บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2049 นักพรตเต๋าเชียนเจี๋ย
บทที่ 2049 นักพรตเต๋าเชียนเจี๋ย
ทันทีที่เงาร่างของซูอี้ปรากฏ
ตูม!
ทันใดนั้น บุคคลหนึ่งพลันพุ่งออกจากสนามรบและทะยานขึ้นสู่ยอดหอคอยพิบัติโบราณ
เขาเป็นผู้ใช้หอกร่างผอมแห้งปกคลุมด้วยหมอกสีเลือด หอกกระดูกในมือของเจ้าตัวแทงเข้าใส่ซูอี้ผ่านเวหา เจิดประกายแสงสีเลือดเรืองรอง
ว่องไวเยี่ยงสายฟ้า!
สีหน้าของคนอื่นๆ ซึ่งกำลังล้อมซูอี้อยู่พลันแย่ลง
เดิมทีพวกเขามาจากต่างฝ่าย พวกเขาร่วมมือกันเพื่อกำจัดซูสิงเค่อเสียก่อน
เมื่อเห็นซูอี้ปรากฏ ฝ่ายต่างๆ ก็เปลี่ยนเป็นคู่แข่งประชันแย่งกันแล้ว!
ใครเล่าจะไม่ร้อนใจยามเห็นผู้ใช้หอกร่างผอมแห้งชิงโจมตีก่อน?
ผู้เรียบเรียง : Novel PDF
ทว่ายามนี้ เมื่อเห็นผู้ใช้หอกร่างผอมแห้งพุ่งเข้ามา สายตาของพุทธองค์กงเหยี่ยพลันเผยแววเหยียดหยันลึกล้ำและเตรียมลงมือ
“ข้าเอง!”
ทันใดนั้นซูอี้ก็ชิงลงมือ
เคร้ง!
ดาบเคียงประชิดปรากฏขึ้นกลางหาว ฟาดฟันลงบนอากาศ
ตวัดดาบเพียงหนึ่งครั้งขวางหอกกระดูกสีเลือดซึ่งเสียบแทงเข้ามาและกระแทกร่างผู้ใช้หอกร่างผอมแห้งจนถอยไป
สีหน้าของผู้ใช้หอกร่างผอมพลันแปรเปลี่ยน
เหล่าเทพผู้ล้อมโจมตีซูสิงเค่ออยู่ก็ประหลาดใจเช่นกัน
ตัวตนขอบเขตมหาศาลคนหนึ่งหยุดการโจมตีของเทพโบราณขอบเขตรังสรรค์สุดขั้วได้หรือ?
แม้แต่ซูสิงเค่อผู้บาดเจ็บสาหัสยังอดมองซูอี้ใหม่อีกหนมิได้
นี่คืออำนาจต่อสู้ที่ตัวตนในขอบเขตมหาศาลมีได้หรือ!?
ซูสิงเค่อไม่เคยเห็นซูอี้ลงมือมาก่อน
ก่อนหน้านี้ ยามซูอี้ถูกล้อมโจมตีที่รอบนอกน่านน้ำรวนสวรรค์ ศัตรูทั้งหมดของชายหนุ่มต่างก็ถูกซูสิงเค่อไล่ไปก่อนจะได้ลงมือ!
เขาจึงไม่อาจทราบว่าซูอี้แข็งแกร่งเพียงไร
ซูสิงเค่อจึงผงะไปยามเห็นการโจมตีจากเทพโบราณถูกดาบของซูอี้รับไว้ได้
“แม้เขาจะเป็นเทพโบราณ ความแข็งแกร่งของเขากลับมิได้น่าสะพรึงกลัวนัก น่าจะเทียบได้กับเทพชั้นกลาง ณ ปัจจุบันเท่านั้นเอง”
ซูอี้กล่าวเบาๆ
ก่อนเข้าไปยังหอคอยพิบัติโบราณ เป็นไปไม่ได้เลยที่ชายหนุ่มจะประชันกับเทพชั้นกลาง เว้นเสียแต่จะใช้อำนาจดาบเก้าคุมขัง
ขอบเขตนั้นต่างชั้นกันเกินไป
ทว่ายามนี้แตกต่างออกไปยิ่งนัก หกเดือนที่ผ่านมานี้ เขาทะลวงประชันในหอคอยพิบัติโบราณจนบรรลุ แม้การฝึกฝนของเขาจะไม่ได้เคลื่อนขอบเขตใดๆ แต่ความสำเร็จวิถีดาบของชายหนุ่มก็ได้พัฒนาเปลี่ยนแปลงไปแล้วหลังควบรวมประสบการณ์วิถีดาบของหลี่ฝูโหยว และการพัฒนาอำนาจวัฏสงสารในร่างก็ยังทำให้อำนาจต่อสู้ของซูอี้เพิ่มพูนอย่างชัดเจนยิ่งใหญ่
นอกจากนั้น เมื่อออกมานอกหอคอยพิบัติโบราณ เขาก็สามารถใช้วัตถุภายนอกอย่างดาบเคียงประชิดขวางการโจมตีจากเทพโบราณเช่นนี้ได้ในดาบเดียว!
