บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2086 เจตจำนงอันบ้าคลั่งของทวยเทพ
บทที่ 2086 เจตจำนงอันบ้าคลั่งของทวยเทพ
ซูอี้ชำเลืองมองเฟิงอู๋จี้ กล่าวว่า
“ข้าชักสับสนเสียแล้ว เจ้าในฐานะบุตรแห่งสวรรค์ไร้เทียมทาน เหตุใดจึงเมินเฉยต่อความเห็นของผู้อาวุโสในตระกูล เลือกที่จะไม่ตั้งตนเป็นศัตรูกับข้า?”
เฟิงอู๋จี้ถอนหายใจแล้วตอบว่า “ข้ารู้แค่ว่า ในอดีตอันยาวนาน ใครก็ตามที่ตกเป็นเป้าของจอมเทพล้วนถึงแก่ความตาย มีเพียงสหายเต๋าที่เป็นข้อยกเว้น”
“อีกทั้งข้ายังหนุ่มยังแน่น เป็นคนพูดจาไม่เก่ง อยากมีชีวิตยืนยาวอีกสักหน่อย ฉะนั้นจะกล้าเลือกเป็นศัตรูกับสหายเต๋าได้อย่างไร? แบบนั้นมันไม่ต่างจากคนแก่กินสารหนู คิดบอกลาโลกคนเป็นหรอกหรือ?”
แน่นอนว่าคำตอบของอีกฝ่าย ทำให้ซูอี้พูดไม่ออกชั่วขณะ
แม้กะทั่งปี้คงหลิวผู้อยู่ด้านข้างยังอดประหลาดใจไม่ได้ เฟิงอู๋จี้ผู้นี้ช่างมีพรสวรรค์นัก!
ซูอี้ถามด้วยความสนใจยิ่งว่า “หากในอนาคตข้าฆ่าปีศาจโบราณราหู เจ้าจะทำอย่างไร?”
เฟิงอู๋จี้ตกตะลึง ก่อนตอบอย่างราบเรียบว่า “ถ้าจะตายก็ต้องตาย การต่อสู้บนเส้นทางนี้ อย่างไรผู้คนก็ต้องตายอยู่แล้ว”
ซูอี้ “…”
“แน่นอน ข้าจะพยายามสุดความสามารถเพื่อไม่ให้บรรพชนต้องโดนเช่นนั้น หากเขาไม่ฟัง อย่างน้อยข้าก็ทำดีที่สุดแล้ว”
เฟิงอู๋จี้ยักไหล่แล้วกล่าวว่า “ส่วนการแก้แค้น… เหอะ ข้าไม่ได้โง่ ข้าต้องมีความแข็งแกร่งมากพอที่จะบดขยี้สหายเต๋าในอนาคตก่อน หาไม่แล้ว ข้าย่อมไม่รนหาที่ตายแน่นอน”
ซูอี้อดมองเฟิงอู๋จี้อีกครั้งไม่ได้ ก่อนจะไม่กล่าวอะไรอีก
นี่ไม่ใช่ความขี้ขลาด
และไม่ใช่ความฉลาดเช่นกัน
แต่เห็นได้ชัดว่ารู้จักเอาตัวรอดเป็นยอดดี!
ใครก็ตามที่กล้าดูถูก ย่อมนับว่าเป็นคนโง่เขลาเบาปัญญา
“สหายเต๋าดูสิ นั่นคือโอกาสบรรลุเทพในโลกเร้นลับแห่งนี้”
เฟิงอู๋จี้ชี้
ไกลออกไป มีที่มาแห่งฮุ่นตุ้นปกคลุมฟ้าดินอยู่ไกลสุดสายตา ขณะที่แสงสว่างศักดิ์สิทธิ์สีเงินพร่างพรายกะพริบอยู่ท่ามกลางฮุ่นตุ้นโกลาหลนั้น
“ก่อนหน้านี้ พวกข้าพยายามช่วงชิงมัน แต่สุดท้ายก็ล้มเหลว”
เฟิงอู๋จี้รีบกล่าวว่า “เหตุผลก็เพราะมีอำนาจเจตจำนงอันน่าสะพรึงกลัวยิ่งอยู่ในที่มาแห่งฮุ่นตุ้นนั่น หากสิ่งนั้นไม่ยอมรับ ก็ไม่มีใครสามารถได้รับโอกาสบรรลุเทพได้”
หลังจากนั้น เจ้าตัวถอนหายใจออกมา ดูผิดหวังยิ่งนัก
“เจ้าลองหรือยัง?”
