บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2041 ชู่ เงียบก่อน
บทที่ 2041 ชู่ เงียบก่อน
ซูสิงเค่อเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า “เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเขตหวงห้ามบางแห่งในธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัย”
เขากล่าวความลับเรื่องหนึ่งออกมาทันที
ในธารนทีสายยาวแห่งโชคชะตา มีเขตหวงห้ามลึกลับอันตรายอยู่หลายแห่ง เช่น เขตหวงห้ามป่วนบรรพกาล เขตหวงห้ามฝังเมฆา เขตหวงห้ามสาปสวรรค์ เขตหวงห้ามยอดหญิงงาม เขตหวงห้ามรวนสวรรค์ และเขตหวงห้ามอื่นๆ อีก 8 เขต
เขตหวงห้ามเหล่านี้ไม่ควรปรากฏในโลกหล้า
เพราะเขตหวงห้ามเหล่านี้ล้วนแต่มาจากอารยธรรมยุคสมัยแห่งอดีต!
เขตหวงห้ามเหล่านี้ปรากฏขึ้นเพราะมิติเวลาอันทับซ้อนบิดเบี้ยว กระแสเวลาแห่งอดีต ปัจจุบัน และอนาคตพังทลายปั่นป่วนอย่างร้ายแรง
เพราะเหตุนี้ อารยธรรมต่างยุคสมัยซึ่งควรเลือนหายไปเนิ่นนานก็กลับมาปรากฏในเขตทับซ้อนระหว่างมิติเวลา!
เขตหวงห้ามลึกลับอันกระจัดกระจายทั่วธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัยต่างก็เป็นจุดทับซ้อนมิติเวลา!
ตัวตนประหลาดในเขตหวงห้ามต่างๆ ล้วนเป็นตัวตนทรงพลังสูงสุดจากยุคสมัยอื่น
ผู้เรียบเรียง : Novel PDF
พวกเขาพบทางรอดท่ามกลางความปั่นป่วนแห่งยุคสมัย แยกตัวจากอารยธรรมยุคสมัยอันควรสิ้นสลาย รอดตายจากหายนะแห่งยุคสมัยอันร้ายแรงแปลกประหลาดครั้งแล้วครั้งเล่ามาจนยามนี้!
ราชันเทพล่วนกู่จากเขตหวงห้ามป่วนบรรพกาล ราชันเทพเทียนจิ้วจากเขตหวงห้ามสาปสวรรค์ ธิดาเทพกูเยี่ยจากเขตหวงห้ามยอดหญิงงาม และจอมมารอวิ๋นจั้งจากเขตหวงห้ามฝังเมฆา… ทั้งหมดล้วนเป็นตัวตนน่าสะพรึงกลัวเช่นนั้น
พวกเขารอดชีวิตจากอดีตกาลอันเสื่อมสลาย พบทางรอดท่ามกลางมิติเวลาอันแปรปรวน และอยู่รอดผ่านหายนะอันร้ายกาจน่าสะพรึงกลัวมากมายมาจนบัดนี้!!
กล่าวได้ในระดับหนึ่งว่าตัวตนร้ายกาจเหล่านี้เป็นผู้มาจากบรรพกาลอัน ‘โบราณ’
และยังกล่าวได้ว่าเป็นเทพโบราณเช่นกัน!
เพราะยอดฝีมือผู้สามารถพบทางรอดจากอดีตกาล รอดคลื่นหายนะแห่งมิติเวลามาจนบัดนี้ได้ก็ล้วนแต่เป็นตัวตนสูงสุดในยุคสมัยของตนทั้งสิ้น!
ยามเขาได้รับรู้ปริศนานี้ ซูอี้ก็อดสะท้านใจมิได้
ในที่สุดชายหนุ่มก็เข้าใจว่าสมญา ‘เทพโบราณ’ หนักหนาเพียงไร
เพราะบนวิถีเทพ มีเพียงจอมเทพเท่านั้นที่สามารถประชันความแปรปรวนแห่งมิติเวลาได้จริงๆ!
