บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2062 การล้อมโจมตี ณ เทือกเขาบรรพเทวา
บทที่ 2062 การล้อมโจมตี ณ เทือกเขาบรรพเทวา
อาณาจักรนิตย์ทิวานั้นกว้างใหญ่เยี่ยงโลกกว้างใบหนึ่ง
ทว่ายามบังเกิดศึกที่ทะเลสาบเมฆคล้อย เหตุการณ์ต่อสู้ก็เรียกความสนใจจากทั่วสารทิศได้ทันที
เพราะนี่คือสงครามเทพ!
และมันยังไม่ใช่ศึกเล็กๆ เพียงอำนาจเทพที่ถูกปลดปล่อยในการต่อสู้ก็เพียงพอจะทำให้ทวยเทพทั่วทั้งอาณาจักรนิตย์ทิวาสะดุ้งสะเทือนกันหมดแล้ว
ดังนั้นเมื่อซูอี้พ้นจากวงล้อมในทะเลสาบเมฆคล้อย เขาก็ตกเป็นเป้าในทันที
“เร็วเข้า หยุดเขาไว้!!”
เสียงตะโกนลั่นดังขึ้น เทพห้าคนทะยานเวหาขวางทางตรงหน้าไว้
พวกเขาซุ่มซ่อนอยู่ในบริเวณใกล้เคียงทะเลสาบเมฆคล้อยอยู่ก่อน จึงสามารถเข้าขวางได้ทันที
“ฆ่า!”
คนทั้งห้าโจมตีอย่างสุดกำลังโดยไร้การออมมือ
ตู้ม!
แดนดินระเบิดเลื่อนลั่น รัศมีเทพเจิดจรัสสาดส่อง
ทว่าหนึ่งแสงดาบวูบไหว กลับทิ้งหลุมเลือดไว้บนเวหา
เมื่อแสงดาบนั้นสลายไป เทพทั้งห้าคนก็ตายตกสามบาดเจ็บสอง!
พวกเขาล้วนไม่อาจหยุดอำนาจดาบของซูอี้ ถูกลบหายเยี่ยงเศษกระดาษไปทันทีที่เจอหน้า!
“นี่……”
ในบริเวณใกล้เคียงทะเลสาบเมฆคล้อย ไม่อาจทราบได้ว่ามีผู้ตกตะลึงมากมายเพียงไร
เพียงชั่วพริบตา การสกัดขวางก็พังทลาย
เทพทั้งสามถูกสังหารคาที่!!
ขณะที่ซูอี้หายวับไปนานแล้ว
ครู่ต่อมา
ชายผู้มีผมสีเลือดในอาภรณ์สีเทาปรากฏขึ้นขวางซูอี้จากความว่างเปล่า
“ขอท่านหยุดก่อนเถิด!”
ชายผู้มีผมสีเลือดกล่าว “ข้าพาท่านไปไล่ฆ่าศัตรูได้นะ!”
ตู้ม!
สิ่งที่สนองวาจาของเขาคือปราณดาบอันดุดันอหังการ ทอดตัวยาวสามพันจั้งกลางเวหา ฟาดฟันลงสู่อากาศสนั่นลั่นเยี่ยงธารดาราเก้าสวรรค์ปลิดโปรย
ม่านตาของชายผู้มีผมสีเลือดพลันหดตัว พยายามยื้อยุดไว้อย่างสุดกำลัง
เคร้ง!!!
หอกสีดำวับวามทะยานเวหาหยุดดาบนี้ไว้
ทว่าเพียงพริบตา อำนาจอันน่าสะพรึงกลัวจากปราณดาบนั้นก็ฟาดร่างของชายผู้มีผมสีเลือดกระเด็นกระแทกพื้น
และซูอี้ก็เหินเวหาจรจากไปเนิ่นนาน
พุทธองค์เจียโม่คาดการณ์ไว้ไม่ผิด เขาจะไปที่เทือกเขาบรรพเทวาจริงๆ
เพราะยามทำศึกก่อนหน้านี้ ชายหนุ่มตรวจพบสถานที่ตั้งของเทือกเขาบรรพเทวาจากปราณอันวูบไหวในเปลวเพลิงแห่งยุคสมัยได้แล้ว
และแน่ใจว่ามันคือทางเข้าวิถีแห่งบรรพเทวา!