ซูอี้มองปี้คงหลิว
“ยังเลย”
ปี้คงหลิวส่ายหน้า ก่อนหัวเราะออกมา “ก่อนหน้านี้ ข้าตัวคนเดียวและอ่อนแอ ทำให้ถูกกีดกัน จึงไม่มีทางเลือกนอกจากเฝ้าคอยโอกาสในการบรรลุเทพยามเกิดเหตุโกลาหล”
“เอาสิ ข้าจะให้เจ้าได้ลอง”
ซูอี้ตัดสินใจ ก่อนเดินเข้าไปใกล้
ปี้คงหลิวตะลึง
เฟิงอู๋จี้ขยิบตาให้อีกฝ่าย จากนั้นก็รีบส่งกระแสปราณแจ้งอย่างวิตกว่า “เจ้าโง่! ไม่เห็นหรือว่าสหายเต๋าซูกำลังวางแผนช่วยให้เจ้าได้รับโอกาสบรรลุเทพ? ไปสิ! นี่คือบุญที่ต่อให้เกิดใหม่แปดชาติแปดภพก็ไม่มีทางได้รับหรอกนะ!”
ปี้คงหลิวตกตะลึง นี่เรื่องจริงหรือ?
เขาไม่อยากเชื่อหูตัวเองอยู่พักใหญ่
เฟิงอู๋จี้พูดไม่ออกสักพัก ‘เจ้านี่ ทำไมถึงได้โง่นักนะ!’
“รีบไปสิ”
ไกลออกไป ซูอี้กล่าวโดยไม่หันหลังกลับ
ปี้คงหลิวไม่กล้าคิดมากเกินไป พลันรีบก้าวไปข้างหน้า
เมื่อเห็นเรื่องราวทั้งหมดนี้ เฟิงอู๋จี้อดเผยร่องรอยความอิจฉาไม่ได้
ก่อนหน้านี้ปี้คงหลิวโดนกลั่นแกล้งแสนสาหัส แต่ตอนนี้กลับเป็นที่โปรดปรานและห่วงใยยิ่งนัก!
‘ข้าควรหาทางทำอะไรบางอย่าง เพื่อทำให้ซูอี้โปรดปรานบ้างดีไหมนะ?’ เฟิงอู๋จี้ลอบครุ่นคิด
ที่มาฮุ่นตุ้นโกลาหลกระจายอยู่ไกลออกไป มันพลุ่งพล่านราวกับกระแสน้ำ ทำให้เกิดเสียงคำรามดังกึกก้อง
เมื่อเดินเข้าไป แรงบีบอัดที่ยากจะอธิบายพลันปะทะเข้าที่ใบหน้า
ขณะซูอี้เคลื่อนไหว แรงบีบอัดนี้ถูกต่อต้านก่อนจะโดนปัดเป่าทันที
แต่ภายในนั้น แรงบีบอัดนี้ยิ่งรุนแรงและน่าสะพรึง
จนชายหนุ่มอดประหลาดใจไม่ได้
แรงบีบอัดนี้ไม่ได้ด้อยไปกว่าอำนาจของเทพชั้นสูงขอบเขตกำเนิดวาสนาเลย!!
เสียงแหบพร่าเย็นชาได้ดังขึ้นในตอนนี้ “ถึงแม้เจ้าจะทรงพลัง แต่ก็ใช่ว่าข้าจะต้องเกรงใจ ไปเสีย อย่าได้ทำผิดพลาดอีก!”
ซูอี้เงยหน้าขึ้น จึงพบว่าภายในความโกลาหลมีร่างเลือนรางปรากฏขึ้น เขากำลังนั่งขัดสมาธิ ใบหน้าซีดเซียว หนวดเคราเส้นผมไหม้เกรียม
กลุ่มแสงสว่างศักดิ์สิทธิ์สีเงินนั่นลอยอยู่เหนือศีรษะของชายผู้นั้นวูบไหวไปมา
ซูอี้พลันเข้าใจ นี่จะต้องเป็นอำนาจเจตจำนงที่หลงเหลือโดยทวยเทพผู้กลายเป็นโลกเร้นลับแห่งนี้
ส่วนกลุ่มแสงสว่างศักดิ์สิทธิ์สีเงินมีไว้จัดการกับอำนาจเทพที่หลงเหลือจากช่วงชีวิตของเขาโดยเฉพาะ!
