บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2038 แย่งกันเชื้อเชิญ
บทที่ 2038 แย่งกันเชื้อเชิญ
หลัวอวิ๋นเจากล่าวเสียงแข็งอย่างเดือดดาล “เรามาจากอาณาจักรนิตย์ทิวา รับใช้เก้ามหาเทพสวรรค์ การกระทำนี้ของท่านแสดงว่าประสงค์จะเริ่มสงครามกับอาณาจักรนิตย์ทิวาหรือ?”
พรึ่บ!
เพลิงสีทองลุกโชนลามเลีย ดูงดงามอ่อนโยน ทว่ากลับเปี่ยมด้วยอำนาจประหลาดอันแสนทรงพลัง แผดเผาหลัวอวิ๋นเจา เทพหนึ่งจากหอพิงนภาจนสิ้นไปในพริบตา
เหลือเพียงอำนาจเทพซึ่งยังสมบูรณ์ทะยานเป็นดวงแสงเข้าสู่มือของฮวงจ่านคง
เขากลืนอำนาจเทพนี้ไปในทันที จากนั้นก็มองไปยังหลวงจีนเทพอวี้เหออย่างไร้อารมณ์
ฟิ้ว!
หลวงจีนเทพอวี้เหอผงะ ก่อนจะหันหลังเผ่นหนี
“เจ้าน่ะมานี่!”
ทว่าหลังจากเห็นเช่นนั้น ฮวงจ่านคงก็หยุดหลวงจีนเทพอวี้เหอไว้ จากนั้นก็ส่งเพลิงทิพย์โหมกระหน่ำออกไป
ผู้เรียบเรียง : Novel PDF
หลวงจีนเทพอวี้เหอกลายเป็นเถ้าปลิดปลิวไปบนฟ้าทันที
จากนั้นอำนาจเทพของเจ้าตัวก็ถูกฮวงจ่านคงเขมือบไปอีกครั้ง
หากให้กล่าวสรุปคือ การสังหารเทพทั้งสองตั้งแต่ต้นจนจบนั้นไม่ต่างจากการบี้มด
ท่าทางอันทรงพลังเปี่ยมจิตสังหารนั้นน่าสะพรึงกลัวเกินไป
“ฮวงจ่านคง นี่เจ้ากำลังสำแดงพลังข่มขู่ข้าอยู่หรือ?”
ดวงตาดุจวังวนสีเขียวหยกของชายชุดเทาที่มีนามว่าจือเป่ยจับจ้องฮวงจ่านคงอย่างเยียบเย็น
“แค่ฆ่าพวกมีตาไร้แวว นับเป็นการสำแดงพลังได้เช่นไร?”
ฮวงจ่านคงหัวเราะเย้ย สีหน้าแสนเหยียดหยามราวคิดว่าจือเป่ยผู้มาจากเขตหวงห้ามป่วนบรรพกาลหาเรื่องยั่วยุเขาอยู่
“พวกเขาไม่ใช่เทพธรรมดา มีอาณาจักรนิตย์ทิวาซึ่งเป็นตัวแทนแห่งเกียรติภูมิของจอมเทพบางผู้ในโลกแห่งเทพอยู่เบื้องหลังนะ”
หญิงงามผู้เรียกตนเองว่าปี้หนูกล่าวอย่างเชื่องช้าว่า “ทำเช่นนี้ เจ้าไม่กลัวว่าจะสร้างปัญหาให้แก่เขตหวงห้ามสาปสวรรค์หรือ?”
ดวงตาของฮวงจ่านคงหรี่ลง ก่อนจะยิ้มเยาะทันควัน “มรสุมป่วนโลกาอันไม่ได้พบเห็นนับตั้งแต่ยุคเทพโบราณกำลังมา ระบบระเบียบวิถีเทพทั่วอารยธรรมยามนี้จะได้รับผลกระทบที่เกินคาดคิดอยู่รอมร่อ ใครเล่าจะมาสนใจเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้?”
