บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2050 ให้พวกเจ้าได้ตาสว่าง
บทที่ 2050 ให้พวกเจ้าได้ตาสว่าง
กำลังจะสลายไปหรือ?
หัวใจของซูสิงเค่อดิ่งวูบ
ขณะที่ซูอี้ยังคงเฉยชา
ด้วยความแข็งแกร่งระดับพุทธองค์กงเหยี่ย เขาน่าจะตระหนักถึงการมีอยู่ของนักพรตเต๋าเชียนเจี๋ยอยู่แล้ว
“ข้ายังชื่นชมตัวตนผู้รอดชีวิตจากมิติเวลาโกลาหลเช่นพวกเจ้าอยู่นะ น่าเสียดาย หากเจ้ายังมัวทำตัวให้ขายหน้าเช่นนี้ ภายหน้าเจ้าคงไม่อาจหลบเลี่ยงความตายพ้น”
พุทธองค์กงเหยี่ยกล่าวช้าๆ
“จริงหรือ? ข้าไม่เชื่อหรอก”
เสียงแหบพร่าของสตรีดังขึ้น
ณ สุญญะอันแสนห่างไกลในอีกฟากฝั่ง กลุ่มแสงสีม่วงทะยานขึ้นก่อเป็นร่างหนึ่งอันงดงาม
นางเป็นสตรีชุดม่วงผู้หนึ่ง ประกายแสงปกคลุมทั่วกาย เมฆหมอกสีม่วงหนาฟุ้ง และแม้ร่างของนางจะปกคลุมด้วยประกายแสงจนไม่อาจมองเห็นได้ชัดเจน แต่นางก็ยังให้ความรู้สึกห่างเหินจากโลกหล้า ชวนให้ผู้คนรอบข้างตื่นตะลึงอยู่ดี
“นายหญิง!”
สตรีชุดขาวผู้เหยียบย่างเหนือเตาหลอมสีครามเผยความปรีดา
รอบข้างเกิดเสียงอื้ออึง
สตรีชุดม่วงนางนี้คือราชันเทพจิ่วหลี ผู้นำหนึ่งในแปดเขตหวงห้าม ‘บรรพตนพเคราะห์’ !
นายแห่งเขตหวงห้ามอีกคน!!
บรรยากาศรอบทิศทวีความตึงเครียด จิตสังหารปกคลุมทั่วทั้งแดนดิน
การเผชิญหน้าระดับนี้น่าสะพรึงกลัวเกินไป ยากเกินกว่าที่ทวยเทพตนใดที่นี่จะแทรกแซง!
ทว่าพุทธองค์กงเหยี่ยหาใส่ใจไม่ “ในเมื่ออยู่ที่นี่กันพร้อมหน้า ก็ออกมาเสีย ข้าจะให้พวกเจ้าได้ตาสว่างว่าเมล็ดข้าวขาวกระจ่างแตกต่างกับจันทราทอประกายกลางนภาเช่นไร”
ทุกผู้ต่างผงะตกใจ
ซูอี้อดมองอีกฝ่ายใหม่มิได้ คนผู้นี้ดูอ่อนโยนสุขุม ทว่าก็ทะนงตนจากใจเช่นกัน!
ทว่าเมื่อวจีของพุทธองค์กงเหยี่ยสะท้อนก้องทั่วทุกทิศในเวลานี้ ร่างแล้วร่างเล่าต่างพากันปรากฏจากความมืดมิดทั่วทุกทิศทาง
มีทั้งชายหญิง ปราณของแต่ละคนล้วนน่าสะพรึงกลัว และล้วนแต่เป็นนายเหนือเขตหวงห้าม!
เมื่อรวมนักพรตเต๋าเชียนเจี๋ยกับราชันเทพจิ่วหลีเข้าไปก็นับได้สิบสามคน!!
สิ่งนี้เกินความคาดหมายของซูอี้นัก
เดิมที เขาคิดไว้ว่าอย่างมากว่า แปดผู้นำเขตหวงห้ามคงปรากฏตัวกันครบ
ใครจะคาดคิดเล่าว่าผู้มาเยือนจะมีมากกว่านั้นอีก!
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า นอกจากแปดเขตหวงห้ามในธารสายยาวแห่งยุคสมัย ยังมีเขตหวงห้ามอันมิเป็นที่รู้จักแห่งอื่นอยู่อีก!!