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าราชันเทพล่วนกู่ ราชันเทพเทียนจิ้ว และธิดาเทพกูเยี่ยล้วนแต่เป็นมหาอำนาจสูงสุดในหมู่เทพโบราณ ซึ่งสามารถแหวกว่ายผ่านมิติเวลาอันเรรวน รอดจากอดีตกาลอันเสื่อมสลายมาจนบัดนี้ได้!
และบริวารของพวกเขาต่างก็ต้องเป็นตัวตนทรงพลังที่ติดตามพวกเขามาจากยุคสมัยเหล่านั้น จึงควรค่าแก่การมีชีวิตรอดมาจนปัจจุบัน!
“วิถีของพวกเขาแตกต่างจากโลกหล้าปัจจุบัน เคล็ดพลังกฎเกณฑ์ในมือก็ไม่เหมือนกัน ทว่าพวกเขาเหมือนกันตรงที่บรรลุกฎแห่งยุคสมัยในวิถีเทพ”
“ทุกวันนี้ พวกเขาติดอยู่ในเขตหวงห้ามก็เพราะมิติเวลาอันปั่นป่วน และพวกเขายังต้องเผชิญหายนะร้ายแรงมากมาย เพราะอำนาจแห่งยุคสมัยในเวลาปัจจุบันถือเทพโบราณจากอดีตเหล่านี้เป็นตัวตนนอกรีตที่ไม่ควรมีอยู่ ต้องประสบกับการกดดันสยบปราบ”
ซูอี้นึกถึงสตรีชุดแดงลั่วเสวียนจีขึ้นมา
ก่อนหน้านี้ นางถูกคำสาปเทพโบราณจองจำอยู่ในนครสาบสูญ และเป็นเทพโบราณอันทรงพลังอย่างเห็นได้ชัดผู้หนึ่ง! นางถูกมองว่าเป็นตัวตนนอกรีตในเวลาปัจจุบัน!
และเขาผู้ทำลายตรวนคำสาปให้นางก็ปล่อยนางหนีออกจากนครสาบสูญได้
เมื่อคิดเช่นนี้ ซูอี้ก็ยิ่งตระหนักได้ว่าไฉนผู้นำเขตหวงห้ามต่างๆ จึงอยากเชิญเขาไปเป็นแขกกันนัก
เพราะเขาสามารถช่วยคนเหล่านั้นเป็นอิสระได้! ไม่ต้องมาเผชิญการคุกคามจากความผันผวนมิติเวลา ไม่ต้องถูกหายนะต้องห้ามกดดันถาโถมใส่อีก!
หลังครุ่นคิดเงียบเชียบอยู่เนิ่นนาน ซูอี้จึงถามว่า “ไฉนธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัยจึงแปรเปลี่ยนหรือ?”
ซูสิงเค่อเหลือบมองซูอี้และกล่าวว่า “เพราะวัฏสงสารหายไปไงเล่า”
ซูอี้ “……”
“หากวัฏสงสารไม่คงอยู่ ธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัยจะเหือดแห้ง และกาลก่อนแสนเนิ่นนาน เมื่ออำนาจวัฏสงสารสาบสูญไป ธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัยนี้ก็ค่อยๆ อ่อนกำลัง บังเกิดปัญหาร้ายแรงมากมายขึ้นจนน่านน้ำซึ่งไหลผ่านทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคตเกิดการทับซ้อนแห่งมิติเวลา”
“สรุปก็คือ หากมีบัญญัติวัฏสงสาร การคงอยู่ของธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัยจะดำเนินต่อ เวียนวัฏจักรไร้สิ้นสุด และอารยธรรมยุคสมัยใดๆ ก็จะแปรเปลี่ยนพัฒนาตามระบบระเบียบ หากไร้วัฏสงสาร ธารนทีนี้ก็เปรียบดั่งแม่น้ำไร้ต้นน้ำ เป็นพฤกษาไร้ราก ปั่นป่วนรวนเร”
“นี่คือสิ่งที่เหอปั๋วบอกข้า ไม่น่าผิดพลาดไปได้”
ยามนั้นเอง ซูอี้จึงเข้าใจ
เขายังมีความเข้าใจในอำนาจวัฏสงสารน้อยเกินไป จึงไม่ทราบว่าวัฏสงสารมีความหมายเช่นไรกับธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัยมาก่อน!
