หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 29 ตอนที่ 851 ขโมยตราประทับ
เล่มที่ 29 ตอนที่ 851 ขโมยตราประทับ
บนระเบียงทางเดิน ฝีเท้าของผู้เยาว์เบาลงเรื่อยๆ เขากอดตำราทางการทหารที่อยู่ในอกเสื้อจนแน่น นี่คือตำราที่เสด็จพี่ใหญ่ให้เขายืมอ่าน หากมิใช่ว่าคราวนี้ได้พบกับเสด็จพี่รอง เขาคงลืมไปแล้วว่าตนมิได้ไปถวายพระพรเสด็จพ่อนานเพียงใดแล้ว
เนื่องจากเขามีร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เด็กจึงออกมานอกตำหนักน้อยครั้ง ดังนั้นจึงไม่เคยมีผู้ใดสนใจว่าเขาจะปฏิบัติตามมารยาทและกฎเกณฑ์ในวังเหล่านี้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม สำหรับหวงฝู่รุ่ย นี่เป็นประสบการณ์อันน่าหวงแหนอย่างหนึ่ง
ในตอนที่รู้ว่าหมู่เฟยของตนทำเรื่องโหดร้ายเช่นนั้นออกมา หวงฝู่รุ่ยก็ไม่คิดเคียดแค้นชิงชัง สำหรับจักรพรรดิเหลียนเขายิ่งมีความหวัง หวังว่าจะได้รับสิ่งที่ขาดแคลนมาโดยตลอดจากเสด็จพ่อ นั่นคือความรักความใส่ใจ แม้หวงฝู่รุ่ยจะรู้ดีว่าในหมู่องค์ชายทุกพระองค์ตนต่ำต้อยที่สุด ต่ำต้อยจนเสด็จพ่ออาจไม่เหลือบแลให้มากแม้เพียงสายตา แต่เขายังคงมีความหวัง
ผู้เยาว์ค่อยๆ หยุดฝีเท้าลง เขาก้มหน้ามองลักษณะของตนในวันนี้ ยังนับว่าดูได้ หากตนกล่าวเรื่องตำราทางการทหารที่อ่านในระยะนี้กับเสด็จพ่อ ไม่ทราบว่าเสด็จพ่อจะคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยจนไม่อยากสนทนากับเขาให้มากความหรือไม่? หวงฝู่รุ่ยกลัวยิ่งนัก เขาไม่ได้พบเสด็จพ่อมานาน อาจทำให้สองพ่อลูกกระอักกระอ่วนจนไม่มีหัวข้อสนทนาอันใดก็เป็นได้
ไม่ เป็นไปไม่ได้ เสด็จพ่อทรงโปรดปรานเสด็จพี่ใหญ่ปานนั้น ตำราที่เสด็จพี่ใหญ่ชอบอ่าน เสด็จพ่อจะต้องสนพระทัยเป็นแน่ เมื่อคิดถึงตรงนี้ หวงฝู่รุ่ยก็กอดตำราทางการทหารในอกแน่น ก้าวเดินออกไปอีกครั้ง
ขันทีที่อยู่นอกห้องทรงอักษรเห็นเงาร่างของผู้เยาว์ค่อยๆ เดินเข้ามาพลันต้องรู้สึกแปลกใจ “องค์ชายแปด?”
“ฝูกงกง ข้ามาถวายพระพรเสด็จพ่อ”
บนใบหน้าอันขาวซีดชัดเจนของหวงฝู่รุ่ยปรากฏรอยยิ้มเขินอาย อย่างไรก็ตามขันทีผู้นั้นกลับเอ่ยอย่างเสียดาย “วันนี้ฝ่าบาทต้องไปพบขุนนางคนสำคัญ เกรงว่ายามเย็นจึงจะเสด็จกลับ องค์ชายไม่ทราบหรือ?”
