บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2052 อาณาจักรนิตย์ทิวา
บทที่ 2052 อาณาจักรนิตย์ทิวา
ซูอี้ละล่องบนดาบของเขามุ่งหน้าต่อไป
แม้ลั่วเสวียนจีจะรู้สึกอัดอั้นใจ นางก็ยังไล่ตามด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า
ซูอี้พลันขมวดคิ้วเล็กน้อย
ไฉนนางผู้นี้จึงตามติดเยี่ยงตังเมนัก!
“สหายเต๋า ด้วยสติปัญญาของเจ้า น่าจะคาดการณ์ไว้แล้วว่าการไปยังอาณาจักรนิตย์ทิวายามนี้อันตรายเพียงไร”
เสียงของลั่วเสวียนจีดังเจื้อยแจ้ว “และเท่าที่ข้ารู้ แม้จอมเทพเหล่านั้นจะไม่อาจมาเอง พวกเขาก็ส่งยอดฝีมือในลัทธิของตนมาแล้ว ขอเพียงเจ้าไป……”
ซูอี้กล่าวขัดอีกครั้ง “หากอยากร่วมมือกัน ก็แสดงความจริงใจด้วย”
ลั่วเสวียนจีลอบกัดฟัน พยายามระงับจิตใจไม่ให้เผลอซัดหมัดใส่ซูอี้ “เช่นนั้น… สหายเต๋าต้องการความจริงใจเช่นไรเล่า?”
ซูอี้กล่าว “คิดเอาเองสิ”
ลั่วเสวียนจี “……”
หลังจากครุ่นคิดเล็กน้อย ริมฝีปากสีชมพูของนางพลันเผยอ พลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ตอบแทนด้วยกายเป็นเช่นไร?”
อาภรณ์แดงของนางพลิ้วสะบัด ผิวกายขาวกระจ่างเปล่งประกาย รอยยิ้มเย้ายวนสรรพชีวิต
ทว่าซูอี้เมินนางไปเสียสิ้น และกล่าวอย่างเคร่งขรึม “โปรดรักษาศักดิ์ศรีของตนด้วย!”
ลั่วเสวียนจีขบขัน พลางกล่าวขึ้นในทันที “แค่ล้อเล่นน่า อย่าถือเป็นจริงเป็นจังสิ”
“ข้าเกรงว่าเจ้าจะถือมันเป็นจริงน่ะสิ”
ซูอี้กล่าวเบาๆ
ลั่วเสวียนจี “……”
เจ้าหนูนี่คิดจริงๆ หรือว่านางคิดใช้ความงดงามเย้ายวนเขา?
ลั่วเสวียนจีส่ายหน้าแล้วกล่าวเบาๆ ว่า “วิถีแห่งบรรพเทวาทอดยาวผ่านมิติเวลาอันสาบสูญแห่งอดีต และอารยธรรมยุคสมัยของข้าเมื่อกาลก่อนก็หายลับไปเนิ่นนาน มีเพียงการก้าวเดินบนวิถีแห่งบรรพเทวาเท่านั้น ข้าจึงมีโอกาสหวนคืนไปพินิจอดีต”
“ที่นั่นมีญาติมิตรที่ข้าเป็นห่วงที่สุดอยู่”
“ก่อนหน้านี้ ข้าคิดว่าชั่วชีวิตคงไร้โอกาสพบพานพวกเขาอีก หัวใจของข้าจึงด้านชาเช่นคนตาย”
“ทว่าเมื่อพบเจ้า ข้าก็พบความหวัง!”
กล่าวถึงตรงนี้ ดวงตาของลั่วเสวียนจีก็พลันเรืองประกาย สีหน้าเจือความรู้สึกโหยหา “เปลวเพลิงแห่งยุคสมัยเบิกวิถีแห่งบรรพเทวา และผู้ถือครองวัฏสงสารก็สามารถสัญจรผ่านมิติเวลา หวนคืนสู่อดีตกาลได้!”
“นั่นแหละ สิ่งที่ทำให้ข้าอยากร่วมมือกับสหายเต๋า!”
ว่าแล้ว เจ้าแห่งเขตหวงห้ามอันไร้เทียมทานก็เบนสายตาจับจ้องใบหน้าด้านข้างของซูอี้ “หากสหายเต๋ารับปากช่วยข้า ข้าจะจดจำเป็นพระคุณช่วยชีวิต จะทำทุกสิ่งเพื่อตอบแทน!”