ส่วนการกีดขวางที่พบระหว่างทาง ไม่ว่าจะเป็นผู้ใด เจตนาดีหรือร้าย เขาหาสนใจไม่
ขอเพียงไปถึงวิถีแห่งบรรพเทวา ต่อให้มีการดักโจมตีฆ่าฟันเกิดขึ้นในอาณาจักรนิตย์ทิวา มันก็ล้วนทำอันใดเขาไม่ได้ทั้งสิ้น!
ไม่นานนัก ร่างของซูอี้พลันหายวับอย่างไร้ร่องรอย
ในขณะที่ชายผมสีเลือดซึ่งถูกหนึ่งดาบฟาดกระเด็นไปก่อนหน้านี้ทะยานขึ้นสู่เวหาด้วยสีหน้าคล้ำเครียด มองตามทิศทางที่ซูอี้จรจาก สีหน้าของเขาปรากฏแรงจิตสังหาร
“หากเจ้าไม่ร่วมมือกับเรา เช่นนั้นเจ้าก็มีแต่ต้องตาย!”
ดวงตาของชายผมสีเลือดวาวโรจน์ ทำลายยันต์ลับไปแผ่นหนึ่ง
……
ขณะเดียวกัน
ข่าวแล้วข่าวเล่าสะพัดไปทั่วทั้งอาณาจักรนิตย์ทิวา
“เร็วเข้า ร่างเวียนวัฏของหลี่ฝูโหยวปรากฏตัวแล้ว เขากำลังมุ่งหน้าไปสู่เทือกเขาบรรพเทวา”
“แจ้งผู้อาวุโสสูงสุดให้ไปขวางซูอี้ที่เทือกเขาบรรพเทวาเสีย!”
“ต้องไม่ปล่อยเขานำเปลวเพลิงแห่งยุคสมัยไปยังวิถีแห่งบรรพเทวาเด็ดขาด!!”
……ในอดีต อาณาจักรนิตย์ทิวารวบรวมเทพไว้มากมาย
พวกเขาส่วนใหญ่เป็นเทพจากขุมกำลังหลักในโลกแห่งเทพ
เมื่อข่าวการเดินทางไปยังเทือกเขาบรรพเทวาของซูอี้ปรากฏขึ้นพร้อมกันในยามนี้ ทั่วทั้งอาณาจักรนิตย์ทิวาก็สั่นสะท้าน ทวยเทพจากขุมกำลังใหญ่ต่างๆ ล้วนออกเคลื่อนไหว
“หนนี้ เจียโม่เลินเล่อเสียแล้ว”
ภายในโถงสีดำแห่งหนึ่ง หลวงจีนผู้มีใบหน้าเยาว์วัยเยี่ยงชายหนุ่มกล่าวขึ้น
หว่างคิ้วของเขามีตราบงกช ถือประคำขาวหนึ่งเส้น แต่งกายสมถะ รูปลักษณ์สุขภาพดี ดวงตากระจ่างใสเยี่ยงนที
“ยามข่าวจากทะเลสาบเมฆคล้อยปรากฏขึ้นก่อนหน้านี้ เจียโม่อันเป็นเทพสวรรค์สูงสุดแห่งอาณาจักรนิตย์ทิวาก็มีโอกาสมากพอที่จะจัดการคนบาปซูอี้ได้แล้ว ทว่ายามนี้… โอกาสอันริบหรี่นั้นได้ดับมอดไป”
หลวงจีนหนุ่มพึมพำว่า “ข่าวการไปยังเทือกเขาบรรพเทวาของคนบาปผู้นั้นถูกแพร่งพรายไปยังขุมกำลังอื่นแล้วในยามนี้ มิอาจทราบได้ว่าหากจับเป็นคนบาปนี้ได้ จะเกิดการต่อสู้มากมายเพียงไร”
