บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2035 ด้วยความทะเยอทะยานในวัยเยาว์ จึงแสวงวิถีดาบจนตัวตาย!
- Home
- บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ]
- บทที่ 2035 ด้วยความทะเยอทะยานในวัยเยาว์ จึงแสวงวิถีดาบจนตัวตาย!
บทที่ 2035 ด้วยความทะเยอทะยานในวัยเยาว์ จึงแสวงวิถีดาบจนตัวตาย!
ตรวนทิพย์เส้นที่ห้าแตกหักทีละน้อย กลายเป็นแสงสว่างกระจายทั่วท้องนภา เกิดเป็นร่างเค้าโครงของหลี่ฝูโหยว
“ข้ารอคอยวันนี้มานานเหลือเกิน”
หลี่ฝูโหยวกล่าว
“ข้าก็เหมือนกัน”
ซูอี้ยิ้ม
“ชั่วชีวิตของข้า นอกเหนือจากการแสวงหาวิถีดาบแล้ว เรียกได้ว่าน่าเบื่อไร้ความน่าสนใจอื่นใด”
ดวงตาของหลี่ฝูโหยวใสกระจ่างชัด “บางทีคงเป็นเพราะข้าหมกมุ่นกับวิถีดาบมากเกินไป ทำให้ตามืดบอดเพราะใบไม้เพียงใบเดียว จนวิถีของข้าหยุดลงที่ขอบเขตอมรณา”
ซูอี้อดที่จะประหลาดใจไม่ได้ “เจ้าคิดว่าวิถีที่แสวงหาปิดกั้นสภาพจิตใจเอาไว้หรือ?”
“ถูกต้อง”
ผู้เรียบเรียง : Novel PDF
หลี่ฝูโหยวพยักหน้า “มีเพียงวิถีดาบที่หลงเหลืออยู่ในสายตาของข้าเท่านั้น ทำให้ข้าเมินเฉยต่อทุกสิ่งนอกจากวิถีดาบ ทว่านั่นไม่ดีกับการฝึกฝนอย่างยิ่ง”
“การเป็นดั่งปลายทางของแม่น้ำนับร้อยสายจนก่อเกิดเป็นทะเลไร้พรมแดน พบเจอทั้งเรื่องดีและร้าย ย่อมทำให้เข้าใจในวิถีและความเปลี่ยนแปลงของโลกหล้าจนถึงแก่น”
“ความรู้สึกของมนุษย์ก็เช่นเดียวกัน เจ็ดอารมณ์หกปรารถนา รักเกลียดเศร้าชัง หากไม่เคยประสบมาก่อน ก็ไม่สามารถหักห้าม ยากตัดขาดเส้นด้ายแห่งรักได้”
“แต่ในโลกใบนี้ หากมีเพียงวิถีดาบที่หลงเหลืออยู่ในใจ มันกลับทำให้พบกับทางตันโดยง่ายดาย”
“สิ่งสำคัญที่สุด คือวิถีดาบเช่นนั้น… ทำให้ต้องทนทุกข์กับความหวาดวิตก ไม่สามารถรองรับวิถีหมื่นสวรรค์ได้”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ หลี่ฝูโหยวพลันเงยหน้ามองซูอี้ “เมื่อวิถีดาบถูกฝึกฝนจนถึงขีดสุด ก็ย่อมสามารถรองรับมหาวิถีทั้งหมดในโลกหล้าได้ ไร้ซึ่งความแตกต่างสูงต่ำดำขาว อ่อนแอหรือแข็งแกร่ง”
“หากมองรอบข้าง ก็จะเห็นสุริยัน จันทรา และดวงดาราที่สุกสกาวสว่างไสว อีกทั้งยังมองเห็นผืนทราย ก้อนหิน และต้นไม้ใบหญ้า”
“ไม่ว่าจะเป็นมหาวิถีเล็กหรือใหญ่ ขอเพียงคงอยู่ในโลกหล้า ก็ย่อมมีความลึกลับซ่อนอยู่”
“ทุกสรรพสิ่งและทุกชีวิตในแดนดิน ทั้งทวยเทพบนฟ้าและมดบนดินหาได้ต่างกันไม่”
“เมื่อมาถึงจุดนี้ ห้วงจิตจะทะลวงอดีตกาล ข้ามผ่านปัจจุบัน มหาวิถีรองรับสวรรค์ ทิ้งนามมหาวิถีให้เลื่องลือไปทั่วตลอดชั่วกาล!”