ในทุกเดือนล้วนมีวันหนึ่งที่ขุนนางคนสำคัญของราชสำนักต้องเข้าวังมารายงานเรื่องการเมืองกับจักรพรรดิเหลียนหลังเลิกประชุมเช้า องค์ชายแปดที่จมดิ่งไปกับความเรียบง่ายย่อมไม่ทราบเป็นธรรมดา
“ชะ เช่นนั้นหรือ? ข้า…เช่นนั้นนข้าจะรอเสียหน่อย”
รอ? ในดวงตาของขันทีมีความแปลกใจเล็กน้อย ทอดมองผู้เยาว์ที่ไปยืนพิงรั้วไม้ด้านข้าง ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งที่แปลกประหลาดก็คือเหตุใดข้างกายองค์ชายแปดจึงไม่มีข้าราชบริพารคอยติดตาม? “องค์ชายแปด อย่างเร็วฝ่าบาทจะเสด็จกลับมายามเย็น มิสู้องค์ชายเสด็จกลับตำหนักไปก่อนเป็นอย่างไร พรุ่งนี้ค่อยมาถวายพระพรก็ยังมิสาย”
ตอนนี้เองมีขันทีน้อยผู้หนึ่งวิ่งเข้ามาด้วยท่าทีร้อนรน กล่าวอะไรบางอย่างข้างหูฝูกงกง
“โธ่! เจ้าตัวเลอะเลือน เหตุใดจึงผิดพลาดเช่นนี้! เร็ว รีบพาข้าไป…”
ทั้งสองคล้ายจะลืมหวงฝู่รุ่ยที่อยู่ด้านข้างไปแล้ว พากันเดินหายไปในมุมหนึ่ง
นอกห้องทรงอักษรเงียบงันเป็นพิเศษ หวงฝู่รุ่ยมองดูใบหน้าเย็นชาไร้อารมณ์แต่ละใบหน้าที่อยู่ด้านนอก ไม่ทราบว่าเหตุใดจึงรู้สึกสนิทสนมเสียได้ ต้องทราบว่าในตำหนักของเขาไม่มีองครักษ์มากมายคอยเฝ้าเช่นนี้ ดูเย็นยะเยือกยิ่งนัก แต่สถานที่ที่มีคนมาก นอกจากจะทำให้หวงฝู่รุ่ยรู้สึกเขินอายแล้วกลับทำให้รู้สึกอบอุ่นมากกว่า ราวกับความรู้สึกที่ตนถูกละทิ้งเริ่มห่างไกลออกไป
ในห้องทรงอักษรมีเสียงดังแว่วมาระลอกหนึ่ง หวงฝู่รุ่ยลุกขึ้นยืนโดยพลัน ขันทีผู้นั้นกล่าวว่าเสด็จพ่อมิได้ประทับอยู่ด้านในมิใช่หรือ? เหตุใดจึงมีการเคลื่อนไหว…
เขาค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้ มองไปยังองครักษ์ที่เฝ้าอยู่ไม่ไกลอีกครั้ง ราวกับไม่มีใครสนใจเขาอย่างไรอย่างนั้น ด้านในเกิดเสียงแว่วมาอีกครั้ง เขาจึงผลักประตูเดินเข้าไป
“เมี้ยว…”
พบว่ามีแมวลายตัวหนึ่งกระโดดลงบนโต๊ะทรงอักษร บริเวณหน้าต่างมีแจกันล้มอยู่
“ไป ไป…” หวงฝู่รุ่ยกลัวว่าแมวลายตัวนี้จะทำลายฎีกาสำคัญของจักรพรรดิเหลียนจึงเดินเข้าไปไล่เสียงเบา
ลูกแมวซุกซนกระโดดออกไปทางหน้าต่างโดยพลัน หวงฝู่รุ่ยทอดถอนใจเบาๆ แล้วจึงปิดหน้าต่าง เก็บของที่ถูกทำเละเทะไปไว้ที่เดิมก่อนจะถอยออกไปอย่างเงียบงัน ยามนี้เอง ฝูกงกงที่ย้อนกลับมาแล้วปะทะกับผู้เยาว์ที่ออกมาจากด้านในพอดี “อา องค์ชายแปด พระองค์เข้าไปได้อย่างไร…”
ต้องทราบว่าห้องทรงอักษรนั้นผู้ไม่เกี่ยวข้องไม่อาจเข้าออกได้ตามใจ แม้จะเป็นองค์ชายก็ตาม จะอย่างไรก็ไม่มีอำนาจ หากเกิดเรื่องอันใดย่อมไม่มีคนรับผิดชอบแทนเขาได้ สุดท้ายผู้ที่จะถูกลากเข้าไปพัวพันก็มีเพียงบ่าวไพร่อย่างพวกเขา
“ข้างในมีแมวลายกระโดดเข้าไปตัวหนึ่ง ข้ากลัวว่ามันจะทำเละเทะจึงเข้าไปไล่มัน…” หวงฝู่รุ่ยอธิบายด้วยท่าทีบริสุทธิ์ไร้เดียงสา
เมื่อพิศมองใบหน้าเล็กๆ อันบริสุทธิ์ไร้เดียงสา พบว่าดูไม่เหมือนกำลังโกหก ฝูงกงทอดถอนใจเบาๆ “งานหยาบกร้านเช่นนี้จะให้องค์ชายทำได้อย่างไร?” ฝูกงกงเงยหน้ามองไปยังองครักษ์ที่เฝ้าอยู่บริเวณไม่ไกล มีพวกเขาอยู่ องค์ชายแปดคงไม่กล้าทำอะไรกระมัง “องค์ชายเสด็จกลับไปก่อนเถิด หากฝ่าบาทเสด็จกลับแล้วบ่าวจะไปเรียกองค์ชายเป็นอย่างไร?”