ว่าแล้ว เขาก็หันไปคำนับซูอี้อีกครั้ง “ท่านเอ๋ย โปรดมากับข้าเพื่อเป็นแขกของเขตหวงห้ามสาปสวรรค์เถิด นายของข้าได้จัดเตรียมงานเลี้ยงรอท่านอยู่แล้ว”
จือเป่ยกับปี้หนูดูมิอาจสงบใจได้อย่างชัดเจน
ทั้งสองต่างเชื้อเชิญซูอี้ไปยังเขตหวงห้ามของตนเองตามลำดับ ไม่ได้ลดราวาศอกให้กับฮวงจ่านคง ซึ่งทำให้สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นมาทันที
ทว่าซูอี้กลับทำเพียงนิ่งมองเฉยๆ
ในใจของเขากำลังลอบครุ่นคิด ไฉนคนจากเขตหวงห้ามเหล่านี้จึงอยากเชิญเขาไปพบกันนัก?
พวกเขาอยากทำอันใดกันแน่?
แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เรื่องทั้งหมดนี้ต้องเกี่ยวข้องกับอำนาจวัฏสงสารในมือของชายหนุ่มเป็นแน่
และอาจเกี่ยวพันกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับวิถีแห่งบรรพเทวาด้วย
นอกจากนั้น พวกเขาน่าจะรู้เกี่ยวกับเรื่องราวในสมรภูมิแห่งยุคสมัยในกาลก่อนกันแล้ว จึงได้รู้ว่าซูอี้เป็นเพียงคนเดียวที่ถือครองอำนาจวัฏสงสารในตอนนี้!
“หากท่านรับปาก ข้าสัญญาว่าผู้ใดก็ไม่อาจขวางทางได้ และข้าจะพาท่านไปยังเขตหวงห้ามสาปสวรรค์อย่างปลอดภัย นอกจากนั้น นายข้ายังกล่าวไว้ด้วยว่า ขอเพียงท่านมา เขาจะช่วยท่านรับมือจอมเทพในโลกเทพต่อจากนี้ด้วย!”
ฮวงจ่านคงกล่าวขึ้นอีกครั้ง ดูแสนจริงใจ
“น่าขัน มีข้าอยู่ อย่าหวังพาสหายเต๋าซูอี้ผู้นี้ไปได้!”
จือเป่ยกล่าวอย่างเดือดดาล เขาร้อนใจอย่างเห็นได้ชัด และหันมากล่าวกับชายหนุ่มว่า “ข้าให้ทุกสิ่งที่ฮวงจ่านคงรับปากได้ และยังประกันได้ด้วยว่ายามท่านมาเป็นแขกของเรา นอกจากความปลอดภัยแล้ว ยังได้ผลประโยชน์อันเกินคาดคิดด้วย!”
“เฮอะ!”
หญิงงามทรงเสน่ห์ปี้หนูแค่นเสียงเย็นชา “ในอดีตกาล ใครเล่าจะไม่ทราบว่าราชันเทพล่วนกู่แห่งเขตหวงห้ามป่วนบรรพกาลเป็นมารเฒ่าผู้กินคนมิคายกระดูก? ซ้ำราชันเทพเทียนจิ้วแห่งเขตหวงห้ามสาปสวรรค์ก็ไม่ใช่คนดีเช่นกัน!”
ว่าแล้ว นางก็มองซูอี้ด้วยคู่เนตรพร่างประกายอย่างออดอ้อน “ว่ากันตามตรง เราเชิญท่านเป็นแขกในหนนี้ก็เพราะอำนาจวัฏสงสารของท่าน ทว่าเขตหวงห้ามฝังเมฆาของเราจะไม่กระทำการใดให้สหายเต๋าเสื่อมเสียชื่อเสียง ข้าสาบานด้วยหัวใจวิถีได้ในเรื่องนี้ หากโกหกปลิ้นปล้อนก็มลายสูญสิ้นได้เลย!”
