บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1221: เป็นใหญ่เหนือสรรพสิ่ง ....................
- Home
- บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ]
- ตอนที่ 1221: เป็นใหญ่เหนือสรรพสิ่ง ....................
ตอนที่ 1221: เป็นใหญ่เหนือสรรพสิ่ง
………………..
ตอนที่ 1221: เป็นใหญ่เหนือสรรพสิ่ง
ซูอี้ส่ายหน้า หาได้คิดมากไม่
เขาไม่ได้สนใจรางวัลที่ลั่วเหยาเสนอมามากนัก
ยิ่งมิต้องพูดถึงว่ากว่าอีกฝ่ายจะกลับมาก็ตั้งสามปีข้างหน้า
“ไอ้หนู มาเซ่ มาฆ่าข้าซะ!”
ฉินชงซูตะโกนลั่น ขณะมองซูอี้อย่างหยามเหยียด ท่าทีเปี่ยมด้วยความยั่วยุ
ซูอี้แย้มยิ้ม ก้าวออกมาก้มตัวลงมองอีกฝ่าย ก่อนจะใช้ฝ่ามือตบแก้มอีกฝ่ายเบา ๆ “ข้าก็คิดอยู่ว่าเจ้าจะรนหาที่ตาย แต่… รังแกเสี้ยววิญญาณเช่นเจ้า… มันน่าเบื่อนัก”
จากนั้นเขาก็เหยียดตัวตรง หันหลังเดินกลับออกไปยังนอกผนึกลึกลับ
“เจ้าไม่อยากรู้ความลับหรือไร?”
ฉินชงซูตะโกนลั่น
ซูอี้ทำหูทวนลมไม่สนใจ
เบื้องหลังเขา ฉินชงซูตะโกนแทบเหมือนคนบ้า “ข้าบอกเจ้าได้เลยว่าในยุคสมัยนี้ ไม่มีผู้ใดได้รับอนุญาตให้ใช้วัฏสงสารได้อีก!”
“รอดูเถอะ เจ้าจะประสบกับหายนะอันมิอาจแก้ไขได้ ถูกมองเป็นศัตรูร่วมของเหล่าเทพมารทั่วภพภูมิ!!”
เสียงยังมิทันสิ้น ร่างของซูอี้ก็หายลับไปแล้ว
…
ซูอี้วางกล่องสำริดที่บรรจุกระดูกมือของลั่วเหยาลงแล้วถอนหายใจเบา ๆ
ไม่ว่าฉินชงซูจะมีความลับเคล็ดวิชามากเพียงไรก็ไร้ค่า
ขอเพียงเสี้ยววิญญาณของเขาไม่ดับสลาย ไม่ช้าก็เร็ว เขาจะถูกใช้เป็นจุดชี้ทางสู่ ‘ยุคมายา’ ซึ่งหาใช่ยุคสมัยนี้ไม่!
ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงว่า ยามลั่วเหยาผู้ลึกลับหวนกลับมา ย่อมสามารถตอบคำถามของเขาได้บ้าง
ไม่นานนัก ลู่เหยียนและข่งเซิ่นก็มาคุยเรื่องสำคัญกับซูอี้
ลู่เหยียนบอกกับซูอี้ว่ากฎที่ท่านมหาเทพหงตั้งไว้ถูกซูอี้ทำลายลง ยุคสมัยใหม่กำลังคืบคลาน และเขตต้องห้ามเซียนอับโชคในภายหน้าก็ควรต้องตั้งกฎเกณฑ์ใหม่
และก่อนกฎใหม่จะถูกบัญญัติ ทัศนคติของซูอี้จึงสำคัญมาก!
ข่งเซิ่นเองก็เห็นดีด้วย และเจ้าตัวก็ได้กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่าหลังจากตนและลู่เหยียนปรึกษากัน พวกเขาก็เต็มใจยกให้ซูอี้เป็นใหญ่!
เรื่องนี้อยู่เหนือความคาดหมายของซูอี้โดยสิ้นเชิง “เพราะเหตุใด?”
