บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2088 ประชิดเยี่ยงเงาตามตัว
บทที่ 2088 ประชิดเยี่ยงเงาตามตัว
หมีเยี่ยอวิ๋น จินปู้อี๋ เฟิงอู๋จี้……
บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์แต่ละคนล้วนถูกผนึกขวางทางไว้ราวโล่มนุษย์
สีหน้าของพวกเขามีทั้งขุ่นเคืองใจและเศร้าหมอง
ภาพนี้ทำให้สีหน้าของเทพชั้นสูงทั้งหลายล้วนคล้ำเครียด และครั่นคร้ามอยู่ในใจ
พวกเขาเข้าใจเจตนาของซูอี้แล้ว ซึ่งก็คือเขากำลังใช้บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านี้เป็นตัวประกัน!
“ปล่อยพวกเขาไป เราจะหยุดมือเท่านี้ ไม่สร้างเรื่องทุกข์ยากให้แก่เจ้าอีก หาไม่ อย่าหาว่าเสียมารยาทแล้วกัน!”
ดวงตาของเริ่นเป่ยโหยวเย็นเยียบ ส่งวจีแผ่สะท้อนทั่วทุกโสต
“เสียมารยาท?”
ซูอี้เสสรวลขณะชี้หมีเยี่ยอวิ๋น “ก็ลองเสียมารยาทดูสิ ข้ารับประกันว่าเขาจะได้ตายด้วยมือเจ้าแน่”
“เจ้า……”
เริ่นเป่ยโหยวเดือดดาลจนปอดแทบระเบิด
หากสายตาฆ่าคนได้ ซูอี้คงตายไปไม่รู้กี่หนแล้ว
ฟู่อวิ๋นก้าวเข้ามากล่าวด้วยน้ำเสียงลุ่มลึก “ในเมื่อท่านไม่ได้ฆ่าบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านี้ ก็คงมิคิดต่อสู้จนตายไปข้าง แต่ถึงเช่นนั้น เจ้าก็ควรว่าเงื่อนไขออกมา ขอเพียงเราตอบรับได้ เราก็เจรจากันต่อได้”
เทพผู้อื่นเองก็พยักหน้า
เรื่องเร่งด่วนที่สุดในขณะนี้คือช่วยชีวิตบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านี้ก่อน ดังนั้นจึงต้องไม่ยั่วยุโทสะของซูอี้
“เงื่อนไขของข้าง่ายมาก”
ชายหนุ่มกล่าว “ข้าจะปล่อยตัวประกันหลังผ่านทะเลดาราเทพผันแปรนี้ ระหว่างนั้น พวกเจ้าจงเฉยไว้จะดีกว่า”
“ไม่ได้!”
เริ่นเป่ยโหยวปฏิเสธทันควัน “เจ้าต้องปล่อยคนก่อน เราจึงจะตกลงเงื่อนไขของเจ้าได้”
“งั้นก็ไร้จำเป็นต้องคุยกัน”
ซูอี้หาสนใจไม่ “ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็ไม่ได้คาดหวังจะหลุดจากปัญหาเพราะพวกเขาอยู่แล้ว หากเจ้าทนให้บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านี้ตายได้ จะลงมือเลยก็เชิญ”
ว่าแล้ว ชายหนุ่มพลันหันหลังเดินจากไปไกล
ขณะที่บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ซึ่งรายล้อมเขาก็ติดตามไปดุจโล่ ประชิดเยี่ยงเงาตามตัว
สิ่งนี้ทำให้ทวยเทพทั้งหลายเดือดดาล ใครเล่าจะไม่รู้ว่าขอเพียงพวกเขาลงมือเสียยามนี้ ผู้จะตกตายรายแรกคือบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์?
“หยุดนะ!”
เหวินเซียวตวาดลั่น “คิดว่ามีคนสำคัญของเราในมือแล้วจะข่มชู่เช่นใดก็ได้หรือ!”
ทันใดนั้น เฟิงอู๋จี้ก็ตะโกนอย่างร้อนใจว่ า “อาจารย์ลุงเหวินเซียว นี่คือคำพูดเวลาเจรจาของท่านหรือ? ข้าบอกให้นะ หากเกิดอันใดขึ้นกับข้า ปู่ทวดข้าไม่ละเว้นท่านแน่!!”
สีหน้าของเหวินเซียวชะงักค้าง ใบหน้าคล้ำเขียวดำทะมึน อึดอัดทั้งใจกาย
แต่เขาก็ไม่กล้าปล่อยเฟิงอู๋จี้ประสบอุบัติเหตุอันใดจริงๆ หาไม่ ปีศาจโบราณไม่มีวันยอมละเว้นเขาแน่!
ชั่วขณะนั้น บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์คนอื่นๆ เองก็กระวนกระวายใจ ใครเล่าจะไม่ห่วงความเป็นความตายของตนเอง?
“อาจารย์อา ข้าว่าเงื่อนไขของซูอี้ก็ไม่ได้เกินไปนะ โปรดคิดอีกทีเถิด!”
หมีเยี่ยอวิ๋นอดกล่าวเตือนเริ่นเป่ยโหยวมิได้
“เจ้าโง่!”
เริ่นเป่ยโหยวกล่าวอย่างเดือดดาล “หากเรายอมถอย คนผู้นั้นก็รังแต่จะได้คืบเอาศอก หากท้ายที่สุดเขาไม่คิดปล่อยคน แล้วกล่าวเงื่อนไขที่เกินยิ่งไปกว่านี้เล่า?”
“ถูกต้อง ขอเพียงยอมอยู่เฉย ข้อจำกัดก็จะโผล่มาไม่รู้จบ และคนบาปนี่ก็จะมีแต่เรียกร้องโน่นนี่มากขึ้น!”
