หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 29 ตอนที่ 853 ซื้อน้ำใจคน
เล่มที่ 29 ตอนที่ 853 ซื้อน้ำใจคน
เฟิ่งหลิงสังเกตุเห็นความในใจอันอ่อนไหวของผู้เยาว์ อีกฝ่ายไม่มีแม้กระทั่งความกล้าที่จะเงยหน้ามองตน หากผู้อื่นเห็นท่าทีเช่นนี้ของเขา เกรงว่าคงคิดไปว่าเป็นท่าทางร้อนตัวกระมัง เฟิ่งหลิงแย้มยิ้มอย่างจนใจ ยื่นมือไปวางบนศีรษะเขาเบาๆ “กลับไปเถิด พรุ่งนี้ข้าจะไปตรวจการเรียนเจ้าต่อ”
ในดวงตาของหวงฝู่รุ่ยมีประกายแปลกใจพาดผ่าน อย่างไรก็ตามขณะที่เขายังมิได้ตอบโต้ เฟิ่งหลิงก็หมุนตัวเดินไปยังทิศทางของห้องทรงอักษรแล้ว
เส้นผมบนศีรษะคล้ายยังมีความอบอุ่นจากฝ่ามือเสด็จพี่ใหญ่หลงเหลืออยู่ หวงฝู่รุ่ยมองแผ่นหลังยืดตรงด้วยท่าทีนิ่งงัน นี่หมายความว่า…เขาเชื่อตนเช่นนั้นหรือ?
ภายในห้องทรงอักษร จักรพรรดิเหลียนยังคงรออยู่ กระทั่งบุรุษรูปงามปรากฏตัวจึงค่อยเบนพระพักตร์ขึ้นมอง “หลิงเอ๋อร์ ตำราการทหารเล่มนั้นไปมาอย่างไรกันแน่?”
นั่นมิใช่ตำราที่เขามอบให้หลิงเอ๋อร์ยามที่อีกฝ่ายเพิ่งมาถึงแคว้นเหลียนหรอกหรือ? ด้านในบันทึกกลยุทธ์ค่ายกลทางการทหารที่มักจะนำไปใช้จริงเอาไว้ แตกต่างจากตำรากลยุทธ์ทางการทหารที่ขายอยู่ในเมืองซึ่งดูดีแต่มิอาจใช้จริง เขาถึงกับส่งต่อให้รุ่ยเอ๋อร์เชียวหรือ?
“เพียงแค่ตำราการทหารเล่มหนึ่งเท่านั้น หอตำราของเสด็จพ่อยังมีอีกมากมิใช่หรือ?” เฟิ่งหลิงมีเพียงท่าทีไม่ใส่ใจ จักรพรรดิเหลียนไอออกมาโดยพลัน “เจ้าก็รู้ความหมายของพ่อ”
เจ้าเด็กหน้าเหม็นนี่ถึงกับเล่นลูกไม้ต่อหน้าตนเชียวหรือ ความคิดเล็กน้อยของเขาเคยปิดบังได้เมื่อใดกัน การที่ตนมอบตำราอันหวงแหนเหล่านี้ให้เขาอ่านก็เพื่อสั่งสอนเขาให้กลายเป็นจักรพรรดิที่เหมาะสม แต่ตอนนี้…หรือเขาต้องการสั่งสอนรุ่ยเอ๋อร์ จากนั้นก็ผลักความรับผิดชอบต่อแผ่นดินไปอยู่บนไหล่ของผู้อื่น?
