หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 29 ตอนที่ 854 ความสัมพันธ์พี่น้องอันเปราะบาง
เล่มที่ 29 ตอนที่ 854 ความสัมพันธ์พี่น้องอันเปราะบาง
หวงฝู่หลินสังเกตผู้เยาว์ที่นั่งอยู่ข้างกายตนอย่างละเอียด มือทั้งสองของอีกฝ่ายวางอยู่บนเข่า สายตามองไปที่พื้นดูแล้วยังคงระแวงตนอยู่บ้าง อย่างไรก็ตามหวงฝู่หลินไม่คิดยอมแพ้ เรื่องการเอาชนะใจคนเขาไม่เคยพลาดมาก่อน
ทุกคนต่างคิดว่าเขาเป็นองค์ชายที่ไร้ซึ่งอำนาจ ได้แต่อาศัยองค์ชายรองเพื่อให้อยู่รอดในพระราชวังแห่งนี้ได้ เป็นสุนัขรับใช้ของเขา อย่างไรก็ตามหวงฝู่หลินไม่ได้น้อยเนื้อต่ำใจในโชคชะตา ในยามที่เขาซื้อน้ำใจคนเพื่อหวงฝู่อวี้ก็ได้ตีสนิทกับคนในราชสำนักจำนวนหนึ่งแล้ว โดยมอบคำสัญญาที่หวงฝู่อวี้ไม่อาจมอบให้พวกเขา หรือไม่ก็ใช้พฤติกรรมอันน่ารังเกียจของหวงฝู่อวี้มาทำให้พวกเขาแสร้งทำเป็นติดตามแต่ความจริงกลับทำงานให้ตน มีน้อยคนที่จะได้รับคำชื่นชมจากพวกเขา จะอย่างไรหวงฝู่หลินย่อมคิดว่าความสามารถของตนไม่แพ้ให้องค์ชายพระองค์ใด
ไม่กล่าวไม่ได้ว่าการทำงานให้หวงฝู่อวี้นั้นได้ประโยชน์ในการเพิ่มอำนาจให้ตนเองไม่น้อย ดังนั้นเขาคิดว่าหากต้องการซื้อใจหวงฝู่รุ่ยย่อมไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่ต้องใช้เวลาเท่านั้น
“ความจริงข้าคิดว่าเสด็จพ่อเพียงต้องการปกป้องเจ้าเท่านั้น”
อะไรนะ? หวงฝู่รุ่ยเงยหน้าขึ้นด้วยความแปลกใจ หวงฝู่หลินทอดถอนใจเบาๆ “เสด็จพี่รองเชี่ยวชาญในการใช้วิธีต่างๆ แม้ข้าจะรู้ว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าแน่นอน ทว่าเสด็จพ่ออาจไม่คิดเช่นนั้น อย่างไรก็ตามเสด็จพ่อเห็นว่าเจ้าอายุยังน้อย ไม่อยากลงโทษ จึงตรัสว่าทำพู่กันหายเพียงด้ามเดียว”
ปะ เป็นเช่นนี้หรือ?! หัวใจหวงฝู่รุ่ยสั่นไหว ที่แท้เสด็จพ่อไม่เชื่อตน
“บางทีเสด็จพ่อคงคิดอยากมอบโอกาสแก้ตัวให้เจ้าอีกครั้ง แต่น้องแปด หากของที่ทำหายเป็นของสำคัญแล้วตกอยู่ในมือของเสด็จพี่รอง เช่นนั้นย่อมไม่เป็นผลดีต่อเสด็จพ่อ!”
“ไม่เป็นผลดีหรือ?”
