั้งตัวเป็นศัตรูกับองค์ชายใหญ่ ขัดตาองค์ชายแห่งแคว้นเหลียนที่จู่ๆ ก็ปรากฏตัวออกมาท่านนี้เป็นอย่างยิ่ง หรือเขาจะเป็นคนของเสด็จพ่อจริงๆ เช่นนั้นเสด็จพี่รองเขียนจดหมายฉบับนี้แล้วจะมีประโยชน์อันใด?
หวงฝู่หลินกลับไปในตำหนักของตน หยิบจดหมายฉบับนี้ขึ้นมาพิจารณาอยู่นาน ใต้ซองจดหมายสีขาวมีรอยหมึกสีดำปรากฏให้เห็นเลือนราง เขาหยิบซองจดหมายไปชูไว้ใต้แสงอาทิตย์ เห็นตัวอักษรสองแถวที่ปรากฏผ่านซองจดหมายออกมาได้อย่างดี ดวงตาอดไม่ได้ที่จะเปล่งประกาย
ลายมือนี้…มิใช่ลายมือของหวงฝู่อวี้ หวงฝู่หลินพลันคิดถึงอะไรบางอย่าง คงมิใช่ว่าหวงฝู่อวี้เลียนแบบลายมือเสด็จพ่อเพื่อเขียนจดหมายให้ใต้เท้าเฉากระมัง? ตกลงเขากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ หากใต้เท้าเฉาทราบเรื่องแล้วไปถามเสด็จพ่อ มิใช่ว่าจะมีความผิดติดตัวหรือไร? ไม่ถูก หวงฝู่อวี้มิใช่โง่งมเพียงนี้ หรือจะกล่าวว่า…
หวงฝู่หลินสูดหายใจลึก จดหมายฉบับนี้เป็นตนนำไป เมื่อถึงตอนนั้นหากถูกเปิดเผย หวงฝู่อวี้ก็สามารถสาดน้ำโคลนใส่ตน นำความรับผิดชอบทั้งหมดมาโยนไว้บนร่างของตน! ต่อจากหวงฝู่รุ่ย ตนก็กลายเป็นแพะรับบาปคนต่อไป!
ข้าแม่น้ำรื้อสะพาน นับเป็นนิสัยของหวงฝู่อวี้จริงๆ
หวงฝู่หลินแค่นเสียงเย็นครั้งหนึ่ง ตนมิยอมให้ปล่อยให้เขาโจมตีง่ายดายเฉกเช่นหวงฝู่รุ่ยเป็นแน่ คนที่จะเป็นแพะรับบาปอาจมิได้มีเพียงเขาคนเดียว
…
สองวันต่อมา ในตำหนักของเฟิ่งหลิง ไม่นานก็ได้รับข่าวหนึ่ง
จากเบาะแสที่อวิ๋นซูบอก คนของเขาหาสถานที่ที่มีลักษณะภูมิประเทศคล้ายคลึงและเป็นเขตที่มีหมู่บ้านอยู่พบแล้วหลายแห่ง อย่างไรก็ตามเขาไม่กล้าแหวกหญ้าให้งูตื่นด้วยการไปตรวจสอบก่อนค่อยกลับมารายงาน เฟิ่งหลิงแทบอยากจะปลีกตัวไปตรวจสอบด้วยตนเองยิ่งนัก แต่ยามนี้ในพระราชวังมีหูตามากมาย เมื่อเขาออกเดินทาง คนของไท่ซ่างหวงจะสังเกตุเห็นร่องรอยเป็นแน่
อารมณ์ยินดีของบุรุษรูปงามเป็นเอกค่อยๆ แปรเปลี่ยนไปเคร่งขรึมหาใดเปรียบ หลานอวิ๋นที่อยู่ด้านข้างสังเกตุเห็นว่าเขากำลังคิดอะไรบางอย่าง “องค์ชาย มิสู้ให้กระหม่อมไปตรวจสอบความจริงด้วยตนเองเป็นอย่างไร” ตอนนี้เฟิ่งหลิงขาดแคลนคนที่ควรค่าให้เชื่อใจที่จะสามารถหาร่องรอยของฮองเฮาพระองค์ก่อนแทนเขาได้
“แต่เรื่องนี้อันตรายมาก” คนของไท่ซ่างหวงยังคงจับจ้อง หากถูกพบ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าอีกฝ่ายจะทำทุกวิถีทางเพื่อสังหาร
หลานอวิ๋นแย้มยิ้มบางเบา “กระหม่อมมิได้รับมือกับคนเหล่านั้นเพียงแค่ครั้งสองครั้งเสียหน่อย กำลังว่างอยู่พอดี ถือโอกาสฝึกฝีมือไปเสีย”
เฟิ่งหลิงใคร่ครวญครู่หนึ่ง อย่างไรก็ตามเขาเข้าใจดี หากยืดเยื้อเรื่องนี้นานวันก็จะยิ่งไม่เป็นผลดีกับพวกเขา เฟิ่งหลิงหมุนตัวไปหยิบกล่องเล็กๆ สีแดงกล่องหนึ่งออกมาจากชั้นลับ “ในนี้บรรจุเส้นผมของนางไว้ หากเจ้าเห็นคนที่อาจจะใช่ก็ให้นางดูเสีย” นี่เป็นเส้นผมที่เฟิ่งหลิงพบในห้องลับของชางติ้งโหว หากเป็นฮองเฮาพระองค์ก่อนจะต้องจำได้แน่
หลานอวิ๋นรับกล่องนั้นมาอย่างระมัดระวัง “เรื่องมิอาจรั้งรอ กระหม่อมจะไปก่อนก้าวหนึ่ง หวังว่าอีกไม่นานจะมีข่าวดีมาบอกท่าน!”