ข้างกายเขา หลวงจีนเฒ่าผู้หนึ่งซึ่งนั่งอยู่ในเงามืดของโถงกล่าวว่า “คนบาปผู้ถือครองวัฏสงสาร เปลวเพลิงแห่งยุคสมัย และยังมีอำนาจกรรมวิถีของอี้เต้าเสวียนกับหลี่ฝูโหยว คนเช่นนี้ฆ่ามิง่ายเลย”
หลวงจีนหนุ่มสะดุ้งแล้วพลันเงียบไป
หลวงจีนเฒ่าลุกขึ้นจากเงามืดแล้วกล่าวช้าๆ ว่า “ไปพบสหายเก่าเหล่านั้นกันเถิด และไปดูด้วยว่าคนบาปจะก่อมรสุมยิ่งใหญ่เพียงไรในหนนี้”
ว่าแล้ว เจ้าตัวก็เดินออกไปทางด้านนอกโถงหลัก
ในมือของเขาปรากฏประทีปสีเขียวขึ้นดวงหนึ่งตั้งแต่ยามใดไม่อาจทราบ แสงเงาเผยปราณอมตะ ดูประหนึ่งคงอยู่ตราบนิรันดร์
ขณะเดียวกัน หลวงจีนหนุ่มได้ลุกตามเขาไป
……
เทือกเขาบรรพเทวา
เทือกเขาโบราณในม่านหมอกทมิฬ
นี่เป็นเขตหวงห้ามเขตหนึ่งที่ไร้ผู้ใดกล้าเหยียบย่าง ณ อาณาจักรนิตย์ทิวา แม้กระทั่งเก้าเทพสวรรค์ยังไม่กล้าย่างเยื้องสู่สระอสนิบาตนี้แม้เพียงก้าว
เพราะเทือกเขาโบราณนี้ปกคลุมด้วยอำนาจมิติเวลาทุกหนแห่ง ขอเพียงย่างเข้าไป แม้กระทั่งเทพก็ไม่อาจหวนกลับ ติดอยู่ในอำนาจมิติเวลาไร้ทางหวนคืน!
ในตำนานเล่าขานมาแต่โบราณ จุดเริ่มต้นของวิถีแห่งบรรพเทวานั้นตั้งอยู่ ณ เทือกเขาบรรพเทวานี้!!
ยามเห็นเทือกเขาบรรพเทวาจากไกลๆ ซูอี้พลันสัมผัสได้ว่าเปลวเพลิงแห่งยุคสมัยซึ่งถูกหลอมรวมกับร่างของเขาใหม่กระเพื่อมเป็นจังหวะดูตื่นตัวพิกล
ประหนึ่งผู้เร่ร่อนได้พบบ้านเกิด!
‘ว่าแล้วเชียว มีเพียงการครอบครองเปลวเพลิงแห่งยุคสมัยเท่านั้นจึงเสาะพบทางเข้าวิถีแห่งบรรพเทวา และวิถีอันมีเพียงในตำนานนี้ก็จะสามารถฟื้นคืนได้’
ซูอี้กล่าวในใจ
ระหว่างทางก่อนหน้านี้ ซูอี้ถูกสกัดขวางหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็สะบัดหลุดมาได้โดยไร้ความเสี่ยง
ทว่า ขณะที่เขากำลังจะไปถึงเทือกเขาบรรพเทวานั้น ชายหนุ่มกลับชะลอความเร็วลง
ลางสังหรณ์บอกเขาว่ามีแผนลอบสังหารอยู่ในบริเวณใกล้เคียงเทือกเขาบรรพเทวา!!
“คนบาปกำลังมาแล้ว!”
เสียงหนึ่งตวาดลั่นทำลายความเงียบในเทือกเขาบรรพเทวา ก่อนที่รัศมีเทพเรืองรองจะปรากฏ และตามมาด้วยฝูงเทพกลุ่มหนึ่งที่เผยกาย!