หวงฝู่หลินมองไปรอบด้าน จากนั้นจึงกดเสียงต่ำ “เสด็จพี่รองไม่พอใจเสด็จพ่อมาโดยตลอด คราวนี้เขาวางแผนใส่ร้ายเจ้าเพื่อขโมยของของเสด็จพ่อ จะต้องมีแผนการใหญ่อันใดเป็นแน่ ตอนนี้เสด็จพ่อกล่าวว่าทำพู่กันหาย บางทีอาจต้องการให้เจ้านำของกลับไปคืนเป็นการส่วนตัว แต่หากพบว่าเป็นเรื่องใหญ่ เมื่อถึงตอนนั้นน้องแปดจะพูดได้ชัดเจนหรือ? ยิ่งไปกว่านั้น ไม่แน่ว่าอาจอันตรายไปถึงแผ่นดินแคว้นเหลียนทั้งหมดก็เป็นได้! ดังนั้นน้องแปด หากเจ้ารู้ว่าเป็นอะไรก็บอกพี่สามมาเถิด พี่สามจะช่วยเจ้าคิดหาวิธีชิงของคืนมาจากเสด็จพี่รองเพื่อนำไปคืนให้เสด็จพ่อ เพื่อแผ่นดินแคว้นเหลียนและเสด็จพ่อ เจ้าอย่าได้ใช้อารมณ์ตัดสินเป็นอันขาด มิฉะนั้นจะเป็นการช่วยเสด็จพี่รองปิดบัง เท่ากับทำร้ายเสด็จพ่อด้วย”
เมื่อได้ยินหวงฝู่หลินกล่าวเช่นนี้ ในใจของหวงฝู่รุ่ยพลันสั่นไหว เสด็จพ่อตัดสินพระทัยว่าตนเป็นคนขโมยจริงหรือ? แต่เขาไม่ได้ขโมย จะเอาของอันใดกลับไปคืนเสด็จพ่อเล่า? ส่วนเสด็จพี่รอง…เขานำของของเสด็จพ่อไปเพื่ออะไร…
“แต่รุ่ยเอ๋อร์ไม่รู้ว่าเสด็จพี่รองเอาอะไรไป…”
เมื่อเห็นท่าทางเคร่งเครียดเช่นนี้ของเขา หวงฝู่หลินจึงอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วหรือเขาไม่รู้จริงๆ? หลังจากใคร่ครวญครู่หนึ่ง หวงฝู่หลินจึงเอ่ยเสียงขรึม “น้องแปด เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว เพื่อที่จะล้างความสงสัยให้ตัวเอง เจ้าจะต้องไปถามกับเสด็จพี่รองด้วยตัวเอง”
นี่หมายความว่าอย่างไร? บนใบหน้าของหวงฝู่รุ่ยเผยสีหน้าย่ำแย่ออกมาโดยพลัน หากเขาคิดจะทำให้หวงฝู่อวี้สารภาพออกมาจริงๆ ตอนแรกก็ยังถกกันด้วยเหตุผลได้ ทว่าเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว หวงฝู่รุ่ยยังคงไม่อยากทำถึงขั้นนั้น
หวงฝู่หลินสังเกตสีหน้าของหวงฝู่รุ่ย ค่อยๆ บอกแผนการของตนออกไป “สถานการณ์ในตอนนี้ คนที่จะหาของที่เสด็จพ่อทำหายกลับมาได้มีเพียงน้องแปดแล้ว น้องแปดไปขอความเมตตาจากเสด็จพี่รองเสียก่อนแล้วถือโอกาสหาของจากเขามาเสีย หรืออาจไปถามเอาจากเสด็จพี่รองโดยตรง กระตุ้นให้เขาโกรธจนพูดความจริงออกมาเอง พี่สามเข้าใจเขาดี มีเพียงต้องเผชิญหน้ากับน้องแปดจึงจะทำให้เขาไม่สนใจสิ่งอื่น”
ความหมายของหวงฝู่หลินก็คือ หวงฝู่อวี้ที่ยโสโอหังจะคิดว่าต่อให้องค์ชายไร้ซึ่งอำนาจผู้นี้รู้ว่าของสิ่งใดหายไปก็ไม่มีผลอันใด ไม่กังวลว่าหวงฝู่รุ่ยจะก่อคลื่นลมยิ่งใหญ่ใดๆ ได้ ภายใต้สถานการณ์เช่นนั้นจะหลุดปากพูดออกมาเองได้ง่ายเป็นที่สุด และสถานการณ์กระอักกระอ่วนในยามนี้ของหวงฝู่รุ่ยก็จะยิ่งทำให้หวงฝู่อวี้ผ่อนคลายความระมัดระวังลง