ถึงกับตัดสินใจเอาเองโดยไม่ปรึกษาตนเชียว หากเขากล่าวว่าไม่อยากอยู่ในพระราชวังแห่งนี้ตนจะหยุดเขาได้หรือไร…เมื่อคิดถึงตรงนี้จักรพรรดิเหลียนกลับรู้สึกผิดอยู่บ้าง ก่อนหน้านี้พระองค์เคยคิดว่าหลังจากหาฮองเฮาพระองค์ก่อนพบแล้วจะโยนแผ่นดินนี้ไปให้เฟิ่งหลิงจริงๆ ส่วนตนและสตรีที่รักก็จะอยู่ร่วมกันไม่แยกจาก ทว่าตอนนี้กลับพบว่าเฟิ่งหลิงก็มีความคิดเช่นเดียวกันจึงรู้สึกจนใจอยู่บ้าง จะอย่างไรในหมู่องค์ชายทุกพระองค์ก็ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่จะทำให้พระองค์ส่งต่ออย่างวางพระทัย
ส่วนรุ่ยเอ๋อร์ จะอย่างไรก็ยังเยาว์ ต่อไปนิสัยจะแปรเปลี่ยนไปเช่นไรก็มิอาจทราบ
“มิใช่ว่าเสด็จพ่อเชื่อในตัวน้องแปดจึงทำให้เรื่องใหญ่เป็นเรื่องเล็กหรอกหรือ?” ในเมื่อชื่อในความประพฤติของหวงฝู่รุ่ย เหตุใดต้องใส่ใจว่าตนจะสั่งสอนเขาหรือไม่ เฟิ่งหลิงมีความคิดเช่นนี้
เมื่อกล่าวถึงเรื่องของหาย จักรพรรดิเหลียนจึงมีพระพักตร์เคร่งขรึมลง “พ่อเพียงไม่อยากแหวกหญ้าให้งูตื่นเท่านั้น” พระองค์คิดไม่ถึงจริงๆ หลายปีมานี้พระองค์คอยกำจัดคนที่ไท่ซ่างหวงแอบวางไว้ข้างกายตนมาโดยตลอด ทว่าเรื่องนี้กลับเปิดเผยร่องรอยมากมาย เฉกเช่นองครักษ์ข้างกายพระองค์นั่นอย่างไรเล่า
ห้องทรงอักษรเป็นสถานที่ที่ผู้ไม่เกี่ยวข้องห้ามเข้าออก ยามนี้กระทั่งองค์ชายแปดที่ไร้อำนาจผู้หนึ่งยังสามารถเข้าออกได้ตามใจ เห็นได้ว่าตนดูเบาไท่ซ่างหวงเกินไป
“ตราประทับส่วนตัวที่พ่อวางไว้ในลิ้นชักลับไม่อยู่แล้ว โชคดีที่ตราประทับนั้นเป็นของสำรอง หากหายไปก็ใช้ตราประทับใหม่แทนได้ ต่อให้ผู้อื่นได้ไปก็ไม่มีประโยชน์” จักรพรรดิเหลียนปลายพระเนตรมองชั้นแขวนพู่กันข้างพระหัตถ์ รุ่ยเอ๋อร์ยังเด็ก ยังไม่เคยสัมผัสเรื่องการเมือง จะรู้ถึงคุณค่าของตราประทับได้อย่างไร
ในฐานะที่เป็นองค์ชายผู้มิได้รับความโปรดปราน จักรพรรดิเหลียนเชื่อว่าต่อให้เป็นอวี๋เฟยก็คงไม่สอนเรื่องมากมายให้หวงฝู่รุ่ยเช่นนี้แน่ ในห้องทรงอักษรมีของมากมายที่ดูผิวเผินจำเป็นกับเขามากกว่า เหตุใดจึงมีตราประทับหายไปเล่า? เมื่อคิดถึงคำพูดของหวงฝู่อวี้อีกครั้ง จักรพรรดิเหลียนจึงเข้าใจกระจ่าง
ต่อจากหวงฝู่อี้ อวี้เอ๋อร์คิดจะยื่นมือไปหาพี่น้องคนอื่นแล้วหรือ? หรือว่านี่ก็เป็นเจตนาของไท่ซ่างหวง?