วาจานั้นหนักแน่น เสียงดังฟังชัด
ทว่าชายหนุ่มไร้การสะทกสะท้านใด
สตรีที่มีนามว่าลั่วเสวียนจีผู้นี้มีหัวใจไม่อาจคาดหยั่ง ไร้ผู้ใดล่วงรู้เจตนาแท้จริง ซูอี้นั้นรู้ซึ้งถึงฝีมือของสตรีผู้นี้มาก่อน จึงไม่ได้คิดตอบตกลงง่ายๆ
“หากข้าปฏิเสธ เจ้าจะทุ่มสุดตัวเพื่อขัดขวางข้าหรือไม่?”
ซูอี้ถามย้อน
ลั่วเสวียนจีผงะไปแล้วเงียบงันอยู่เนิ่นนาน ก่อนจะกล่าวว่า “หากไม่จนตรอกสิ้นปัญญาจริงๆ ข้าไม่มีทางอยากเป็นศัตรูกับสหายเต๋าหรอก และก่อนถึงจุดนั้น ข้าจะพยายามเสี่ยงกับความเป็นไปได้ที่จะร่วมมือกับสหายเต๋าก่อน”
ว่าแล้ว มือขวาเรียวบางขาวซีดของนางก็พลิกกลับ ใช้นิ้วชี้เยี่ยงคมมีดวาดบนฝ่ามือ เรียกโลหิตรินไหล
แล้วโลหิตสายนั้นพลันขยับเคลื่อน วาดเป็นลวดลายลึกลับขึ้นบนฝ่ามือ
“แม้คำสาบานอาจไม่เที่ยงแท้ แต่หากข้าใช้มหาวิถีเคลื่อนเลือดขั้วหัวใจมาใช้สาบาน หากข้าตระบัดสัตย์ ข้าจะต้องได้รับความทุกข์ทรมานแสนสาหัสเป็นแน่”
ลั่วเสวียนจีกล่าวเบาๆ “นี่คือความบริสุทธิ์ใจของข้า!”
ซูอี้อดเงียบไปมิได้
หญิงสาวกล่าวพร้อมกับแย้มยิ้ม “สหายเต๋าคิดก่อนก็ได้ ในชั่วกาลต่อจากนี้ ข้าจะแสดงความจริงใจให้สหายเต๋าประจักษ์มากกว่านี้”
แล้วอาภรณ์แดงของนางก็พลิ้วไหว ก่อนจะหันหลังจากไป
เพียงชั่วพริบตา หญิงสาวได้หายลับไปเหนือธารสายยาวแห่งยุคสมัย
เมื่อเห็นนางจรจาก ซูอี้พลันส่ายหน้า เงียบเพียงครู่และมิได้คิดมากอีก
เขาไม่สนใจว่าการกระทำเมื่อครู่ของลั่วเสวียนจีเป็นการแสร้งทำหรือไม่ และไม่คิดสนใจว่าอีกฝ่ายจะมีเจตนาแฝงหรือเปล่า
อย่างน้อยก็ยามนี้ แม้ลั่วเสวียนจีจะใช้เลือดขั้วหัวใจมาสาบาน มันก็ยังไม่เพียงพอให้ซูอี้ตอบตกลงร่วมมือ
……
วันถัดมา
ณ เมืองโบราณจิตเกษตร
ขณะนี้ ซูอี้มาเพื่อซื้อโอสถเทพ ไม่อยากสร้างความโกลาหลอันใด จึงแปลงโฉมมาเป็นการพิเศษ
ซึ่งก็เป็นไปตามคาด ที่บริเวณใกล้ประตูเมืองโบราณจิตเกษตรมีประกาศจับสองแผ่นแปะอยู่ วาดภาพของซูอี้ไว้อย่างชัดเจน
ทว่ายอดฝีมือนั้นไม่ได้ให้ความสนใจมันเท่าไรแล้ว
ซูอี้ถูกประกาศจับมาเกือบปีแล้ว
ตลอดเวลาที่ผ่านมานี้ นามของซูอี้เป็นที่รู้จักดีในบรรดายอดฝีมือ ณ แดนดินต่างๆ ของธารสายยาวแห่งยุคสมัย และเมื่อข่าวคราวบังเกิดมากมาย ที่มาของซูอี้ก็ถูกเปิดเผยออกมา
ยามนี้ ผู้คนรู้ชัดแล้วว่าซูอี้มาจากแดนเซียน!
