หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 34 ตอนที่ 1003 สังหารตามอำเภอใจ
เล่มที่ 34 ตอนที่ 1003 สังหารตามอำเภอใจ
แม่ทัพหลิวกำหมัดที่อยู่ในแขนเสื้อจนแน่น เขาย่อมรู้ว่าตอนนี้ตนไม่อาจโต้แย้งได้ ทันใดนั้นหัวใจพลันกระตุก คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ รีบเบนสายตามองไปทางซือถูเจิน “ท่านอัครมหาเสนาบดี ข้าคิดทำเพื่อฝ่าบาทจริงๆ ทำเพื่อรากฐานแคว้นเหลียนของพวกเรา!”
แม่ทัพหลิวเต็มไปด้วยความหวัง แต่อัครมหาเสนาบดีอายุน้อยกลับไม่มีการเคลื่อนไหวใด ทำเพียงมองเขาอย่างเรียบเฉย ในดวงตามีประกายบางอย่าง
แม่ทัพหลิวอดไม่ได้ที่จะตกใจ นี่…นี่มันเกิดอะไรขึ้น ไม่นานก่อนหน้านี้เขาได้รับสารลับจากไท่ซ่างหวง กล่าวว่าตอนนี้อัครมหาเสนาบดีเป็นคนของพวกเขาแล้ว เหตุใดตอนนี้อีกฝ่ายจึงยืนดูอยู่เฉยๆ โดยไม่ช่วยเหลือเล่า?
ในขณะที่เขายังตกตะลึงอยู่นั้นเอง องครักษ์ที่ยืนอยู่หน้าบัลลังก์ก็พากันเข้ามาจับกุมตัวเขาไว้ ลากแม่ทัพที่ไม่เชื่อฟังผู้นี้ออกไป ในท้องพระโรงพลันเกิดบรรยากาศกดดัน
แม่ทัพกงซุนที่อยู่ด้านข้างแค่นเสียงเย็นก่อนจะเดินก้าวออกมาหนึ่งก้าว เสียงเปี่ยมไปด้วยพลังดังขึ้น “กระหม่อมขออาสานำทหารไปปราบทหารกบฏที่เจียงหนานพ่ะย่ะค่ะ!”
จักรพรรดิเหลียนเลิกขนง พระพักตร์ยังคงเครียดขึง เพียงแต่ในดวงเนตรกลับมีประกายชื่นชมปรากฏ “ดี! เจิ้นอนุญาต! แม่ทัพกงซุนต้องทำให้คนพวกนั้นรู้ว่าเจ้าแผ่นดินคือผู้ใดกันแน่! จักรพรรดิในพระราชวังตอนนี้คือผู้ใดกันแน่!”
เสียงนั้นดังก้องอยู่ในหูของทุกคนเนิ่นนาน ทำให้คนไม่น้อยต้องใจสั่นพากันก้มหน้าลง
แม่ทัพร่างกำยำประสานหมัดคารวะ เจือไปด้วยบรรยากาศโหดเหี้ยมเย็นชาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “กระหม่อมน้อมรับราชโองการ!”
ณ เจียงหนาน กองทัพของไท่ซ่างหวงกำลังตามหาหมู่บ้านระหว่างทางอย่างรวดเร็ว ม้าวิ่งทะยานทำให้เกิดฝุ่นทรายคละคลุ้ง เมื่อมองไปไกล ทำให้รู้สึกราวกับมีม้านับหมื่นโจนทะยาน เส้นทางที่เคลื่อนผ่านทำให้ต้นไม้ใบหญ้าเสียหายหนัก
ไม่นานผู้นำเหล่าทหารก็พบว่าบริเวณไม่ไกลมีหมู่บ้านอยู่แห่งหนึ่งจึงชักกระบี่ชูขึ้น “นอกจากเด็กชายเด็กหญิง แม้แต่หมาและไก่ก็ฆ่าไม่เว้น!”
“ขอรับ!” ทุกคนที่ตามหลังมาตะโกนเสียงดังสะท้านจนสัตว์ป่าตกใจพากันวิ่งหนีไปทั่วทุกสารทิศ
ขณะเดียวกัน ชาวบ้านหลายคนที่กำลังพูดคุยกันอยู่บริเวณทางเข้าหมู่บ้านถูกเสียงนี้ดึงดูดจนต้องหันไปมอง
“เอ๋? ด้านนั้นมีกองทหารมาใช่หรือไม่?” ชายวัยกลางคนที่แบกฟืนอยู่บนหลังขมวดคิ้วแน่น มองไปทางต้นเสียง
อีกคนหนึ่งเขย่าแท่งยาสูบในมือ มองไปยังเหล่าม้าที่กำลังทะยานมาทางนี้ ตกใจจนต้องถอยหลังไปหลายก้าว “แย่แล้ว นี่…ดูเหมือนจะมุ่งมาทางพวกเรากระมัง?”
