หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 34 ตอนที่ 1004 ออกจากเมืองอวิ้น
เล่มที่ 34 ตอนที่ 1004 ออกจากเมืองอวิ้น
ไม่นานทั่วทั้งเมืองอวิ้นก็ฟุ้งกระจายไปด้วยบรรยากาศแห่งความหวาดกลัว ประชาชนยังไม่รู้แน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่เมื่อถูกทหารในเมืองเร่งรัดอย่างกระสับกระส่าย พวกเขาจึงพากันเก็บสัมภาระ ตามกลุ่มคนออกจากเมืองอวิ้น
บนกำแพงเมือง เจ้าเมืองจางก้มลงมองกลุ่มชาวบ้านด้านล่าง ในใจเกิดความรู้สึกกดดันอย่างบอกไม่ถูก จะอย่างไรก็คิดไม่ถึงว่าจะมีวันที่แคว้นเหลียนเกิดการต่อสู้ภายในจนสับสนวุ่นวายเพียงนี้ สุดท้ายผู้ที่ได้รับผลกระทบก็คือชาวบ้าน ย้อนคิดไปถึงก่อนหน้านี้ เขาถึงกับช่วยอีกฝ่ายกระทำการโหดเหี้ยม…
เขาไม่สมควรทำเลยจริงๆ!
“ท่านเจ้าเมืองก็รีบออกจากเมืองอวิ้นโดยเร็วเถิด ที่นี่มิอาจอยู่นานได้!” อวิ๋นซูเดินมาข้างกายเจ้าเมืองจาง ในน้ำเสียงเต็มไปด้วยความจริงใจ ทำให้บุรุษอดไม่ได้ที่จะใจสั่น
“เช่นนั้นพระชายากับองค์ชายเล่า? ไม่ไปกับพวกเราหรือ?”
อวิ๋นซูทอดสายตามองไปไกล คิ้วงามขมวดเล็กน้อย “พวกเราไม่อาจร่วมเดินทางไปกับชาวบ้านเหล่านี้ได้ มิเช่นนั้นจะทำให้พวกเขาถูกลากเข้ามาพัวพัน”
“แต่หากทำเช่นนี้ มิใช่ว่าพระชายาและองค์ชายจะอันตรายมากหรือ?” เจ้าเมืองจางเผยสีหน้ากังวล
อวิ๋นซูถอนสายตากลับมา หันมาแย้มยิ้มเล็กน้อย “เจ้าเมืองจางไม่จำเป็นต้องกังวล ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือดูแลชาวบ้านให้ดี ซูเอ๋อร์เขียนเทียบยาให้หมอหลวงแล้ว ต่อไปขอให้ท่านเจ้าเมืองช่วยเหลือพวกเขาให้ดี ดูแลชาวบ้านที่ติดโรคระบาด ดูแลความปลอดภัยของพวกเขา!”
เจ้าเมืองจางเห็นดังนั้นจึงไม่ถามให้มากความอีกต่อไป “กระหม่อมเข้าใจแล้ว พระชายาและองค์ชายใหญ่โปรดวางพระทัย ชาวบ้านเหล่านี้มอบให้กระหม่อมดูแลเองเถิด!”
อวิ๋นซูพยักหน้าเล็กน้อย หยิบแผนที่ฉบับหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อส่งให้เจ้าเมืองจาง “จำไว้ จะต้องไปให้ใกล้เมืองหลวง ยิ่งใกล้ก็ยิ่งปลอดภัย!”
“กระหม่อมจำไว้แล้ว!” เจ้าเมืองจางรับแผนที่มา ประสานหมัดคารวะ “พระชายา องค์ชาย รักษาตัวด้วย!”
ตอนนี้เอง เฟิ่งหลิงเดินมาข้างกายอวิ๋นซู ภายใต้สายลมเย็นที่พัดผ่าน บุรุษยังคงงดงามมิเสื่อมคลาย แม้ยามนี้จะมีใบหน้าเคร่งขรึมหนักอึ้งแต่ยังคงทำให้ผู้พบเห็นมิอาจละสายตา “ซูเอ๋อร์ ทหารที่เสด็จพ่อส่งมารวมตัวกันที่แถบเจียงหนานแล้ว อีกไม่นานจะมาถึง เมื่อถึงตอนนั้นจะต้องโจมตีต่อต้านกองทัพของไท่ซ่างหวงได้แน่! ตอนนั้นจะเป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่พวกเราจะกลับเมืองหลวง!”
