หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 29 ตอนที่ 852 ความเด็ดเดี่ยวของเขา
เล่มที่ 29 ตอนที่ 852 ความเด็ดเดี่ยวของเขา
แม้ยามฝันหวงฝู่รุ่ยก็คิดไม่ถึง ตนมิได้พูดคุยสนทนากับเสด็จพ่อนานแล้ว เมื่อพบกันอีกครั้งกลับอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ ต่อให้เขายังเด็กก็แยกแยะได้ว่าในห้องทรงอักษรมีบรรยากาศที่แตกต่างไปจากเดิม
หวงฝู่รุ่ยมองไปยังใบหน้าที่ทำให้ผู้คนต้องเคารพนอบน้อม ลอบประเมินอยู่ในใจ แต่ภายนอกยังคงแสดงออกอย่างเหมาะสม “เสด็จพ่อ นี่…”
“เช่นนั้นเจ้าได้หยิบจับสิ่งใดหรือไม่?”
เมื่อคำนี้ถูกกล่าวออกมา หวงฝู่รุ่ยพลันแข็งทื่อไปทั้งร่าง ในใจจักรพรรดิเหลียนสั่นไหว หรือจะเป็นเขาจริงๆ?
“น้องแปด ที่เสด็จพ่อถามก็คือเจ้าได้หยิบของสิ่งใดออกไปจากห้องทรงอักษรหรือไม่” เฟิ่งหลิงเดินมาข้างกายหวงฝู่รุ่ย ก้มตัวลงกล่าวซ้ำอีกครั้ง ในที่สุดอีกฝ่ายก็เข้าใจ รีบส่ายหน้าโดยพลัน “ลูกไม่ได้หยิบไป”
จักรพรรดิเหลียนขมวดขนง เจ้าเด็กนี่กำลังปกป้องรุ่ยเอ๋อร์หรือ? นี่มิใช่ว่าทำให้ตนลำบากใจหรือไร ถ้าเป็นรุ่ยเอ๋อร์หยิบไปจริงๆ จะจัดการอย่างยุติธรรมได้อย่างไรเล่า
หวงฝู่รุ่ยหยิบตำราทางการทหารเล่มนั้นออกมาจากอกเสื้อ “เมื่อวานรุ่ยเอ๋อร์อยากมาถวายพระพรเสด็จพ่อและพูดคุยเกี่ยวกับตำราทางการทหารเล่มนี้กับเสด็จพ่อ…”
ที่แท้ก็เป็นตำราทางการทหารนี่เอง…จักรพรรดิเหลียนถอนอัสสาสะเบาๆ เด็กคนนี้ถึงวัยศึกษากลยุทธ์ทางการทหารแล้วหรือ? ไม่ถูกสิ ตำราทางการทหารเล่มนั้นมิใช่…จักรพรรดิเหลียนเงยพระพักตร์ขึ้น ทอดพระเนตรไปทางเฟิ่งหลิงที่ยืนอยู่ข้างกายหวงฝู่รุ่ย ความลึกล้ำในดวงตาเช่นนั้นมีเพียงพวกเขาพ่อลูกที่จะเข้าใจ
“องค์ชายรองเสด็จ!” ด้านนอกมีเสียงรายงานดังขึ้น บุรุษร่างกายเหยียดตรงดูสง่าถูกพาเข้ามา “ลูกถวายพระพรเสด็จพ่อ”
หวงฝู่อวี้ไม่สนใจรอบด้าน พยายามสงบความตื่นเต้นในใจ ทว่าบนใบหน้ากลับนิ่งเรียบ
จักรพรรดิเหลียนทำเพียงตอบรับเสียงเรียบ “เมื่อวานห้องทรงอักษรของเจิ้นมีของหาย ไม่รู้ว่าพวกเจ้ามีสิ่งใดจะพูดกับเจิ้นหรือไม่?”
ทั้งสองเผยท่าทีแปลกใจออกมาพร้อมกัน ทว่าเป็นหวงฝู่อวี้ที่มองไปทางหวงฝู่รุ่ยโดยพลัน สายตาเช่นนั้นราวกับกำลังบอกทุกคนว่าหวงฝู่รุ่ยเป็นผู้กระทำผิด “เสด็จพ่อ นี่เป็นเรื่องจริงหรือ? แต่มิใช่ว่านอกห้องทรงอักษรมีองครักษ์เฝ้าอยู่หรือไร เหตุใดจึงมีของหายไปได้?”
