บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2063 เหลียนเซิง
บทที่ 2063 เหลียนเซิง
พร้อมกันนั้น หลวงจีนเฒ่าร่างผอมผู้หนึ่งก็เดินมาจากไกลๆ
แต่ละก้าวล้วนบังเกิดบงกชผลิบาน แสงธรรมสาดส่องงดงาม
อำนาจล่องหนอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านทั่วในฟ้าดิน ทำให้เทพชั้นสูงขอบเขตกำเนิดวาสนามากมายอดหน้าเปลี่ยนสีกันมิได้ และไม่กล้ามองตรงๆ
เบื้องหลังหลวงจีนเฒ่ามีหลวงจีนผู้ดูเยาว์วัยเช่นชายหนุ่มอีกผู้หนึ่ง หว่างคิ้วมีตราประทับบงกช ท่าทางสุขภาพดี แต่งกายเรียบง่ายสมถะ
หลวงจีนเฒ่านี้คือพุทธเจ้าแผดตะเกียง!
ทุกผู้ในโลกเทพล้วนรู้จัก
ขณะที่หลวงจีนหนุ่มเบื้องหลังเขากลับไม่คุ้นตาสำหรับใครหลายคน
แต่เมื่อเห็นตราบงกชที่หว่างคิ้วของอีกฝ่าย หลายคนพลันนึกถึงข่าวลือหนึ่งขึ้นมาได้……
บุตรพุทธะเหลียนเซิง!
ทารกเทพอันกำเนิดจาก ‘บงกชเขียวฮุ่นตุ้น’ พร้อมธรรมฤทัยเก้าทวาร พุทธธาตุห้าสีและจิตเทพบงกชเขียว!
ยามคนผู้นี้กำเนิด พุทธเจ้าแผดตะเกียงแห่งอดีตกาล พระพุทธศากยมุนีแห่งปัจจุบันกาล และพุทธตถาคตแห่งอนาคตกาลล้วนมาพิทักษ์วิถีให้เขาด้วยตนเอง!
กล่าวกันว่าเขาเกิดมาเพื่อตรัสรู้ เข้าสู่วิถีฝึกฝนตั้งแต่อายุสามปี รู้แจ้งยามเจ็ดปี เติบโตได้สิบเอ็ดปีก็ชี้ไปยังยอดเขาสูงสุดของภูเขาวิญญาณสุขาวดี กล่าวว่าในสิบปี ที่นี่จะเป็นที่พำนักของข้า
และจริงดังวาจา เพียงแปดปีจากนั้น เขาก็ได้พำนักที่ยอดเขาของภูเขาวิญญาณสุขาวดี กลายเป็นอรหันต์ผดุงลัทธิซึ่งอายุน้อยที่สุดในช่วงเวลาที่ผ่านมา!
เหตุการณ์นี้ก่อให้เกิดเสียงฮือฮาในโลกแห่งเทพ และนามของ ‘เหลียนเซิง’ ยังเป็นที่เล่าขานทั่วเก้าสวรรค์จรดแดน ทว่าน้อยคนนักในโลกแห่งเทพจะได้พบกับเขา
เหตุผลนั้นเป็นเพราะเหลียนเซิงฝึกฝนอย่างต่อเนื่องมาร้อยกว่าปี ไม่เคยเหยียบย่างออกมาแม้เพียงก้าว!
คำร่ำลือเกี่ยวกับเขาก็แสนลึกลับเต็มไปด้วยปริศนามาโดยตลอด
และผู้คนก็ตระหนักได้แล้วในยามนี้ว่าหลวงจีนผู้มีใบหน้าอ่อนเยาว์นี้ต้องเป็นบุตรพุทธะเหลียนเซิงแน่แท้!!
ในโลกแห่งเทพ เหลียนเซิงนั้นเป็นที่รู้จักในฐานะ ‘ผู้ได้รับเลือกจากสวรรค์’ บุตรคนโปรดแห่งวิถีสวรรค์ผู้ถือกำเนิดมาพร้อมวาสนายิ่งใหญ่!
“แผดตะเกียง เจ้าพาเหลียนเซิงมา ไม่กลัวเกิดอุบัติเหตุหรือไร?”