ภายในพระราชวังแห่งแคว้นเหลียน จักรพรรดิเหลียนยืนอยู่ข้างหน้าต่างที่สลักเป็นลายบุปผางาม ดวงเนตรทอดมองไปยังทิวทัศน์นอกหน้าต่าง จากนั้นจึงหลับตาลง สูดพระอัสสาสะลึก มุมพระโอษฐ์ที่เดิมทีเม้มแน่นผ่อนคลายลงเล็กน้อย พระองค์เพิ่งได้รับจดหมายฉบับหนึ่ง กล่าวว่าตอนนี้พวกเฟิ่งหลิงกำลังเร่งเดินทางมายังเมืองหลวง ในที่สุด เวลาที่ครอบครัวจะได้พร้อมหน้าใกล้ก็จะมาถึงแล้ว
ในความเคร่งเครียดของจักรพรรดิเหลียนปรากฏประกายแห่งความหวังลุกโชน มีเพียงสวรรค์ที่ทราบว่าพระองค์อดกลั้นความทุกข์ไว้มากเพียงใด ทั้งๆ ที่รู้ว่าฮองเฮาของพระองค์อยู่ที่ใดที่หนึ่งในเจียงหนาน แต่กลับต้องรอต่อไป
ซูฉิน คราวนี้เจิ้นจะไม่ทำให้เจ้าผิดหวังแน่!
มือที่ไพล่อยู่ด้านหลังกำแน่น ในใจรู้สึกเบิกบานอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ดุจดั่งทะเลบุปผาที่เบ่งบานอยู่นอกหน้าต่าง มากด้วยสีสัน…
ยามค่ำคืนภายในจวนแห่งหนึ่ง ในห้องหนังสือมีขุนนางหลายคนมารวมตัวกัน ตอนนี้พวกเขาสวมอาภรณ์สีเข้ม พูดคุยกันด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“ส่งข่าวออกไปแล้วหรือไม่?”
“ส่งแล้ว องครักษ์หลวงในวังก็เปลี่ยนตัวหมดแล้ว รอเพียงไท่ซ่างหวงตอบกลับพวกเราก็ลงมือได้เลย”
“ดีมาก ขอเพียงคุมตัวฝ่าบาทไว้ได้ก็ไม่ต้องกังวลว่าองค์ชายใหญ่และพระชายาจะไม่ปรากฏตัวออกมา”
“ใต้เท้าทุกท่านกล่าวได้ถูกต้อง ตอนนี้อาการของไท่ซ่างหวงร้ายแรงนัก ขอเพียงพวกเราจับตัวพระชายาได้ วันหน้า…”
คำพูดเพิ่งจะถูกเอ่ยออกมา หลังคาพลันระเบิดออก กระเบื้องร่วงหล่นตามมาด้วยกลุ่มคนชุดดำที่ทะยานตัวลงมา ไล่จับกุมขุนนางทั้งหมดในห้องหนังสือ
“พวกเจ้า พวกเจ้าเป็นใคร?!” ขุนนางทั้งหลายไหนเลยจะเคยพบสถานการณ์เช่นนี้ ล้วนตกใจจนพากันหนีไปรอบๆ
อย่างไรก็ตามกลุ่มคนชุดดำถูกสั่งสอนมาอย่างเข้มงวด ต่างปิดปากพวกเขาเอาไว้
ขุนนางทั้งหลายตกใจจนเหงื่อท่วมตัว จนเมื่อองครักษ์ในลานมาถึง ห้องหนังสือก็เหลือเพียงร่องรอยเละเทะเต็มพื้น ไม่เห็นกระทั่งเงาของใต้เท้าทั้งหลายนานแล้ว