ต้องทราบว่าลู่เหยียนและข่งเซิ่นล้วนแต่เป็นราชันแห่งภูมิในขอบเขตไร้ขีดจำกัด! และเป็นตัวตนสูงสุดรองจากท่านมหาเทพหงนับแต่กาลก่อนแสนนาน
ต่อให้เคารพเขา ก็มิจำเป็นต้องลดตัวลงมายกเขาเป็นใหญ่
ไม่นานนัก ลู่เหยียนก็ให้คำตอบ
เรื่องนี้มีสามเหตุผล
ประการแรก เมื่อท่านมหาเทพหงบัญญัติกฎไว้ ว่าผู้ที่ผ่านเส้นทางบททดสอบจะได้รับการยอมรับจากเขาและเหล่าตัวตนในตำนานทั้งมวล
ประการที่สอง ซูอี้เคยลงมือทำลายหอกศึกนามพิสูจน์สวรรค์ ทำลายระบบระเบียบดั้งเดิมและเบิกศักราชยุคสมัยใหม่
และปลดปล่อยพวกลู่เหยียนเป็นอิสระโดยปริยาย!
ประการที่สาม ซูอี้เคยเป็นที่เคารพในมหาแดนดินมานานถึงหนึ่งแสนแปดหมื่นปี จึงรู้จักโลกหล้าภายนอกดีกว่าผู้ใด และยังเป็นยอดฝีมือหนึ่งเดียวที่ทั่วโลกหล้าให้การยอมรับ
ในภายหน้า กฎสวรรค์แห่งภูมิดาราฟ้าดินก็จะฟื้นคืน ครรลองแห่งโลกหล้าย่อมจะนำสู่ความเปลี่ยนแปลงเกินคาดเดา
หากมีซูอี้ดูแล มันก็น่าจะสกัดทั่วทศทิศมิให้ปั่นป่วน หยุดความโกลาหลแก่โลกหล้าได้
“เรื่องสำคัญที่สุดคือวิถีเต๋าในภายหน้าของสหายเต๋าจะสูงล้ำเหนือพวกข้าเป็นแน่ และกระทั่งเหนือกว่าท่านมหาเทพหงยามสมบูรณ์พร้อมในบรรพกาลด้วย”
สีหน้าของลู่เหยียนฉายประกายเคารพ “ด้วยเหตุนี้ ข้าจึงปรึกษากับนกยูงเฒ่า และพบว่าเป็นการเหมาะสมที่สุดหากสหายเต๋าจะเป็นนายใหม่ของเขตต้องห้ามเซียนอับโชคนี้”
ข่งเซิ่นเองก็พยักหน้าอย่างจริงจัง “ข้าก็หวังว่าสหายเต๋าจะมิยอมถอย ตาเฒ่าน่าผิดหวังผู้นี้และลู่เหยียนรับปากว่าจะช่วยเหลือสหายเต๋าอย่างเต็มที่!”
ซูอี้กล่าวอย่างจนใจ “แต่ข้าจะจากมหาแดนดินไปในไม่ช้านะ”
เขามิสนใจการรับตำแหน่งนี้
ลู่เหยียนเสสรวลกล่าว “การฟื้นคืนกฎสวรรค์ภูมิดาราฟ้าดินจะกินเวลาเนิ่นนาน อย่างน้อยก็สักร้อย ๆ ปีกว่าจะฟื้นพลังชีวิตได้สักส่วน”
“ระหว่างนี้ ต่อให้ไม่มีสหายเต๋าคอยดูแล ด้วยความแข็งแกร่งของข้ากับนกยูงเฒ่า ขอเพียงไร้การเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวงใด ๆ กับหายนะดึกดำบรรพ์ เราก็จะรับมือได้ทุกปัญหา”
หลังจากเว้นช่วงไป เขาก็กล่าวว่า “กล่าวอีกนัยคือ สหายเต๋าสามารถกระทำตามใจชอบได้ มิต้องสนใจเรื่องยิบย่อยอื่น ๆ และข้ากับนกยูงเฒ่าก็จะพยายามช่วยเหลือสุดความสามารถแน่นอน”
หลังจากกล่าวเช่นนี้ เขากับข่งเซิ่นก็ก้มหัวคำนับซูอี้ ก่อนกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ขอสหายเต๋ายอมรับ อย่าปฏิเสธเลย!”
ซูอี้ “…”
กล่าวมาเสียขนาดนี้ จะปฏิเสธเช่นไรได้?