“ข้าไม่สนใจอำนาจเทพที่เจ้าหลงเหลือไว้หรอก”
ซูอี้ยกมือขึ้นแล้วชี้ไปยังปี้คงหลิวผู้อยู่ทางด้านข้าง “แต่ข้าคิดว่าโอกาสบรรลุเทพนี้เหมาะสมกับเขายิ่งนัก”
“เขาหรือ?”
ชายผู้นั้นยิ้มหยัน กล่าวอย่างดูแคลนว่า “ก่อนหน้านี้เขาถูกกลั่นแกล้ง ข้าเห็นมากับตา หากว่าตามตรง เขาอ่อนแอเกินไป! เขาไม่มีคุณสมบัติพอที่จะสืบทอดอำนาจเทพที่ข้าหลงเหลือไว้หรอก”
ปี้คงหลิวพลันเผยความเดือดดาล
เขาสูดหายใจเข้า กล่าวว่า “การต่อสู้เพื่อมหาวิถี ความสำเร็จหรือความล้มเหลวชั่วขณะไม่มีค่าอันใด ข้ายอมรับว่าตอนนี้ข้าอ่อนแอยิ่ง แต่หากพยายามต่อไป คนเหล่านั้นย่อมไม่อาจเทียบข้าได้หรอก!!”
น้ำเสียงของปี้คงหลิวหนักแน่นยิ่ง
ขณะที่ชายผู้นั้นกล่าวอย่างเย็นชาว่า “หากเจ้าไม่มีอำนาจเพียงพอ ก็ต้องหัดยอมรับ คนที่ข้าเกลียดที่สุดคือคนอย่างเจ้าที่เอาแต่พูดจาโผงผางนี่ล่ะ”
สีหน้าของปี้คงหลิวหมองหม่น ในใจรู้สึกอับอายยิ่ง เขาไม่กล่าวอันใดอีก ได้แต่กำหมัดไว้แน่น
“ยังไม่ไปอีกหรือ? ไม่ขายขี้หน้าตัวเองบ้างหรือไร?”
ชายผู้นั้นขมวดคิ้ว สีหน้าเต็มไปด้วยความหงุดหงิด
“เขาไม่จำเป็นต้องพิสูจน์วิถีของเจ้า และไม่จำเป็นต้องให้เจ้ามาปฏิเสธวิถีที่เลือกเดิน”
ซูอี้กล่าวอย่างแผ่วเบาว่า “ข้าเพียงบอกว่าโอกาสบรรลุเทพเทพในครั้งนี้เป็นของเขา และมันย่อมเป็นของเขาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง”
สิ้นคำพูดเหล่านั้น ปี้คงหลิวตกตะลึง อารมณ์แปรปรวน
สีหน้าของชายผู้นั้นกลายเป็นมืดมน เผยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมออกมา “ช่างเป็นเจ้าหนูที่อวดดียิ่งนัก! เจ้า…”
ทันทีที่กล่าวเช่นนี้ เสียงของอีกฝ่ายพลันขาดห้วง
ลูกกลมเพลิงศักดิ์สิทธิ์แห่งฮุ่นตุ้นปรากฏขึ้นในฝ่ามือของซูอี้ กระจายแสงสว่างออกไป
ครืน!
ทันใดนั้น โลกหล้าสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
เปลวเพลิงสีเงินที่ลอยอยู่เหนือศีรษะของชายผู้นั้น ราวกับกำลังถูกคุกคาม ลอยนิ่งค้างอยู่กับที่ เผยกลิ่นอายอันน่าขนลุกออกมา!
“เปลวเพลิงแห่งยุคสมัย!!”
ชายผู้นั้นกรีดร้อง สีหน้าเปลี่ยนไปแล้ว สายตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว!
“ทีนี้เจ้ายังคิดว่าข้าอวดดีอยู่หรือไม่?” ซูอี้ถาม
ชายผู้นั้นสั่นสะท้านไปทั่วร่าง ตอบอย่างสิ้นหวังว่า “ไม่คิดเลย หลังจากผ่านมายาวนาน ท่าน…ท่านจะกลับมามีชีวิต…”
ปี้คงหลิวตกตะลึง สายตาเหม่อลอย เพราะสัมผัสได้ว่าชายผู้นั้นคล้ายกับจดจำต้นกำเนิดของซูอี้ได้ ทำให้หวาดกลัวและสิ้นหวังขึ้นมา!