เพิ่งจะกล่าวจบ ม้าตัวนั้นก็ทะยานมาถึงเบื้องหน้า ทหารบนหลังม้ามีดวงตาโหดเหี้ยมไร้ซึ่งความอบอุ่น กระบี่ในมือคมกริบหาใดเปรียบ ตวัดอย่างดุดัน ตัดศีรษะชายวัยกลางคนที่ยังคงตกตะลึงผู้นั้นจนหลุดกระเด็นจากบ่า โลหิตพุ่งกระฉูด ศีรษะกลิ้งไปไกลหลายลี้
เขาออกแรงดึงบังเหียน ม้าเร็วแผดร้องออกมาครั้งหนึ่ง จากนั้นผู้ที่ตามมาพลันควบม้าทะยานเข้าไป เสียงดาบและกระบี่เชือดเฉือนเนื้อดังไม่หยุด พริบตาเดียวก็ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องดังก้องทั่วฟ้า
หมู่บ้านที่เดิมทีสงบสุขมีเสียงกรีดร้องอันน่าอนาถที่ทำให้ผู้คนต้องหวาดกลัวดังขึ้นทุกสารทิศ ศพไร้ศีรษะทอดร่างอยู่ทั่วทุกที่ คนไม่น้อยพากันคุกเข่าร้องขอชีวิต แต่กลับถูกม้าเหยียบตายทั้งเป็น
ทุกคนเห็นดังนั้นจึงล้มลุกคลุกคลานวิ่งไปซ่อนตัวอยู่ในบ้านของตน ทว่าชาวบ้านไม่น้อยเคลื่อนไหวช้าเกินไปจึงถูกทหารที่วิ่งตามมาด้านหลังกระชากผมลากออกไปโดยไม่ไว้ไมตรีแม้แต่น้อย
บุรุษดิ้นพลางส่งเสียงกรีดร้อง ไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงพบกับภัยพิบัติเช่นนี้ “นายท่าน อย่าฆ่าข้าเลย ไว้ชีวิตด้วยเถิด! ไว้…”
ทว่าทหารที่ลากเขาอยู่กลับยกกระบี่ในมือแทงเข้าปากเขา จากนั้นจึงออกแรงหมุน ได้ยินเสียงอึกอักแว่วมา บุรุษบนพื้นดวงตาเบิกโพลง ลมหายใจดับสิ้น!
“อา…อา…อย่า อย่าฆ่าพวกเราเลย! อา…ฟู่จวิน…” ขณะเดียวกันสตรีที่วิ่งไปซ่อนตัวอยู่ในห้องอย่างยากลำบากก็ถูกลากออกมา
แต่นางไม่ได้ถูกสังหารทันที พบว่าทหารจับเด็กชายสองคนออกมาจากในห้อง ทหารผู้หนึ่งเอ่ยถามนางเสียงเย็น “มีลูกกี่คน?”
สตรีตกใจจนสั่นไปทั้งตัว ใบหน้าพลันไร้สีเลือด นางทำเพียงโขกศีรษะไม่หยุด ร้องขอชีวิตไม่หยุด “นายท่านจะไว้ชีวิตพวกเราใช่หรือไม่? พวกเราไม่ได้ทำสิ่งใดผิด! นายท่านไว้ชีวิตพวกเราด้วยเถิด!”