เสียงแหบแห้งเสียงหนึ่งดังขึ้นจากบนพื้น ผู้พูดคือผู้เฒ่าเรืองวิญญาณ วจีนั้นแผ่กังวานทั่วทั้งแดนดิน
“หากโลกนี้มีหายนะนับร้อยพันล้าน ก็ต้องมีวิถีปัดป้องอยู่เป็นร้อยพัน และหายนะในวันนี้ เหลียนเซิงไม่อาจพลาดได้ และมิควรพลาดด้วย”
พุทธเจ้าแผดตะเกียงกล่าวอย่างเยือกเย็น
ว่าแล้ว เขาพลันหันไปถามซูอี้ “สหายเต๋าคิดเช่นไรกับศิษย์ใกล้ชิดจากสำนักข้าผู้นี้หรือ?”
ซูอี้มองพินิจเหลียนเซิงหัวจรดเท้าและกล่าวว่า “หากเขาได้รับมรดกแห่งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ความสำเร็จในภายหน้าของเขาจะเหนือกว่าเจ้า”
พุทธเจ้าแผดตะเกียงแย้มยิ้มกล่าว “ประเสริฐ สหายเต๋าช่างฉลาดเฉลียวเยี่ยงประทีปแท้ เห็นได้ทันทีว่าเหลียนเซิงต้องทำเช่นไรก่อนจะบรรลุเป็นเทพ”
ชายหนุ่มกล่าวพร้อมกับแย้มยิ้ม “พระสูตรอดีตกาล พระสูตรปัจจุบันกาล และพระสูตรอนาคตกาล สามวิถีพุทธอันแตกต่างสิ้นเชิง ข้าไม่เคยได้ยินเลยว่าจะมีผู้ใดสามารถหลอมรวมสามกรรมวิถีเหล่านี้เป็นหนึ่งได้”
“ข้าทำได้”
ทันใดนั้น เหลียนเซิงผู้ดูราวชายหนุ่มก็กล่าวขึ้น
ซูอี้เลิกคิ้ว “จริงหรือ?”
อีกฝ่ายกล่าวอย่างสุขุม “สมณะมิพูดปด แต่หากข้าต้องการหลอมรวมกรรมวิถีแห่งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ข้ายังต้องการความช่วยเหลือจากท่านอยู่”
ดวงตาของซูอี้ดูแปลกพิกล “ข้า?”
“ถูกต้อง”
เหลียนเซิงกล่าวต่ออีกว่า “ข้าต้องการเปลวเพลิงแห่งยุคสมัย มีเพียงอำนาจที่มาฮุ่นตุ้นอันกำเนิดอารยธรรมยุคสมัยได้นี้เท่านั้นที่จะช่วยให้ข้าบรรลุเป็นเทพ หลอมรวมกรรมวิถีแห่งอดีต ปัจจุบัน และอนาคตได้”
รอบทิศเงียบงัน
ทุกผู้ต่างประหลาดใจ พวกเขาล้วนไม่คาดคิดเลยว่าเหลียนเซิงจะเผยเจตนาออกมาอย่างซื่อตรงยิ่ง
สมกับวาจา ‘สมณะมิพูดปด’ จริงๆ
ซูอี้ครุ่นคิดแล้วกล่าวว่า “ว่าเช่นนี้ เจ้าเฒ่าแผดตะเกียงก็จะช่วยเจ้าชิงเปลวเพลิงแห่งยุคสมัยสินะ?”
เหลียนเซิงตอบ “หากท่านยอมมอบมันมา ก็เลี่ยงเหตุพลิกผันไปได้”
ซูอี้เสสรวล จากนั้นเขาก็หันไปกล่าวกับพุทธเจ้าแผดตะเกียงว่า “แม้ศิษย์ใกล้ชิดผู้นี้ของเจ้าจะพูดจาไม่เข้าหู แต่เขาซื่อตรงกว่าเจ้ามากนัก อย่างน้อยก็ไม่พลิกลิ้นบิดวาจาไปมา ซื่อตรงทั้งคำพูดการกระทำ หัวใจและเจตนา ไม่เลวเลย”
พุทธเจ้าแผดตะเกียงกล่าว “หากเป็นที่ชื่นชมของจอมดาบหลิงซูได้ ข้าผู้เป็นอาจารย์ก็ยิ้มหน้าบานได้แล้ว”
ว่าแล้ว เขาก็จดจ้องชายหนุ่มอย่างลึกล้ำ “และข้าก็อยากแสดงความยินดีกับสหายเต๋าเช่นกันที่หลอมรวมกรรมวิถีความทรงจำของจอมดาบหลิงซูได้สำเร็จ และได้พบกับตัวตนแท้จริงท่ามกลางวัฏสงสารอีกครั้ง”
ทันทีที่ว่าจาเหล่านี้ถูกกล่าว รอบทิศพลันอื้ออึงด้วยบทสนทนา
จอมเทพสิบกว่าผู้เหล่านั้นล้วนมีความคิดแตกต่าง
ยามอยู่ในสมรภูมิแห่งยุคสมัย ณ แดนเซียน พวกเขาล้วนตระหนักได้แล้วว่าซูอี้ยังไม่ฟื้นความทรงจำและกรรมวิถีของจอมดาบหลิงซูหลี่ฝูโหยว
แต่ซูอี้ในยามนี้แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง!