ซูสิงเค่อส่ายหัว “น่าเสียดายที่เจ้ามาช้าไป หากเจ้าหวนคืนก่อนมิติเวลาจะเรรวน เจ้าอาจสามารถแก้ไขมันได้ ทว่ายามนี้ ต่อให้ครอบครองอำนาจวัฏสงสาร เจ้าก็ไม่อาจเปลี่ยนแปรสิ่งใดในธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัยนี้แล้ว เพราะถึงอย่างไร… ครรลองแห่งโลกหล้านี้ก็ปั่นป่วนสิ้นเชิงไปเนิ่นนาน”
น้ำเสียงของเจ้าตัวเจือเค้าเสียดาย
ซูอี้กล่าว “ช้าไปหรือ? ไฉนข้าจึงคิดว่ามันยังทันอยู่กัน?”
ซูสิงเค่อผงะไป “ยังทันหรือ?”
ซูอี้มิได้อธิบาย ทำเพียงพยักหน้า “ใช่”
ซูสิงเค่อจับจ้องซูอี้อย่างลึกล้ำและกล่าวว่า “รีบไปเถอะ”
ซูอี้แย้มยิ้มกล่าว “เจ้ายังไม่ตอบข้าเลย อุบัติเหตุอันใดจะเกิดภายนอกยามข้าเข้าไปในหอคอยพิบัติโบราณหรือ”
ซูสิงเค่อกล่าว “เทพโบราณในเขตหวงห้ามเหล่านั้นต่างกระเหี้ยนกระหือรืออยากได้สิ่งที่อยู่ ณ ชั้นเก้าของหอคอยพิบัติโบราณนี้เหมือนกัน และยามนี้ เมื่อพวกเขารู้ว่าเจ้าครอบครองวัฏสงสาร พวกเขาจะจับตามองที่นี่แน่แท้ เพราะพวกเขารู้ว่ามีเพียงเจ้าที่มีโอกาสได้รับสิ่งนั้นมา”
ความสงสัยของซูอี้ถูกกระตุ้นทันที “ข้าล่ะอยากเห็นจริงๆ ว่าสมบัติในนั้นเป็นเช่นไรกันแน่”
แล้วเขาก็สาวเท้าไปยังหอคอยพิบัติโบราณ
ซูสิงเค่อมองร่างของซูอี้หายลับสู่ชั้นแรกของหอคอยพิบัติโบราณ แล้วจึงถอนสายตามานั่งขัดสมาธิเหนือนทีมิห่างไปไกลนัก
จากนั้น เขาก็ถอดฝักดาบออกมาจากหลัง โอบสองมือรอบมันแล้วหลับตาลง
ใบหน้าหล่อเหลาทรงเสน่ห์นั้นยังคงเยือกเย็นนิ่งเฉยเยี่ยงศิลา ไร้ความเปลี่ยนแปรอารมณ์ใดๆ
เขาครุ่นคิดในใจว่า ซูอี้ผู้นี้จะไปถึงชั้นเก้าได้หรือไม่?
ติดตามตอนล่าสุดได้ที่ novelpdf.xyz
หากมิอาจไปถึง……
ก็เกรงว่าเหอปั๋วคงตายสนิทใช่หรือไม่?
หือ?
ทันใดนั้น ดวงตาซึ่งปิดอยู่ของซูสิงเค่อพลันปรือขึ้นเล็กน้อยอย่างเงียบเชียบ และมองไปยังน่านน้ำเย็นเยียบดำมืดไกลออกไป
มาเร็วเพียงนี้เลยหรือ?