ในความประทับใจของซูอี้ หลี่ฝูโหยวคือผู้คนที่เฉยชายิ่ง วาจาประหนึ่งทอง
แต่ตอนนี้ อีกฝ่ายกำลังสนทนาพูดจ้อและกล่าวถึงข้อบกพร่องของวิถีชีวิต รวมถึงวิถีดาบอันน่าภาคภูมิในโลกหล้า
ข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้ถูกสั่งสมในใจของหลี่ฝูโหยวมานานแสนนานแล้ว!
หลังจากย่อยคำพูดของหลี่ฝูโหยวอยู่พักใหญ่ ซูอี้จึงถามว่า “ตอนเจ้าตกตายด้วยน้ำมือของทวยเทพ เจ้าค้นพบความเข้าใจนี้หรือไม่?”
“ก่อนจะพ่ายแพ้พวกมัน ข้าบังเอิญเกิดการรับรู้ฉับพลัน แต่เวลาไม่คอยท่า ตอนที่พยายามสร้างวิถีดาบขึ้นใหม่ การต่อสู้ครั้งใหญ่ก็ได้อุบัติขึ้นแล้ว”
หลี่ฝูโหยวกล่าวอย่างสงบว่า “การพ่ายแพ้พวกมัน ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร มันแค่พิสูจน์ว่าข้าในตอนนั้นยังไม่แข็งแกร่งอย่างแท้จริง”
ซูอี้ “…”
ในชีวิตที่ห้าของเขา ช่างเป็นคนถ่อมตัวเสียจริง…
หากเรื่องนี้ถึงหูของทวยเทพผู้อิจฉาเขาเป็นอย่างยิ่งล่ะก็ มันจะน่าอับอายแค่ไหนกัน?
“ทุกสรรพสิ่งในโลกหล้าเรียนรู้ด้วยการเปรียบเทียบ ทำความเข้าใจด้วยการเปรียบเทียบ เช่นเดียวกับการฝึกฝนวิถีดาบนั่นแหละ หลังจากหลอมรวมกรรมวิถีของข้าแล้ว อย่าได้นิ่งนอนใจ จงทบทวนความผิดพลาดของข้า หวังว่าเจ้าจะสามารถก้าวข้ามข้าไปได้และมุ่งสู่วิถีเทพอย่างแท้จริง จนเป็นที่ภาคภูมิใจตลอดชั่วกาลผันผ่าน”
หลี่ฝูโหยวกล่าวอย่างเคร่งขรึม
ซูอี้พยักหน้าแล้วกล่าวว่า “การฝึกฝนในชีวิตนี้ ต้องจัดการทีละขั้น ข้าจะเรียนรู้และปรับปรุงเส้นทางของเจ้าเอง แต่ข้าจะไม่กลายเป็นเจ้า”
หลี่ฝูโหยวกล่าวอย่างมีความสุขว่า “นับว่าพูดได้ดี”
ขณะพูด ตัวคนพลันหันหลังชี้ไปยังตรวนทิพย์เส้นที่สี่ของดาบเก้าคุมขัง “นั่นคือชีวิตชาติที่สี่ มีชื่อว่าอี้เต้าเสวียน เป็นคนบาปที่ต้องแบกรับความอับอายชั่วนิรันดร์ในโลกแห่งเทพ เป็นที่รู้จักในชื่อมารอันดับหนึ่งในประวัติศาสตร์ เป็นต้นเหตุความคับแค้นใจมากมาย รวมถึงสาเหตุอันทำให้ตัวตนวิถีขงจื๊อไล่ล่า!”
ซูอี้ประหลาดใจ
อี้เต้าเสวียน!
คนบาปผู้ต้องแบกรับความอับอายชั่วนิรันดร์!
มารอันดับหนึ่งในประวัติศาสตร์ของโลกแห่งเทพ!
นี่คือชีวิตที่สี่ของเขาหรือ?
หลังจากสงบสติ ซูอี้ถามว่า “เขาไม่ได้เป็นมารร้ายใช่หรือไม่?”
“ไม่ได้เป็น”
หลี่ฝูโหยวตอบว่า “แพ้เป็นโจร ชนะเป็นเจ้า เมื่อเขาพ่ายแพ้ต่อตัวตนในวิถีขงจื๊อ ข้อมูลของเขาย่อมถูกเขียนโดยผู้ชนะ”
“ในอนาคต หากเจ้าไปโลกแห่งเทพก็ย่อมจะได้ยินเรื่องเกี่ยวกับชาติที่สี่เอง ทว่าอย่าได้ถูกข่าวลือที่แพร่สะพัดในโลกนั้นหลอกเอาเสียเล่า”
ซูอี้พยักหน้า
หลี่ฝูโหยวไม่กล่าวอะไรอีก ร่างของเขากลายเป็นแสงสว่าง หลอมรวมเข้ากับจิตวิญญาณของซูอี้
ตูม!