ทว่านายเหนือแห่งเขตหวงห้ามเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นเพียงเจตจำนง
สิ่งนี้ยังยืนยันการคาดเดาแรกของซูอี้ได้ว่า ผู้นำเขตหวงห้ามทั้งหลายต่างถูกอำนาจมิติเวลาโกลาหลพันธนาการไว้ พวกเขาเผชิญกับหายนะร้ายแรงเหมือนลั่วเสวียนจีแห่งนครสาบสูญ จึงไม่อาจหลุดพ้นจากเขตหวงห้ามเหล่านั้นได้!
ในหมู่ผู้มาปรากฏตัว สีหน้าของเทพสวรรค์ทั้งสองและทวยเทพจากอาณาจักรนิตย์ทิวามิน่าดูที่สุด
เพราะพวกเขาไร้ตัวช่วยจากภายนอก!
โชคดีที่เมื่อผู้นำเขตหวงห้ามทั้งหลายปรากฏกาย พวกตนก็ถูกเมินไปจนสิ้น
“สหายเต๋า หากเราร่วมมือกัน จะสามารถชิงเปลวเพลิงแห่งยุคสมัยมาได้หรือไม่?”
นักพรตเต๋าเชียนเจี๋ยกล่าวขึ้น
พุทธองค์กงเหยี่ยกล่าว “ไม่พอหรอก นอกจากนั้น อย่ามาเรียกข้าเป็นสหายเต๋า ข้ากับเจ้ามิได้อยู่บนวิถีเดียวกัน เจ้าไม่มีสิทธิ์มาเรียกข้าเช่นนั้น”
นักพรตเต๋าเชียนเจี๋ย “???”
ผู้นำเขตหวงห้ามอื่นๆ เองก็ผงะไป
คนผู้นี้เป็นใคร ไฉนจึงวาจาแข็งกร้าวเสียยิ่งกว่าเจ้าเฒ่าลึกลับเหอปั๋วนั่นอีก?
“จะลองหรือไม่?”
ราชันเทพจิ่วหลีกล่าวเสียงเย็น
พุทธองค์กงเหยี่ยเสสรวลพลางปรบมือ “ในเมื่อข้าบอกแล้วว่าจะให้พวกเจ้าตาสว่าง ข้าก็ไม่อาจกลับคำ เข้ามาด้วยกันเลย”
ว่าแล้ว เขาก็เดินไปเบื้องหน้าหนึ่งก้าว
ตู้ม!
ท้องนภาสั่นสะท้าน สุญตาแตกร้าวเยี่ยงบานกระจก
อักขระยันต์บัญญัติสีดำนับไม่ถ้วนพุ่งทะยานออกจากรอยร้าว ปรกนภาบังตะวัน
สิ่งน่าตกใจที่สุดคือ ทุกอักขระยันต์บัญญัติสีดำล้วนแปรเปลี่ยนเป็นหนึ่งแดนดิน และยามพวกมันปรากฏขึ้นเต็มไปหมด ก็เปรียบได้กับแดนดินอันไร้ที่สิ้นสุด
ทวยเทพทั้งหลายล้วนขวัญหนี รู้สึกหายใจไม่ออก
ผู้นำเขตหวงห้ามทั้งสิบสามคนต่างมองหน้ากัน ก่อนจะลงมือโจมตีแทบจะพร้อมเพรียงกัน
ชั่วขณะนั้นเปรียบดั่งหายนะมหาวิปโยคบังเกิดขึ้นกะทันหัน
ดวงตาของทุกผู้ยกเว้นซูอี้และซูสิงเค่อเจ็บแปลบ ไม่อาจมองเห็นสิ่งใดได้อีก
ในคลองจักษุของทั้งสอง พุทธองค์กงเหยี่ยก้าวเดินสู่ท้องนภา และเมื่อสะบัดมือ อักขระยันต์บัญญัติหนึ่งพลันทะลวงเวหา แหวกผ่านขอบเขตมิติเวลา ตรึงร่างผู้นำเขตหวงห้ามคนหนึ่งไว้กับที่!