หลังจากครุ่นคิดเล็กน้อย เขาก็กล่าวว่า “ข้ารับปากเรื่องนี้ แต่มีเรื่องที่ต้องการเพียงหนึ่ง คือก่อนข้าจะออกจากมหาแดนดินไป ให้พวกเจ้าคิดหากฎและระเบียบที่ทำให้ข้าพอใจมา”
ลู่เหยียนและข่งเซิ่นมองหน้ากัน แล้วทั้งคู่ก็ต่างตอบรับอย่างจริงจัง
ต่อมา ซูอี้ก็พูดคุยสัพเพเหระกับทั้งสอง
เช่นในภายหน้า เขาจะจัดการให้สหายเก่าบางคนมาสำรวจเขตต้องห้ามเซียนอับโชค และหากทำได้ เขาก็หวังว่าลู่เหยียนและข่งเซิ่นจะดูแลพวกเขาในกรอบกฎเกณฑ์
ทั้งสองต่างตอบรับอย่างยินดี
วันเดียวกันนั้นเอง ซูอี้ จักรพรรดิมารสวรรค์และเมิ่งฉางอวิ๋นต่างออกเดินทาง ผละจากเขตต้องห้ามเซียนอับโชคไป
นอกเขตต้องห้ามเซียนอับโชค
ยามนี้ ผู้ฝึกตนมากมายจากทั่วสารทิศมารวมตัวกัน
ยอดฝีมือจากขุมกำลังสูงสุดต่าง ๆ มีไม่ขาดสาย
ทั้งแดนลี้ลับขั้นเก้า แดนบูรพาน้อย แดนอสูรปรีดีและอื่น ๆ
“นับ ๆ ดู ใต้เท้าซูก็เข้าไปในเขตต้องห้ามเซียนอับโชคปีกว่าแล้ว แต่ยังไร้ข่าวคราวใด ๆ มิอาจทราบได้เลยว่านิมิตอันปรากฏในมหาแดนดินเมื่อไม่นานนี้เกี่ยวข้องกับใต้เท้าซูหรือไม่”
“บรรพชนของข้าบอกว่า ในโลกหล้ายามนี้ มีเพียงตัวตนในตำนานเยี่ยงใต้เท้าซูเท่านั้นที่สามารถสร้างนิมิตเหนือธรรมดาเหล่านี้ได้ ผู้อื่นล้วนแล้วไร้คุณสมบัติ”
“ถูกต้อง ตัวตนบรรพกาลเหล่านั้นยังกล่าวอีกว่าในภายหน้า มหาแดนดินจะต้อนรับยุคสมัยใหม่ และกระทั่งก่อกำเนิดตัวตนในขอบเขตราชันแห่งภูมิขึ้น!”
…
ในขณะที่ผู้คนพูดคุยเซ็งแซ่อยู่นั้น
ทางเข้าเขตต้องห้ามเซียนอับโชค ร่างสามร่างพลันเดินออกมา
ผู้นำคือชายหนุ่มชุดเขียวผู้หนึ่ง สองมือไพล่หลัง กิริยาเฉยเมย
ถัดจากเขาคือสตรีชุดแดง งดงามสะกดใจไร้ใดเทียบ
และชายชราชุดเทาผู้หนึ่งเดินตามหลังทั้งสองออกมา
เมื่อทั้งสามปรากฏกาย พวกเขาก็ดึงความสนใจคนทุกผู้ได้ทันที
“ใต้เท้าซู!”
บางคนร้องลั่นอย่างตื่นเต้น
รอบข้างพลันเดือดพล่าน ผู้คนส่งเสียงเซ็งแซ่ฮือฮา
ผ่านไปหนึ่งปี ยักษ์ใหญ่แห่งวิถีดาบในตำนานก็หวนคืนจากเขตต้องห้ามเซียนอับโชค!