กล่าวเช่นนี้แสดงว่าเสด็จพ่อก็คิดว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับน้องรองหรือ? สำหรับหวงฝู่อวี้ เฟิ่งหลิงไม่อยากวิพากษ์วิจารณ์ให้มากความ ยามปกติเขามิได้สนิทสนมกับหวงฝู่อวี้มากมาย แต่เฟิ่งหลิงยังคงดูออก จากคำพูดและการกระทำของอีกฝ่าย คนผู้นี้เกลียดชังตนเป็นอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม เฟิ่งหลิงคิดว่าไม่จำเป็นต้องไปประจบประแจงผู้อื่น ในเมื่อเลือกเส้นทางแตกต่างกันย่อมไม่อาจร่วมเดินด้วยกัน ทว่าในฐานะที่เป็นพี่น้อง เฟิ่งหลิงไม่อยากให้เขาหลงไปไกลเกินไป
“เพียงแต่ไม่รู้ว่าเขาคิดจะใช้ตราประทับของเจิ้นเช่นไร” ไท่ซ่างหวงย่อมไม่ให้เขาทำเรื่องโง่งมเช่นนี้ออกมาแน่ เห็นได้ว่าหากเป็นหวงฝู่อวี้จริงๆ เช่นนั้นเขาก็โลภในอำนาจเอง อย่างไรก็ตาม จักรพรรดิเหลียนทราบดีว่าตนไม่อาจปล่อยให้เขาสมปรารถนา ตราประทับที่ได้ไปเป็นได้เพียงของประดับเท่านั้น หรือบางที…อาจกลายเป็นบทเรียนดีๆ ก็เป็นได้
…
ภายในตำหนักเดิมของอวี๋เฟย ยามนี้เหลือเพียงองค์ชายหวงฝู่รุ่ยเพียงพระองค์เดียว ตอนแรกฮองเฮาสั่งให้คนถอนตัวนางข้าหลวงส่วนใหญ่ที่นี่ไปแล้ว เหลือไว้เพียงไม่กี่คนเพื่อคอยดูแลหวงฝู่รุ่ย เมื่อเทียบกับตำหนักอื่น ความสงบเงียบมีมากกว่าชัดเจน เมื่อเหยียบย่างเข้าไปพลันรู้สึกราวกับกระทั่งสายลมก็ยังเย็นยะเยือกขึ้นไม่น้อย
ผู้เยาว์นั่งอยู่ในศาลาเพียงลำพัง กำลังพลิกอ่านตำราในมือ รับรู้ได้ถึงแสงอาทิตย์อันอบอุ่นที่สาดส่องไปทั่วทุกสารทิศ หวงฝู่รุ่ยเริ่มไม่อยากอยู่ในห้องนานนัก ไม่ทราบว่าเป็นเพราะความทรงจำอันเจ็บปวดหรือต้องการเปลี่ยนตนเองกันแน่ ดวงตากระจ่างใสเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว หากผู้อื่นสังเกตเห็นอาจพบว่าผู้เยาว์ผู้นี้กำลังเดินก็ผ่านเงามืดเมื่อในอดีตไปช้าๆ
“ถวายพระพรองค์ชายสาม”
บริเวณไม่ไกลมีเสียงดังแว่วมา ในดวงตาของหวงฝู่รุ่ยสั่นไหว เงยหน้าขึ้นมองไปยังบุรุษที่กำลังเดินเข้ามา ในใจรู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง
“เสด็จพี่สาม…”
“เหตุใดจึงมาอ่านตำราอยู่ที่นี่? ลมแรงจะทำให้ไม่สบายได้ง่าย” น้ำเสียงของหวงฝู่หลินเจือไปด้วยความใส่ใจอยู่หลายส่วน ถึงกับยื่นมือมาจับมือเล็กๆ อันเย็นเยียบของหวงฝู่รุ่ย “ดูเถิด เดิมทีสุขภาพเจ้าก็ไม่ดีอยู่แล้ว แล้วเหตุใดข้างกายจึงไม่มีคนปรนนิบัติแม้แต่คนเดียว ไม่ได้ความเลยจริงๆ! เด็กๆ! บ่าวไพร่เหล่านี้นี่ ดูแลองค์ชายแปดกันอย่างไร…”
หวงฝู่หลินมองไปยังนางข้าหลวงที่ยืนอยู่ไกลๆ ด้วยท่าทีเคร่งขรึม ทำให้พวกนางตกใจจนรีบตามเข้ามา หวงฝู่รุ่ยพลันเอ่ยหยุดไว้ “ไม่ เป็นรุ่ยเอ๋อร์ให้พวกนางไปทำเรื่องของตัวเอง…” หากมีคนคอยมองอยู่ด้านข้าง กลับจะทำให้เขาอ่านตำราไม่เข้าหัว
“น้องแปด สำหรับข้าราชบริพารเหล่านี้เจ้าไม่อาจยอมถอยเช่นนี้ได้ มิเช่นนั้นพวกนางจะลืมฐานะของตน ยังไม่รีบนำชาร้อนมาให้องค์ชายแปดอีก หากร่างกายขององค์ชายแปดเป็นอะไรไป จะมาถามเอาความกับพวกเจ้า!”
