บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2044 ในที่สุดเจ้าก็มาเสียที!
บทที่ 2044 ในที่สุดเจ้าก็มาเสียที!
ชายแขนเดียวผู้อ้างตนเป็นจอมมารเซวี่ยเหวินย่างสามขุมเข้ามา ขณะที่กะโหลกสีเลือดนับไม่ถ้วนพุ่งทะยานออกไปทั่วท้องนภาเข้าโจมตีใส่ซูอี้
เปรี้ยง!!
ชายหนุ่มเหวี่ยงหมัดหยุดการกระหน่ำโจมตีของกะโหลกเหล่านั้นไว้อย่างฉิวเฉียด ทำให้หัวกะโหลกพลันระเบิดแหลก ส่งคลื่นที่รุนแรงเสียจนสามารถกวาดล้างสวรรค์ไปทั่วทุกทิศทาง
ร่างของซูอี้ถอยกระเด็นไปหลายก้าว
เมื่อกะโหลกนับพันตามติดเข้ามา พวกมันก็ล้วนระเบิดแยกส่งคลื่นทำลายล้างสอดประสาน ฟาดร่างของเขาจนปลิวหงายหลัง
เพียงชั่วพริบตา ตัวคนก็ได้รับบาดเจ็บเสียแล้ว
นอกจากนั้น หลังจากกะโหลกทั้งหลายสลายแหลก พวกมันก็พ่นหมอกสีเลือดอันมีอำนาจกัดกร่อนร้ายกาจเหลือคณากระจายปกคลุมร่างของซูอี้ กัดกร่อนผิวกาย เลือดเนื้อและจองจำเขาไว้
แม้กระทั่งจิตวิญญาณและความนึกคิดยังได้รับผลกระทบจนเกิดภาพหลอนรุนแรง
“ตาย!”
ผู้เรียบเรียง : Novel PDF
ร่างของจอมมารเซวี่ยเหวินพลันเคลื่อนประชิดกายของซูอี้ เขาเงื้อหมัดฟาดใส่ศีรษะของชายหนุ่มอย่างดุดัน
เปรี้ยง!!!
ทันใดนั้น สะพานสายหนึ่งพลันทอดลงไปใต้เท้าของซูอี้
ชั่วพริบตานั้น เขาเปรียบประหนึ่งอยู่ในปรภพอันห่างไกล หมัดของจอมมารเซวี่ยเหวินพลาดเป้าทันที
“อำนาจมิติหรือ?”
จอมมารเซวี่ยเหวินขมวดคิ้ว
ชั่วขณะนั้น ร่างของซูอี้พลันปรากฏขึ้น!
ตู้ม!
หมอกสีเลือดรอบกายเขาล้วนเลือนหายไป
และเมื่อก้าวเท้าหนหนึ่ง แม่น้ำลืมเลือนอันทรงพลังก็หลั่งรินจากใต้สะพานไน่เหอ ถาโถมเข้าใส่จอมมารเซวี่ยเหวิน
“ทลาย!”
จอมมารเซวี่ยเหวินฟาดหมัดออกไปสลายแม่น้ำลืมเลือนในทันที
ทว่าอึดใจต่อมา แท่นอันยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งก็เคลื่อนลงมาจากท้องนภา
แท่นใหญ่นั้นเปี่ยมด้วยรัศมีลึกลับอันน่าเกรงขาม อำนาจการก่อเกิดและดับสูญไหลวนเช่นเป็นตายเวียนวัฏจักรอยู่ภายใน
แท่นเกิดใหม่!
ตู้ม!
แท่นนี้เคลื่อนประทับ ส่งผลให้ร่างของจอมมารเซวี่ยเหวินโซเซถอยหลัง สีหน้าของเขาดูแทบไม่ได้ แววตาปรากฏความดุร้าย
“แหลก!”
จอมมารเซวี่ยเหวินที่เปี่ยมด้วยจิตสังหาร ก้าวเข้ามาโจมตีนับร้อยหนในพริบตา ส่งอำนาจทำลายล้างทรงพลังบดขยี้แท่นเกิดใหม่ในทันที!