เมื่อเห็นท่าทีลำบากใจของฝูกงกง หวงฝู่รุ่ยจึงพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง “ลำบากกงกงแล้ว”
…
อีกด้านหนึ่ง
ในสวนบุปผาข้างห้องทรงอักษร หวงฝู่อวี้ยังคงอยู่ในเงามืด พบว่ามีองครักษ์กลุ่มหนึ่งพากันเดินไปยังทิศทางของห้องทรงอักษร
ในดวงตาของเขามีประกายพาดผ่าน จากนั้นจึงเดินออกมาจากด้านข้างเข้าไปหาองครักษ์กลุ่มนั้น
ในชั่วขณะที่องครักษ์ผู้เดินนำหน้าเฉียดไหล่หวงฝู่อวี้ เขารีบยัดกระดาษใส่มือองค์ชายอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น พาองครักษ์เดินหลังเดินหายไปในสวนบุปผา
นี่คือข้อมูลที่ชานกงกงกล่าวถึงหรือ? หวงฝู่อวี้เลือกบริเวณห่างไกลผู้คนเพื่อเปิดอ่านกระดาษแผ่นนั้น ด้านบนเขียนเวลานัดหมายไว้อย่างชัดเจน ชานกงกงกล่าวว่าความจริงทุกแห่งหนในพระราชวังแห่งนี้ล้วนมีคนของไท่ซ่างหวงอยู่ทั้งสิ้น คอยทำงานให้ไท่ซ่างหวงอย่างลับๆ คราวนี้เขาเปลี่ยนองครักษ์ที่ห้องทรงอักษรเป็นคนของตน สามารถช่วยปกปิดให้หวงฝู่อวี้ได้
จริงดังคาด ในตอนที่หวงฝู่อวี้ยืนอยู่หน้าประตูห้องทรงอักษรก็เห็นองครักษ์ที่ส่งกระดาษให้ตนเมื่อครู่นี้ยืนอยู่ไม่ไกล ทุกคนทำราวกับไม่เห็นเขา หวงฝู่อวี้รู้ว่าเวลามีจำกัดจึงรีบเข้าไปในห้องทรงอักษร
เบาะแส? เบาะแส? เขาไม่รู้โดยสิ้นเชิงว่าเบาะแสที่ฮองเฮาพระองค์ก่อนทิ้งไว้มีหน้าตาอย่างไร จากที่ชานกงกงกล่าว อาจเป็นภาพวาดหรือโคลงกลอนอะไรบางอย่าง ของทั้งหมดที่ถูกจักรพรรดิเหลียนซ่อนไว้ในที่ลับอาจเป็นเบาะแสที่พวกเขาต้องตามหา
หวงฝู่อวี้รีบค้นหาในห้องทรงอักษร ช่องเล็กแคบในลิ้นชัก กล่องไม้บนชั้นตำรา เขาล้วนไม่ยอมปล่อยให้พลาด ทว่ายังคงไม่อาจหาของน่าสงสัยอันใดได้ หรือคราวนี้ต้องจะต้องกลับไปมือเปล่า? ยามนี้เอง สายตาของหวงฝู่อวี้พลันหยุดอยู่บนที่ชั้นแขวนพู่กันด้านข้างจานฝนหมึก
นี่คืออะไร? จู่ๆ เขาพลันมีลางสังหรณ์แรงกล้า ด้านใต้ชั้นแขวนพู่กันนี้อาจมีของที่เขาต้องการอยู่ก็เป็นได้ เขายื่นมือไปสัมผัสช้าๆ สายตาของหวงฝู่อวี้ส่องประกายวาววับขึ้นทันควัน ด้านใต้ชั้นแขวนพู่กันถึงกับมีช่องวางกล่องอยู่ด้วย! เมื่อเปิดออกดู ด้านในมีตราประทับสีเหลืองวางอยู่อย่างสงบ
นี่คือ…ตราประทับส่วนพระองค์ของเสด็จพ่อ! หวงฝู่อวี้ย่อมทราบถึงประโยชน์ของตราประทับนี้ดี ไม่ว่าจะทำเรื่องที่ไม่อาจเปิดเผยอันใด เมื่อเห็นตราประทับเฉกเช่นเห็นตัวคน หากมีของสิ่งนี้ย่อมใช้ชื่อของเสด็จพ่อไปทำเรื่องมากมายที่เขาไม่อาจกระทำได้!