“พบตัวตนที่แท้จริงอีกครั้ง?”
ซูอี้ส่ายหัว “ข้าเป็นข้ามานานแล้ว ตัวตนใดๆ ล้วนเป็นอดีต สำหรับข้า มันก็เหมือนความฝันอันเลื่อนลอยเท่านั้น”
พุทธเจ้าแผดตะเกียงผงะไป ก่อนจะทวนวาจาว่า “เป็นข้ามานานแล้ว… เป็นวาจาที่ดีแท้! มิน่าเล่า ยามหวนคืนในชาตินี้ สหายเต๋าจึงแตกต่างจากกาลก่อน”
ขณะสนทนากัน เสียงแหวกอากาศก็แว่วมาจากไกลๆ
พุทธองค์เจียโม่และเทพสวรรค์คนอื่นๆ ก็มาถึงแล้วเช่นกัน
เมื่อเห็นสถานการณ์ในบริเวณเทือกเขาบรรพเทวา เทพสวรรค์ทั้งหลายต่างสูดหายใจเฮือก รู้สึกครั่นคร้ามในใจยิ่ง
การจัดทัพนี้น่ากลัวจริงแท้!
พวกเขาต่างแยกย้ายกันไปตามฝ่ายต่างๆ อย่างไม่รู้ตัว
อันที่จริง เก้าเทพสวรรค์แห่งอาณาจักรนิตย์ทิวานี้ต่างก็มาจากขุมกำลังสูงสุดในโลกเทพทั้งสิ้น
เหมือนพุทธองค์เจียโม่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับภูเขาวิญญาณสุขาวดีอย่างไม่อาจตัดขาด
“สหายเต๋า คนของเราจะมากันครบแล้ว เจ้าคิดว่านี่เป็นการจัดขบวนต้อนรับเจ้าในชาตินี้อย่างจริงใจหรือไม่?”
พุทธเจ้าแผดตะเกียงถามเบาๆ
พร้อมกันนั้น สุญญะห่างไกลออกไปพลันแปรเปลี่ยน ร่างอวตารของจอมเทพสิบกว่าผู้ รวมถึงผู้เฒ่าเรืองวิญญาณ เหวินเหรินฉิน จอมเทพเทียนฮวง และจอมเทพอวิ๋นเหอต่างตามมาสมทบ
ชั่วขณะนั้น ปราณของแต่ละผู้ทะลวงสู่เวหารวมเป็นหนึ่ง สร้างเป็นโครงข่ายล่องหนปกคลุมทั่วทั้งฟ้าดิน ผนึกแดนดินใกล้เคียงไว้โดยสมบูรณ์
และที่บริเวณด้านนอก ทวยเทพจากฝ่ายต่างๆ เองก็กำลังจับตามองอยู่!
มองปราดเดียวก็เห็นเทพมากมายเต็มไปหมด จัดเรียงเป็นทัพยิ่งใหญ่เพียงพอจะทำให้สวรรค์แตกตื่น
และทั้งหมดนี้ก็เพื่อฆ่าซูอี้ผู้เดียว!
ชายหนุ่มจิบเมรัยขณะกล่าวเรียบเรื่อยว่า “หลังกาลเวลาผ่านไปแสนนาน พวกเจ้าก็ยังเป็นคนหน้าเดิมๆ ข้าเบื่อจะเห็นแล้ว ในโลกเทพอันกว้างไกลนี้ไม่มีผู้เลิศล้ำคนอื่นเลยหรือ?”