หลังจากกล่าวประโยคนี้ทิ้งไว้ บุรุษรูปงามก็หายไปจากสายตาของเฟิ่งหลิงพร้อมเสียงหัวเราะ ยามนี้เองได้ยินเสียงแกรกดังขึ้น ประกายสีเงินพุ่งทะลุหน้าต่างเข้ามา บนเสาด้านหลังเฟิ่งหลิงมีลูกดอกอันหนึ่งปรากฏ ด้านบนมีกระดาษผูกไว้ เมื่อเปิดออกอ่าน ดวงตาของเขาพลันมีความแปลกใจพาดผ่าน “เด็กๆ เปลี่ยนชุด!”
ยามไห่[1] บนถนนของเมืองหลวงมีโคมไฟสีแดงละลานตา ยังคงคึกคัก
โคมไฟอีกสีชมพู กลิ่นหอมของแป้งชาดตลบอบอวล บนหอนางโลมมีสตรีแต่งกายฉูดฉาดหลายนางยืนอยู่ เดินเข้ามาต้อนรับด้วยใบหน้าแย้มยิ้ม คุณชายร่ำรวยเที่ยวเสเพลลิ้มรสสุรา ไม่มีผู้ใดสังเกตเลยว่ามีเงาหลายสายทะยานไปด้านหลังหอนางโลมด้วยความรวดเร็ว
เสียงฉินอันไพเราะดังแว่วมา ภายในห้องถูกกั้นไว้ด้วยฉากกั้นลม ด้านหลังฉากกั้นลมมีสตรีหลายนางกำลังแสดงบทเพลงอันมอมเมา
บุรุษผู้สวมเสื้อคลุมปรากฏตัว นั่งลงบริเวณที่นั่ง “รินสุรา” เสียงสุภาพดังขึ้น จากนั้นจึงมีบุรุษอีกผู้หนึ่งเดินออกมาจากหลังฉากกั้นลม
เฉาซินคารวะผู้มาเยือนด้วยท่าทีนอบน้อม จากนั้นจึงเดินไปนั่งลงด้านข้าง “คุณชาย วันนี้ผู้น้อยได้รับของสิ่งหนึ่ง” เขาหยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ ส่งมอบให้ในมือเฟิ่งหลิง “ไม่ทราบว่าจดหมายฉบับนี้มาจากมือของคุณชายหรือไม่?”
เฟิ่งหลิงเปิดออกอ่าน ลายมืออันคุ้นเคยสะท้อนเข้าสู่มาสายตา ในดวงตาของเขาพลันมีประกายแปลกใจพาดผ่าน อย่างไรก็ตามเมื่อเห็นตราประทับด้านล่างสุด มุมปากกลับยกยิ้มเล็กน้อย จากนั้นจึงส่ายหน้า
ในที่สุดเฉาซินก็ผ่อนคลายลง ระยะนี้สถานการณ์ในราชสำนักจะสับสนวุ่นวาย เรื่องเช่นนี้ก็มิใช่ว่าไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โชคดีที่ตนรอบคอบ รู้จักถามไถ่ก่อนกระทำ
“ระยะนี้มีของบางอย่างหายไป ยังไม่ทันได้บอกท่าน” นิ้วของเฟิ่งหลิงชี้ไปที่ตราประทับ เฉาซินจึงเข้าใจได้โดยพลัน “จดหมายฉบับนี้…”
“ทำตามที่เขียนด้านบนเถิด หากมีอย่างอื่นค่อยมาบอกข้า”
อะไรนะ? เฉาซินมองไปยังบุรุษหนุ่มเบื้องหน้าด้วยความแปลกใจ อย่างไรก็ตามความสงสัยเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ ฝ่าบาททรงมีพระบัญชามาแล้วว่าวันหน้าจะต้องฟังคำสั่งขององค์ชายใหญ่ทุกเรื่อง ต่อให้สงสัยแต่ก็ไม่กล้าต่อต้าน “ผู้น้อยเข้าใจแล้วขอรับ”
“น้องชายท่านสบายดีหรือไม่?”