ปี้คงหลิวทั้งสับสน งุนงง และไม่อาจเข้าใจเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ได้เลย!
ซูอี้ประหลาดใจเล็กน้อยเช่นกัน
เจ้านี่เคยพบเขาในชาติภพแรกมาก่อนงั้นหรือ?
“ไม่สงสัยเลยว่าเหตุใดข้าจึงรู้สึกไม่ชอบหน้าเจ้า ที่แท้..เป็นท่านนี่เอง…”
“ฮ่าๆ ข้าไม่คิดเลยว่า ก่อนอำนาจเจตจำนงของข้าจะสลาย จะยังได้มาพบกับตัวตนที่ครอบครองทุกสิ่งในอดีตเช่นเจ้า!”
ชายผู้นั้นลุกขึ้น เงยหน้ามองท้องนภาแล้วหัวเราะออกมาราวกับคนบ้า “ตอนแรกข้าแค่สับสน จนเลือกเส้นทางที่ไม่มีทางหวนกลับ หาไม่แล้ว… หาไม่แล้วจะมาตกอยู่ในสภาพนี้ได้อย่างไร?”
มีความสมเพชและความเสียดายแฝงอยู่ในน้ำเสียง
ทันใดนั้น ชายผู้นั้นก็เดินโซเซก่อนหันไปมองปี้คงหลิว ดวงตาพลันร้อนผ่าวขึ้นมา
“นายท่าน นี่…นี่คือผู้สืบทอดที่ท่านเลือกให้ข้าหรือ? เยี่ยม! เยี่ยมมาก! ขอเพียงเขาสามารถสืบทอดอำนาจเทพของข้าได้ เขาก็สามารถสืบทอดวิชาของข้าได้เช่นกัน ข้า…ข้าควรจะมีความสุขกับมันสิ!!”
เขาเหมือนกับคนบ้า ทันใดนั้นก็คว้ากลุ่มเปลวเพลิงสีเงินเอาไว้ ส่งให้ปี้คงหลิวจากไกลๆ “รับไว้ เร็ว รับไว้! ทั้งหมดเป็นของเจ้า ทั้งหมดนี้เป็นของเจ้า!”
ปี้คงหลิวหวาดกลัวขึ้นมา
ชายผู้นี้คล้ายกับเสียสติจนกลายเป็นคนคลั่ง นิสัยเปลี่ยนไปราวหน้ามือเป็นหลังมือ
ซูอี้พลันขมวดคิ้ว คาดเดาได้รางๆ ว่าความตายของชายผู้นี้อาจจะข้องเกี่ยวกับชาติแรกของเขา
“ข้าบอกว่า เขาไม่ใช่ผู้สืบทอดของเจ้า……”
ซูอี้กล่าวต่อ “ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเรื่องบังเอิญ ทั้งเรื่องที่เขามาที่นี่ และที่ตัวข้ามาที่นี่ พูดตามตรง ข้าไม่ได้มาที่นี่เพราะเจ้า และเจ้าอย่าได้คิดเข้าข้างตัวเองไป”
ชายผู้นั้นตัวแข็งทื่อ ตัวคนยืนอยู่กับที่ราวกับถูกสายฟ้าฟาด
ผ่านไปสักพัก เขายืนขึ้นด้วยสภาพสั่นเทา สีหน้าเผยรอยยิ้มออกมา พลางกล่าวว่า
“ช่างเรื่องนี้เถอะ อำนาจเทพที่ข้าหลงเหลือไว้ตลอดชีวิต ต้องสืบทอดโดยคนของนายท่านเท่านั้น ข้าไม่เสียดายแล้ว อย่างน้อย… กฎเกณฑ์วิถีเทพที่ข้าเคยควบคุมก็จะไม่สูญหาย”
เสียงยิ่งแผ่วเบาลงเรื่อยๆ
ในที่สุด ชายผู้นั้นพลันคุกเข่าดังตุบ ศีรษะแนบกับพื้น น้ำตาไหลอาบหน้า “จะสำเร็จหรือล้มเหลวก็ช่าง อดีตก็คืออดีต นายท่าน ข้าตื้นตันนัก! ขอบคุณมากที่ให้ข้าได้มีผู้สืบทอดอำนาจเทพ!!”
ครืน!