“รุ่ยเอ๋อร์…จะไปเตือนเสด็จพี่รอง ให้เขานำของออกมา…”
อะไรนะ? หวงฝู่หลินชะงักเล็กน้อย คิดว่าอีกฝ่ายเข้าใจเจตนาของตนผิดแล้ว เขามิได้มาบอกให้หวงฝู่รุ่ยไปทำตัวเป็นคนดีอันใด ทางที่ดีควรทำให้เรื่องใหญ่จนไปถึงพระกรรณเสด็จพ่อ ให้หวงฝู่อวี้ถูกจับกุมไปเสีย ให้เสด็จพ่อผิดหวังกับเขาอย่างถึงที่สุด! จุดประสงค์ที่แท้จริงของหวงฝู่หลินก็คือต้องการให้ไท่ซ่างหวงทราบว่าหวงฝู่อวี้ไม่ใช่อาวุธที่ดีอันใด และเรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของหวงฝู่อวี้ในพระทัยไท่ซ่างหวง เช่นนั้นตนย่อมมีโอกาส
ช่างเถิด ให้เขาลองดูเสียหน่อย ดูว่าหวงฝู่อวี้จะเอาของสิ่งใดออกมากันแน่ “รุ่ยเอ๋อร์ พี่สามทำเพราะหวังดีกับเจ้า เจ้าอย่าได้พูดถึงเรื่องที่พี่สามกล่าวกับเจ้าต่อหน้าเสด็จพี่รองเป็นอันขาด”
“รุ่ยเอ๋อร์เข้าใจ เสด็จพี่สามย่อมมีความลำบากของตนเช่นกัน” หวงฝู่รุ่ยมีท่าทีราวกับเข้าใจหวงฝู่หลินเป็นอย่างยิ่ง ทำให้ผู้อื่นพึงพอใจนัก อย่างไรก็ตามสิ่งที่หวงฝู่หลินไม่ทราบก็คือผู้เยาว์ท่านนี้สังเกตุเห็นแผนการของเขาได้อย่างเลือนรางแล้ว ทว่ามิได้คิดให้มากความ สิ่งที่เขากลัวก็คือจะเป็นเช่นที่หวงฝู่หลินกล่าว ที่ว่าของที่องค์ชายรองหยิบไปจะไม่เป็นผลดีต่อจักรพรรดิเหลียน ดังนั้นตนจึงต้องไปกล่าวเตือนเสด็จพี่รองก่อนที่เรื่องราวจะพัฒนาไปถึงขั้นนั้น ไม่ให้เขาทำผิดอีก ส่วนตน ถูกผู้อื่นเข้าใจผิดแล้วอย่างไรเล่า
เมื่อเก็บของแล้วจึงพากันเดินออกไปจากตำหนักของหวงฝู่รุ่ย พลันนั้นเองบนถนนในพระราชวังมีเสียงเปี่ยมกังวลของหวงฝู่หลินดังขึ้น “น้องแปดระวังตัวให้ดี หากเสด็จพี่รองไม่ฟังเจ้า พี่สามหวังว่าเจ้าจะคิดทำเพื่อเสด็จพ่อ ไปชี้ตัวเสด็จพี่รองเบื้องพระพักตร์เสด็จพ่อเสีย” เขาหยุดฝีเท้าลง ไม่ได้คิดจะร่วมทางไปด้วยกันกับหวงฝู่รุ่ย จะอย่างไรตอนนี้เขาก็เป็นคนของหวงฝู่อวี้ หากองค์ชายรองทราบจะต้องสงสัยมาถึงเขาเป็นแน่ เก็บงำมาหลายปีเพียงนี้ หวงฝู่หลินไม่อยากเปิดเผยตนเองเพราะเรื่องเล็กน้อย
หวงฝู่รุ่ยพยักหน้า “รุ่ยเอ๋อร์จะพยายามเตือนเสด็จพี่รองอย่างสุดความสามารถแน่นอน” เมื่อกล่าวประโยคนี้จบ ผู้เยาว์ก็เดินมุ่งหน้าไปยังตำหนักขององค์ชายรอง