“บ่าวสมควรตาย บ่าวจะไปเดี๋ยวนี้เพคะ…”
นางข้าหลวงหลายคนกระวนกระวายถอยออกไป หวงฝู่หลินทอดถอนใจเบาๆ “น้องแปดจะพูดง่ายเกินไปแล้ว เช่นนี้จะทำให้ผู้อื่นดูหมิ่นได้ง่าย”
นี่…นี่คือเสด็จพี่สามของเขาหรือ? เหตุใดจึงให้ความรู้สึกแตกต่างจากก่อนหน้านี้มากนัก ในความทรงจำของหวงฝู่รุ่ย เสด็จพี่สามมิใช่คนใส่ใจตนเช่นนี้
“ไม่เกี่ยวกับพวกเขาหรอก เป็นรุ่ยเอ๋อร์อยากอ่านตำราอยู่ที่นี่เงียบๆ เอง” หวงฝู่รุ่ยอธิบายเพื่อนางข้าหลวงเหล่านั้น บนใบหน้าของหวงฝู่หลินเผยรอยยิ้มออกมา “น้องแปดก้าวหน้าเพียงนี้ เสด็จพ่อจะต้องชื่นชมมากเป็นแน่ เมื่อวานทำให้เจ้าได้รับความอยุติธรรมแล้วกระมัง?”
เมื่อวาน?
หวงฝู่หลินนั่งลง “ข้าได้ยินว่าเมื่อวานมีของหายในห้องทรงอักษร เสด็จพ่อเรียกเจ้ากับเสด็จพี่รองเข้าไป ถูกเสด็จพ่อตำหนิมาใช่หรือไม่?”
หวงฝู่รุ่ยสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างอย่างเลือนราง ทว่าเมื่อเห็นท่าทีที่เต็มไปด้วยความใส่ใจของคนเบื้องหน้าจึงลดการป้องกันลง ส่ายหน้าเล็กน้อย “เสด็จพ่อมิได้ตำหนิรุ่ยเอ๋อร์”
“ลำบากเจ้าแล้ว เสด็จพี่รองเป็นคนเช่นไร ข้าย่อมรู้ดีกว่าเจ้า” เรื่องเมื่อวานที่มีองค์ชายสองพระองค์ถูกเรียกเข้าไปในห้องทรงอักษรแพร่ออกไปราวกับไฟลามทุ่ง แม้สุดท้ายจะไม่ได้ผลอันใด แต่หวงฝู่หลินกลับสัมผัสได้ถึงเบาะแสบางอย่าง เสด็จพ่อกล่าวว่าทำพู่กันหายไป นี่จะเป็นไปได้หรือ ถึงกับเรียกองค์ชายสองพระองค์เข้าไปสอบสวนเชียว? อย่างไรก็ตาม หวงฝู่หลินรู้ว่าตนไม่อาจได้ข้อมูลอันใดจากหวงฝู่อวี้แน่นอน
เขาย่อมไม่เชื่อว่าหวงฝู่รุ่ยจะมีความกล้าไปขโมยของ ต่อให้มี เขาก็ไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะเข้าไปในห้องทรงอักษรเป็นแน่ ทุกสิ่งทุกอย่างกล่าวได้เพียงว่าเป็นการจัดเตรียมของหวงฝู่อวี้ เชื่อว่าอีกฝ่ายคงต้องการใช้ตัวตายตัวแทนมารับความผิดของตนกระมัง เพียงแต่สิ่งที่หวงฝู่หลินอยากรู้เป็นอย่างยิ่งก็คือ ตกลงเสด็จพ่อทำสิ่งใดหายไปกันแน่ เสด็จพี่รองได้ของสิ่งใดไป มีประโยชน์อันใด นี่เป็นเจตนาของพระอัยกาหรือ?
“น้องแปด ความจริงวันนั้นเป็นเสด็จพี่รองนัดเจ้าไปถวายพระพรเสด็จพ่อด้วยกันกระมัง น้องแปดไม่สงสัยหรือ?”