เขาเคยสังหารเทพบรรลุใหม่ และยังเอาชนะอวตารของทวยเทพมานักต่อนัก
ที่สำคัญที่สุดคือ เขาเป็นร่างเวียนวัฏของจอมดาบหลิงซู!
แม้จอมดาบหลิงซูจะตกตายด้วยน้ำมือทวยเทพมาเนิ่นนาน เกียรติภูมิของเขาก็ยังคงแพร่ไปทั่วโลกแห่งเทพ
ในธารสายยาวแห่งยุคสมัยมีเทพจากโลกแห่งเทพปะปนอยู่ ดังนั้นพวกเขาจึงรู้เป็นอย่างดีว่า ร่างเวียนวัฏจอมดาบหลิงซูอย่างซูอี้นั้นยุ่งด้วยไม่ง่ายเลย!
เพราะเหตุนี้ ตัวตนที่มีพลังต่ำกว่าขอบเขตเทพจึงทิ้งความคิดที่จะล่ารางวัลไป กระทั่งทวยเทพบางผู้ยังระมัดระวัง ไม่กล้าบุ่มบ่ามลงมือ
และทั้งหมดนี้ยังส่งผลกระทบต่อศักดิ์ศรีของเก้ามหาเทพสวรรค์แห่งอาณาจักรนิตย์ทิวาอย่างร้ายแรงด้วย
ประกาศจับที่พวกเขาออกร่วมกันไม่อาจกระทำการใดต่อซูอี้ได้ อีกทั้งข่าวลือข่าวแล้วข่าวเล่ายังพากันปรากฏทั่วโลกหล้าไปหมด
เมื่อเดินทางเข้าสู่เมืองโบราณจิตเกษตร เขาก็ได้รับรู้ข่าวการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ตามจุดต่างๆ ของธารสายยาวแห่งยุคสมัยตลอดเวลาที่ผ่านมาในทันที
แต่ก็ยังไร้ผู้ทราบเกี่ยวกับศึก ณ หอคอยพิบัติโบราณ
“หากปราบซูอี้ไม่ได้ ศักดิ์ศรีเก้ามหาเทพสวรรค์จะอยู่หนใด?”
“กล่าวกันว่าซูอี้ส่งคำเตือนต่อเก้ามหาเทพสวรรค์เมื่อนานมาแล้ว บอกให้เก้ามหาเทพสวรรค์ชักม้าก่อนตกผา ถอนประกาศจับเขาเสีย หาไม่ เขาจะบุกไปยังอาณาจักรนิตย์ทิวา!”
“เจ้าว่าซูอี้จะกล้าบุกอาณาจักรนิตย์ทิวาจริงๆ หรือไม่?”
“ไม่รู้สิ ข้าทราบเพียงว่าเวลานี้มีเหตุการณ์ใหญ่มากมายเกิดขึ้นในอาณาจักรนิตย์ทิวา กล่าวกันว่าเก้ามหาเทพสวรรค์รวบรวมกำลังมากมาย และยังเชิญตัวตนอันน่าสะพรึงกลัวจากโลกแห่งเทพมา”
……บนถนนเต็มไปด้วยเสียงสนทนา
ซูอี้ไม่จำเป็นต้องไถ่ถามใครถึงข่าวคราวปัจจุบันในอาณาจักรนิตย์ทิวา เขาก็ได้รับรู้โดยถ้วนทั่วแล้ว
‘ดูเหมือนว่า หลังจากเทพสวรรค์ไป๋เยี่ยนและผานหูกลับสู่อาณาจักรนิตย์ทิวา พวกเขาจะนำเรื่องที่ข้ามีเปลวเพลิงแห่งยุคสมัยไปเผยแพร่แล้ว’
ซูอี้กล่าวในใจ
เปลวเพลิงแห่งยุคสมัยเป็นวัตถุสะบั้นกฎ และยังเป็นกุญแจสู่วิถีแห่งบรรพเทวาด้วย!