“เจ้าคิดจะฝึกมือหรือ?”
พุทธองค์กงเหยี่ยหาประหลาดใจไม่
“แค่ลองเชิงน่ะ”
ซูอี้ส่ายหัวน้อยๆ
ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมสำหรับการลับดาบ
เพราะที่นี่ไม่ได้มีเพียงเทพชั้นกลาง แต่ยังมีเทพชั้นสูงซึ่งน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่งปะปนอยู่!
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว”
พุทธองค์กงเหยี่ยผ่อนลมหายใจโล่งอก
การที่ตัวตนวิถีเต๋าขอบเขตมหาศาลสั่นคลอนเทพชั้นกลางได้ ทำให้เขาหัวใจสะท้านพอแล้ว หากยังสามารถเผชิญหน้าเทพชั้นสูงได้อีกก็คงน่าสะพรึงกลัวเกินไป
แม้ทั้งสองจะเสวนากันอยู่
ทว่าคนทั้งหลายที่นี่กลับไร้ผู้ใดสังเกตเห็นการมีอยู่ของพุทธองค์กงเหยี่ย!
พร้อมกันนั้น…
เทพโบราณบางส่วนละทิ้งการสังหารซูสิงเค่อแล้วทะยานสู่ยอดหอคอยพิบัติโบราณทันที
หลังเห็นเช่นนี้ ศัตรูคนอื่นๆ ก็ทิ้งซูสิงเค่อแล้วพุ่งเข้าหาซูอี้ตามๆ กัน
ยามนี้ซูอี้คือเหยื่อที่ทุกคนหมายตากำราบ ส่วนซูสิงเค่อไร้ความสำคัญไปแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น หากสู้กับซูสิงเค่อต่อไป พวกเขาก็รังแต่จะมอบโอกาสให้ฝ่ายอื่นฉกชิง ไร้ผู้ใดรับได้!
ชั่วขณะนั้น สถานการณ์ในสมรภูมิพลันแปรเปลี่ยนไปอย่างมหาศาล
การปรากฏตัวของซูอี้เทียบได้กับการช่วยเหลือซูสิงเค่อจากวงล้อม
แต่เป็นการชักศึกเข้าหาตน!
ติดตามตอนล่าสุดได้ที่ novelpdf.xyz
ซูสิงเค่อย่อมไม่ยินดี หัวใจของเขาร่วงลงสู่ตาตุ่ม
แม้ยามนี้แทบฝืนตนไม่ไหว เขาก็ยังทะยานสู่เวหามายืนขวางตรงหน้าซูอี้อย่างไร้ลังเล
บรรยากาศตึงเครียดกดดัน
ทว่าเทพโบราณจากเขตหวงห้ามใหญ่และคณะของเทพสวรรค์จากอาณาจักรนิตย์ทิวาต่างไร้การเคลื่อนไหว
เพราะพวกเขาเผชิญหน้ากันเองอยู่ ต่างฝ่ายล้วนคานอำนาจ ไม่ว่ายอดฝีมือจากฝ่ายใดก็ล้วนเป็นศัตรูของพวกตน!!
ส่วนซูอี้และซูสิงเค่อนั้นถือเป็นเหยื่ออันยากหนีพ้น
สำหรับพวกเขา สิ่งสำคัญสูงสุดคือการฉกชิงเหยื่อไปจากสายตายอดฝีมือฝ่ายอื่นเช่นไรต่างหาก
ซูอี้มองภาพตรงหน้าอย่างสนใจ
ศึกอันดุเดือดนี้แปรเปลี่ยนไปอย่างมหันต์เพราะการปรากฏตัวของเขา ทำให้ศัตรูทั้งหลายมาประชันกันเองในพริบตา
ช่างน่าขัน!