วาจานั้นทำให้หลายคนขมวดคิ้ว รู้สึกเหมือนถูกดูหมิ่น
ผู้เฒ่าเรืองวิญญาณกล่าวด้วยแววตาเย็นเยียบ “ไม่ว่าโลกเทพจะใหญ่โตเพียงไร มันก็รองรับจอมเทพได้ไม่มากหรอก ในสายตาเจ้าหลี่ฝูโหยว จอมเทพเหมือนหัวผักกาดจริงๆ หรือ?”
“ตลอดเวลาที่ผ่านมา มีผู้บรรลุเป็นจอมเทพบ้าง?”
จอมเทพเทียนฮวงกล่าวขึ้นเสียงดัง “ทั้งรากฐานและความแข็งแกร่งของคนเหล่านั้น พวกเขาเป็นเพียงผู้มาใหม่ในหมู่จอมเทพ น้อยคนนักจะกล้าเข้ามาพัวพันกับเหตุการณ์ในวันนี้!”
ทันทีที่กล่าวเช่นนี้ เสียงแหบพร่าหนึ่งพลันดังขึ้น “โลกเทพไม่มี แต่ในธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัยนี้มี!”
ตู้ม!
ไกลออกไปใต้ท้องนภา ทันใดนั้นเมฆสายฟ้าก็ก่อตัวขึ้น ปรากฏร่างเลือนรางของชายผู้หนึ่งท่ามกลางเมฆสายฟ้า ไม่อาจเห็นใบหน้าได้ชัดเจน
แต่เมื่อร่างของอีกฝ่ายปรากฏขึ้น ปราณหายนะประหลาดอันน่าสะพรึงกลัวก็พลันแผ่ซ่าน
ซูอี้จำได้ทันทีว่าเขาคือนักพรตเต๋าเชียนเจี๋ย!
ตัวตนสูงสุดของหนึ่งยุคสมัยอันไม่ใช่ปัจจุบันกาล ตัวตนอันน่าสะพรึงกลัวผู้กระเสือกกระสนรอดชีวิตจากอดีตกาลมายังมิติเวลาอันปั่นป่วนในยามนี้
ผู้นำหนึ่งในแปดเขตหวงห้ามในธารสายยาวแห่งยุคสมัย……เกาะกำราบมาร!
พร้อมกันนั้น ทั่วสารทิศพลันบังเกิดเสียงอื้ออึง เกิดการถกเถียงกันจ้าละหวั่น
“นักพรตเต๋าเชียนเจี๋ย? ตัวตนประหลาดจากเกาะกำราบมารนั่นน่ะหรือ?”
“เป็นปราณอันน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก เกรงว่าร่างจริงของเขาก็มีการฝึกฝนเทียบได้กับจอมเทพ!”
……ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทวยเทพบางผู้ที่นี่รู้ที่มาของนักพรตเต๋าเชียนเจี๋ย!
จอมเทพอย่างพุทธเจ้าแผดตะเกียงและผู้เฒ่าเรืองวิญญาณอดขมวดคิ้วกันมิได้
แต่ก็ไม่ได้ประหลาดใจ
พวกเขาต่างคาดการณ์ถึงสถานการณ์นี้ไว้แล้ว!
เพราะถึงอย่างไร การเบิกวิถีแห่งบรรพเทวาครานี้ไม่เพียงเกี่ยวพันกับการแก่งแย่งเปลวเพลิงแห่งยุคสมัย ยังมีซูอี้ ชายหนุ่มผู้ถือครองวัฏสงสารอยู่ด้วย
จึงเป็นธรรมดาหากผู้มีอำนาจคิดจะสอดมือเข้ามายุ่ง ด้วยไม่อยากพลาดโอกาสดีงามเช่นนี้ไป!
“สหายเต๋า เราพบหน้ากันอีกแล้ว”
หลังจากนักพรตเต๋าเชียนเจี๋ยมาถึง เขาก็ประสานกำปั้นคำนับให้แก่ซูอี้จากไกลๆ
ดูประหนึ่งสหายเก่าหวนพบพาน ทว่าซูอี้ไม่ได้คิดจริงจัง
เขากล่าวเสียงเนิบนาบว่า “เจ้าไม่น่าใช่ผู้เดียวที่มายังอาณาจักรนิตย์ตะวันครั้งนี้กระมัง?”