“นี่หรืออำนาจวัฏสงสาร? ร้ายกาจน่ากลัวจริงๆ! น่าเสียดายที่เจ้ายังไม่ได้หล่อหลอมมหาวิถีวัฏสงสารเป็นกฎแห่งยุคสมัย จึงไม่อาจทำอันใดข้าผู้นี้ได้เลย!”
แววตาของจอมมารเซวี่ยเหวินเผยความเย้ยหยันจางๆ หัวเราะอย่างดุร้ายแล้วโจมตีอีกฝ่ายอีกครั้ง
ทว่าเพียงชั่วพริบตา เจ้าตัวก็สัมผัสได้ว่ามีบางสิ่งผิดปกติ
ทัศนียภาพตรงหน้าแปรเปลี่ยน ตัวคนปรากฏขึ้นบนเส้นทางซึ่งนำสู่อนธการไร้สิ้นสุด สองข้างทางมืดมนว่างเปล่า
พิรุณบุปผาแดงเพลิงเจิดจรัสโปรยปราย ดูจัดจ้านงดงาม แต่เมื่อมันร่วงลงบนร่างของจอมมารเซวี่ยเหวิน มันก็พลันปลดปล่อยอำนาจแผดเผาอันรุนแรงออกมา
ขณะที่จอมมารเซวี่ยเหวินกำลังจะเบี่ยงหลบ วิญญาณของเขาก็ปวดหนึบราวกับถูกเชือกล่องหนผูกคอไว้!
ตู้ม!
จอมมารเซวี่ยเหวินตวาดลั่น อำนาจมารอันทรงพลังระเบิดออกทั่วร่าง ปลดปล่อยตนเองเป็นอิสระจากพันธนาการล่องหนในพริบตา ทว่าขณะเดียวกันนั้น พิรุณบุปผาสีเพลิงก็โปรยปรายลงมาแล้ว
ฉ่าาา!
ทันใดนั้น ควันสีเขียวพลันลอยละล่องจากร่างของจอมมารเซวี่ยเหวิน เผยอำนาจแผดเผาอันร้ายกาจเผาไหม้ทั่วร่างของเขา!
“บ้าเอ๊ย!”
สีหน้าของจอมมารเซวี่ยเหวินพลันเปลี่ยนแปร คำรามลั่นราวกำลังดิ้นรนสุดชีวิต
เพียงชั่วพริบตา เจ้าตัวก็ดิ้นหลุดจากวิถีแปลกประหลาดอันลึกลับนี้ได้
ทว่าสภาพนั้นสะบักสะบอมมากแล้ว
“ไอ้หนู ข้าผู้นี้จะให้เจ้าประจักษ์เองว่าการปกครองโดยอำนาจที่แท้จริงเป็นเช่นไร!”
จอมมารเซวี่ยเหวินคำรามลั่น เส้นผมยาวสะบัดพลิ้วลุกโชนด้วยเพลิงสีเลือดร้อนแรง ทำให้บรรยากาศทั่วร่างแปรเปลี่ยนไต่ระดับขึ้นสูง
ลวดลายมารบิดเบี้ยวนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นบนผิว ม่านตาแปรเปลี่ยนเป็นแดงก่ำ หลุมดำลึกลับปรากฏขึ้นหมุนวน ณ กลางหว่างคิ้ว
เปรี้ยง!
อาภรณ์สะบัดพัด เขตแดนมารโบราณปรากฏขึ้นเบื้องหลังเขา มีปีศาจมารนับไม่ถ้วนโห่ร้องออกมา แผ่จิตสังหารจนสะท้านสะเทือนเวหา
ทันใดนั้น โลกหล้าวัฏสงสารของซูอี้ก็ถูกกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงจนแหลกร้าวทั่วทุกแห่งหน สั่นคลอนจวนสลาย
จอมมารเซวี่ยเหวินในเวลานี้เหมือนเปลี่ยนเป็นคนละคน และอึดใจต่อมา เพลิงมารอันคุกรุ่นก็พุ่งทะยาน
ติดตามตอนล่าสุดได้ที่ novelpdf.xyz
เมื่อคู่เนตรสีเลือดหลับลงและลืมขึ้นมาใหม่ รัศมีสีเลือดพลันพุ่งทะยาน คมกริบยิ่งกว่าดาบบิน ฟาดฟันใส่ซูอี้พร้อมกับอำนาจทำลายล้างแปลกประหลาด
และวังวนหลุมดำลึกลับที่หว่างคิ้วเองก็เผยอำนาจดูดกลืนอันน่าสะพรึงกลัว
นี่คือเคล็ดวิชาโจมตีจิตวิญญาณ ซึ่งสามารถดูดกลืนวิญญาณเทพได้อย่างง่ายดาย!