แต่นี่แหละสัจธรรม!!
และยังเป็นสันดานมนุษย์ด้วย!!!
ท้ายที่สุด ศัตรูเหล่านี้ก็มีสังกัดแตกต่าง ไม่มีทางร่วมมือกันได้อย่างสมัครสมานจริงใจ ไม่ต่างกับฝูงชนผู้ใช้ระบบระเบียบ
ซูสิงเค่อขมวดคิ้ว
เขากำลังหนักใจ
พุทธองค์กงเหยี่ยผู้ไม่เป็นที่สังเกตของผู้ใดมองภาพตรงหน้าอย่างเอื่อยเฉื่อยก่อนจะกล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้ม “สหายเต๋า อยากให้ข้าฆ่าพวกเขาเสียยามนี้หรือไม่?”
ทว่าซูอี้ปฏิเสธด้วยน้ำเสียงเฉยชา “ไม่ต้องหรอก ในสายตาข้า พวกเขาล้วนแต่เป็นศิลาลับดาบบนเส้นทางมหาวิถี และข้าจะใช้พวกเขาลับคมดาบทีละคนในภายหน้า หากฆ่าไปหมด คงไม่ส่งผลดีต่อการฝึกฝน”
พุทธองค์กงเหยี่ยผงะไปก่อนจะกล่าวว่า “ในโลกนี้ยังมีหินลับมีดอยู่อีกมากมาย มิใช่แค่พวกนี้นะ”
ซูอี้กล่าวอย่างเยือกเย็น “วันนี้มีเจ้าอยู่ก็เป็นเช่นนี้ได้ แต่หนหน้าเล่า? ถึงอย่างไรวิถีนี้ก็มีเพียงข้าลำพังที่เดินได้ หากไม่จำเป็น ข้าจะเป็นผู้เทียบภูมิหลังและเส้นสายกับพวกเขาเอง ทว่าวันนี้ยามมีเจ้าอยู่ มันก็เพียงพอที่จะหยุดพวกเขาได้แล้ว”
สายตาของพุทธองค์กงเหยี่ยซับซ้อนก่อนจะรำพึงชื่นชม “วาทะของสหายเต๋าจริงยิ่งนัก ข้าเข้าใจแล้วว่าต้องทำเช่นไร”
ทันทีที่กล่าวจบ สถานการณ์ตึงเครียดในแดนดินรอบข้างก็พังทลาย
เทพสวรรค์ไป๋เยี่ยนและเทพสวรรค์ผานหูทะยานเข้าหาซูอี้ก่อนใคร
พร้อมกันนั้น เทพโบราณจากฝ่ายอื่นๆ ต่างก็ลงมืออย่างไร้ปิดบัง ไม่ใช่เพื่อจัดการกับซูอี้ แต่เพื่อโจมตีเทพสวรรค์ไป๋เยี่ยนและเทพสวรรค์ผานหู!
พวกเขามาจากเขตหวงห้ามต่างๆ และเป็นเทพโบราณที่ไม่ใช่ของยุคสมัยนี้ พวกเขาจะปล่อยพวกเทพสวรรค์ไป๋เยี่ยนไปได้เช่นไร?
ทันใดนั้น ศึกตะลุมบอนพลันบังเกิด
ยอดฝีมือทุกคนซึ่งพยายามจะรุกเข้าโจมตีซูอี้ล้วนถูกผู้อื่นสกัดไว้
ในทางกลับกัน ซูอี้นั้นไร้ผลกระทบใดๆ ราวกับยืน ณ ใจกลางตาพายุ
ทว่าพุทธองค์กงเหยี่ยไม่อาจทนได้แล้ว
ไม่มีเขาอยู่ในสายตาลิ่วล้อน่าขันเหล่านี้จริงๆ หรือ?
ยามนั้นพุทธองค์กงเหยี่ยเยื้องย่างไปเบื้องหน้าก้าวหนึ่ง
ตูม!