ทหารแค่นเสียงเย็น เงยหน้าขึ้นมองไปยังสหายของตนที่วิ่งออกมาจากในห้อง ทั้งยังส่งสายตาเป็นสัญญาณให้ตน หลังจากมั่นใจแล้วว่าในบ้านไม่มีผู้อื่นอีกจึงยกกระบี่ขึ้นตัดศีรษะของสตรีนางนั้นทันที สถานการณ์โหดร้าย คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวเลือด
ขณะเดียวกัน ผู้ใหญ่และเด็กคนอื่นๆ ที่หนีเข้าไปในบ้านก็ถูกลากตัวออกมา
“นายท่านทหาร เกิดอะไรขึ้นกันแน่? เหตุใด…เหตุใดต้องสังหารพวกเราด้วย?” ชาวบ้านตกใจ สูญเสียความกล้าไปจนสิ้น มองไปยังบ้านของตนที่กลายเป็นทะเลเลือดอย่างยากจะเชื่อ
เพียงแต่พวกเขาไม่ได้รับคำตอบ ยังไม่ทันกล่าวประโยคที่สองก็ถูกตัดศีรษะ
ตอนนี้เอง ครอบครัวหนึ่งที่อยู่ท้ายหมู่บ้านถือโอกาสพาลูกของตนวิ่งไปทางภูเขาหลังหมู่บ้าน แต่ยังวิ่งไปได้ไม่ไกลก็ถูกทหารม้าไล่ตามมา
ทหารที่ทะยานนำหน้ายื่นมือออกไปหวังชิงเด็ก บุรุษวัยกลางคนเห็นดังนั้นจึงรีบอุ้มลูกของตนกลิ้งไปกับพื้น หลบไปได้อย่างหวุดหวิด รีบคุกเข่าร้องขอชีวิตด้วยท่าทางหวาดกลัว “นายทหาร ขอร้องพวกท่านเถิด ปล่อยพวกเราไปเถิด!”
ทหารบนหลังม้าไม่พูดสิ่งใด พลิกฝ่ามือขึ้นยิงเข็มเงินสองเข็มไปที่ดวงตาของบุรุษผู้นั้นทันที
บุรุษส่งเสียงกรีดร้อง คลายมือออกจนเด็กหลุดจากอ้อมกอด กุมดวงตาของตนไว้ ในเวลาเพียงชั่วพริบตา ดวงตาพลันมีโลหิตไหลทะลักออกมาประหนึ่งลาวาที่ไหลลงจากภูเขา ผิวหน้าครึ่งหนึ่งถึงกับเน่าเปื่อยจนหลุดลอก
บนเข็มเงินนั้นทาพิษรุนแรงเอาไว้!
“ท่านพ่อ…ท่านพ่อ…ท่านเป็นอะไร ท่านพ่อ…” เด็กที่อยู่ด้านข้างน้ำตาไหลเต็มหน้า กอดแขนบิดาของตนไว้แน่น ทว่าตอนนี้บุรุษบนพื้นกลับไม่ส่งเสียงใดๆ อีกต่อไป
นายทหารคว้าเด็กขึ้นมาบนหลังม้า สับหลังคออย่างไร้ปราณี ทำให้เด็กชายที่กำลังดิ้นสลบไป
ในเวลาเพียงไม่นาน หมู่บ้านอันสงบสุขกลับเต็มไปด้วยภาพอันโหดร้าย ทหารโหดเหี้ยมเหล่านี้ราวกับปีศาจร้ายที่ปีนออกมาจากประตูนรก ค้นหาไปทั่วทุกที่ สังหารทุกสิ่งที่ดวงตามองเห็นไม่เว้นแม้กระทั่งสุนัขและไก่!
“เรียนท่านแม่ทัพ มีเด็กชายทั้งหมดสิบคน เด็กหญิงทั้งหมดยี่สิบคนขอรับ” หลังจากตรวจนับแล้วนายทหารจึงเดินเข้ามารายงานจำนวนคน
คนบนหลังม้ามองไปรอบๆ ดวงตาเย็นชา “จุดไฟ!”
“ขอรับ!”
ไม่นาน เปลวเพลิงพลันลุกท่วม กองทหารโหดเหี้ยมไร้ใจทะยานออกไปท่ามกลางทะเลเพลิง หลงเหลือไว้เพียงภาพอันโหดร้ายด้านหลัง พวกเขาไม่สนใจเลือดบนตัว ดวงตาทั้งสองเปี่ยมไปด้วยความโหดเหี้ยมเย็นชา หลงเหลือเพียงสัญชาตญาณในการสังหารและความโหดร้ายที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือด!