“มีผู้ใดมาหรือไม่?” ด้านนอกมีเสียงฝู่กงกงดังแว่วมา หวงฝู่อวี้ยัดตราประทับเข้าไปในแขนเสื้อโดยไม่แม้แต่จะคิด
ประตูถูกเปิดออก ฝูกงกงมองไปยังบุรุษที่เดินออกมาจากด้านในด้วยความแปลกใจ “องค์ชายรอง?!”
“ฝูกงกงเห็นน้องแปดหรือไม่?” หวงฝู่อวี้หน้าไม่เปลี่ยนสี ฝูกงกงตอบกลับทันใด “มิใช่ว่าองค์ชายแปดเสด็จกลับไปแล้วหรือ?”
“อ้อ? เช่นนั้นหรือ เจ้าเด็กนี่ถึงกับไม่สนใจข้าเชียว เดิมทีองค์ชายเช่นข้าคิดจะมาถวายพระพรเสด็จพ่อด้วยกันกับเขา ระหว่างทางมีธุระต้องปลีกตัวไป ตอนนี้ถึงได้มาตามหา ในเมื่อเขากลับไปแล้ว ข้าองค์ชายก็จะกลับด้วยเช่นกัน” หวงฝู่อวี้สะบัดแขนเสื้อ จากนั้นจึงเดินก้าวใหญ่ๆ ออกไปราวกับไม่มีเรื่องใด ทิ้งไว้เพียงฝูกงกงที่ยังมิทันได้มีปฏิกิริยากลับมา
ไม่นานฝูกงกงก็เข้าใจกระจ่าง ที่แท้องค์ชายรองมาตามหาองค์ชายแปดนี่เอง เพียงแต่…แปลกยิ่งนัก กระทั่งองค์ชายรองก็ลืมหรือว่าวันนี้ฝ่าบาทต้องไปพบขุนนาง?
…
วันต่อมา
ในศาลา เฟิ่งหลิงมองผู้เยาว์เบื้องหน้า เผยสายตาชื่นชมออกมาหลายส่วน
หวงฝู่รุ่ยเงยหน้าขึ้นอย่างเขินอายเล็กน้อย “เสด็จพี่ใหญ่ รุ่ยเอ๋อร์กล่าวผิดหรือไม่?”