ดูเหมือนพวกเขาจะรอไม่ไหวกันแล้ว!
ไกลออกไปในน่านน้ำอันดำมืด วิหคกระดูกขนาดมหึมาตัวหนึ่งปรากฏขึ้นเงียบเชียบ คู่ปีกยาวหมื่นจั้งแผ่สยายเหนือธารา ละล่องค้างเงียบงัน
บนหลังวิหคกระดูกตัวนั้นมีชายชุดแดงผู้หนึ่งเอนร่างนั่งไขว้ขาบนบัลลังก์ทมิฬอันโอฬาร เขามองมาด้วยรอยยิ้ม
ข้างกายเขามีบริวารกลุ่มหนึ่ง
บ้างกำลังรินสุรา บ้างชงชา บ้างเตรียมสำรับเลิศรศ ต่างคนต่างง่วนกับอาหารการกิน ให้ความรู้สึกประหนึ่งเที่ยวทัศนา
“ซูสิงเค่อ เจ้าอย่าห่วงไป เราจะไม่ลงมือจนกว่าสหายน้อยซูอี้ผู้นั้นจะไปถึงชั้นเก้าของหอคอยพิบัติโบราณ”
ชายชุดแดงผู้เอนกายบนบัลลังก์ทมิฬแย้มยิ้มกล่าว
ในขณะเดียวกัน ตัวตนอื่นๆ ก็ปรากฏขึ้นตามกัน ณ ทิศต่างๆ
สตรีชุดขาวอาบอสนีบาตสีเทานางหนึ่งเหยียบย่างเหนือเตาหลอมสีครามหม่น ใบหน้าของนางคลุมเครือ รูปลักษณ์พร่ามัวเช่นมายา
บุรุษชุดดำสวมมกุฏหยกคนหนึ่งยืนไพล่มือเหนือแท่นปทุมทมิฬ ดวงตาเรื่อเรืองวาวโรจน์เช่นอสนีบาตสายฟ้า
มีตัวตนอื่นใดซุกซ่อนอยู่ห่างๆ ด้วย
หลังแต่ละคนมาถึง ทุกคนต่างรอคอยนิ่งงัน ดวงตามองไปยังหอคอยโบราณ
บรรยากาศแปรเปลี่ยนเป็นเงียบขรึมกดดัน
ซูสิงเค่อยังคงขัดสมาธิอยู่ที่เดิม เขามองเรื่องทั้งหมดอย่างเฉยชาไร้การเปลี่ยนสีหน้าบ่งบอกอารมณ์ใดๆ
ไม่ว่าเรื่องใหญ่โตเพียงไรบังเกิดในวันนี้ เขาจะอยู่ที่นี่
มิขยับเคลื่อนแม้เพียงชุ่นเดียว
……
ณ ชั้นแรกของหอคอยพิบัติโบราณ
ทันทีที่เขาเข้ามาถึง ปราณเก่าแก่โบราณพลันทะลักไหลปะทะหน้า
นี่คือโถงโบราณแห่งหนึ่ง
ว่างเปล่าไร้สิ่งตกแต่งใดๆ
บนผนังทั้งสี่สลักลวดลายประหลาดลึกลับเอาไว้
มัจฉาใหญ่ตัวหนึ่งโผล่ตัวเหนือนที มันอ้าปากฮุบนภา ตะวันจันทรา และดวงดาว
ต้นหญ้าต้นหนึ่งหยั่งราก แต่ละแขนงรากฝอยอันหนาแน่นมีทวยเทพผีร้ายมากมายเต็มไปหมด
สรรพชีวิตหมอบคลานบนพื้น สรรเสริญเทิดทูนไก่โต้งสีทองตัวหนึ่งซึ่งยืนตระหง่านท่ามกลางเมฆา
… ภาพเหล่านั้นล้วนแปลกประหลาดเปี่ยมปริศนา
ยามซูอี้มาถึง เสียงหนึ่งพลันดังขึ้น
“ชู่ เงียบก่อน”
เมื่อหันมองตามที่มาเสียง
ณ มุมหนึ่งของห้องโถง ชายหนุ่มในชุดผ้ารุ่งริ่งผู้หนึ่งกำลังนั่งจ้องภาพวาดที่มุมผนังอยู่
ชายหนุ่มผู้นั้นดูอ่อนแอแสนธรรมดา
ทว่ายามพบเขา ซูอี้กลับรู้สึกถึงอันตรายได้ในใจ ซ้ำยังรู้สึกคุ้นเคยเล็กน้อยเหมือนเคยพบพานที่ใด
หลังครุ่นคิดเล็กน้อย เขาก็เข้าใจ
ปราณของชายหนุ่มอ่อนแอผู้นี้คล้ายคลึงกับเทพพิบัติผู้เหลือรอดจากยุควิญญาณยุทธ์ที่เขาเผชิญในแดนเซียนมาก!