พวกเขามีกันถึงสิบกว่าคน
โดยผู้นำเป็นเทพชั้นสูงขอบเขตกำเนิดวาสนาผู้หนึ่ง!!
ซูอี้กวาดตามองผ่านๆ และเห็นจากอาภรณ์ของทวยเทพเหล่านั้นว่าอีกฝ่ายมาจาก ‘บรรพตเทพหมื่นแปร’ ขุมกำลังสูงสุดแห่งหนึ่งในโลกเทพ!
บรรพชนผู้ก่อตั้งของมันคือจอมเทพเทียนฮวง
หนึ่งในจอมเทพผู้ปรากฏกายในสมรภูมิแห่งยุคสมัยเมื่อกาลก่อน และจินจู๋หลิวซึ่งตกตายด้วยมือของซูอี้ก็เป็นทายาทผู้หนึ่งของจอมเทพเทียนฮวง
“ซูอี้ เรามารอที่นี่นานแล้วนะ”
อีกเสียงหนึ่งดังมาจากอีกทิศทาง
จากนั้นเทพอีกกลุ่มก็ปรากฏกายขึ้นท่ามกลางรัศมีเทพเรืองรอง ดูทรงพลังและกดดันยิ่ง
พวกเขาเป็นยอดฝีมือจาก ‘ศาลเทพเรืองวิญญาณ’ ณ โลกแห่งเทพ!
บรรพชนผู้ก่อตั้งสำนักนี้คือผู้เฒ่าเรืองวิญญาณ คนตกปลา!!
ซูอี้หรี่ตาลง และตระหนักได้ว่าคงมีเทพจากฝ่ายอื่นๆ ซุกซ่อนอยู่ในบริเวณใกล้เคียงเทือกเขาบรรพเทวา
และก็จริงตามนั้น ขณะที่เพิ่งคิดถึงตรงนี้ ทิศต่างๆ ก็เกิดการเคลื่อนไหวพร้อมกัน
เปรี้ยง!
เทพสิบกว่าผู้ปรากฏขึ้นจากอากาศธาตุ พวกเขามีทั้งชายหญิง ล้วนแต่งกายด้วยชุดนักพรต
เป็นเทพจากศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์แห่งโลกเทพ!
ตู้ม~!
ม้วนภาพมหึมาคลี่ออกกลางเวหา ตามด้วยเทพกลุ่มหนึ่งเดินออกมาจากม้วนภาพ
พวกเขาเป็นเทพปีศาจจาก ‘ศาลปีศาจเก้าลึกล้ำ’
ตู้ม!
หอคอยกระดูกขาวหลังหนึ่งปรากฏขึ้นบนนภา และเหนือหอคอยก็มีปราณมารหนาแน่น รัศมีสีเลือดสะท้อนร่างเทพมารกลุ่มหนึ่ง
……เพียงชั่วพริบตาเดียว บริเวณรอบข้างเทือกเขาบรรพเทวาได้ปรากฏร่างเทพจากกลุ่มเต๋าต่างๆ ขึ้นเรียงแถวกัน เป็นการจัดทัพอันแสนทรงพลัง
เพียงอำนาจเทพจากพวกเขาแต่ละคนก็สามารถปั่นป่วนสวรรค์สะท้านแดนดิน จิตสังหารพวยพุ่งทะลวงเก้าชั้นสรวง
ซูอี้มีเพียงลำพัง จึงดูเดียวดายสะดุดตาเป็นพิเศษ
ทวยเทพที่ปรากฏขึ้นเหล่านี้ เขาไม่คุ้นตาเอาเสียเลย
แต่ด้วยประสบการณ์ของหลี่ฝูโหยว ชายหนุ่มจึงตัดสินได้ว่าอีกฝ่ายมีที่มาเช่นไรจากปราณ รูปลักษณ์ และอาภรณ์
ต้องกล่าวว่าอีกฝ่ายเตรียมการมาเป็นเวลานานแล้ว แทบทุกฝ่ายต่างมีเทพชั้นสูงขอบเขตกำเนิดวาสนาปะปนอยู่ด้วย!