ทันใดนั้น ซูอี้ก็ได้ประสบภัยคุกคามต่อชีวิตยิ่งกว่าครั้งใด!!
ทว่าเขามิได้แปลกใจ ออกจะปรีดาเสียด้วยซ้ำ และโจมตีออกไปอย่างสุดกำลังเช่นกัน เขาใช้อำนาจวัฏสงสารออกวิชาดาบอย่างไร้การป้องกันใดๆ!
เปรี้ยง!
ท้องนภามืดดำ อำนาจทำลายล้างทรงพลังก้องสนั่น
ซูอี้กับจอมมารเซวี่ยเหวินต่อสู้กันอย่างดุเดือด
แม้ตัวคนจะหลั่งเลือดและได้รับบาดเจ็บอย่างต่อเนื่อง จิตใจกลับเข้าสู่ภวังค์ตระหนักรู้อันแปลกประหลาดนั้นอีกครั้ง หลอมรวมความรู้ประสบการณ์วิถีดาบของหลี่ฝูโหยวอย่างต่อเนื่อง และอำนาจวิถีดาบที่ชายหนุ่มสำแดงออกมาก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนไป
สองเค่อต่อมา
ตู้ม!!
ร่างของจอมมารเซวี่ยเหวินถูกกักขังอยู่ท่ามกลางทะเลทุกข์อันไร้สิ้นสุดอย่างฉับพลัน
แม้เขาจะสลัดหลุดออกมาได้ในที่สุด ร่างของเจ้าตัวก็พร่ามัวเล็กน้อย
“วอนตายนัก!”
จอมมารเซวี่ยเหวินคำรามด้วยความเดือดดาล แต่ละหมัดสะท้านฟ้าสะเทือนแดนดิน สรรพสิ่งแหลกสลาย ทรงพลังเสียจนหัวใจสั่นสะท้าน
ทว่าภาวะดาบวัฏสงสารของซูอี้ราวกับมีชีวิตนิรันดร์ สร้างนิมิตโลกวัฏสงสาร กำเนิดแท่นเกิดใหม่ เส้นทางสุดวิถี ทะเลทุกข์อันมืดดำ กงล้อหกวิถีและอำนาจร้ายกาจอื่นๆ อย่างไม่ขาดสาย ไม่ว่าจอมมารเซวี่ยเหวินจะทำลายไปเท่าไร ก็ไม่อาจหลุดพ้นจากการกระหน่ำโจมตีได้
ท้ายที่สุด อำนาจดุดันของจอมมารเซวี่ยเหวินก็ค่อยๆ ถูกลิดรอน!
แม้กระทั่งร่างของเขายังเลือนรางลงเรื่อยๆ
อำนาจวัฏสงสารที่ซูอี้สำแดงออกมานั้นชัดเจนและมั่นคงขึ้นตามกาลเวลา ราวเปลี่ยนภาพลวงให้เป็นภาพจริง ลึกลับเสียจนชวนสั่นสะท้าน
“ข้าไม่ยอมหรอกโว้ย!!”
บนพื้น จอมมารเซวี่ยเหวินคำรามออกมาด้วยโทสะ
ทว่ายังไม่ทันสิ้นเสียง ร่างของเขาก็แหลกสลายเป็นพิรุณแสงไปเสียแล้ว
เปรี้ยง!
อำนาจวัฏสงสารสลายสิ้น
เมื่อซูอี้ร่อนลงมา เขาก็แทบลงไปกองอยู่กับพื้น
ชายหนุ่มหอบหายใจหนัก ใบหน้าซีดขาว วิถีเต๋าทั่วร่างจวนจะเหือดหาย มีบาดแผลอันน่าสะพรึงกลัวมากมายทั้งน้อยใหญ่บนร่าง
ต้องกล่าวว่าอำนาจต่อสู้ของจอมมารเซวี่ยเหวินนั้นน่าสะพรึงกลัวยิ่ง ทรงพลังยิ่งกว่าเวิ่นชิงเทียนในชั้นแรกเสียอีก!