จักรพรรดิเหลียนทอดพระเนตรไปยังหวงฝู่อวี้ที่แสดงอารมณ์โกรธเกรี้ยวออกมาชัดเจน “จากคำรายงานขององครักษ์ เมื่อวานมีเพียงพวกเจ้าสองคนมายังห้องทรงอักษร”
“อะไรนะ? กล่าวเช่นนี้…น้องแปด เหตุใดเจ้าจึงทำเช่นนี้!” หวงฝู่อวี้มีสีหน้ายากจะเชื่อ ส่วนผู้เยาว์ที่อยู่ตรงข้ามกลับหันมาด้วยท่าทีตื่นตะลึง “ไม่ มิใช่รุ่ยเอ๋อร์…”
อย่างไรก็ตามหวงฝู่อวี้กลับไม่คิดให้โอกาสอีกฝ่ายอธิบาย “มิน่าเล่า จู่ๆ เมื่อวานเจ้าจึงมาหาข้ากะทันหัน กล่าวว่าจะไปถวายพระพรเสด็จพ่อด้วยกัน คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะมีความคิดเช่นนี้!”
“นี่…มิใช่ว่าเป็นเสด็จพี่…” หวงฝู่รุ่ยคิดไม่ถึงว่าเสด็จพี่รองจะกล่าวเช่นนี้จึงเอ่ยปากโดยไม่รู้ตัว แต่กลับได้รับรอยยิ้มดูแคลนจากอีกฝ่าย “ทำไม หรือเจ้าอยากกล่าวว่าเป็นข้าไปหาเจ้า? เจ้าคิดว่าเสด็จพ่อจะเชื่อคำพูดโกหกไร้มูลความจริงเช่นนี้หรือ? เจ้าควรทราบ ข้ามิลืมว่าเมื่อวานเสด็จพ่อมีประชุมสำคัญ! แต่เจ้ากล่าวว่าเห็นเสด็จพ่อกลับมาแล้วข้าจึงเชื่อเจ้า อีกอย่าง ยามที่ข้ามายังห้องทรงอักษรเจ้าก็ไปแล้ว เห็นได้ชัดว่าเจ้าหลอกข้า!”
ฝูกงกงที่อยู่ด้านข้างนับว่าฟังเบาะแสออกแล้ว ที่แท้องค์ชายแปดโกหก มิน่าเล่าเมื่อวานองค์ชายรองจึงได้ปรากฏตัว เมื่อดูเช่นนี้ องค์ชายแปดคงมีแผนการนานแล้ว
“ไม่ รุ่ยเอ๋อร์ไม่ได้…”
อย่างไรก็ตาม หวงฝู่อวี้ในยามนี้กลับใช้สายตาที่ราวกับมองหัวขโมยมองไปยังผู้เยาว์ มีเพียงหวงฝู่รุ่ยที่พบเห็นความคุ้นเคยหาใดเปรียบในนั้น
นั่นคือความรู้สึกถูกข่มขู่ เขาเคยเห็นมันในดวงตาหมู่เฟยของตนนับครั้งไม่ถ้วน ต้องทราบว่าเสด็จพี่ห้าหวงฝู่เซียวไม่เคยทำผิดมาก่อน เมื่อหวงฝู่รุ่ยรู้ว่ามีคนสงสัยไปถึงตัวหวงฝู่เซียว อวี๋เฟยจะใช้สายตาเช่นนี้มากล่าวเตือนไม่ให้เขาพูดจาเหลวไหลอันใด บางครั้งยังต้องการให้หวงฝู่รุ่ยยอมรับผิดด้วยตนเองเพียงเพราะเขาเป็นองค์ชายเยาว์วัยและร่างกายอ่อนแอ ดังนั้นผู้อื่นย่อมตำหนิเขาน้อยกว่า จะอย่างไรก็ไม่มีผู้ใดคิดเล็กคิดน้อยกับคนใกล้ตายใช่หรือไม่?