ภายในคุกใต้ดินอันมืดหม่น อากาศชื้นจนผิดปกติ บนกำแพงเต็มไปด้วยตะไคร่สีเขียว มีกลิ่นเน่าและกลิ่นคาวเลือดโชยออกมา เสียงแส้ดังไม่ขาดหู เสียงทรมานต่างๆ นานาดังไม่ขาดสาย
หลายคนถูกโบยจนสลบไปอีกครั้ง อาภรณ์บนร่างเต็มไปด้วยรอยเลือด กระทั่งเผยให้เห็นเนื้อหนังเละๆ ออกมา
องครักษ์ทั้งหลายหยุดการเคลื่อนไหวในมือ หันไปหยิบถังน้ำเกลือมาสาดลงไปบนร่างของพวกเขา พริบตาเดียวในห้องทรมานก็เต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องเสียดหู
“พวกเจ้ายังไม่ยอมพูดอีกหรือ?” บุรุษรูปงามที่นั่งอยู่ตรงกลางเอ่ยขึ้นอย่างเรียบเฉย น้ำเสียงราวกับสายลมหนาวในฤดูเหมันต์ เยือกเย็นถึงกระดูก
อย่างไรก็ตาม ขุนนางที่เจ็บปวดรุนแรงจนสั่นไปทั้งตัวกลับกล่าวคำใดไม่ออกแม้เพียงประโยคเดียว
บุรุษมองไปยังคนเบื้องหน้าด้วยท่าทางเย็นชา มุมปากกระตุกเล็กน้อย “ดูท่าทางยังทรมานไม่พอ!”
น้ำเสียงอันเย็นยะเยือกทำให้คนผู้หนึ่งเบิกตาโพลง “คิดไม่ถึงว่าท่านอัครมหาเสนาบดีจะทรยศพวกเรา…ที่แท้ก็แสร้งทำเป็นภักดีต่อไท่ซ่างหวง!”
ซือถูเจินไม่สนใจพวกเขา ทำเพียงเดินไปเบื้องหน้าคนผู้นั้น รอยยิ้มลึกล้ำมากขึ้น “หากไม่ทำเช่นนี้จะหาสายลับที่ซ่อนตัวอยู่ในราชสำนักออกมาทั้งหมดในคราวเดียวได้อย่างไร?”
“เจ้า…” คนผู้นั้นกระอักเลือดออกมาทันที
ซือถูเจินเลิกคิ้วขึ้น “ตอนนี้ข้าให้โอกาสพวกเจ้าแล้ว ขอเพียงพวกเจ้าบอกสถานการณ์ของไท่ซ่างหวง ข้าจะรับประกันชีวิตครอบครัวของพวกเจ้า มิเช่นนั้น…”
“เจ้า ต่ำช้า!” ขุนนางผู้นั้นตะโกนลั่น สองตาเบิกโพลง เลือดบริเวณมุมปากกระเด็นไปเปื้อนอาภรณ์ของซือถูเจิน
ซือถูเจินหลุบตาลงมองอาภรณ์ของตน ใช้มือเช็ดอย่างไม่ใส่ใจนัก จากนั้นจึงหัวเราะออกมา คละเคล้าไปด้วยความเย้ยหยัน “หรือใต้หล้านี้มีเพียงพวกเจ้าที่มีครอบครัว? ประชาชนบริสุทธิ์เหล่านั้นเล่า? พวกเจ้าเคยคิดถึงครอบครัวพวกเขาหรือไม่? บอกว่าอัครมหาเสนาบดีเช่นข้าต่ำช้า พวกเจ้าก็เช่นกันมิใช่หรือ ข้าว่าพวกเจ้าคงเข้าใจกระจ่างยิ่งกว่าข้า จะอย่างไรพวกเจ้าก็ไม่อาจมีชีวิตออกไปจากที่นี่ได้! ผู้กบฏ รับโทษประหารเก้าชั่วโคตร!”ขุนนางท่านนั้นพลันใบหน้าไร้สีเลือด แต่ยังคงกัดฟัน คิดต่อต้านจนถึงที่สุด!