จวบจนยามนี้ ซูอี้แทบทนไม่ไหวแล้ว
กล่าวได้กระทั่งว่าหากยืดเยื้อมากกว่านี้สักนิด ผลลัพธ์ก็เป็นไปได้สูงว่าซูอี้จะพ่ายแพ้!
“ยามมีชีวิต เขาต้องเป็นจอมมารผู้ทรงพลังจากยุคสมัยใดกัน?”
ชายหนุ่มไม่อาจคิดออกและไม่คิดขุดคุ้ยมากไปกว่านี้
เขานั่งลงขัดสมาธิ จากนั้นก็เริ่มเพ่งจิต
หนนี้ กว่าซูอี้จะฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์ก็กินเวลาถึงสามวัน
ทว่าหลังจากจบศึกอันดุเดือดนี้ ผลลัพธ์ที่ชายหนุ่มได้รับก็ยิ่งใหญ่เช่นกัน
หากความรู้ประสบการณ์วิถีดาบทั้งหมดของหลี่ฝูโหยวคือสิบส่วน เช่นนั้นซูอี้ในยามนี้ก็หลอมรวมไปเกือบสี่ส่วนแล้ว!
ซึ่งการพัฒนาความสำเร็จในวิถีดาบนี้ ทำให้อำนาจต่อสู้ของเขาก้าวหน้าขึ้นอย่างชัดเจน
นอกจากนั้น ความรู้ความเข้าใจจากการขัดเกลาอำนาจวัฏสงสารยังก้าวหน้าอย่างเห็นได้ชัด จนกระทั่งยามนี้ มหาวิถีวัฏสงสารของเขาก็เผยสัญญาณความบริบูรณ์ออกมาให้เห็นจางๆ!
สาเหตุที่มหาวิถีวัฏสงสารน่าเกรงขามนัก ก็เพราะมันประกอบด้วยเคล็ดพลังมหาวิถีมากมาย
เช่น วิถีเวียนวัฏสงสาร สุดวิถี การจม พิพากษา จุดจบและอื่นๆ
ด้วยเหตุนี้ จึงคาดเดาได้ว่าการทำความเข้าใจอำนาจวัฏสงสารอย่างถ่องแท้นั้นยากเย็นเพียงไร!
Novel PDF
กฎบัญญัติวัฏสงสารอันสูงส่งนั้นสามารถครอบคลุมทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต ปกคลุมทั่วทั้งโลกหล้าแดนสรวง และยังคงห่างไกลจากระดับของซูอี้ในปัจจุบันมากนัก
ดังนั้นเป้าหมายในตอนนี้ของเขาคือขัดเกลาอำนาจวัฏสงสารจนถึงจุดที่สามารถบรรลุเทพได้ก่อน!
และยามนี้ ชายหนุ่มก็อยู่ไม่ไกลจากเป้าหมายนี้นัก
……
ต่อจากนั้น ซูอี้ได้ใช้เวลาครึ่งวันทบทวนรายละเอียดการต่อสู้ในชั้นหนึ่งและสอง สรุปประสบการณ์ของตนทีละขั้น
จากนั้นเขาก็เข้าสู่ชั้นสามของหอคอยพิบัติโบราณ
……
กาลเวลาเคลื่อนคล้อย
สามเดือนผ่านไปในชั่วดีดนิ้ว!
สามเดือนมานี้ ซูอี้ได้ผ่านชั้นที่สาม สี่ ห้า หก และเจ็ดสำเร็จ!