เมื่อกล่าวถึงเรื่องวันนั้น หวงฝู่รุ่ยกลับก้มหน้าลงช้าๆ “…เรื่องที่ผ่านไปแล้วรุ่ยเอ๋อร์จำไม่ได้…”
เมื่อเห็นท่าทีเช่นนี้ของเขา หวงฝู่หลินอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว น้องแปดอ่อนแอถึงเพียงนี้เชียวหรือ? ลำบากตนแล้วที่วันนี้ต้องจงใจแสดงเป็นเสด็จพี่ที่เข้าอกเข้าใจเขา ทั้งหมดเพื่อต้องการได้ข้อมูลอะไรบางอย่างจากเขา “น้องแปดไม่รู้สึกอยุติธรรมหรือไร? เสด็จพี่รองใส่ร้ายเจ้าอย่างเห็นได้ชัด”
เมื่อกล่าวมาเช่นนี้ หวงฝู่รุ่ยยิ่งก้มหัวต่ำลง ทั้งยังเงียบงันยิ่งขึ้น
“น้องแปดรู้หรือไม่ว่าเสด็จพ่อทำสิ่งใดหายไปกันแน่?”
“…เสด็จพ่อทรงตรัสว่าเป็นพู่กันล้ำค่าด้ามหนึ่ง…”
“เจ้าเชื่อหรือ? ข้าไม่เชื่อ พู่กันด้ามหนึ่งควรค่าให้เสด็จพี่รองเสี่ยงอันตรายมากมายเพียงนั้นเชียวหรือ?” หวงฝู่หลินคิดว่าอีกฝ่ายกำลังปิดบังตน หรือเป็นเพราะเขาหวาดกลัวอำนาจของหวงฝู่อวี้ กังวลว่าจะถูกแก้แค้น? “น้องแปด หากเจ้ารู้ว่าของที่เสด็จพ่อทำหายคือของสำคัญระดับใด ย่อมสมควรกล่าวความจริงออกมาให้ชัดเจน ขอเพียงอธิบายให้ดี เสด็จพ่อย่อมเชื่อเจ้าเป็นแน่ นอกจากนั้นยังมีเสด็จพี่ใหญ่คอยสนับสนุนเจ้าอยู่ด้วย”
สิ่งที่เขาต้องการกล่าวก็คือ ไม่ต้องหวาดกลัวหวงฝู่อวี้ ทุกคนล้วนทราบดีว่าเสด็จพี่ใหญ่ดูแลใส่ใจน้องแปดผู้นี้เป็นอย่างยิ่ง หากมีเรื่องเหนือคาด เสด็จพี่ใหญ่ย่อมสนับสนุนเขา
“ข้าจะ…รบกวนเสด็จพี่ใหญ่มากมายได้อย่างไร เป็นเพียงความเข้าใจผิดเท่านั้น…”
“น้องแปด” หวงฝู่หลินก้มหน้าลงมองสีหน้าของเขา “พี่สามอยากช่วยเจ้า ตอนนี้น้องห้าไม่อยู่แล้ว พี่สามอยากทำอะไรให้เจ้าบ้าง”
หวงฝู่หลินทราบดีว่าสิ่งที่หวงฝู่รุ่ยต้องการที่สุดในยามนี้คืออะไร นั่นก็คือที่พึ่งพิง หากคิดจะอยู่ในพระราชวังแห่งนี้ต่อไปจำเป็นต้องหาต้นไม้สูงที่สามารถพึ่งพาได้ เฉกเช่นเดียวกับตน ขอเพียงแสดงท่าทีใส่ใจประหนึ่งพี่น้องต่อองค์ชายอ่อนแอผู้นี้ดีๆ คงควบคุมได้ง่าย มิใช่ว่าเสด็จพี่ใหญ่ก็ทำเช่นนี้หรือ?
หวงฝู่หลินคิดว่าความสัมพันธ์ที่เฟิ่งหลิงมีต่อหวงฝู่รุ่ยเป็นเพียงการใช้ประโยชน์เท่านั้น มิเช่นนั้นด้วยฐานะของเขา เหตุใดต้องสนใจเรื่องขององค์ชายที่มิได้รับความโปรดปรานด้วย เขาอยากให้หวงฝู่รุ่ยทำงานแทนเขาหรือรวบรวมข้อมูลแทนเขา หากนำหวงฝู่รุ่ยมาใช้งานได้ ย่อมเท่ากับสามารถวางหมากไว้ข้างกายเสด็จพี่ใหญ่ได้ตัวหนึ่ง
เรื่องการซื้อน้ำใจคนเช่นนี้ หวงฝู่หลินเชื่อมั่นในตนเองมากจริงๆ