เพียงชั่วพริบตา ร่างของผู้นำเขตหวงห้ามทั้งสิบสามก็ถูกปักจนนิ่งค้างกลางอากาศในท่าโจมตี
ภาพนั้นช่างประหลาดและสะท้านใจยิ่งนัก!
และยังชวนตกตะลึง!
“นี่คืออำนาจเหนือระดับจอมเทพ……”
หัวใจของซูอี้ปั่นป่วน
เขาคาดการณ์ไว้ตรงเผง ผู้กระทำการแทนชาติแรกของเขาผู้นี้ก็ต้องเป็นผู้เหยียบย่างสู่ธารสายยาวแห่งโชคชะตาแล้วเช่นกัน
หาไม่ อีกฝ่ายคงจะไม่มีทางกำราบเจตจำนงทั้งสิบสามของผู้นำเขตหวงห้ามอย่างง่ายดายเพียงนี้!
ซูสิงเค่อชะงักนิ่ง ดวงตาของเขาเบิกกว้าง ในขณะที่มีท่าทางเหม่อลอย
มหาศึกอันสะท้านสะเทือนทั่วฟ้าดินนี้จบลงแล้วหรือ?
ผู้นำเขตหวงห้ามทั้งสิบสามที่ไม่ใช่ตัวตนแห่งยุคสมัยนี้นั้นล้วนเทียบได้กับจอมเทพ กระทั่งอวตารก็สามารถปราบตัวตนที่มีระดับต่ำกว่ามหาเทพได้
ทว่ายามนี้ พวกเขากลับถูกปราบขณะที่เพิ่งเริ่มลงมือ!!
ผู้กระทำเช่นนี้ได้ต้องมีอำนาจเพียงไร?
“ด้วยความแข็งแกร่งและฝีมือของพวกเจ้า เรียกได้ว่าหายากยิ่งทั่วทุกยุคสมัย สะท้านสะเทือนตั้งแต่อดีตจวบปัจจุบัน หาไม่ พวกเจ้าคงไม่มีทางผ่านพ้นห้วงมิติเวลาปั่นป่วนมาได้ โชคไม่ดีที่พวกเจ้าล่วงเกินผู้มิสมควรล่วงเกิน เคราะห์นี้จึงสมควรแล้ว!”
พุทธองค์กงเหยี่ยส่ายหน้า
เขากลับมายืนอยู่ข้างกายซูอี้แล้วดีดนิ้ว
ตู้ม!
อวตารของผู้นำเขตหวงห้ามทั้งสิบสามผู้ถูกตรึงอยู่กลางอากาศต่างระเบิดออกพร้อมกันราวกับดอกไม้ไฟ
ทวยเทพทั้งหลายเพิ่งฟื้นคืนการรับรู้ จึงได้เห็นภาพเหล่านี้พอดิบพอดี พวกเขาอดผงะไปมิได้
ศึกจบแล้วหรือ?
ผู้นำเขตหวงห้ามทั้งสิบสามถูกกำจัดสิ้น!?
เมื่อครู่เกิดอันใดขึ้น?
เหงื่อกาฬผุดพรายเต็มหน้าผากของทุกคน
ไร้ผู้ใดให้คำตอบพวกเขาได้
พุทธองค์กงเหยี่ยว่า “ช่างเถอะ ให้ข้าส่งพวกเจ้าเองแล้วกัน!”
เขาสะบัดแขนเสื้อ
ตู้ม!
มิติเวลาทั่วฟ้าดินแปรปรวน พายุอันไร้สิ้นสุดปรากฏขึ้นกวาดพัดร่างของทวยเทพทั้งหลายเยี่ยงใบไม้ลอยตามลมอย่างไม่อาจควบคุมได้
เพียงชั่วพริบตา สรรพสิ่งพลันหายลับ
“ในที่สุดก็เงียบเสียที”
พุทธองค์กงเหยี่ยถอนหายใจยาว
ซูสิงเค่อตะลึงค้างจนจิตใจล่องลอย
ขณะที่ซูอี้กำลังครุ่นคิด เพียงอวตารจำนงอันใกล้สลายนี้อย่างเดียวก็ทรงพลังจนน่าขันแล้ว เช่นนั้นชายผู้ก้าวสู่ธารสายยาวแห่งโชคชะตานี้ต้องทรงพลังเพียงไร?