สตรีผู้นี้เปิดเผยอย่างเต็มที่ โดยเริ่มด้วยการป้ายสีอีกสองฝ่าย จากนั้นจึงเผยจุดประสงค์ในการเชื้อเชิญซูอี้ พร้อมทั้งแจ้งจุดยืนอย่างชัดเจน ดูแสนเฉียบขาดตรงไปตรงมา
แต่จากจุดนี้ก็เห็นได้เช่นกันว่านางเองก็กำลังร้อนใจ!
“พวกเจ้าทั้งสองไม่ต้องถกเถียงกัน มิเห็นหรือว่าสหายเต๋าซูผู้นี้ยังมิได้บอกความเห็นของเขาออกมาเลย?”
จือเป่ยโพล่งกล่าว
ทั้งปี้หนูและฮวงจ่านคงในเวลานั้นก็พลันขมวดคิ้ว
ถูกต้อง แต่ไหนแต่ไร ซูอี้ยังคงเงียบขรึม ดูแสนเยือกเย็นจนถึงบัดนี้
และยังทำให้พวกเขาตระหนักด้วยว่าที่ผ่านมา การกระทำของพวกเขาตื่นตระหนกแลกังวลเกินไป
ประหนึ่งลูกค้าต่อราคาแข่งกันก่อนผู้ขายจะทันได้เอ่ยราคา
ท้ายที่สุด ผู้เสียเปรียบที่สุดก็ย่อมเป็นผู้ซื้อ!
“มิทราบว่าท่านมีความเห็นเช่นไร โปรดบอกมาเถิด”
จือเป่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงอบอุ่น
อีกสองคนต่างก็มองซูอี้เป็นตาเดียวเช่นกัน
ชายหนุ่มยกไหสุราขึ้นจิบ ก่อนจะกล่าวพร้อมกับรอยยิ้มว่า “ข้าเป็นแขกให้มิได้หรอก เช่นนี้เป็นไร หากผู้นำของแต่ละแห่งอยากพบข้าจริงๆ ก็ให้มายังนครสาบสูญด้วยกันเลย แล้วข้าจะเป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงดูแลให้เป็นอย่างดี แบบนี้เป็นไร?”
ติดตามตอนล่าสุดได้ที่ novelpdf.xyz
คิ้วของตัวตนลึกลับทั้งสามพลันขมวดหากัน
จากนั้นปี้หนูก็กล่าวด้วยน้ำเสียงเบา “ท่านคงไม่ทราบบางเรื่อง เมื่อยังมิถึงกาล นายข้าก็ยังไม่อาจมาร่วมงานเลี้ยงด้วยตนเองได้หรอก”
ซูอี้เข้าใจทันที ‘ยังไม่ถึงกาล’ ย่อมหมายความชัดเจนว่าเจ้านายของทั้งสามไม่อาจออกจากเขตหวงห้ามของตนได้ในเวลานี้!
เหมือนลั่วเสวียนจีซึ่งเคยครองนครสาบสูญ หากนางไม่อาจทำลายคำสาปบนร่างได้ ก็คงมิอาจออกจากนครสาบสูญได้จนบัดนี้!
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ชายหนุ่มพลันสังหรณ์รางๆ ว่าตัวตนอันน่าสะพรึงกลัวทั้งหลายตามเขตหวงห้ามต่างๆ อย่างราชันเทพล่วนกู่กับราชันเทพเทียนจิ้วล้วนคิดเหมือนกับลั่วเสวียนจี คืออยากใช้อำนาจวัฏสงสารของเขาปลดปล่อยตนเป็นอิสระจากเขตหวงห้าม!