เหล่าเด็กที่ถูกจับมาถูกพาไปขังไว้ในกรงเหล็ก ใบหน้าของพวกเขาเปื้อนเลือด ซึ่งก็คือเลือดของครอบครัว นี่เปรียบดั่งฝันร้ายที่ไม่มีวันตื่น หลายคนสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไปในเหตุการณ์นี้ ท่ามกลางท้องฟ้า คล้ายกับปรากฎท่วงทำนองแห่งความสิ้นหวังแผ่กระจาย ร่างกายเล็กๆ สั่นระริกกลางลมหนาว
เด็กหลายคนกุมลำคอที่ถูกยาพิษด้วยความเจ็บปวด ในดวงตามีเพียงความสิ้นหวัง
ในตอนที่หลานอวิ๋นพาทหารมาถึงหมู่บ้านแห่งนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างก็สายไปแล้ว หมู่บ้านถูกไฟเผาเหลือเพียงร่องรอยความโหดเหี้ยม กระทั่งพื้นดินก็ยังกลายเป็นสีดำ ทุกที่ที่ม้าเหยียบผ่านคล้ายจะได้ยินเสียงกรีดร้องอันเจ็บปวดแว่วมา…
ดวงตาของบุรุษบนหลังม้าเต็มไปด้วยความเจ็บปวด มองไปยังภาพอันโหดร้ายเบื้องหน้าด้วยดวงตาแดงก่ำ ความโกรธเกรี้ยวในใจรุนแรงดุจมหาสมุทรพลิกกลับ
เป็นเช่นนี้อีกแล้ว! คนเหล่านั้น…ไม่รู้หรือว่าสิ่งใดเรียกว่าความเป็นมนุษย์?
เบื้องหน้าเต็มไปด้วยซากศพ ในใจหลานอวิ๋นหนักอึ้งจนถึงขีดสุด
“สมควรตาย!” เขาแผดเสียงร้อง บังเหียนในมือคล้ายจะถูกกำจนแหลกลาญ “เร็ว รีบหาดูว่ายังมีผู้รอดชีวิตหรือไม่!”
ทหารด้านหลังต่างมองด้วยดวงตาแดงก่ำ เต็มไปด้วยความขุ่นแค้นจนถึงขีดสุด
เนิ่นนานผ่านไป ทหารผู้มีใบหน้าเปรอะเปื้อนจนกลายเป็นสีดำวิ่งออกมา “เรียนท่านแม่ทัพ พวกเราพบผู้รอดชีวิตคนหนึ่งในที่ห้องใต้ดินขอรับ!”
“นำทางไป!” หลานอวิ๋นกระโดดลงจากหลังม้า เดินตามทหารนายนั้นไปอย่างรวดเร็ว
ตอนนี้บุรุษผู้นั้นเหลือเพียงลมหายใจรวยระริน แม้จะไม่ถูกสังหาร แต่เปลวเพลิงก็ทำให้เขาบาดเจ็บสาหัส
“คุณชายท่านนี้…ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่?” หลานอวิ๋นมองไปยังบุรุษบนพื้นที่บาดเจ็บไปทั้งตัวด้วยแววตาเจ็บปวด พยายามควบคุมอารมณ์ของตนสุดกำลัง
บุรุษผู้นั้นอ้าปากกว้างหอบหายใจ ดวงตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวมองสลับไปมาระหว่างหลานอวิ๋นและทหารหลายนายที่ล้อมเขาเอาไว้ สีหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว “ไม่ อย่าฆ่าข้า…”
หลานอวิ๋นรีบหยิบของแสดงตัวออกมา “ไม่ต้องกลัว พวกเรามาช่วยพวกท่าน บอกข้าเถิด ตกลงเกิดอะไรที่นี่กันแน่? คนอื่นๆ เล่า?”
บุรุษผู้นั้นมองของในมือหลานอวิ๋นอย่างละเอียด แม้ไม่เข้าใจความหมายของหยกพก แต่สายตาของบุรุษผู้เป็นแม่ทัพเบื้องหน้าแตกต่างจากทหารโหดเหี้ยมเมื่อครู่นี้อย่างสิ้นเชิง ทหารเหล่านั้นล้วนเป็นปีศาจร้าย! ปีศาจร้ายที่ปืนออกมาจากขุมนรก!
เขาสูดหายใจลึก เอ่ยปากอย่างยากลำบาก “มะ…เมื่อครู่มีทหารกองหนึ่งมาฆ่าล้างหมู่บ้านของพวกเรา พวกมัน…จับตัวลูกๆ ของพวกเราไป…”
“จับตัวเด็กไปหรือ?” หลานอวิ๋นขมวดคิ้วถาม นี่หมายความว่าอย่างไร?