“น้องแปด เจ้าทำให้ผู้อื่นผิดหวังจริงๆ ข้ายังคิดว่าหากไม่มีผลกระทบจากอวี๋เฟยแล้วเจ้าจะไม่เดินทางชั่วร้ายเสียอีก อีกคิดไม่ถึงว่าเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว เจ้าจะกล้าขโมยของในห้องทรงอักษรด้วย!” หวงฝู่อวี้กล่าวเรื่องอวี๋เฟยออกมาโดยตรง ราวกับต้องการย้ำเตือนทุกคนว่าอวี๋เฟยเป็นคนเช่นไร ย่อมต้องคลอดองค์ชายเช่นนั้นออกมา
ผู้เยาว์ร่างผอมแห้งค่อยๆ ก้มหน้า ลงมือที่อยู่ในแขนเสื้อกำแน่น สั่นระริกเล็กน้อย ในใจของเขาเจ็บปวดยิ่ง มิใช่เพียงเพราะบาดแผลที่ถูกซ่อนเอาไว้ตลอดถูกขุดออกมาอีกครั้งเท่านั้น แต่เป็นเพราะความเป็นพี่น้องที่เขาวาดฝันพังทลายลงอีกด้วย
เหตุใดเสด็จพี่รองจึงต้องใส่ร้ายตน? ทั้งๆ ที่เมื่อวานเขากล่าวว่าต้องการมาถวายพระพรเสด็จพ่อด้วยกันแท้ๆ หวงฝู่รุ่ยมิใช่คนโง่งม เข้าใจกระจ่างแล้วว่าเรื่องนี้ต้องเกี่ยวข้องกับหวงฝู่อวี้เป็นแน่ ทว่าเขายังจะกล่าวอะไรได้อีก เสด็จพี่รองยอดเยี่ยมปานนั้น ส่วนตน…เป็นองค์ชายที่มีความผิดติดตัว
เฟิ่งหลิงมองท่าทางอดกลั้นของผู้เยาว์ หากถูกลงโทษจริงๆ เกรงว่าคงไม่ง่ายที่น้องแปดจะเรียกความเชื่อใจกลับมา และอาจพังทลายไปในพริบตาก็เป็นได้
กำลังคิดจะเอ่ยปาก ไม่นึกว่าหวงฝู่อวี้กลับชิงพูดขึ้นก่อน
“เสด็จพ่อ แม้น้องแปดจะกระทำความผิด แต่อย่างไรก็อายุยังน้อย ลงโทษสถานเบาแล้วค่อยสั่งให้เขานำของออกมาเถิด เชื่อว่าวันหน้าคงไม่กล้ากระทำผิดอีก” หวงฝู่อวี้คิดว่าเวลาเช่นนี้สมควรกระทำตัวเป็นคนดีเสียหน่อย แม้ของจะไม่ได้อยู่ในมือหวงฝู่รุ่ย แต่หากเขานำออกมาไม่ได้ย่อมเท่ากับกระทำผิดแต่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง มีโทษเพิ่มขึ้นอีกระดับ เชื่อว่าจุดจบคงไม่อาจดีไปได้ จะโทษผู้ใดได้เล่า? หากจะโทษก็โทษที่ตัวเองโง่งมเถิด
จักรพรรดิเหลียนเก็บทุกสิ่งทุกอย่างเบื้องหน้าเอาไว้ในพระเนตร องค์ชายผู้กำลังเชิดหน้าอย่างมั่นใจเหยียดตามองหวงฝู่รุ่ยที่อยู่ด้านข้างราวกับมั่นใจแล้วว่าอีกฝ่ายเป็นผู้กระทำผิด ท่าทางวางมาดใหญ่โตเพื่อตบตาผู้อื่นเช่นนี้ทำให้พระองค์เข้าใจกระจ่างนานแล้ว
“อวี้เอ๋อร์ เจิ้นบอกเมื่อใดว่าพวกเจ้าขโมยของ?”
อะไรนะ? ทุกคนมองไปยังจักรพรรดิที่อยู่หน้าโต๊ะทรงอักษรด้วยท่าทีแปลกใจ หวงฝู่อวี้ก็ตื่นตะลึงยิ่งนัก เขาเงยหน้าสบตาจักรพรรดิเหลียน แต่กลับพบว่าในดวงเนตรของอีกฝ่ายกระจ่างใส ทั้งยังมีความเคร่งขรึมเล็กน้อย
“องครักษ์รายงานว่าพวกเจ้าสองคนเคยมาที่ห้องทรงอักษร ดังนั้นพ่อจึงอยากถามพวกเจ้าเสียหน่อยว่าเห็นคนน่าสงสัยหรือไม่”
เพียงเท่านี้หรือ? บนใบหน้าหวงฝู่อวี้เจือไปด้วยความกระอักกระอ่วน เขาเตรียมตัวไว้ดีแล้ว เมื่อเสด็จพ่อมีการเคลื่อนไหวจะต้องผลักทุกสิ่งทุกอย่างไปไว้บนร่างของหวงฝู่รุ่ย แต่ว่า…เสด็จพ่อมิสงสัยพวกเขาหรือ?