ซือถูเจินปลายตามองเขา มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย “แต่ว่าฝ่าบาททรงเมตตา พระองค์ตรัสว่าขอเพียงพวกเจ้าสารภาพตามจริงจะไม่พาลพิโรธไปถึงบุตรและภรรยาของพวกเจ้า แต่หากพวกเจ้าไม่รู้จักแยกแยะ เช่นนั้นก็อย่ามาตำหนิที่ข้า…”
ซือถูเจินจงใจลากเสียงยาว ทำให้ขุนนางทั้งหลายที่ถูกขึงอยู่บนแท่นสบตากัน พริบตานั้นในใจของพวกเขาพลันเข้าใจกระจ่าง พวกเขาสิ้นไร้หนทางแล้วจริงๆ หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่เพียงตนที่จะได้รับความเจ็บปวดทรมาน แต่ยังพัวพันไปถึงบุตรและภรรยาในครอบครัวด้วย…
…
ภายในห้องทรงอักษร ดวงเนตรของจักรพรรดิเหลียนมีประกายไหลผ่าน พระองค์คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าความจริงจะเป็นเช่นนี้
“กล่าวเช่นนี้ ไท่ซ่างหวงประชวรหรือ? ดังนั้นจึงเคลื่อนไหวอย่างร้อนรน คิดหลอมยาอายุวัฒนะขึ้นมาอีกครั้ง?”
ซือถูเจินผงกศีรษะ “ฝ่าบาท กระหม่อมคิดว่าตอนนี้คือโอกาสที่ดีที่สุดของพวกเรา!”
เขาหยุดไปชั่วครู่ เงยหน้าขึ้นมองจักรพรรดิเหลียนครู่หนึ่ง จากนั้นจึงเอ่ยต่อไป “กระหม่อมรู้ดีว่าการกล่าวเช่นนี้นับเป็นกบฏ แต่ว่า…พระองค์ก็เห็นทุกการเคลื่อนไหวของไท่ซ่างหวง ประชาชนบริสุทธิ์มากมายเพียงนั้นต้องสิ้นชีพเพราะความทะเยอทะยานของไท่ซ่างหวง บางทีนี่เป็นการลงทัณฑ์ที่สวรรค์มอบให้ไท่ซ่างหวง”
จักรพรรดิเหลียนเข้าใจความหมายของซือถูเจินดี ด้วยอาการป่วยของไท่ซ่างหวงในตอนนี้ พวกเขาย่อมไม่อาจปล่อยให้อีกฝ่าย…มีโอกาสฟื้นตัวได้อีกครั้ง!
ท้องฟ้ายามราตรีอันมืดมิดถูกแต่งแต้มด้วยดวงดาวพร่างพราวเย็นยะเยือกประหนึ่งผ้าม่านที่ซ่อนสีสันเอาไว้ภายใน ดวงดาวแต่ละดวงส่องประกายดุจไข่มุก แสงสีเงินนับพันนับหมื่นแวววาว ดวงจันทร์ที่อยู่ท่ามกลางกลุ่มดาวคล้ายกับดอกถานฮวาที่เกิดท่ามกลางทรายขาวอ่อนนุ่ม ทั้งงดงามและน่าหลงใหล ทันใดนั้นท่ามกลางท้องฟ้าพลันเกิดประกายลุกโชน กลายเป็นแสงวิ่งผ่านเป็นทางเสมือนดาวตก
ในที่สูงแห่งหนึ่ง ชายชราผมขาวโพลนยืนเอามือไพล่หลัง สายลมยามค่ำคืนพัดผ่านอาภรณ์ยาวสีขาวบนร่างจนเกิดเสียงดัง แววตาที่เต็มไปด้วยประกายแห่งความรู้ถูกถอนกลับมาจากดวงดาวช้าๆ คิ้วขมวดแน่นพลางทอดถอนใจ ดูแล้วแคว้นเหลียนคงไม่อาจหลีกเลี่ยงสงครามได้
ไม่นานท่านไป๋ก็เดินออกมาจากส่วนลึกของป่า “ท่านอาจารย์ ศิษย์หาทางออกพบแล้วขอรับ เดินตามทางลมไป บางทีพรุ่งนี้พวกเราอาจออกจากป่านี้ได้”
ราชครูตอบรับ “ดี ไม่อาจชักช้าได้แล้ว จะต้องจบสงครามนี้ให้เร็วที่สุด!”