“สหายเต๋า ข้าเองก็ควรไปเช่นกัน”
พุทธองค์กงเหยี่ยหันมากล่าวกับเขาด้วยสีหน้าคาดหวัง “ข้าสังหรณ์ว่าอีกไม่กี่ปี สหายเต๋าจะหวนคืนสู่จุดสูงสุด และบรรลุสู่วิถีที่สูงกว่าได้!”
ร่างของเขาเลือนรางเยี่ยงแสงเงามายาอันใกล้เสื่อมสลาย
ซูอี้ประคองกำปั้นกล่าว “ขอบคุณมาก”
เขารู้ว่า หากไม่ใช่เพราะมีพุทธองค์กงเหยี่ยอยู่ก่อนหน้านี้ สถานการณ์ในวันนี้คงไม่อาจคลี่คลายได้ง่ายเช่นที่เห็น
พุทธองค์กงเหยี่ยโบกมือด้วยรอยยิ้ม แล้วร่างของเจ้าตัวพลันสลายเป็นพิรุณแสง
“ผู้อาวุโสท่านนั้นคือใครกัน?”
ยามนั้นเอง ซูสิงเค่อจึงเอ่ยถาม
ซูอี้กล่าวเนิบๆ “บุคคลผู้อ้างตนว่ามาเดินสาร”
ซูสิงเค่อ “……”
ต่อจากนั้น คนทั้งสองก็กลับสู่หอคอยพิบัติโบราณ
ซูสิงเค่อได้รับบาดเจ็บสาหัส ต้องฟื้นตัวให้ทันกาล
หนึ่งวันผ่านไป
เมื่อซูสิงเค่อฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อย ซูอี้ก็ตัดสินใจจรจาก
ระหว่างเวลาที่ผ่านมา ศัตรูอันน่าสะพรึงกลัวปรากฏขึ้นพร้อมกันมากมาย อย่าว่าแต่อาณาจักรนิตย์ทิวา เพียงตัวตนประหลาดจากเขตหวงห้ามต่างๆ ยังทำให้ซูอี้สัมผัสได้ถึงวิกฤต
เขาต้องพัฒนาฝีมือโดยเร็วที่สุด
หาไม่ อย่าว่าแต่ไปยังโลกเทพในภายหน้าเลย เกรงว่ากระทั่งหนีให้รอดจากธารสายยาวแห่งยุคสมัยยังทำมิได้!
“เหอปั๋วน่าจะกลับมาในไม่ช้า มิรออีกสักหน่อยหรือ?”
ซูสิงเค่อกล่าว
เขาเองก็ไร้วจีจะกล่าวยามพูดถึงชายชราผู้นี้
อีกฝ่ายรับปากไว้ว่าจะกลับมาในครึ่งปี แต่นี่ก็เลยครึ่งปีไปแล้ว ทว่ายังไม่ได้เห็นแม้กระทั่งเงา!
“ไม่รอแล้วล่ะ”
ซูอี้ส่ายหัว
ซูสิงเค่อว่า “เปลวเพลิงแห่งยุคสมัยคือกุญแจเปิดวิถีแห่งบรรพเทวา นี่คือสาเหตุที่ผู้นำเขตหวงห้ามต่างๆ ยื้อแย่งมันกันอย่างสุดชีวิต”
ซูอี้พลันตะลึง ที่แท้เปลวเพลิงแห่งยุคสมัยก็มีคุณสมบัติพิเศษเพียงนี้หรือ?
“การเข้าสู่วิถีแห่งบรรพเทวาสำหรับตัวตนขอบเขตมหาศาลนั้นเทียบได้กับประสบการณ์ในการพิสูจน์เต๋าเพื่อบรรลุเป็นเทพ ขอเพียงรอดมาได้ พวกเขาก็แทบจะได้เป็นเทพเสียเดี๋ยวนั้นแล้ว”
ซูสิงเค่อกล่าว “นอกจากนั้นยังมีโอกาสบรรลุเทพอันทรงพลังที่สุดตลอดยุคสมัยอยู่ แต่หากไร้เปลวเพลิงแห่งยุคสมัย ผู้ใดก็ล้วนไม่อยากเดินบนวิถีนี้”
หลังจากเว้นช่วงเล็กน้อย เขาก็กล่าวว่า “และจุดเริ่มต้นสู่วิถีแห่งบรรพเทวาก็ตั้งอยู่ในอาณาจักรนิตย์ทิวา”
ซูอี้ประหลาดใจ
ครู่ต่อมา ชายหนุ่มจึงกล่าวว่า “ดูเหมือนอาณาจักรนิตย์ทิวาจะยิ่งน่าไปเยือนขึ้นนะ”
ชายหนุ่มมีความแค้นฝังลึกเมื่อครั้งถูกเก้าเทพสวรรค์แห่งอาณาจักรนิตย์ทิวาประกาศจับ และตั้งใจจะไประบายโทสะที่นั่นมานานแล้ว
ทว่ากระทั่งจุดเริ่มต้นสู่วิถีแห่งบรรพเทวาก็อยู่ในอาณาจักรนิตย์ทิวา เขาจึงไร้เหตุผลที่จะไม่ไป!