ร่างของผู้ชายสลายหายไปราวกับเถ้าธุลี
ตอนกำลังตาย ตัวคนยังคงคุกเข่าหมอบคลาน
ปี้คงหลิวยืนอยู่กับที่อย่างเหม่อลอย ไม่รู้ว่าทำไม แต่ในใจของเขาตกตะลึง รู้สึกอธิบายได้ยาก
“ข้าบอกได้เลยว่าเขาเสียสติไปแล้ว”
ซูอี้กล่าวอย่างแผ่วเบา
เขาเองก็งุนงงเช่นกัน
ในใจของชายหนุ่มคาดเดาได้รางๆ แล้วว่า ชายผู้นั้นน่าจะเป็นศัตรูของชาติภพแรกของซูอี้!
อีกฝ่ายดูหวาดกลัวตัวเขาในชาติที่หนึ่งยิ่งนัก!
หาไม่แล้ว เหตุใดอีกฝ่ายจึงเปลี่ยนไปถึงเพียงนั้น?
ดังนั้นจึงเป็นไปได้อย่างมากว่า อีกฝ่ายคงตายด้วยน้ำมือของเขาในชาติที่หนึ่ง!
แต่เมื่อมองการกระทำของชายผู้นั้นก่อนที่อำนาจเจตจำนงจะหายไป อาจทำให้มองเห็นว่า ความปรารถนาอันแรงกล้าของชายผู้นั้นคือ การที่มีใครบางคนสามารถสืบทอดอำนาจเทพที่เขาหลงเหลือไว้ได้
เมื่อเขาทราบว่ากำลังจะมอบอำนาจเทพให้แก่ปี้คงหลิว เจ้าตัวก็มีความสุขราวกับคนบ้า
ทั้งหมดนี้เป็นเพราะซูอี้ช่วยหาผู้สืบทอดมหาวิถีให้!
“สหายเต๋าซู เขา…เขาบ้าไปแล้วจริงๆ หรือ?”
ปี้คงหลิวพึมพำ
“ใครจะรู้”
ซูอี้ชี้ไปทางกลุ่มแสงสว่างสีเงิน “อำนาจเทพนี้เทียบเท่ากับชิ้นส่วนยุคสมัยชั้นหนึ่ง เจ้ารับมันไว้ ส่วนสิ่งที่เขาพูด อย่าไปให้ความสนใจนักเลย เส้นทางของเจ้าขึ้นอยู่กับเจ้า ไม่มีใครสามารถแปรเปลี่ยนได้”
ปี้คงหลิวพูดไม่ออกอยู่สักพัก
เขาไม่เคยคาดคิดว่า อีกฝ่ายจะมอบโชคที่แม้แต่บุตรแห่งสวรรค์ได้แต่ใฝ่ฝันถึงให้!
คาดไม่ถึงยิ่ง
มันดูไม่จริงเหมือนกับความฝัน!
ซูอี้หัวเราะ ถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นบุตรแห่งสวรรค์ แต่แล้วมันอย่างไรเล่า?
ในตอนนี้ ชายหนุ่มจึงเข้าใจเกี่ยวกับเปลวเพลิงแห่งยุคสมัยเพิ่มเติมแล้ว
บนวิถีแห่งบรรพเทวา วัตถุสะบั้นกฎนี้มีประโยชน์ในการใช้งานมากมายนัก
ยกตัวอย่างเช่น ภายในเมืองแห่งการเริ่มต้น เขาสามารถสัมผัสกลิ่นอายของวัตถุศักดิ์สิทธิ์สามชิ้นได้ ก่อนจะตอบสนองกับพวกมัน
ยกตัวอย่างเช่น ภายในโลกเร้นลับที่ตั้งอยู่ในทะเลดาราเทพผันแปรในช่วงเวลานี้ เปลวเพลิงแห่งยุคสมัยสามารถขัดขวางอำนาจเทพที่หลงเหลืออยู่ที่นี่ได้!
“เลิกจ้องได้แล้ว”
ซูอี้สลัดความคิดทิ้งไป จากนั้นเขาก็เก็บเปลวเพลิงแห่งยุคสมัย หันหลังแล้วเดินจรจาก
“อื้ม ได้!”
ราวกับปี้คงหลิวตื่นจากความฝัน เขารีบคว้าเปลวเพลิงสีเงินเอาไว้ ก่อนตามหลังซูอี้ไป
เขาไม่แม้แต่จะสังเกตเห็นว่า ตอนที่ตามซูอี้ไปในครั้งนี้ ตนคล้ายกับผู้น้อยที่เดินตามผู้อาวุโส หวาดกลัวและหวาดระแวงโดยไม่รู้ตัว