ภายในห้องหนังสือ องค์ชายรองกำลังตรวจสอบตราประทับในเมืองของตนด้วยใบหน้าพึงพอใจ อดไม่ได้ที่จะใจเต้นรัวจนแทบโบยบิน ควรจะใช้ของสิ่งนี้เช่นไรดีเล่า? มอบให้พระอัยกาหรือ? ไม่ เขาไม่อาจให้พระอัยกาทราบเป็นอันขาด คราวนี้นับว่าสวรรค์โปรดปราณเขาอย่างเหนือคาดจริงๆ มีของสิ่งนี้ วันหน้ากระทำเรื่องใดย่อมสะดวก
“ทูลองค์ชายรอง องค์ชายแปดขอพบพ่ะย่ะค่ะ” ด้านนอกมีเสียงกล่าวแจ้ง
อะไรกัน เขามาทำอะไรที่นี่? บนใบหน้าของหวงฝู่อวี้มีความไม่พอใจปรากฏชัด หรือจะมาคิดบัญชีกับตน? องค์ชายที่ไม่ได้รับความโปรดปรานคนหนึ่งถึงกับมีความกล้าเช่นนี้เชียวหรือ “ให้เขาเข้ามาเถิด”
หวงฝู่อวี้มิได้กลัว เขากลับอยากจะฟังเสียหน่อยว่าหวงฝู่รุ่ยจะพูดอะไร การได้เห็นท่าทีโกรธเกรี้ยวและพ่ายแพ้ของผู้อื่นนับเป็นความสนุกอีกอย่างหนึ่ง
ไม่นานผู้เยาว์โดดเดี่ยวก็ถูกพาเข้ามา หวงฝู่อวี้ส่งสายตาครั้งหนึ่ง ข้าราชบริพารจึงพากันถอยออกไป
“ทำไม มาเพื่อตำหนิข้าหรือ? เจ้าก็รู้ ไม่มีผู้ใดยอมเชื่อเจ้าหรอก นี่จะตำหนิข้าไม่ได้” น้ำเสียงของหวงฝู่อวี้เต็มไปด้วยความหยอกล้อ ความหมายของเขาก็คือ การที่หวงฝู่รุ่ยมีวันนี้เพราะไม่มีผู้ใดสนับสนุนเขา ตัวเองไร้อำนาจย่อมไม่อาจโทษผู้อื่น
“รุ่ยเอ๋อร์ไม่ได้คิดโทษเสด็จพี่รอง หวังเพียงว่าหากเสด็จพี่หยิบของของเสด็จพ่อไป ท่านจะนำไปคืน”
หวงฝู่อวี้เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย จากนั้นจึงหัวเราะ “เมื่อใดกันที่ข้าต้องให้เจ้ามาสั่งสอน? อีกอย่าง ของนั่นไม่ใช่เจ้าเป็นคนขโมยไปหรือ ถึงกับกล้ามาใส่ร้ายข้าเชียว”
มือที่อยู่ในแขนเสื้อของหวงฝู่รุ่ยกำขึ้นช้าๆ ใจในใจเขามีเพียงความคิดเดียว ไม่อาจปล่อยให้เสด็จพี่รองทำผิดต่อไปได้ “รุ่ยเอ๋อร์รู้ดี…เสด็จพี่รองเกลียดชังรุ่ยเอ๋อร์ ทว่านี่มิใช่เรื่องสำคัญ หวังเพียงว่าเสด็จพี่จะไม่ทำผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก หากเสด็จพี่ไม่อยากให้เสด็จพ่อทรงทราบ รุ่ยเอ๋อร์รับปากเสด็จพี่ร้องว่าจะไม่พูดออกไปเป็นอันขาด ขอเพียงเสด็จพี่มอบของออกมาให้รุ่ยเอ๋อร์ รุ่ยเอ๋อร์จะไปสารภาพกับเสด็จพ่อเอง จะไม่ลากเสด็จพี่เข้ามาพัวพันเป็นอันขาด”
อะไรนะ มอบของให้เขาหรือ? ในดวงตาของหวงฝู่อวี้มีความระมัดระวังเพิ่มขึ้นหลายส่วน หรือเจ้าเด็กนี่จะรู้ว่าตนหยิบตราประทับมา ยามนี้จึงแสร้งทำเป็นคนดี คิดจะเอาตราประทับไปจากมือตน? เขาจะทำอะไรกันแน่ คิดว่าตนหลอกง่ายเพียงนั้นเชียวหรือ?
“อาศัยอะไรให้ข้าเชื่อเจ้า? ตัวเองโง่งม หวังว่าผู้อื่นจะโง่งมไปกับเจ้าหรือไร? น่าขัน!”