บุรุษรูปงามเป็นเอกทำเพียงแย้มยิ้มบางเบา “ไม่ เจ้ากล่าวได้ถูกต้องแล้ว มีดุลยพินิจของตนเอง” หวงฝู่รุ่ยมีความเข้าใจเช่นนี้ทำให้เฟิ่งหลิงรู้สึกตื่นตะลึงยิ่งนัก เดิมทีคิดว่าอีกฝ่ายที่ปกติมักนอนป่วยอยู่บนเตียง หากต้องการทำความเข้าใจความอัศจรรย์ของการทหารเหล่านี้คงไม่ง่ายดายนัก เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าเขาจะใส่ความคิดเห็นของตัวเองลงไปได้
หวงฝู่รุ่ยเผยความยินดีออกมา “จริงหรือ?” เขายังกลัวว่าคำพูดอวดดีของตนจะทำให้เสด็จพี่ใหญ่หัวเราะเยาะเสียอีก ตอนนี้เสด็จพี่มาตรวจการเรียนของเขา หวงฝู่รุ่ยย่อมไม่อยากให้เฟิ่งหลิงผิดหวัง
เฟิ่งหลิงในตอนนี้มั่นใจในความคิดของตนยิ่งขึ้น ผู้เยาว์เบื้องหน้า หากสั่งสอนอย่างปราณีต บางทีอาจจะทำได้จริงๆ
“ระยะนี้สุขภาพดีขึ้นบ้างหรือไม่? พรุ่งนี้ไปให้คุณหนูกงซุนจับชีพจรดูเสียหน่อย”
“ไม่กล้ารบกวนคุณหนูกงซุนหรอก รุ่ยเอ๋อร์ดีขึ้นมากแล้ว…” ยาที่เขากินอยู่ตอนนี้ล้วนเป็นยาที่คุณหนูกงซุนทิ้งไว้ให้ยามนั้น กระทั่งตัวหวงฝู่รุ่ยเองยังรู้สึกว่าร่างกายของตนมีพละกำลังขึ้นมาก หมอหลวงทั้งหลายก็ไม่กล่าวเรื่องที่เขาจะอายุสั้นอีก
เฟิ่งหลิงพยักหน้า มองไปยังร่างกายผอมบางอีกครั้ง “ข้าจะหาอาจารย์ที่เหมาะสมให้เจ้า เจ้าควรฝึกวรยุทธให้ร่างกายแข็งแกร่งเช่นกัน”
ฝึกวรยุทธ?! เขาก็ทำได้หรือ? หวงฝู่รุ่ยคิดว่าตนกำลังฝันไป กำลังคิดจะกล่าวอะไรบางอย่าง ฝูกงกงที่อยู่ไม่ไกลกลับพาคนกลุ่มใหญ่มาปรากฏตัวท่ามกลางสายตาของเฟิ่งหลิง
“องค์ชายแปด รบกวนไปกับบ่าวสักครู่เถิดพ่ะย่ะค่ะ”
ฝูกงกงในวันนี้ดูแตกต่างจากเมื่อวานยิ่งนัก สีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาก
หวงฝู่รุ่ยชะงักไปครู่หนึ่ง แต่กลับมีองครักษ์สองนายเดินมาดึงตัวเขาไว้
“เกิดอะไรขึ้น?” เฟิ่งหลิงลุกขึ้นยืน สีหน้าของฝูกงกงจึงอ่อนโยนลงหลายส่วน เดินเข้ามาอย่างระมัดระวัง กล่าวตอบด้วยท่าทีเคารพนอบน้อม “องค์ชายใหญ่ ฝ่าบาททรงเรียกพบองค์ชายแปดพ่ะย่ะค่ะ”
เรียกพบ? นำคนมามากมายเพียงนี้เชียวหรือ เฟิ่งหลิงส่งสายตาครั้งหนึ่ง ฝูกงกงย่อมรู้ว่ามิอาจปิดบังจึงกระซิบข้างหู “ฝ่าบาททำของสำคัญหาย อาจเกี่ยวข้องกับองค์ชายแปดพ่ะย่ะค่ะ”
อะไรนะ?! สายตาของเฟิ่งหลิงมีความแปลกใจพาดผ่าน มองไปยังผู้เยาว์ที่มีสีหน้ากังวลอีกครั้ง “ข้าจะไปด้วย”
ยามนี้ภายในห้องทรงอักษรมีองครักษ์หลายคนคุกเข่าอยู่ ในยามที่หวงฝู่รุ่ยถูกพาตัวเข้ามา จักรพรรดิเหลียนจึงโบกมือให้พวกเขาถอยไปด้านข้าง
“ลูก…ถวายพระพรเสด็จพ่อ” เสียงของหวงฝู่รุ่ยดังขึ้น
จักรพรรดิเหลียนทอดพระเนตรไปยังผู้เยาว์ที่เดินเข้ามา ทั้งยังมีเฟิ่งหลิงที่เดินตามมาด้านหลังด้วย ทว่ากลับหลบสายตาสอบถามของอีกฝ่าย “ลุกขึ้นเถิด รุ่ยเอ๋อร์ เมื่อวานเจ้าได้มาที่ห้องทรงอักษรหรือไม่?”