“ว่าเช่นนั้นแล้วก็น่าเสียดาย”
ซูอี้กล่าว “ยามนี้ข้ามีเรื่องสำคัญ ต้องไปที่อาณาจักรนิตย์ทิวา จึงทำได้เพียงขอบคุณนายทั้งสามของพวกท่านสำหรับการเชื้อเชิญอย่างอัธยาศัยดีนี้ด้วย”
นั่นคือการปฏิเสธอย่างสุภาพ
การวางตัวก็สุภาพยิ่ง
เพราะถึงอย่างไร ทั้งสามก็ไม่ได้วางอำนาจบาตรใหญ่ จนบัดนี้ เมื่อให้เกียรติกันก็สมควรให้เกียรติตอบแทน
ปี้หนู จือเป่ย และฮวงจ่านคงย่อมรู้ว่าอีกฝ่ายหมายความว่าเช่นไร คนทั้งสามมองหน้ากันแล้วยิ่งขมวดคิ้ว
จือเป่ยหายใจเข้าลึกๆ และพึมพำว่า “โปรดอย่าทำเรื่องลำบากให้แก่เราเลย นายข้าสั่งมาแล้วว่าหากไม่อาจเชิญท่านเป็นแขกได้ครานี้ ท่านจะมิอภัยให้ข้าง่ายๆ เป็นแน่”
ซูอี้กล่าวเนิบๆ พร้อมกับแย้มยิ้ม “แล้วเจ้าจะทำเช่นไร?”
“ท่านยังต้องให้ข้าอธิบายหรือ?”
คู่เนตรเขียวหยกของจือเป่ยเผยเค้าความจนใจ “หากไร้ทางเลือกจริงๆ ข้าก็ทำได้เพียงต้อง ‘เชิญ’ ท่านไปเป็นแขกด้วยตนเอง”
“พวกเจ้าก็เป็นเช่นนั้นหรือไม่?”
ซูอี้หันไปถามปี้หนูกับฮวงจ่านคง
ปี้หนูถอนหายใจเบาๆ และกล่าวว่า “ท่านโปรดวางใจ แม้ต้องลงมือ เราก็มีเจตนาดีและจะไม่ทำร้ายท่านแม้แต่น้อย อีกทั้งเราจะขอขมาท่านด้วยตนเองในภายหน้า”
ฮวงจ่านคงกล่าวอย่างตรงไปตรงมายิ่ง “หากท่านคิดว่าสามารถเอาชนะข้าได้ ก็ลงมือได้ หากข้าพ่ายแพ้ ข้าจะกลับไปรับผิดกับนายท่านได้ แต่หากท่านปราชัย ก็ติดตามข้าไปเป็นแขก เช่นนี้เป็นไร?”
บรรยากาศกดดันเงียบเชียบ
ซูอี้ไม่เคยชอบการสร้างความขัดแย้งหรือเล่นกลอุบาย หาไม่ เขาจะเสี้ยมให้ทั้งสามสู้กันก่อนก็ย่อมได้
ทว่าเล่ห์กลเช่นนี้มองออกได้ง่าย มันจะทำให้เขาดูไร้สามารถ ทำได้เพียงเล่นลูกไม้มิน่าดูเช่นนี้เท่านั้น
ดังนั้นยามทัศนคติของคนทั้งสามมุ่งมั่น ซูอี้จึงกล่าวเข้าประเด็นว่า “ข้าจะไปหนใด ผู้มีสิทธิ์ตัดสินใจเด็ดขาดคือข้า ไร้ผู้ใดบังคับได้ ยามปฏิเสธ ผู้ใดก็เปลี่ยนมิได้ เว้นแต่ข้าจะตาย”
หลังเว้นช่วงเล็กน้อย ชายหนุ่มก็กวาดสายตามองคนทั้งสาม “หากพวกเจ้าลงมือ ข้าจะถือพวกเจ้าเป็นศัตรู ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องตายไปข้าง ไม่สิ้นมิเลิกรา!”
“นั่นคือจุดยืนของข้า พวกเจ้าเลือกเถิด”
สีหน้าของคนทั้งสามคล้ำเครียด แสนตกตะลึงระคนประหลาดใจ
ไร้ผู้ใดคาดคิดว่าชายหนุ่มขอบเขตมหาศาลอย่างซูอี้จะเผยจุดยืนแข็งกร้าวทั้งๆ ที่รู้ที่มาและอำนาจของพวกเขา!