อย่าว่าแต่ในธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัยเลย กระทั่งในโลกเทพ การจัดทัพยิ่งใหญ่เช่นนี้ยังหาได้ยากนัก!
มันปรากฏให้เห็นได้เพียงในสถานที่พิเศษอย่าง ‘สมรภูมิไร้สิ้นสุด’ และ ‘ภูมิเมฆาเก้าสวรรค์’ เท่านั้น
และขุมกำลังหลักทั้งหมดจากโลกเทพในยามนี้ล้วนมาเพื่อจัดการเขาผู้เดียว!
ซูอี้ยืนนิ่ง จากนั้นเขาจึงนำไหสุราออกมาจิบ ต่อจากนี้อาจมีศึกอันดุเดือดเกินคาดเดาบังเกิดขึ้นก็เป็นได้!
แต่อย่างน้อยที่สุด ในยามนี้ ซูอี้ก็ไม่ได้กลัวสิ่งใด
กลัวไปก็เท่านั้น
“ซูอี้!”
ทางฝั่งศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์ นักพรตจมูกวัวผู้หนึ่งกล่าวเสียงดังลั่นเยี่ยงอัสนี สะท้อนก้องทั่วทั้งฟ้าดิน
ทว่าชายหนุ่มกลับยกนิ้วขึ้นจุ๊ปากโดยไม่รอให้อีกฝ่ายพูดจบ “ชู่ อย่าเพิ่งพูดสิ รอก่อน”
ทุกผู้ “???”
ผู้ใดถูกเทพจากขุมกำลังสูงสุดห้อมล้อมมากมายเพียงนี้ เกรงว่าคงตื่นกลัวไปแล้ว
ทว่าซูอี้มิใช่เช่นนั้น
เขาไม่เพียงเยือกเย็น ยังดูแสนสุขุมไร้ความกลัว!!
“คนบาปพูดถูก สหายร่วมวิถีอีกมากมายยังเดินทางมาไม่ถึง ฉะนั้นอย่าได้รีบร้อนไปเลย หาไม่ ก็คงได้กลายเป็นตั๊กแตนจับจักจั่น มิทันระวังนกขมิ้นเบื้องหลังได้”
เสียงหนึ่งอันทรงอำนาจกล่าวอย่างเนิบช้าก้องกังวานในฟ้าดิน
“วาจานี้ดีแท้ สงครามยังไม่จบ อย่าเพิ่งนับศพทหาร”
เสียงหนึ่งดังขึ้นตามมาอย่างอบอุ่นราวสายลมวสันต์
“อย่าลืมว่า ณ สมรภูมิแห่งยุคสมัยในคราก่อน เราปล่อยให้คนผู้นี้พลิกสถานการณ์ได้ หนนี้…จะผิดพลาดซ้ำเดิมไม่ได้เด็ดขาด!”
“หนนี้แตกต่างจากกาลก่อน อวตารของเราถูกสมรภูมิแห่งยุคสมัยจำกัดอำนาจ จึงทำได้เพียงสำแดงพลังที่เทียบเท่ากับเทพชั้นล่างเท่านั้น หนนี้ ข้อจำกัดเช่นนั้นไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว!”