นี่คือเทพพิบัติผู้ถูกจองจำ ณ หอคอยพิบัติโบราณชั้นแรก!
Novel PDF
ตัวตนประหลาดอันก่อเกิดจากซากเทพผู้ตกตาย!
กาลก่อน ยามซูอี้อยู่ที่บรรพพิภพสวรรค์เมินและถ้ำสวรรค์เทพร่ำไห้ในแดนเซียน เขาได้ทองจรัสอมตะและทองมารอมตะมาจากเทพพิบัติเหล่านั้น
และยามนี้ ชายหนุ่มก็ได้พบตัวตนร้ายกาจเช่นนี้อีกครั้ง ณ หอคอยพิบัติโบราณนี้!
ทว่า…
บุคคลซึ่งดูเหมือนชายหนุ่มอาภรณ์รุ่งริ่งอ่อนแอนี้กลับอันตรายกว่าเทพพิบัติที่ซูอี้เคยพานพบมากนัก!!
ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ซูอี้ก็เดินเข้าไปหา
ย่างก้าวเชื่องช้ายิ่ง ไร้วาจาใดๆ
ทว่าชายหนุ่มผู้ดูอ่อนแอเปราะบางนี้กลับดูไม่รับรู้ เขาจับจ้องอย่างตั้งใจที่รูปสลักมุมผนัง เมินซูอี้เรื่อยมา
ทว่ายามอยู่ห่างจากชายหนุ่มอ่อนแอนี้เพียงสิบจั้ง ซูอี้พลันพบว่าวิกฤติในใจของเขาเพิ่มความรุนแรงขึ้นกะทันหัน
เขาหยุดฝีเท้าทันที
ดวงตาหันมองไปยังมุมห้องนั้น
จิตรกรรมที่ชายหนุ่มปวกเปียกจ้องมองอยู่นั้นมันประหลาดพอกัน
กล่องใบน้อยใบหนึ่ง!
กล่องใบน้อยนั้นมีขนาดเพียงฝ่ามือ ทว่าภายในกล่องกลับบรรจุจักรวาล โลกกว้าง และสรรพสิ่ง
สิ่งประหลาดสูงสุดก็คือมีมดตัวหนึ่งเหยียบอยู่เหนือกล่องน้อยใบนี้
ให้ความรู้สึกเหมือนว่ามดตัวนี้เหยียบเท้าเหนือจักรวาลอันกว้างใหญ่!
ชายหนุ่มปวกเปียกพึมพำ “วิถีสวรรค์ถือสรรพชีวิตเช่นมดตัวหนึ่ง แต่ช่างน่าสนใจจริงๆ ที่มดก็เหยียบเท้าเหนือโลกกว้างได้!”
หลังจากกล่าวจบ เขาพลันหันกลับมากล่าวกับซูอี้ “เจ้าคิดเช่นไรกับภาพวาดนี้?”
ดวงตาของเขาเรืองรองวาวโรจน์ ยามหันมามองก็เปรียบเหมือนอสนีบาตเจิดจรัสผ่านสุญตาสาดส่องมายังซูอี้