และจุดเริ่มต้นสู่วิถีแห่งบรรพเทวาก็อยู่ที่อาณาจักรนิตย์ทิวา!
ไม่ต้องคิดก็รู้ได้ว่าสถานการณ์ปัจจุบันในอาณาจักรนิตย์ทิวาคือการเตรียมตัวรับมือเขา!
‘อย่าให้ข้าผิดหวังเล่า’
ซูอี้กล่าวในใจ
หากชายหนุ่มคิดจะบรรลุสู่ขอบเขตพินิจสุดขั้ว เขาต้องมีโอกาสชี้วัดเป็นตาย จึงจะสามารถสลายร่างให้การฝึกฝนเกิดใหม่จากธุลี! เหยียบย่างสู่ขอบเขตสุดขั้วซึ่งไร้ผู้ใดก้าวถึงตลอดเวลาที่ผ่านมา!
และนี่คือสาเหตุที่ชายหนุ่มดึงดันจะไปยังอาณาจักรนิตย์ทิวา
แต่ซูอี้ก็รู้ดีมากว่านี่คือการเล่นกับไฟ เป็นการจุดเพลิงใส่ตน เหมือนร่ายรำบนปลายดาบ หากไม่ระวังจะเป็นหายนะได้
ดังนั้นเขาจึงต้องเตรียมการไว้บ้าง!
หลังจากสัญจรไปในเมืองโบราณจิตเกษตร ซูอี้ก็ขายสมบัติไร้ประโยชน์ที่เขามีไปจนหมด ทว่ากลับแลกได้เพียงโอสถเทพสิบกว่าเม็ดเท่านั้น
สำหรับเขาในยามนี้ มันเป็นเพียงน้ำหนึ่งหยดในถัง
“ว่าแล้วเชียว ไร้โชคก็ไร้ทรัพย์”
ซูอี้พึมพำ
เมื่อคุ้นเคยกับการกวาดล้างศัตรูเก็บเกี่ยวสินสงคราม หันมาไล่หาซื้อโอสถเทพ ผลลัพธ์ที่ได้ก็ไม่อาจสนองความต้องการ ย่อมทำให้รู้สึกแสนแตกต่างห่างระดับกัน
“ถิ่นที่ตั้งหอพิงนภาในเมืองนี้อยู่หนใดหรือ?”
ซูอี้ไปถามผู้ผ่านทางมาในทันที
“ท่านจะไปทำอันใดที่หอพิงนภากัน?”
ผู้ผ่านทางเอ่ยถามอย่างกะตือรือร้น
ซูอี้ตอบพร้อมกับยิ้มแย้ม “ไปปล้น”
ผู้ผ่านทาง “???”
วันเดียวกันนั้น ซูอี้บุกเข้าสู่ถิ่นอำนาจของหอพิงนภา ปราบศัตรูทั้งหลายลงอย่างง่ายดาย
เมื่อจรจาก เขาก็กวาดฐานที่มั่นของหอพิงนภาภายในเมืองโบราณจิตเกษตรไปเสียสิ้น
สินสงครามไม่ได้ตระการตานัก แต่ก็ยังมีของดีอยู่มากมาย
จนกระทั่งซูอี้เดินออกจากเมืองโบราณจิตเกษตร ข่าวการปล้นหอพิงนภาจึงแพร่กระจาย บังเกิดเสียงอื้ออึงขึ้นมากมายในทันที
และวันเดียวกันนั้นเอง ข่าวอีกหนึ่งเรื่องพลันปรากฏขึ้น……
ซูอี้ผู้หายตัวไปครึ่งปีปรากฏขึ้นอีกครั้ง และเป็นผู้บุกปล้นฐานที่มั่นหอพิงนภาในเมืองโบราณจิตเกษตร!
เมื่อข่าวนี้แพร่งพรายออกไป ความสนใจทั่วทุกทิศในธารสายยาวก็ถูกกระตุ้นขึ้นทันใด
สิ่งที่ทำให้ซูอี้พูดไม่ออกก็คือ ไม่ว่าเขาจะเข้าเมืองโบราณใดในการเดินทางต่อมา ที่มั่นของขุมกำลังใหญ่ผู้รับใช้เก้ามหาเทพสวรรค์ล้วนว่างเปล่า
หนีหายไปก่อนแล้ว!