ฟ้าดินสะท้านสั่น สุญตาทั่วทศทิศพังทลาย อำนาจยิ่งยงเกินพรรณนาพลันแผ่ไปทั่วทิศ สัมผัสถึงได้ถ้วนหน้า
เทพทั้งหลายซึ่งกำลังตะลุมบอนร่างสะท้านมีสีหน้าแปรเปลี่ยนเฉียบพลัน
ช่างเป็นอำนาจอันน่าสะพรึงยิ่ง!
นี่คือการมาเยือนของจอมเทพหรือ?
พวกเขาหยุดการเคลื่อนไหวและมองไปยังจุดเดียวกันโดยไม่รู้ตัว
ชายในอาภรณ์ขนนกผู้หนึ่งปรากฏกายข้างซูอี้โดยไม่ทันตั้งตัว ใบหน้าอ่อนเยาว์ กิริยาสงบสุขุม รูปลักษณ์พร่ามัวราวมายา
ทว่าอำนาจนั้นเด่นล้ำเหนือนภา เหนือใครในธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัย! สะท้านโลกหล้าเฉกเช่นการมาของผู้อหังการเหนือสวรรค์
“นี่……”
คนมากมายสูดหายใจเฮือก สันหลังหนาววูบวาบ
Novel PDF
นี่เป็นตัวตนเช่นไรกัน?
ซูสิงเค่อเองก็ผงะตะลึง
แม้เขาและเหอปั๋วจะพิทักษ์หอคอยพิบัติโบราณมาหลายปี พวกเขาก็ไม่เคยรับรู้ถึงการมีอยู่ของพุทธองค์กงเหยี่ย เมื่อเห็นตัวตนดุจผู้ครองสวรรค์มาปรากฏข้างกายตนเช่นนี้ จึงคาดเดาได้ว่าซูสิงเค่อจะผงะตะลึงเพียงไร
“พอหรือยัง?”
สายตาของพุทธองค์กงเหยี่ยกวาดมองคนทุกผู้
สามพยางค์แผ่วเบาเลื่อนลอยนี้ดูเหมือนผู้ใหญ่ตำหนิผู้น้อย
ทำให้หัวใจของทวยเทพทั้งหลายสั่นสะท้าน สัมผัสแรงกดดันน่าสะพรึงกลัวพุ่งเข้าปะทะ ร่างเกร็งนิ่งงัน
“ขอถามละลาบละล้วง ท่านคิดจะชิงเปลวเพลิงแห่งยุคสมัยหรือ?”
ชายชุดแดงสูดหายใจลึกๆ แล้วถามเสียงเข้ม
พุทธองค์กงเหยี่ยสะบัดปลายนิ้ว
ตูม!
ร่างชายชุดแดงปลิวกระเด็น จมูกปากพ่นเลือดเป็นฟองฝอย อำนาจทั่วร่างแทบระเบิดแหลก บาดเจ็บสาหัสไปในทันที
ชั่วขณะนั้น ผู้คนทั่วทิศพากันแปรสีหน้า
เพราะชายชุดแดงผู้นี้มาจากเกาะกำราบมาร หนึ่งในแปดเขตหวงห้าม แม้จะไม่ใช่คนของยุคสมัยนี้ แต่ก็เป็นเทพอันสูงส่งเรืองนามในขอบเขตรังสรรค์สุดขั้วผู้หนึ่ง!
ทว่าเขากลับบาดเจ็บสาหัสด้วยการโจมตีเพียงการตวัดนิ้ว!!
ใครเล่าจะมิตกใจ ผู้ใดจะไม่กลัว?
ชายในอาภรณ์ขนนกผู้นี้เป็นใครกัน ไฉนจึงน่าสะพรึงกลัวเพียงนี้?
“อย่ามาขัดระหว่างข้าพูดจะดีที่สุด”
ดวงตาของพุทธองค์กงเหยี่ยเย็นเยียบ “พวกเจ้าควรรู้สึกขอบคุณนะ หากไม่ใช่เพราะพวกเจ้าพอจะถือเป็นหินลับดาบได้ ข้าคงฆ่าเห็บหมัดน่ารำคาญเช่นพวกเจ้าไปนานแล้ว”
ร่างของทุกคนสั่นสะท้าน
แม้จะถูกด่าเป็นเห็บหมัด แต่พวกเขาก็ทำได้เพียงกล้ำกลืนไม่กล้าอุทรณ์
“เหอะ วาจาของท่านเราะร้ายนัก!”