“แน่นอน”
นักพรตเต๋าเชียนเจี๋ยพยักหน้า “ทุกท่าน ในเมื่อถึงเวลาเผยทุกสิ่งที่มี ก็อย่าเร้นกายต่อเลย ออกมาพบกับสหายร่วมวิถีผู้ที่เราสามารถเรียกเป็น ‘สหายเต๋า’ ในวันนี้กันเถิด”
“ได้”
“ข้ารอไม่ไหวแล้ว”
“ออกก็ได้”
เสียงแล้วเสียงเล่าดังตามกัน
และแสนไกลในสุญญะ กลุ่มแสงสีม่วงพลันก่อร่างขึ้นเป็นสตรีชุดม่วงผู้หนึ่งก่อนใคร ทั่วทั้งร่างของนางพร่างพรมด้วยพิรุณแสงสีม่วง ทว่าแม้กายจะถูกปกคลุมจนไม่อาจเห็นได้ชัดเจน แต่มันก็ยังให้ความรู้สึกสูงส่งชวนตะลึงออกมา
ราชันเทพจิ่วหลี!
ผู้นำหนึ่งในแปดเขตหวงห้าม ‘บรรพตนพเคราะห์’
และถัดมา ตัวตนประหลาดอันน่าสะพรึงกลัวผู้แล้วผู้เล่าก็พากันปรากฏขึ้นมา มีทั้งชายหญิง ต่างรูปลักษณ์อาภรณ์ ทว่าพวกเขาล้วนแต่มีอำนาจอันน่าสะพรึงกลัวยิ่ง
“ราชันเทพล่วนกู่!”
“ธิดาเทพกูเยี่ย!”
“ราชันเทพเทียนจิ้ว!”
“จอมมารอวิ๋นจั้ง!”
……ยามจดจำตัวตนของผู้ร้ายกาจเหล่านี้ได้ ผู้คนมากมายต่างตกตะลึงระคนประหลาดใจ
แม้ทวยเทพจากฝ่ายต่างๆ แห่งโลกเทพจะยังคงพากันระแวดระวังขึ้นมา สีหน้าของพวกเขาเคร่งขรึมจริงจังขึ้นมา
พวกเขาเกรงว่าเหตุการณ์ในวันนี้คงไม่จบง่ายๆ เสียแล้ว!
ท้ายที่สุด พวกนักพรตเต๋าเชียนเจี๋ยกับราชันเทพจิ่วหลีก็มีร่างอวตารของผู้นำเขตหวงห้ามสิบสามคนมาปรากฏพร้อมกัน
ไร้ผู้ใดเป็นตัวตนของยุคสมัยนี้ ทว่าพวกเขาต่างเป็นตัวตนสูงสุดผู้อยู่รอดจากอารยธรรมยุคสมัยอันสูญสลายตามกาล ข้ามผ่านมิติเวลาอันรวนเรมาจนถึงยุคปัจจุบัน
แก่นแท้และความแข็งแกร่งของพวกเขาร้ายกาจเก่าแก่กว่าจอมเทพบางผู้ที่นี่เสียอีก!
เมื่อพวกเขาปรากฏขึ้นพร้อมกันในยามนี้ ฟ้าดินในบริเวณเทือกเขาบรรพเทวานี้ก็ยิ่งหดหู่ เทพชั้นสูงขอบเขตกำเนิดวาสนาทั้งหลายถูกกดดันจนสีหน้าเคร่งเครียดกว่ายามใด
เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว จอมเทพอย่างพุทธเจ้าแผดตะเกียงกลับเยือกเย็นที่สุด
ทว่าเมื่อเห็นพวกนักพรตเต๋าเชียนเจี๋ยและราชันเทพเทียนจิ้ว สีหน้าของพวกเขาพลันเคร่งขรึมขึ้นมากเช่นกัน
นี่คือศัตรู!
และรับมือได้ยากยิ่ง!
ทว่าซูอี้กลับเพียงจิบเมรัยในไหเบาๆ พลางมองภาพตรงหน้าอย่างไร้อารมณ์
เมื่อเห็นผู้นำเขตหวงห้ามอันคุ้นตาปรากฏขึ้นตามกัน เขายังมีกะใจมากล่าวหยอกเย้าว่า “ทัพของพวกเจ้าพังยับที่หน้าหอคอยพิบัติโบราณเมื่อคราวก่อน หนนี้พวกเจ้าไม่ห่วงจะผิดซ้ำรอยเดิมหรือไร?”
หนึ่งวจีตะลึงทั่วทิศ
มีเรื่องเช่นนี้อยู่ด้วยหรือ!?