เพียงพริบตา พลังความทรงจำมากมายมหาศาลพุ่งเข้าสู่จิตใจของซูอี้ราวกับกระแสน้ำเชี่ยวกราด
ประสบการณ์ชีวิต การกระทำ และสิ่งที่เคยเห็นและล่วงรู้ของหลี่ฝูโหยวล้วนสะท้อนอยู่ข้างใน จากนั้นพวกมันพลันเป็นเหมือนดั่งหิมะละลายในน้ำ กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตซูอี้
ถึงอย่างไร เขากับหลี่ฝูโหยวก็เป็นคนคนเดียวกัน ทว่าก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าความสัมพันธ์ระหว่างชีวิตในอดีตกับชีวิตปัจจุบัน
……
ติดตามตอนล่าสุดได้ที่ novelpdf.xyz
ชีวิตของหลี่ฝูโหยว คือตำนานอย่างแท้จริง
เดิมเขาเป็นเด็กผู้ชายในชนบท ครอบครัวเป็นชาวนา ถึงแม้ครอบครัวจะยากจน แต่ก็ไม่เคยอดอยาก แม้กระทั่งในช่วงตรุษจีนก็ยังมีอาหารดีๆ กินทุกมื้อ มีเสื้อผ้าใหม่ๆ ให้สวมใส่
คนทั้งครอบครัวเป็นคนซื่อตรง มีความรับผิดชอบเป็นอย่างดียิ่ง
พวกเขามอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับหลี่ฝูโหยว
ตอนเป็นเด็ก หลี่ฝูโหยวได้พบกับนักดาบพเนจร นับแต่นั้นมา เขาจึงถวิลหาดาบ ก่อนออกท่องไปทั่วหล้า
เมล็ดพันธุ์วิถีดาบได้หยั่งรากอยู่ในใจของหลี่ฝูโหยว ณ ตอนนั้นเอง
เมื่อถึงช่วงวัยหนุ่มไป เขากล่าวลาครอบครัวและพเนจรไปทั่วโลกหล้า เยี่ยมเยียนกราบอาจารย์เลื่องชื่อทุกหนแห่ง เริ่มแสวงหาเส้นทางแห่งการฝึกฝนดาบ
น่าเสียดาย ในที่ที่เขาอยู่คือโลกวิถีปุถุชน มีเพียงนักรบบางส่วนเท่านั้น ไม่มีหนทางการฝึกฝนแต่อย่างใด
หลี่ฝูโหยวค้นหาเส้นทางการฝึกฝนดาบตั้งแต่ยังหนุ่มจนกระทั่งแก่ชรา เขาไม่เคยสมหวัง
สามสิบปีต่อมา
ยามหลี่ฝูโหยวหวนกลับบ้าน คนในครอบครัวของเขาก็แก่ชราแล้ว
สามสิบปีผ่านไป เขาไม่ประสบความสำเร็จสักอย่าง หลี่ฝูโหยวจึงรู้สึกหดหู่ใจ ยอมอยู่กับครอบครัวนับแต่นั้นมา กลายเป็นบุตรสืบทอดกิจการต่อจากพ่อ พยายามทำงานอย่างหนักในทุ่งนา
หลายปีต่อมา พ่อแม่ที่ชราภาพทยอยจากไปคนแล้วคนเล่า ถึงแก่ความตายตามอายุขัย
ขณะมองสิ่งของที่ผู้เป็นพ่อทิ้งเอาไว้ หลี่ฝูโหยวพบดาบเหล็กกล้ากับจดหมายหนึ่งฉบับ
เนื้อความในจดหมายเรียบง่ายยิ่ง พ่อของเขาเขียนในช่วงที่หลี่ฝูโหยวยังเป็นเด็ก ผู้เป็นพ่อเข้าใจว่าหลี่ฝูโหยวอยากเป็นนักดาบมานานแล้ว จนออกไปศึกษาทักษะการใช้ดาบทั่วหล้า
โชคไม่ดี พ่อของเขาเป็นเพียงชาวนายากจน จึงไม่สามารถทำอะไรได้
เรื่องนี้ทำให้พ่อของเขากังวลมาตลอด
เมื่อหลี่ฝูโหยวเดินทางจากบ้านเกิดไปนาน ครอบครัวจึงใช้ชีวิตอย่างอดออมจนเก็บเงินได้จำนวนหนึ่ง ก่อนไปร้านช่างตีเหล็กในเมืองเพื่อหลอมดาบให้กับหลี่ฝูโหยว