“ใช่…พวกมันจับตัวเด็กทั้งหมดไป ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นเด็กชายเด็กหญิงอายุประมาณหกเจ็ดขวบทั้งหมด ส่วนคนอื่นๆ…คนอื่นๆ ถูกฆ่าจนสิ้น!” เมื่อบุรุษกล่าวจบก็ร้องไห้ออกมาด้วยความเจ็บปวดอย่างมิอาจควบคุม บาดแผลบนร่างหนักหนาสาหัส ไม่รอให้หลานอวิ๋นถามสิ่งใดก็หมดสติสูญสิ้นความรู้ทั้งหมดไป
หลานอวิ๋นตื่นตะลึงยิ่งนัก รีบให้คนมาดูแลผู้บาดเจ็บ ในสมองจมลงสู่การใคร่ครวญ
เหตุใดไท่ซ่างหวงต้องหาตัวเด็กชายเด็กหญิงด้วย? หรือว่า ไท่ซ่างหวงโจมตีเจียงหนานคราวนี้ จุดประสงค์ก็คือพระชายาองค์ชายใหญ่? ต้องการหลอมยาอายุวัฒนะอีกครั้งหรือ?
“แย่แล้ว! พระชายาตกอยู่ในอันตราย!” หลานอวิ๋นอุทานออกมา
ในขณะเดียวกัน เมืองอวิ้นกำลังจมเข้าสู่ความหวาดกลัว
ภายในห้องหนังสือ เจ้าเมืองจางและพวกอวิ๋นซูมีสีหน้าหนักอึ้ง เหตุใดจู่ๆ ไท่ซ่างหวงจึงโจมตีเจียงหนาน ทุกคนไม่อาจสงบใจได้เลย
สตรีสุขุมเยือกเย็นที่นั่งอยู่ด้านข้างขมวดคิ้วงาม ไท่ซ่างหวงทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร? ฆ่าล้างสังหารคนในแคว้นตนเช่นนี้ หรือเขาเตรียมการทุกสิ่งเรียบร้อยแล้ว?
ตอนนี้ที่เจียงหนานเกิดโรคระบาดปะทุไปทั่ว ชาวบ้านล้วนลำบากยากเข็ญ หากเขาเตรียมการสำเร็จแล้วจริงๆ นี่ต้องเป็นช่วงเวลาที่อ่อนแอที่สุดและโจมตีง่ายที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัยเลย เพียงแต่อวิ๋นซูไม่เข้าใจความคิดของไท่ซ่างหวงแม้แต่น้อย หรือว่าเขามีแผนการณ์ใดอยู่กันแน่!
ตอนนี้เอง เฟิ่งหลิงวิ่งเข้ามาจากด้านนอก นำจดหมายที่หลานอวิ๋นส่งผ่านนกพิราบมาด้วย องคาพยพอันหล่อเหลาเต็มไปด้วยความเย็นยะเยือก “ซูเอ๋อร์ กองทหารของไท่ซ่างหวงมาถึงเจียงหนานแล้ว พวกเขากำลังฆ่าล้างหมู่บ้านที่ผ่านทาง ทั้งยังจับตัวเด็กชายเด็กหญิงไปมาก!”
เพิ่งจะพูดจบ อวิ๋นซูพลันรู้สึกใจสั่น คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ดูแล้วไท่ซ่างหวงคงยังไม่ยอมแพ้เรื่องยาอายุวัฒนะ! ถึงกับคิดจะหลอมขึ้นมาใหม่!
นางชะงักไปครู่หนึ่ง คล้ายจะเข้าใจแล้วว่าเหตุใดเขาจึงเลือกโจมตีเจียงหนาน หรือจะเป็นเพราะนางจริงๆ?
เฟิ่งหลิงเห็นท่าทีแปรเปลี่ยนไปมาของอวิ๋นซู ดวงตาพลันเปล่งประกาย เชื่อว่าซูเอ๋อร์คงคาดเดาอะไรได้แล้วกระมัง
บุรุษมีสีหน้าเคร่งขรึมลง เขาจะไม่ยอมให้ไท่ซ่างหวงแตะต้องอวิ๋นซูแม้แต่ปลายเส้นผม “เรื่องสำคัญในตอนนี้ก็คือพวกเราจำเป็นต้องไปจากเมืองอวิ้น ไปรักษาการอยู่ทางเหนือ ซูเอ๋อร์ เวลามิอาจรั้งรอ!”
ใบหน้างามเต็มไปด้วยความหนักใจ ข้ามิได้สังหารผู้อื่น แต่ผู้อื่นกลับตายเพราะข้า อารมณ์เช่นนี้เกรงว่าไม่มีผู้ใดเข้าใจ