“ผู้คนจากเขตหวงห้ามต่างๆ หมายตาเจ้าอยู่แล้ว และเบื้องหลังเก้าเทพสวรรค์จากอาณาจักรนิตย์ทิวาก็มีกลุ่มเต๋าสูงสุดกลุ่มหนึ่งจากโลกเทพอยู่ พวกเขาน่าจะได้ข่าวและเคลื่อนไหวกันแล้ว”
ซูสิงเค่อกล่าวเตือนว่า “เมื่อเจ้าไปยังอาณาจักรนิตย์ทิวาครานี้ ไม่ใช่เจ้านำตัวเองไปติดกับดักหรือ?”
ชายหนุ่มกล่าวพลางแย้มยิ้มว่า “เว้นแต่พวกเขาไม่อยากเข้าสู่วิถีแห่งบรรพเทวา พวกเขาย่อมทำอันใดข้าไม่ได้”
แววตาของอีกฝ่ายดูแปลกพิกล “เมื่อเปรียบเทียบกับวิถีแห่งบรรพเทวา มีผู้ใดในหมู่พวกเขาบ้างที่ไม่ครั่นคร้ามต่ออำนาจวัฏสงสารที่เจ้ามี? สรุปก็คือ ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อทำร้ายเจ้า แต่มาเตือนว่าเจ้าควรคิดให้ดีเสียก่อน”
ว่าแล้ว เขาก็ชี้ตนเอง “ดูข้าสิ สภาพของข้ามิสะบักสะบอมหรือ? หากมิใช่ผู้อาวุโสเดินสารผู้นั้น หนนี้ข้าก็ย่อมไม่อาจเหลือรอด ข้าว่านะ รอให้เหอปั๋วกลับมาก่อนค่อยตัดสินใจจะปลอดภัยที่สุด”
ซูอี้ตบบ่าเขาและกล่าวว่า “ข้าต้องการโอกาสเช่นนี้แหละ”
ท้ายที่สุด ซูสิงเค่อก็ไม่อาจโน้มน้าวอีกฝ่ายได้
วันถัดมา
ดาบเคียงประชิดพาร่างของซูอี้ละล่องทวนกระแส ข้ามธารสายยาวแห่งยุคสมัย
การเดินทางไปยังอาณาจักรนิตย์ทิวานั้นยาวนาน อย่างน้อยก็กินเวลาหนึ่งเดือน และมีจุดจอดพักมากมายรายทาง
ซูอี้ตั้งใจจะหาจุดจอดพักสักแห่งเพื่อแลกสิ่งของที่มีกับโอสถเทพก่อน
ตลอดครึ่งปีที่เขาฝ่าฟันในหอคอยพิบัติโบราณ โอสถเทพที่เขามีแทบไม่เหลือให้ใช้ และต้องหามาเพิ่ม
‘อีกไม่ถึงหนึ่งวัน ก็จะไปถึงเมืองโบราณจิตเกษตรแล้ว’
ซูอี้คิดในใจ
ทันใดนั้น เปลือกตาของชายหนุ่มก็กระตุกวูบ
อึดใจต่อมา ดาบเคียงประชิดก็พุ่งทะยาน พาร่างของเขาเหินเวหา
ตู้ม!
ลึกลงไปในธารใต้เท้า อาชาทองคำเจิดจรัสตัวหนึ่งพลันทะยานโจมตีใส่ซูอี้อย่างรวดเร็วเหลือเชื่อ