แต่ละชั้นล้วนแต่เป็นศึกดุเดือดเดิมพันชีวิต
ยิ่งขึ้นสู่ชั้นที่สูงกว่าในหอคอยพิบัติโบราณ ศัตรูยิ่งแข็งแกร่งน่าสะพรึงกลัว ซูอี้จวนเจียนดับดิ้นท่ามกลางศึกอยู่หลายหน
ความอันตรายของมัน พู่กันกระดาษใดก็ไม่อาจพรรณนาไหว
และทุกครั้งที่ผ่านหนึ่งชั้น ซูอี้ก็ต้องใช้เวลา ความพยายามและโอสถเทพมาฟื้นฟูบาดแผล ทำให้เวลาที่ชายหนุ่มใช้ในแต่ละชั้นยิ่งยาวนานขึ้น
ทว่าสำหรับซูอี้ มันก็คุ้มค่าแล้ว!
ทุกการขัดเกลาด้วยชีวิตนั้นเหมือนเป็นการสลายตัวตนเก่า เพื่อสร้างตัวตนใหม่จากการพังทลาย แปรเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
การหลอมรวมประสบการณ์วิถีดาบของหลี่ฝูโหยวในขณะนี้ได้ใกล้เคียงเก้าส่วนเข้าไปทุกที! ขณะที่การควบคุมมหาวิถีวัฏสงสารของเขาเปลี่ยนแปลงไปอย่างมหัศจรรย์!
ซูอี้กระทั่งสังหรณ์รางๆ ว่าจะบรรลุเป็นเทพในไม่ช้า!!
ความเสียดายหนึ่งเดียวก็คือ
หลังผ่านชั้นที่เจ็ดมาได้ โอสถเทพที่เขามีก็เหลือเพียงน้อยนิด กระทั่งโอสถเซียนขอบเขตมหาศาลที่มียังถูกนำมาใช้เยียวยาบาดแผลอย่างช่วยไม่ได้
“ความแข็งแกร่งของข้าในตอนนี้มาถึงขีดจำกัดแล้ว ต่อจากนี้ก็ต้องผ่านชั้นที่แปดและเก้า……”
ซูอี้ตกอยู่ในภวังค์ความคิด
ในขณะนี้ เขากำลังพักฟื้นอยู่บนชั้นแปด
อำนาจวิถีดาบกับวัฏสงสารของเขาเพิ่มพูนตามกาล ซึ่งก็ทำให้อำนาจในการต่อสู้ของชายหนุ่มเลิศล้ำขึ้นเรื่อยๆ
ทว่าการพัฒนาของพวกมันในยามนี้กลับกลายเป็นเรื่องยาก
ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จในวิถีดาบหรือวัฏสงสาร การพัฒนาอำนาจทั้งสองต่างเชื่องช้ายากเย็น
นั่นคือภาวะคอขวด
และวิธีเดียวที่จะสามารถทลายคอขวดนี้ได้ก็คือ……
เคลื่อนขอบเขต!
ซูอี้ไม่ได้กังวลเกี่ยวกับการเคลื่อนขอบเขตแต่อย่างใด
เขากำลังคิดว่าจะรับมือกับเทพพิบัติชั้นแปดและเก้าเช่นไรอยู่!
ทว่าโชคร้ายที่สุดท้าย ซูอี้ก็ยังมิอาจค้นหาวิธีดีๆ ได้
เขาจึงทำได้เพียงวางกลอุบาย
ไม่นานนัก ชายหนุ่มก็เข้าสู่ชั้นแปด
ทว่าศึกที่คาดหวังนั้นไม่ได้เกิดขึ้นในทันที
ณ โถงชั้นแปดมีชายในอาภรณ์ขนนก บรรยากาศรอบกายของเขาเยี่ยงเทพเซียนผู้หนึ่งอยู่
รูปลักษณ์ของเขาอ่อนเยาว์อย่างยิ่ง ทว่าแววตากลับเปี่ยมการผันผ่านแห่งกาลเวลาจนสัมผัสได้ เปรียบประหนึ่งซากโบราณอันมีชีวิตมานับพันหมื่นปี
และตรงหน้าชายในอาภรณ์ขนนกมีกระดานหมากแผ่นหนึ่งวางอยู่
“สหายเต๋า ในที่สุดเจ้าก็มาเสียที”
เมื่อพบกับซูอี้ ชายในอาภรณ์ขนนกก็อดรำพึงมิได้
วาจาของเขาแฝงสัมผัสแปลกประหลาด ราวรอคอยมาแสนนาน ความปรีดายามได้พบพานเสียทีจึงอัดแน่นในคำพูดนั้น!