แต่น่าเสียดาย สามสิบปีมาแล้วตั้งแต่หลี่ฝูโหยวออกเดินทางกลับไม่มีข่าวคราวของเขาเลย
เมื่อกลับมา ดาบเหล็กจึงขึ้นสนิมและมีรอยตำหนิ หลี่ฝูโหยวจากบ้านไปสามสิบปี ไม่ประสบความสำเร็จสักอย่าง ทำให้ตระหนักได้ว่าความทะเยอทะยานที่มีมันช่างไร้ค่า ท้ายที่สุด พ่อของหลี่ฝูโหยวจึงฝังดาบเหล็กขึ้นสนิมแทน
ราวกับ… ฝังความปรารถนาที่ถูกหยุดไว้ทันทีโดยยังไม่ได้รับการเติมเต็ม
เมื่อทราบเรื่องทั้งหมดนี้ หลี่ฝูโหยวพลันรู้สึกเศร้าโศกอยู่ในใจ ก่อนร่ำไห้ออกมาด้วยความขมขื่น
หลังจากร่ำไห้แก่ครอบครัวถึงสามปี หลี่ฝูโหยวได้ขายทรัพย์สินในตระกูลและนำดาบเหล็กที่พ่อหลงเหลือไว้ให้ติดตัวไป ก่อนออกจากบ้านเกิด
หลายปีผ่านมา เขากินนอนอยู่ในที่แจ้ง พเนจรไปทั่วโลกหล้า ราวกับแหนที่ไหลไปตามน้ำ ไม่มีที่พักพิงแน่นอน ประสบกับความยากลำบากในโลก รวมถึงความอบอุ่นและเย็นชาของสายสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์
แต่หลี่ฝูโหยวยังไม่ละทิ้งความฝันในวัยเด็ก ยังคงตามหาเส้นทางสู่วิถีดาบ
จนกระทั่งถึงวัยชรา เขาได้เรียนรู้วิชาดาบที่หยาบกร้านและตื้นเขิน ไม่ได้ย่างเท้าเข้าสู่เส้นทางแห่งการฝึกฝนแม้แต่นิดเดียว
ความแก่ชรามาพร้อมกับความตาย มันคือหนทางเดียวสำหรับคนธรรมดา…
หลี่ฝูโหยวไม่ใช่ข้อยกเว้น
จนกระทั่งเขาชรามากแล้วจนนำไปสู่ความไม่เที่ยงและเสื่อมทราม ทว่าเมื่อมองย้อนกลับไปยังความปรารถนาในชีวิต มันกลับไม่ต่างจากสิ่งที่สะท้อนอยู่ในกระจก จนอดรู้สึกเศร้าโศกเป็นอย่างยิ่งไม่ได้
แต่ว่า…
ยามเห็นดาบเหล็กขึ้นสนิมที่พ่อทิ้งเอาไว้ให้ มันกลับมีพลังที่มองไม่เห็นช่วยให้หลี่ฝูโหยวกลับมายืนหยัดได้อีกครั้ง
ต่อให้เส้นทางการฝึกวิถีดาบจะยาวนาน แต่เขาก็ยังจะใช้ทั้งชีวิตเพื่อค้นหามัน จนกระทั่งถึงแก่ความตาย!
… กาลเวลาผันผ่าน จนกระทั่งหลี่ฝูโหยวมาถึงชายฝั่งทะเล ทว่าเจ้าตัวกลับแก่เกินกว่าจะเดินไหว จึงนั่งอยู่ในถ้ำข้างทะเลในสภาพที่ขยับไม่ได้ กอดดาบเหล็กไว้ในอ้อมแขน มองดวงดาวที่สะท้อนอยู่ในทะเลของท้องนภาราตรี หวนนึกถึงสิ่งต่างๆ ในชีวิต ในใจเต็มไปด้วยความรัก ไร้ซึ่งความเสียใจ
ในโลกหล้าใบนี้ เขาเคยมีตัวตนอยู่
ต่อให้ไม่อาจคว้ากุมความฝันวัยเด็กในชีวิตนี้ได้ แต่เขาก็ใช้ทั้งชีวิตเพื่อแสวงหามัน
มันเกินพอแล้ว!
ในวันนั้นเอง ขณะตกอยู่ในสภาพแก่ชราสติเลื่อนลอย หลี่ฝูโหยวยังคงไม่เปลี่ยนความตั้งใจเดิม ตอนเขากำลังจะสิ้นอายุขัย… ก็พลันเกิดรู้แจ้งขึ้น!