“น้องชายยุ่งอยู่กับงาน ไม่มีโอกาสได้มาคารวะคุณชาย ผู้น้อยแสดงความห่วงใยคุณชายแทนเขาด้วยขอรับ”
ไม่มีใครทราบว่าเฉาซินมีน้องชายฝาแฝดอยู่คนหนึ่ง หน้าตาคล้ายกับเขาเป็นอย่างยิ่ง เป็นเขาที่ใช้ชื่อของใต้เท้าเฉาในทางเปิดเผยเพื่อจัดการงานต่างๆ ในยามนี้ ส่วนตัวเฉาซินกลับรั้งอยู่ในตัวเมืองหลวงเพื่อรอเตรียมการต่างๆ จดหมายที่หวงฝู่อวี้ส่งมาเมื่อสองวันก่อนตกมาอยู่ในมือของน้องชายฝาแฝดของเฉาซิน เขาจึงรีบสั่งให้คนนำมาที่เมืองหลวงทันทีเพื่อต้องการถามเฟิ่งหลิงให้มั่นใจ ก่อนหน้านี้หวงฝู่อวี้คิดว่าเขาอยู่ห่างจากจักรพรรดิผู้สูงศักดิ์ ดังนั้นต่อให้เฉาซินสงสัยก็ไม่อาจยืนยันได้ทันที อีกทั้งกลัวว่ายืดเยื้อคำสั่งจึงจำต้องปฎิบัติภารกิจให้ตนโดยพลัน ไม่นึกว่าเฉาซินผู้นี้กลับมีสองคน ทำให้ผู้อื่นคาดไม่ถึง
“ลำบากแล้ว”
บุรุษค่อยๆ ลุกขึ้นยืน สวมชุดคลุมอีกครั้งแล้วหมุนตัวเดินจากไปภายใต้สายตาน้อมส่งของเฉาซิน
…
ภายในห้องทรงอักษรยังคงมีแสงเทียนส่องสว่าง
“เปลี่ยนองครักษ์ด้านนอกแล้วหรือ?”
เฟิ่งหลิงปรากฎตัวออกมาจากทางลับ แต่กลับพบว่าอวิ๋นซูอยู่ที่นี่ด้วย นางนั่งอยู่ตรงข้ามจักรพรรดิเหลียน ระหว่างทั้งสองถูกกั้นไว้ด้วยกระดานหมาก
จักรพรรดิเหลียนหลบสายตาที่เจือไปด้วยความโกรธเกรี้ยวของเฟิ่งหลิง ทรงสรวลเล็กน้อย เมื่อผ่านเรื่องคราวนั้นมา พระองค์ย่อมจัดให้องครักษ์ด้านนอกไปอยู่ไกลๆ เปลี่ยนเป็นไปให้คนสนิทของตนมาทำหน้าที่เฝ้ายามแทน ยามนี้จักรพรรดิเหลียนสั่งให้คนสร้างทางลับเชื่อมไปที่ตำหนักของเฟิ่งหลิงแล้ว สองพ่อลูกสามารถพบหน้ากันได้โดยไม่มีผู้ใดรู้ เพื่อหลีกเลี่ยงหูตาของไท่ซ่างหวง
“ยามค่ำคืนดึกดื่นยังรบกวนการนอนของผู้อื่น เสด็จพ่อจะว่างเกินไปหรือไม่?” ในน้ำเสียงเต็มไปด้วยความตำหนิ จักรพรรดิเหลียนกลับไหวไหล่ “ทำไม พ่อวางหมากกับลูกสะใภ้ต้องผ่านความเห็นชอบจากเจ้าด้วยหรือ? ปวดใจหรือไร? ช่างเถิด อีกครู่ค่อยคืนนางให้เจ้าดีหรือไม่?”
อวิ๋นซูได้ยินบทสนทนาของสองพ่อลูกบน ใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้มบางเบา ความจริงนางรู้ว่าจักรพรรดิเหลียนเพียงรู้สึกกดดันเกินไปจึงคิดใช้การวางหมากมาระบายเท่านั้นเอง
เฟิ่งหลิงไม่สนใจสายตาหยอกล้อของจักรพรรดิเหลียน เดินไปเบื้องหน้าอวิ๋นซูโดยตรง มองไปยังดวงหน้าเล็กๆ อันสุขุมนั้นด้วยท่าทีปวดใจ “คราวหน้าหากเขาให้เจ้าเข้าวังมาวางหมากเป็นเพื่อนก็ไม่ต้องฟัง”
————–
คำอธิบายเพิ่มเติม
[1] ยามไฮ่ เวลาประมาณ 210.. – 23.00 น.