“ข้าแค่ไม่รู้เลยว่าสหายเก่าผู้ใดจะปรากฏขึ้นอย่างเกินคาดคิดบ้าง จึงอยากรอชมก่อน”
……บทสนทนาเหล่านี้ดังขึ้นจากตีนเทือกเขาบรรพเทวา
แต่เมื่อมองตามไป ผู้มองกลับเห็นเพียงว่าในบริเวณนั้นมีชั้นรัศมีเทพลึกลับอันยิ่งใหญ่อยู่ และเงาตะคุ่มสิบกว่าร่างปรากฏอยู่
แต่หลังฟังบทสนทนา ทวยเทพจากขุมกำลังหลักต่างๆ ก็ล้วนไม่กล้าลงมือบุ่มบ่าม พวกเขายืนอยู่นิ่งกับที่แล้วเฝ้ารออย่างเคร่งขรึม
พวกเขาทำเพียงจับจ้องและจ่อปราณไว้กับซูอี้ ราวกลัวว่าชายหนุ่มจะหลบหนี
ทว่าซูอี้ไม่ได้หนี
เขาเพียงเงยหน้าขึ้นจิบเมรัย ดวงตามองไปยังตีนเขาบรรพเทวา
แม้สิบกว่าเงาร่างนั้นจะแสนเลือนราง แต่จากเสียงและบทสนทนา เขาก็ตัดสินตัวตนของเจ้าเฒ่าเหล่านี้ได้ทันที
ผู้เฒ่าเรืองวิญญาณ จอมเทพเทียนฮวง เทพปีศาจราหู จอมเทพจากตระกูลเหวินเหริน เหวินเหรินฉิน จอมเทพอวิ๋นเหอจากศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์และคนอื่นๆ
อวตารเจตจำนงของเจ้าเฒ่าเหล่านี้ล้วนเคยปรากฏกายในสมรภูมิแห่งยุคสมัย ณ แดนเซียน!
ดังนั้นชายหนุ่มจะไม่รู้จักพวกเขาได้หรือ?
และเมื่อผนวกกับประสบการณ์ของหลี่ฝูโหยวในยามนี้ ซูอี้ไม่ต้องคิดก็รู้ได้ว่าไฉนเจ้าเฒ่าเหล่านี้จึงมองเขาเป็นศัตรู
สรุปก็คือ ก่อนตกตาย พวกเขาเคยเป็นศัตรูตัวฉกาจของหลี่ฝูโหยว ซึ่งเคยทำศึกกันหลายต่อหลายปี ณ สมรภูมิไร้สิ้นสุดแห่งโลกเทพ!!
‘ใช้สมบัติเทพพรางปราณบนร่าง ดูเหมือนอวตารเจตจำนงของเจ้าเฒ่าเหล่านี้ก็ถูกปราณของธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัยคุกคามเช่นกัน และไม่กล้าบุ่มบ่ามเผยอำนาจเทพของตนออกมา’
ซูอี้คิดเร็วจี๋
ธารสายยาวแห่งยุคสมัยนั้นพิเศษยิ่ง ยิ่งการฝึกฝนของเทพสูงส่ง การสยบปราบและผลข้างเคียงที่ต้องประสบก็ยิ่งร้ายแรง
ดังนั้นร่างจริงของจอมเทพเหล่านี้จึงมิกล้าออกมาด้วยตนเอง
พวกเขามาเยือนได้เพียงอวตารเจตจำนงเท่านั้น
ทว่าแตกต่างจากสมรภูมิแห่งยุคสมัย อวตารเจตจำนงของจอมเทพเหล่านี้จะไม่ถูกจำกัดพลังอีกต่อไปในอาณาจักรนิตย์ทิวา ซึ่งสามารถเผยอำนาจในการต่อสู้อันน่าสะพรึงกลัวได้
อำนาจต่อสู้เช่นนี้สามารถทำให้เทพชั้นสูงครั่นคร้ามหวาดหวั่น!
ต่อให้ลงมืออย่างสุดกำลัง ร่างอวตารของจอมเทพเหล่านี้ก็จะถูกผลกระทบย้อนกลับ ทว่าก็ไม่ได้ส่งผลใดๆ ต่อร่างจริงของพวกเขาเลย
เพราะถึงอย่างไร อวตารเจตจำนงเช่นนี้ถึงทำลายไปก็ไม่เสียหาย
“ให้สหายเต๋าทั้งหลายรอนานเสียแล้ว”
ขณะที่ซูอี้กำลังครุ่นคิด เสียงชราวัยเสียงหนึ่งพลันก้องขึ้นในโลกหล้า
และทันใดนั้น สายตามากมายก็มองตามเสียงเป็นตาเดียว