“ดูเหมือนความเป็นความตายของข้าจะมีผลต่อหัวใจคนมากมายนัก”
ซูอี้กล่าวกับตนเอง
จักรพรรดิมารสวรรค์เม้มปากแล้วหัวเราะคิก “ต่างกระไรกับดวงตะวันบนฟ้า? สาดรัศมีแสงส่องสว่างสุดหูตา และเจ้าซูเสวียนจวินก็คือสุริยันอันร้อนแรงที่สุดทุกวันนี้ ทุกการเคลื่อนไหวล้วนดึงความสนใจคนได้ถ้วนทั่ว”
เมิ่งฉางอวิ๋นรำพึง “สหายเต๋ากล่าวได้ถูกต้องอย่างยิ่ง เมื่อคิดไปในยามแรกเริ่ม ใต้เท้าทัศนาจารย์…”
เขากำลังแต่งคำว่าจะสำแดงลวดลายการยออันแยบยลของเขาเสียหน่อย ทว่าซูอี้กลับโบกมือปัด “พอเถอะ ถึงเวลากลับไปแล้ว”
กล่าวจบเขาก็เดินจาก
จักรพรรดิมารสวรรค์และเมิ่งฉางอวิ๋นก็เดินตามเขาไป
ปราณบนร่างคนทั้งสามถูกกดไว้ให้ต่ำกว่าขอบเขตราชันแห่งภูมิเพื่อป้องกันการถูกปฏิเสธและทำร้ายจากอำนาจกฎสวรรค์
และวันเดียวกันนั้นเอง ข่าวการกลับจากเขตต้องห้ามเซียนอับโชคของซูอี้ก็พลันแพร่กระจายทั่วมหาแดนดิน จนเกิดเป็นเสียงฮือฮามโหฬาร
..
สามวันต่อมา
ซูอี้ในฐานะประมุขแห่งถ้ำเสวียนจวินได้ออกเทียบเชิญไปยังกลุ่มตัวตนบรรพกาลในขอบเขตมหาจักรพรรดิแห่งมหาแดนดินมาเป็นแขกที่ถ้ำเสวียนจวิน
กลุ่มตัวตนบรรพกาลเช่นปรมาจารย์เผิงแห่งแดนลี้ลับขั้นเก้า หลวงจีนเยี่ยนซินจากแดนบูรพาน้อย และหนอนตะกละเฒ่าแห่งหอตำราเทียนเสวียนล้วนไปตามนัดอย่างเต็มใจยิ่ง
การรวมตัวนี้ ผู้คนรุ่นหลังเนิ่นนานจากนี้ขนานนามว่า ‘ชุมนุมเซียนเสวียนจวิน’!
หลังจากการชุมนุมหนนี้ เหล่าตัวตนบรรพกาลผู้ติดในขอบเขตมหาจักรพรรดิเนิ่นนานไม่อาจนับปีต่างเดินทางสู่เขตต้องห้ามเซียนอับโชคตาม ๆ กัน!
และขณะเดียวกัน ข่าวหนึ่งก็แพร่สะพัดทั่วโลกหล้า
กฎสวรรค์ภูมิดาราฟ้าดินกำลังฟื้นตัว และภายภาคหน้า โลกแห่งผู้ฝึกตนนี้จะได้ต้อนรับยุคสมัยใหม่!
วิถีสู่สวรรค์จะหวนปรากฏในโลกหล้าแน่นอน!
หนึ่งศิลาก่อให้เกิดคลื่นนับพัน และทั่วภูมิดาราฟ้าดินก็เดือดพล่าน
โดยเฉพาะเหล่าขุมอำนาจสูงสุดแห่งโลกหล้าทั้งหลายที่รู้แน่ชัดกว่าผู้ใด ว่าการอุบัติแห่งยุคใหม่จะหมายถึงการแปรเปลี่ยนรูปแบบของโลกหล้าอย่างมิอาจเลี่ยง ซึ่งเพียงพอจะกระทบต่อรุ่นหลังถัดไปทั้งหลาย!
“ใช้กำลังตนย้อนกระแสแห่งโลกหล้า หนึ่งคนหนึ่งวิถีดาบบดขยี้ระบบระเบียบเก่า คลี่เปิดม่านแห่งยุคสมัยใหม่! ตัวตนเช่นนี้ต่างอันใดกับตำนานหรือ?”
ไม่อาจทราบได้ว่ามีผู้อาวุโสมากมายเพียงใดที่ใจสั่นสะท้าน
“ดาบนี้คือผืนนภาสำหรับมหาแดนดิน เป็นที่เคารพทั่วทุกยุคสมัย และจากนี้ไป ในภูมิดาราฟ้าดินนี้ ใต้เท้าซูก็ควรเป็นนายเหนือผู้ขับเคลื่อน!”
“ศักราชเปลี่ยน หนทางยาวไกล สวรรค์หาถือกำเนิดซูเสวียนจวินไม่ ทว่าอายุขัยกลับยืนยาวกาลนาน!”