ท่านไป๋มองไปยังท้องฟ้าเหนือศีรษะ ในใจรู้สึกหนักอึ้ง
หลายชั่วยามผ่านไป ท้องฟ้าค่อยๆ ปรากฏแสงแห่งรุ่งอรุณ ทั้งสองจัดเตรียมสัมภาระ เดินแหวกพุ่มไม้ไปตลอดทาง ผ่านป่าหนาทึบแห่งนี้ แสงรอบด้านค่อนข้างมืด พวกเขาเพียงเดินตรงไปเบื้องหน้า แต่ก็นับได้ว่าเป็นเส้นทางที่น่าตื่นเต้น หลังจากผ่านพุ่มไม้หนาออกมาไม่นาน เบื้องหน้าพลันปรากฏถ้ำแห่งหนึ่ง
แม้จะกล่าวว่าเป็นถ้ำแห่งหนึ่ง แต่ดูแล้วคล้ายกับว่าจู่ๆ ก็มีรอยแยกปรากฏขึ้นที่ภูเขาลูกนี้ เพียงแต่รอยแยกค่อนข้างใหญ่เท่านั้น ปากถ้ำยังมีตะไคร่น้ำขึ้นปกคลุมอยู่ชั้นหนึ่ง อีกทั้งขณะนี้ม่านหมอกยามเช้าฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งป่า ทำให้พวกเขารู้สึกราวกับอยู่ในแดนสวรรค์!
ทันใดนั้นมีสายลมสดชื่นบริสุทธิ์พัดมาจากด้านในถ้ำ คละเคล้าไปด้วยเสียงก้อนกรวดกลิ้งฟังดูคล้ายมีคนกำลังกระซิบกระซาบอยู่ก็ด้านใน ให้ความรู้สึกลึกลับ
ทั้งสองสบตากัน ในใจเกิดความคิดเช่นเดียวกัน บางทีที่นี่อาจเป็นสถานที่ที่พวกเขากำลังตามหา!
แต่ในขณะที่กำลังจะเดินเข้าไปในถ้ำนั้นเอง ราชครูกลับหยุดฝีเท้าลง มือที่เต็มไปด้วยร่องรอยยื่นไปลูบตะไคร่น้ำหนาเตอะ จากนั้นจึงเก็บเศษหินบนพื้นขึ้นมาก้อนหนึ่ง สำรวจอย่างละเอียด
“ท่านอาจารย์?” ท่านไป๋ที่เดินอยู่เบื้องหน้าชะงักฝีเท้าพลางหันกลับมามอง
ราชครูได้สติกลับมา โยนเศษหินในมือทิ้ง จากนั้นจึงเดินตามไป “ไปเถิด!”
ทั้งสองเดินเข้าไปในถ้ำอย่างระมัดระวัง พบว่าแม้ด้านในจะแคบแต่ไม่อับชื้น ที่เหนือคาดที่สุดก็คือบริเวณผนังถ้ำมีอัญมณีตามธรรมชาติอยู่ไม่น้อย ทั้งโมราทั้งหยกล้วนมีครบครัน ยิ่งไปกว่านั้นต่อให้เป็นคนธรรมดามาเห็น เพียงมองก็รู้ว่าเป็นของชั้นยอด
ในดวงตาของทั้งสองเต็มไปด้วยความตกใจ ที่ทำให้พวกเขารู้สึกคาดไม่ถึงที่สุดก็คือถ้ำแห่งนี้ยิ่งเดินเข้าไปก็ยิ่งกว้าง เสียงลมข้างหูยิ่งชัดเจน คล้ายกับมีเสียงบางอย่างกำลังเชิญชวนให้พวกเขาเดินไปเบื้องหน้าไม่หยุด
ไม่ทราบว่าเดินไปนานเพียงใด หลังจากผ่านความมืดมิดไป ในที่สุดก็ค่อยๆ ปรากฏแสงสว่าง ใกล้เข้าไปเรื่อยๆ ยิ่งใกล้เข้าไป ทางเดินใต้เท้าก็ยิ่งชัดเจน ในที่สุดขณะที่พวกเขากำลังเดินออกจากถ้ำ เบื้องหน้าพลันปรากฏท้องฟ้าสีคราม รวมถึงทิวทัศน์ที่ให้ความรู้สึกคล้ายแดนสวรรค์…