ทันใดนั้น ไกลออกไปภายใต้ท้องนภา เมฆสายฟ้าพลันหมุนวนแปรเปลี่ยนเป็นร่างมายาของชายผู้หนึ่งซึ่งมีใบหน้าพร่ามัวนัก
ด้วยการปรากฏของอีกฝ่าย ปราณหายนะอันประหลาดและน่าสะพรึงกลัวพลันเข้าปกคลุมไปทั่วทิศ
“นายท่าน!”
ชายชุดแดงกล่าวอย่างตื่นเต้น
ทั่วทิศอื้ออึง ยามนั้นเอง ทุกคนจึงตระหนักว่าร่างมายานั้นคือผู้นำแห่งเกาะกำราบมาร……
นักพรตเต๋าเชียนเจี๋ย!!
เจ้าผู้ครองหนึ่งยุคสมัยที่ไม่ใช่ตัวตนแห่งปัจจุบันกาล ตัวตนน่าสะพรึงกลัวซึ่งอยู่รอดแม้ยุคสมัยจะสูญหายสู่อดีตกาล ผ่านมิติเวลาอันปั่นป่วนมาจนยามนี้
หัวใจผู้คนมากมายร่วงวูบ มิคาดคิดเลยว่าตัวตนเลิศล้ำเช่นนี้จะมาปรากฏที่นี่
หรือนักพรตเต๋าเชียนเจี๋ยมาถึงนานแล้วและลอบมองการต่อสู้อยู่ตลอด?
ซูสิงเค่อถ่ายทอดวจีเตือนซูอี้และกล่าวถึงที่มาของนักพรตเต๋าเชียนเจี๋ย
ม่านตาของซูอี้หดตัวในพลัน
คนผู้นี้คือผู้นำเขตหวงห้ามหรือ!?
ดูเหมือนว่าวัตถุต้องห้ามอย่างเปลวเพลิงแห่งยุคสมัยจะดึงความสนใจของตัวตนชั้นผู้นำเช่นนี้มาเนิ่นนาน พวกเขาต่างหมายมั่นจะชิงมัน!
เทพตนใดบ้างไม่คลั่งไปกับคุณประโยชน์เลิศล้ำของเปลวเพลิงแห่งยุคสมัย?
ทันใดนั้น ชายในอาภรณ์ขนนกก็แค่นยิ้มเยาะ “เจ้าก็เป็นแค่เสี้ยวเจตจำนง ร่างจริงยังคงติดอยู่ท่ามกลางตรวนแห่งมิติเวลาบนเกาะกำราบมาร เผชิญภัยคุกคามจากหายนะไร้สิ้นสุด มีสิ่งใดทำให้ทะนงหรือ?”
ว่าแล้วเขาก็ชี้มายังซูอี้ที่ข้างกาย “ก็ได้ ข้าจะให้โอกาสเจ้าสักครั้ง หากคุกเข่าโขกหัวอย่างนอบน้อมแก่สหายเต๋าซูสามหนเสียยามนี้ บางทีสหายเต๋าซูอาจจะเมตตายอมรับเจ้าเป็นลิ่วล้อรับใช้ เมื่อถึงตอนนั้น ต่อให้ต้องช่วยปลดโซ่สุนัขบนร่างเจ้าเสีย มันก็ไม่ใช่เรื่องยากอันใด”
ทุกคนสูดปากเฮือก สีหน้าเปี่ยมความครั่นคร้าม
คนผู้นี้กล้าดีเช่นไรมาลบหลู่นายเหนือเขตหวงห้ามเช่นนี้!?
ทว่าผิดคาด นักพรตเต๋าเชียนเจี๋ยผู้ปรากฏบนฟ้าห่างออกไปหาบันดาลโทสะไม่ แต่เขากล่าวขึ้นอย่างเฉยชา “จริงอยู่ที่ข้าเป็นเสี้ยวเจตจำนง แล้วเจ้าไม่ใช่เช่นนั้นหรือ? หากข้าเข้าใจไม่ผิด จำนงของเจ้าใกล้พังทลายสลายสิ้นเต็มทีแล้วมิใช่หรือ?”
ทันทีที่วาจาเหล่านี้ถูกกล่าว สายตาของทวยเทพซึ่งมองมายังชายในอาภรณ์ขนนกก็แปรเปลี่ยนในพลัน