“เสด็จพี่! เสด็จพ่อทรงรักและเชื่อใจเสด็จพี่ปานนั้น หวังว่าเสด็จพี่จะไม่ทำเรื่องที่จะทำให้เสด็จพ่อโทมนัส…”
“หุบปาก! เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใครถึงกล้ามาชี้นิ้วสั่งองค์ชายเช่นข้า! คิดจะใส่ร้ายหรือไร? เช่นนั้นก็ไปบอกเสด็จพ่อเถิด บอกไปว่าข้าหลอกเจ้า ดูสิว่าเสด็จพ่อจะยอมเชื่อเจ้าหรือไม่! มีความสามารถเพียงเท่านี้ยังคิดมาสั่งสอนผู้อื่นอีก จะบอกอะไรเจ้าให้ ข้าไว้ชีวิตเจ้าเช่นนี้ก็นับเป็นความเมตตาขององค์ชายเช่นข้าแล้ว รู้แล้วก็รีบไสหัวออกไปเสีย!” รักอันใดเชื่อใจอันใด? เขามาเยาะเย้ยตนกระมัง ทุกคนต่างทราบดีว่าองค์ชายที่เสด็จพ่อทรงโปรดปรานมีเพียงองค์ชายใหญ่คนเดียว! เจ้าเด็กนี่ดูท่าทางมีเจตนาดี ทว่ามิใช่เพราะต้องการแย่งตราประทับไปจากตนหรือ ไม่มีผู้ใดคิดเร่งรัดเปลี่ยนแปลงสถานการณ์เช่นเขาอีกแล้วกระมัง? หากมีตราประทับ มิแน่ว่าเจ้าเด็กนี่อาจพลิกฐานะกลับมาได้! หวงฝู่อวี้คิดว่าตนจะไม่ติดกับเขาเป็นอันขาด
ในดวงตาของหวงฝู่รุ่ยมีประกายโศกเศร้า “รุ่ยเอ๋อร์เพียงไม่อยากสูญเสียพวกท่านไปอีก…ไม่อยากสูญเสียพี่น้องคนใดไปอีก…” ผู้เยาว์ค่อยๆ ก้มหน้าลง ความรู้สึกโศกเศร้าที่แผ่ออกมาจากร่างทำให้ผู้อื่นรู้สึกได้ว่านี่มิใช่การเสแสร้ง
หากหวงฝู่อวี้พอมีหัวใจ มิแน่ว่าอาจซาบซึ้งจริงๆ เพียงแต่น่าเสียดาย เขาทำเพียงปรายตามองอีกฝ่าย “ผู้ใดให้เจ้ามา? ถึงกับมาแสดงบทพี่น้องรักใคร่อันใดต่อหน้าองค์ชายเช่นข้าเชียว ช่างน่ารังเกียจนัก” ลูกไม้เล็กน้อยเท่านี้จะหลอกเขาได้หรือ? พี่น้อง? ในหมู่องค์ชายเหล่านี้มีผู้ใดบ้างที่ไม่หาโอกาสทำร้ายกันและกันจนถึงตาย ตั้งแต่เด็กหวงฝู่อวี้ก็เข้าใจเหตุผลนี้เป็นอย่างดี “อ้อ? หรือจะเป็นเสด็จพี่ใหญ่? เช่นนั้นกลับไปบอกเขาด้วยว่าข้ามิได้ไร้เดียงสา หากมีข้อพิสูจน์ก็ไปบอกให้เสด็จพ่อมาหาข้าเอง บอกให้เจ้ามาแสดงละครอันใดนี่นับเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ของเขาแล้ว”
“ไม่ ไม่ใช่เสด็จพี่ใหญ่ รุ่ยเอ๋อร์…”
ตอนนี้เองมีองครักษ์เดินเข้ามา หวงฝู่อวี้ส่งสายตาครั้งหนึ่ง ผู้เยาว์จึงถูกคุมตัวออกไป “องค์ชายแปด เชิญเสด็จ”
“เสด็จพี่…” เสียงนี้ห่างออกไปเรื่อยๆ
“ทูลองค์ชายรอง องค์ชายสามขอพบพ่ะย่ะค่ะ”
“ให้เขาเข้ามา”
ยามนี้หวงฝู่หลินยืนอยู่เบื้องหน้าหวงฝู่อวี้ด้วยใบหน้าสงสัย “เสด็จพี่เมื่อครู่…เสียงน้องแปดหรือ?” ความจริงบทสนทนาทั้งหมดในห้องหวงฝู่หลินทราบแล้ว เพียงเสแสร้งแสดงให้หวงฝู่อวี้ดูเท่านั้น
“หึ แค่ตัวโง่งมเท่านั้น เรื่องที่ให้เจ้าทำเป็นอย่างไรบ้าง?”