“รุ่ยเอ๋อร์ เจ้าเห็นคนน่าสงสัยหรือไม่?” ความจริงคำพูดนี้เมื่อฟังดูแล้วกลับมีความสะท้อนใจเจืออยู่ จักรพรรดิเหลียนราวกับต้องการให้โอกาสองค์ชายแปดอธิบาย
ทว่าจู่ๆ ผู้เยาว์กลับแปรเปลี่ยนไปเงียบงันหาใดเปรียบ กระทั่งการปฎิเสธเฉกเช่นเมื่อครู่นี้ก็ไม่มี เขาทำเพียงก้มหน้าหลุบตา ราวกับทำของสำคัญบางอย่างหายไป “ลูก…ไม่เห็นพ่ะย่ะค่ะ” ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด ท่าทางคล้ายยอมรับโดยดุษฎีเช่นนี้ของเขากลับทำให้ผู้อื่นคิดว่าน่าสงสัยยิ่งขึ้น
หวงฝู่อวี้เห็นว่าเสด็จพ่อคล้ายไม่คิดลงโทษหวงฝู่รุ่ย ในใจพลันรู้สึกสงสัยยิ่งนัก สถานการณ์เช่นนี้ควรทำให้เขารับสารภาพก่อนแล้วบีบบังคับให้นำของออกมามิใช่หรือ? เสด็จพ่อไม่ควรยอมปล่อยวางโดยไม่ตรวจสอบเด็ดขาด! ไม่ จะปล่อยให้หวงฝู่รุ่ยหนีไปเช่นนี้ไม่ได้ จะอย่างไรก็ต้องทำให้เขากลายเป็นแพะรับบาปให้เร็วเสียหน่อย มิฉะนั้นภายหลังหากเสด็จพ่อตรวจสอบอีกครั้ง คนแรกที่จะถูกสงสัยก็คือตน
“เสด็จพ่อ ลูกคิดว่าเรื่องนี้น้องแปดมิอาจหลีกหนีความรับผิดชอบได้เด็ดขาด ทุกคนในวังล้วนทราบดีว่าเมื่อวานเสด็จพ่อมีราชกิจจ์ แต่น้องแปดกลับเลือกมาถวายพระพรเสด็จพ่อเมื่อวาน ย่อมทำให้ผู้อื่นจำเป็นต้องสงสัย ยิ่งไปกว่านั้นลูกมีเหตุผลให้เชื่อว่าน้องแปดลากลูกมากเกี่ยวพันเพราะต้องการให้ลูกแบกรับความผิดที่เขาก่อ! หากเรื่องนี้แพร่ออกไปจะต้องทำให้เกิดเรื่องไม่ดีมากขึ้นเป็นแน่ ในฐานะที่เป็นองค์ชายกลับกล้าก่อความผิด นับเป็นการท้าทายอำนาจของเสด็จพ่อ ขอเสด็จพ่อโปรดอย่าได้ละเว้น!”
สิ่งที่หวงฝู่อวี้ไม่อาจปฏิเสธก็คือ การที่เขาเพ่งเล็งหวงฝู่รุ่ยเช่นนี้ยังมีอีกสาเหตุหนึ่ง นั่นก็คือองค์ชายใหญ่ที่ยืนอยู่ข้างกายหวงฝู่รุ่ยในยามนี้
ดูจากท่าทางแล้ว องค์ชายใหญ่และองค์ชายแปดคล้ายมีความสัมพันธ์ไม่เลวต่อกัน คนที่เขาต้องการปกป้อง หวงฝู่อวี้ยิ่งอยากทำลาย
จักรพรรดิเหลียนหลุบดวงเนตรลงเล็กน้อยทำให้ผู้อื่นมองท่าทีของพระองค์ในยามนี้ไม่ชัดเจน ส่วนหวงฝู่อวี้กลับยืดอกยืดเอว ท่าทางราวกับต้องการผดุงความยุติธรรม
“ที่แท้ก็อยู่ที่นี่”
อะไรนะ…
ทุกคนเห็นว่าจักรพรรดิเหลียนก้มตัวลงหยิบอะไรบางอย่างขึ้นมาจากพื้นก่อนจะวางลงบนโต๊ะจนเกิดเสียงดังแกรก “ที่แท้หล่นอยู่มุมโต๊ะนี้เอง ทำให้เป็นเรื่องน่าขันแล้วจริงๆ” บนพระพักตร์เผยรอยสรวลผ่อนคลาย ส่งสัญญาณครั้งหนึ่งให้องครักษ์ทั้งหมดถอยออกไป
“ช่างเถิด เพียงแค่ทำพู่กันจากขนหมาป่าหายไปด้ามหนึ่ง ไม่คิดว่าเป็นพ่อที่เลอะเลือนไปเอง พวกเจ้าถอยไปเถิด”
ทั้งๆ ที่เมื่อครู่ยังมีท่าทีเคร่งเครียดหาใดเปรียบ ยามนี้กลับกล่าวว่าทำพู่กันหายไปด้ามหนึ่งเท่านั้นหรือ? นี่…จะทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่เกินไปหรือไม่! แต่สิ่งที่ทำให้หวงฝู่อวี้ไม่เข้าใจก็คือ ทั้งๆ ที่ทำตราประทับส่วนพระองค์อันสำคัญยิ่งหายไป เหตุใดเสด็จพ่อถึงได้…หรือจะกล่าวว่ายามนี้เสด็จพ่อยังไม่รู้ว่าตราประทับส่วนพระองค์ไม่อยู่แล้ว?