“บางทีเราอาจจะยังไม่ได้เห็นว่ายุคสมัยใหม่นี้จะก่อให้เกิดคลื่นลูกใหญ่เพียงไร แต่มันก็ย่อมสรุปได้ว่าในภายหน้า ผู้ฝึกตนรุ่นใหม่ ๆ จะจำวีรกรรมอนันตกาลนี้ของใต้เท้าซูได้แน่นอน!”
โลกหล้าฮือฮาอลหม่าน เสียงหารือพูดคุยดังขึ้นทุกหย่อมหญ้า
กระทั่งขุมกำลังและผู้ฝึกตนซึ่งเกลียดชังซูอี้ยังต้องยอมรับหนึ่งอย่าง…
นับแต่บรรพกาลจวบจนปัจจุบัน หากหาให้ถ้วนทั่วโลกหล้า เขาซูเสียนจวิน… เรียกได้จริงแท้ว่าเป็นนักดาบอันดับหนึ่งตลอดกาลนาน ไร้คู่เปรียบในโลกหล้า!
…
ภูมิมืดมิด
ภายในเมืองมรณะ ตรงหน้าทางเข้าซากปรักหักพังมโหฬารท่ามกลางสายหมอกทมิฬ
“เจ้าเป็นใคร? กล้าดีเช่นไรจึงบุกรุกเข้ามาที่นี่?”
อีกาปีกดำตัวหนึ่งปรากฏขึ้นจากอากาศธาตุ ดวงตาแดงฉานของมันจับจ้องไปยังแขกไม่ได้รับเชิญ
เขาเป็นชายชราท่าทางสำรวมในอาภรณ์ยาว ถือม้วนกระดาษสีเหลืองม้วนหนึ่ง
ชายชราในชุดยาวเหลือบมองอีกาเก้ามืดมืดแล้วยกหนึ่งนิ้วขึ้นแตะริมฝีปาก “ชู่ อย่าพูดสิ นี่ไม่เกี่ยวอันใดกับเจ้า”
อีกาเก้ามืดมืดตะลึงไป
ทันใดนั้น มันก็ต้องตื่นตระหนกเมื่อพบว่าพลังในร่างของมันถูกผนึกสิ้น อย่าว่าแต่ดิ้นรนฝืนต้าน แค่จะส่งเสียงมันยังทำมิได้!
ยามคำสั่งถูกเปล่ง ก็ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด?
คนผู้นี้คือใครกัน และไยจึงร้ายกาจได้เพียงนี้!?
อีกาเก้ามืดมิดหวาดผวา
ชายชราในอาภรณ์ยาวมองลึกเข้าไปในซากปรักหักพังในสายหมอก กล่าวขึ้นว่า “อาจิ่ว เหตุใดจึงไม่ออกมาพบข้าหน่อยเล่า?”
ตู้ม!
หมอกกระเพื่อมหมุนวน และหนึ่งร่างอรชรก็ปรากฏขึ้นจากอากาศธาตุ
นางสวมชุดกระโปรงเรียบง่ายสีดำดุจหมึก เส้นผมยาวสีดำถูกรวบสูง ผิวขาวกระจ่างเยี่ยงหิมะ ทอประกายเจิดจรัส
ริมฝีปากของนางแดงเยี่ยงเพลิง ดวงตาพราวระยับดุจผิวน้ำ ใบหน้าอ่อนเยาว์บริสุทธิ์เช่นหญิงสาว เปี่ยมเสน่ห์เยี่ยงนางมาร
ทว่าดวงตาของนางกลับเฉยเมยเย็นชาเยี่ยงผู้นำ
นางคือยมบาลผู้ทำให้ตัวตนนับร้อย ๆ ล้านในภูมิมืดมิดต้องหวาดผวานับแต่แรกบรรพกาล!
เมื่อนางปรากฏตัวและพบกับชายชราในชุดยาวเข้า ดวงตาคู่งามของนางก็อดปรากฏเค้าความประหลาดใจมิได้ และกล่าวอย่างไม่อยากเชื่อ “ผู้บวงสรวงสวรรค์!?”
ชายชราในชุดยาวแย้มยิ้มอย่างเมตตา “อาจิ่ว เจ้าหอมีคำสั่งให้ข้ามารับเจ้า”
ชายชรามีสีหน้าและวาจานุ่มนวล
ทว่ายมบาลสาวกลับตัวสั่น
………………..