ดาบเก้าคุมขังที่นิ่งเงียบอยู่ในจิตวิญญาณตอบสนองกับสภาพจิตใจของหลี่ฝูโหยวจนตื่นขึ้นมา
การเปลี่ยนแปลงที่เหมือนกับการนิพพานของนกอมตะก็ได้บังเกิดขึ้น
ในวันนั้น ทะเลเต็มไปด้วยดวงดาว ราตรีราวกับสายน้ำ
Novel PDF
หลี่ฝูโหยวเกิดการรับรู้ในฉับพลันทั้งคืน ก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการฝึกฝน!
นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดในชีวิตของหลี่ฝูโหยว
มันคือจุดเริ่มต้นของวิถีดาบในชีวิต!
ก่อนหน้านั้นเขาผ่านร้อนหนาวมามากมาย พเนจรไปทั่ว ลิ้มรสชาติของสายลม น้ำแข็ง สายฝน และหิมะ แทนที่จะบอกว่าดาวเก้าคุมขังเปลี่ยนโชคชะตาอันขัดสวรรค์ ควรจะบอกว่า ทำให้สภาพจิตใจของเขาหนักแน่นจนไม่รู้สึกเสียดาย จนมีโอกาสย่างก้าวเข้าสู่เส้นทางของการฝึกฝนดาบ!
นับแต่นั้นมา ก็ได้มีนักดาบในตำนานของโลกหล้าผู้ย่างก้าวเข้าสู่วิถีดาบอันยิ่งใหญ่ทะยานขึ้นไป สร้างตำนานบทใหม่ที่มากพอจะทำให้อดีตและปัจจุบันตกตะลึง
ในตอนนั้น เขาคือนักดาบที่ลึกลับสูงส่งที่สุดในโลกหล้า คือจอมดาบหลิงซูผู้เป็นที่สักการะของผู้ยิ่งใหญ่ในแดนเซียน เป็นเจ้าสวรรค์หลิงซูที่ทวยเทพหวาดกลัว เป็น ‘พี่ชายร่วมวิถี’ ผู้เป็นที่เคารพโดยตัวตนระดับจอมเทพ
หลี่ฝูโหยวไม่เหมือนกับผู้อื่น เขารักในวิถีดาบจากก้นบึ้งของหัวใจจนหมกมุ่นกับคมดาบ เขาทำการต่อสู้และแสวงหามันชั่วชีวิต เพียงเพื่อก้าวเข้าสู่วิถี เพื่อชื่นชมความลับสุดยอดที่แท้จริงของวิถีดาบ!
ในฐานะจอมราชันทรงอำนาจ เขาหาได้สนใจชื่อเสียงนิรันดร์หรือแม้กระทั่งความวุ่นวายซับซ้อนของโลกหล้า เขาไม่คิดเหลียวแล เพียงแค่จดจ่อกับวิถีดาบ
เขาใช้ชีวิตตามความฝันในวัยเด็กและเก็บรักษาดาบขึ้นสนิมที่หลอมโดยพ่อของเขาเอาไว้อย่างหวงแหน
ดาบเล่มนี้ถูกเขาเก็บเอาไว้ พกติดตัวยามคิดบุกผจญ มุ่งไปตามทางจากแดนเซียน ตัดผ่านธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัย และเยือนโลกแห่งเทพ…
จนกระทั่งตกตายด้วยเงื้อมมือของทวยเทพ!
หลี่ฝูโหยวเคยกล่าวไว้ว่า นอกจากวิถีดาบแล้ว ทุกสิ่งในชีวิตของเขามันช่างน่าเบื่อหน่าย
แต่เมื่อรวมหลอมกรรมวิถีของหลี่ฝูโหยวจนประสบกับเส้นทางอันงดงามและเป็นตำนานในชีวิตของอีกฝ่าย ซูอี้กลับไม่อาจสงบสติอารมณ์ได้อยู่พักใหญ่
สำหรับซูอี้แล้ว การกระทำดั่งตำนานของหลี่ฝูโหยวตลอดชั่วชีวิตที่ผ่านมานี้น่าตกตะลึงจนเกินไป!
ส่วนสิ่งที่จับใจเขาอย่างยิ่งคือก่อนจะย่างเท้าเข้าสู่เส้นทางแห่งการฝึกฝน หลี่ฝูโหยวผู้เป็นคนธรรมดาสามารถแสวงหาเส้นทางแห่งดาบได้ก่อนจะถึงแก่ความตาย!