หวงฝู่อวี้รู้สึกสมองเต็มไปด้วยความสับสน อย่างไรก็ตามที่มีมากกว่าคือความไม่สงบที่กำลังเต้นระรัว เขาคิดกระทั่งว่าวันนี้เสด็จพ่อจงใจเรียกพวกเขามา เพียงแต่ตอนนี้ประโยคใดจริงประโยคใดเท็จเขากลับไม่อาจแยกแยะโดยสิ้นเชิง หากพรุ่งนี้เสด็จพ่อพบว่าตราประทับไม่อยู่แล้วยังจะเชื่อคำพูดของตนหรือไม่?
เมื่อพบว่าทุกคนมีท่าทีคล้ายยังมิอาจตอบโต้ จักรพรรดิเหลียนจึงเลิกขนงขึ้นเล็กน้อย “ทำไม เจิ้นได้ของกลับมาแล้ว พวกเจ้าไม่ดีใจหรือ?”
“…ไม่ มิใช่…”
“เอาล่ะ เจิ้นล้าแล้ว พวกเจ้าถอยไปเถิด” ในยามที่พระองค์ตรัสคำนี้ยังปลายพระเนตรไปทางเฟิ่งหลิงเล็กน้อย
หวงฝู่อวี้รู้สึกไม่ยินยอมพร้อมใจอยู่บ้าง แต่อย่างไรเรื่องก็มาถึงขั้นนี้แล้ว ไม่มีที่ให้เขาพูดจามากความอีก “ลูกทูลลาพ่ะย่ะค่ะ” ส่วนหวงฝู่รุ่ยก็ขยับเล็กน้อย ในใจมิอาจผ่อนคลายเช่นกัน
บนระเบียงทางเดิน เฟิ่งหลิงมองหวงฝู่รุ่ยที่รักษาระยะห่างจากตน “รุ่ยเอ๋อร์ เมื่อครู่เจ้าดูคล้ายมีบางอย่างต้องการพูดใช่หรือไม่” สิ่งที่เขาอยากรู้ก็คือเหตุใดหวงฝู่รุ่ยจึงไม่บอกความจริงให้ทุกคนทราบอย่างชัดเจน เขาจะต้องปิดบังอันใดอยู่เป็นแน่ บางทีหวงฝู่อวี้อาจมั่นใจว่าเขามิอาจพูดหรือไม่กล้าพูด จึงใช้คำพูดชี้นำตำหนิอีกฝ่ายเช่นนี้
ผู้เยาว์ค่อยๆ หยุดฝีเท้าลง เสียงไม่มั่นใจดังแว่วมา “เสด็จพี่ใหญ่…เชื่อรุ่ยเอ๋อร์หรือ?” เมื่อครู่เสด็จพี่ใหญ่จะสงสัยเขาบ้างหรือไม่? จะเป็นเหมือนผู้อื่นที่คิดว่าตนขโมยของของเสด็จพ่อหรือไม่
หวงฝู่รุ่ยไม่เข้าใจว่าเหตุใดจู่ๆ ตนจึงได้ถามเช่นนี้ ยามนี้กลับรู้สึกเสียใจบ้างแล้ว เนื่องจากเขากลัวจะได้ยินคำตอบของเฟิ่งหลิง กลัวว่าเสด็จพี่ใหญ่ที่ตนชอบจะพูดความคิดเช่นนั้นออกมา
ในหมู่เสด็จพี่ทั้งหลายมีเพียงเสด็จพี่ใหญ่ที่ใช้สายตาปกติมองตน เขาไม่อยากให้เสด็จพี่ใหญ่ผิดหวังเลยจริงๆ ส่วนตัวเขา ย่อมมีความเด็ดเดี่ยวของตนเช่นกัน