เห็นได้ชัดว่าเป็นการทำเพื่อป้องกันมิให้เขามาบุกปล้น!
“ไม่ไหวเลยจริงๆ”
ซูอี้ลอบส่ายหัว
เดือนถัดมา
แดนดินใหญ่แห่งหนึ่งปรากฏขึ้นไกลๆ เหนือธารสายยาวแห่งยุคสมัย
บนแดนดินนั้นมีนครโบราณและยิ่งใหญ่เยี่ยงมังกรดำร่างยักษ์ขดตัวเหนือมหาทวีป ไม่อาจเห็นจุดเริ่มจุดจบได้เพียงมอง
รัศมีศักดิ์สิทธิ์เรืองรองออกมาจากนครยิ่งใหญ่แห่งนั้นสู่ห้วงลึกแห่งท้องนภา เจิดจรัสทั่วทศทิศเกินประมาณ
อาณาจักรนิตย์ทิวา!
ที่อยู่ของเก้ามหาเทพสวรรค์ แดนศักดิ์สิทธิ์สูงสุดในธารสายยาวแห่งยุคสมัย ลือกันว่าเป็นสถานที่อันใกล้โลกแห่งเทพที่สุด
กล่าวกันว่าเป็นอาณาจักร ทว่าแท้จริงกลับใหญ่โตเทียบได้กับโลกภูมิ ไพศาลยิ่ง
ตัวตนใดๆ ในธารสายยาวแห่งยุคสมัยอันอยู่ต่ำกว่าขอบเขตเทพล้วนไม่อาจเข้ามายังอาณาจักรนิตย์ทิวาได้โดยไม่ได้รับอนุญาต
ซูอี้ล่องคลื่นล้อวายุมาไกลๆ
เขาเก็บดาบเคียงประชิดคืนเข้าที่
และรูปลักษณ์ของชายหนุ่มพลันแปรเปลี่ยนเป็นคนหนุ่มท่าทางธรรมดาผู้หนึ่ง เผยการฝึกฝนเพียงส่วนเดียวในระดับสุดลึกล้ำ
“อาณาจักรนิตย์ทิวา ที่นี่ใหญ่เกินกว่าจะเทียบกับเมืองโบราณอื่นๆ ได้…”
ซูอี้พึมพำ
ยามหลี่ฝูโหยวยังอยู่ เขาเคยมาที่นี่!
และบนสนามเต๋าโบราณแห่งหนึ่ง ณ อาณาจักรนิตย์ทิวานี้ เขาก็เคยประหารเทพชั้นล่างผู้หนึ่งในการประลองอย่างเท่าเทียม!
“หากซูอี้ผู้นั้นกล้ามายังอาณาจักรนิตย์ทิวาในยามนี้ เขาอาจจะไม่ได้กลับไป!”
“เร็วเข้า อย่ารอช้าให้ข้าเสียการ คืนนี้ข้ามีงานเลี้ยงต้องไป จะสายมิได้”
“ขอรับ!”
…ขณะที่เสียงเหล่านั้นดังขึ้น จู่ๆ เรือสมบัติรูปร่างประหลาดคล้ายวิหคพิลึกโผบินก็ปรากฏเป็นเงาตะคุ่มไกลๆ
ที่ท้ายเรือสมบัติลำนั้นมีคนสองคนยืนอยู่
คนหนึ่งเป็นชายหนุ่มชุดเหลืองผู้เปี่ยมชีวิตชีวา รูปลักษณ์โดดเด่น
อีกหนึ่งคนเป็นชายชราในชุดแพรไหม
บทสนทนาเมื่อครู่มาจากสองคนนี้
และเมื่อซูอี้หันมองไป เขาพลันบังเอิญพบว่าเรือสมบัติลำนั้นทะยานผ่านน่านน้ำอันไม่ห่างจากตนนัก
“หือ? เดี๋ยวก่อน!”
เรือสมบัติหยุดลงกะทันหัน
และชายหนุ่มชุดเหลืองผู้อยู่ ณ ท้ายเรือก็หันมามองซูอี้ผู้กำลังข้ามธารสายยาวแห่งยุคสมัยเพียงลำพังจากไกลๆ
ก่อนที่คู่เนตรนั้นจะเผยแววเยียบเย็นเฉียบขาดเยี่ยงอัสนีออกมา!