จริงอยู่ที่พวกเขาได้รับคำสั่งเชิญซูอี้ไปเป็นแขก ทั้งยังวางตัวนอบน้อมและให้เกียรติอีกฝ่าย แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขามองว่าชายหนุ่มเป็นตัวตนที่เสมอภาคกัน
กระทั่งการเข่นฆ่ายอดฝีมือนับพันหมื่นก่อนหน้านี้ของฮวงจ่านคงยังเป็นการอวดฤทธาให้ซูอี้เห็น มีเป้าหมายคือเพื่อให้ชายหนุ่มวางตัวดี อย่าได้คิดลำพองใจ
แต่เห็นได้ชัดว่าซูอี้ ชายหนุ่มขอบเขตมหาศาลผู้นี้หาสนใจความนัยนั้นไม่!
“ขออภัย”
ทันใดนั้น จือเป่ยก็คำนับอย่างรู้สึกผิด “คำสั่งนายข้ามิอาจขัดได้ จำต้องล่วงเกินแล้ว”
ซูอี้พยักหน้าแล้วกล่าวว่า “อยู่ใต้บารมีผู้ใด ซื่อสัตย์ภักดีต่อผู้นั้น เป็นเรื่องเข้าใจได้ที่เจ้าจะเลือกเช่นนี้”
จือเป่ยผงะไป ไม่ได้คาดคิดว่าชายหนุ่มอย่างซูอี้จะกล้าวิจารณ์เขาอย่างเฉยชาเช่นนี้
ทว่าอีกฝ่ายหารู้ไม่ว่าหลังรวมอำนาจกรรมวิถีของหลี่ฝูโหยว ในสายตาซูอี้บัดนี้ รายละเอียดความแข็งแกร่งของทั้งสามถูกเขามองออกแล้ว!
นอกจากนั้น ด้วยอุปนิสัยของชายหนุ่ม เขายังไม่เคยกลัวเกรงผู้ใด แล้วไฉนเลยเขาจึงต้อง ‘กลัวฟ้ากลัวดิน มิกล้าออกเสียงวิจารณ์ผู้ใด’ ด้วยเล่า?
หากเป็นเช่นนั้น คงไม่สมเป็นเขาเลย!
“เชิญ!”
จือเป่ยละทิ้งความคิดฟุ้งซ่าน ผายมือเชื้อเชิญซูอี้จากไกลๆ
นี่คือการเตรียมศึก
Novel PDF
ดวงตาของปี้หนูและฮวงจ่านคงวูบไหว และในที่สุด ทั้งสองก็เลือกอยู่เฉยไม่พัวพัน ราวกับอยากยืมมือจือเป่ยมาหยั่งเชิงซูอี้
ต่อให้ซูอี้ถูกจือเป่ยปราบลง ด้วยความแข็งแกร่งของทั้งสองก็ยังสามารถเข้าขัดขวางได้
ตู้ม!
อาภรณ์สีเทาของจือเป่ยสะบัดโบก รัศมีเทพเขียวหยกประหลาดเปล่งออกมาจากร่างเขาเยี่ยงมังกรแหวกว่ายรายล้อม
อำนาจเทพอันน่าสะพรึงกลัวสะท้านสุญตาแผ่ซ่าน จับจ้องนิ่งที่ซูอี้
ดวงตาของซูอี้ในยามนี้หรี่ลงอย่างเงียบงัน เขาสัมผัสแรงกดดันมหาศาลที่พุ่งปะทะหน้าได้
ทว่าทันใดนั้นก็เกิดเสียงจ๋อมขึ้น
ศีรษะเปื้อนเลือดของคนผู้หนึ่งร่วงลงจากท้องนภา ฟาดลงบนผิวธารจนคลื่นนทีเลือดกระเซ็น
ศีรษะนั้นเป็นของชายผู้มีใบหน้าบิดเบี้ยวเหยเก หว่างคิ้วสลักลวดลายลับสีเลือดซึ่งห้อมล้อมด้วยตะวันจันทรา
เมื่อเห็นเช่นนี้ จือเป่ย ฮวงจ่านคง และปี้หนูพลันสีหน้าเปลี่ยน
พวกเขารู้ว่าเจ้าของศีรษะนั้นเป็นใคร!