เทพผู้อื่นต่างกล่าวอย่างแข็งกร้าว
ซูอี้แย้มยิ้ม ไม่คิดสนใจ ขณะเดินต่อไปตามคำนึงตน
ตรงหน้าของเขามีเหวินเซียวยืนขวาง และเมื่อเห็นชายหนุ่มเดินเข้ามา อีกฝ่ายก็เปี่ยมจิตสังหารพร้อมลงมือ
เฟิงอู๋จี้แผดเสียงร้องอย่างเดือดดาลทันที “อาจารย์ลุงเหวินเซียว ชีวิตของข้าขึ้นอยู่กับความคิดของเจ้า ถอยออกไปให้พ้นทางเร็วเข้า!”
สีหน้าของเหวินเซียวดูไม่แน่ใจ
ขณะเดียวกัน ซูอี้พลันยกมือขึ้นฟาดลงมาเยี่ยงดาบ
ตู้ม!
ปราณดาบคมกริบทะลวงผ่านนภา เหวินเซียวสะบัดมือรับปราณดาบนั้นไว้และเตรียมโต้ตอบ
ทว่าเขาเห็นซูอี้เอื้อมมือคว้าเฟิงอู๋จี้มาขวางไว้ข้างหน้า แล้วก้าวทะยานเข้ามาใส่
สิ่งนี้ทำให้หน้าของเหวินเซียวเปลี่ยนสี ฝืนทนความขุ่นเคืองไว้ในใจแล้วเบี่ยงร่างหลบ ไม่กล้าตอบโต้
เพราะทันทีที่สวนกลับ เฟิงอู๋จี้จะตาย!
ซูอี้เสสรวล
เขาคาดการณ์ไว้แล้ว
ดังนั้นจึงทะยานออกไปไกล
แต่ทวยเทพทั้งหลายมีหรือจะยอมปล่อย? พวกเขาล้วนไล่ล่าตามมาทันที
พวกเขากลัวตัวประกันในมือของอีกฝ่ายมีอันเป็นไป จึงไม่กล้าเข้าประชิดหรือลงมือทันควัน ทำได้เพียงตามไปใกล้ๆ
พวกเขาในขณะนั้นล้วนแต่มีสีหน้าแปลกพิกล
ความรู้สึกของการถูกกดดันข่มขู่นั้นชวนจนใจเช่นนี้นี่เอง!
“เจ้าในอดีตชาติเป็นถึงจอมดาบหลิงซู ช่างยิ่งใหญ่เสียจริง ทว่ายามนี้เจ้ากลับใช้ผู้น้อยมาข่มขู่ ไม่รู้สึกละอายบ้างหรือ?”
มีผู้ค่อนขอดล้อเลียนซูอี้
“นั่นสิ ช่างน่าอายจริงๆ ที่หลี่ฝูโหยวถูกลดเหลือเพียงผู้อยู่รอดได้เพราะใช้ผู้อื่นเป็นตัวประกัน!”
ทวยเทพผู้อื่นต่างเอ่ยระบายโทสะในใจออกมาพร้อมกัน
“พอแล้ว!”
เฟิงอู๋จี้ตวาดลั่น “แล้วพวกเจ้าเทพชั้นสูงทั้งหลายไม่ละอายกันบ้างหรือไรที่ยกพวกมาตั้งมากมายเพื่อรับมือคนผู้เดียวที่ยังไม่ได้เป็นเทพ? มิรู้สึกไร้ยางอายกันสักนิดหรือ?”
ทุกผู้ผงะไป
พวกเขาไม่คาดว่าเฟิงอู๋จี้ผู้กลายเป็นตัวประกันจะออกมาตอบโต้แทนซูอี้
“หากไม่รังแกกันมากนัก ไฉนเลยเขาจะใช้ชีวิตเรามาข่มขู่?”
เฟิงอู๋จี้ก่นด่าอย่างเดือดดาล “ยามนี้เรื่องเกิดขึ้นแล้ว ว่ากล่าวเช่นนี้มีประโยชน์หรือ? เราบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์มิสำคัญในสายตาพวกเจ้าเลย ไร้ค่าให้ก้าวถอยเจรจาสักนิดเลยหรือไร?”
ทันใดนั้น เขาก็พูดความในใจของบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ทั้งหลายออกมา ทำให้สีหน้าของทุกผู้แปรเปลี่ยน มองไปยังทวยเทพเหล่านั้นอย่างไม่พอใจ
นั่นสิ ป่านนี้แล้ว พวกเขาก็ยังมัวแต่ชวนทะเลาะ นี่คิดช่วยพวกเขาจริงๆ หรือไม่?
หากบีบบังคับจนซูอี้ร้อนใจทำอันใดวู่วาม ฆ่าพวกเขาไปจริงๆ จะทำเช่นไร?
“อาจารย์อา พวกท่านจะถอยบ้างไม่ได้เลยหรือ?”
หมีเยี่ยอวิ๋นกล่าวอย่างไม่พอใจ
ขณะที่บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์คนอื่นๆ เองก็แสดงความไม่พอใจออกมาเช่นกัน
ทั้งหมดนี้ทำให้เทพชั้นสูงทั้งหลายยิ่งรู้สึกอับอาย เดือดดาลแทบควันโขมง
แต่ก็มิอาจทำอันใดได้
ในที่สุด เทพชั้นสูงผู้หนึ่งก็มิอาจทนไหว เขากล่าวด้วยเสียงลอดไรฟันว่า “เป็นเช่นนี้ต่อไปไม่ดีแน่ ทุกท่าน ข้าว่าหากเราโจมตีตรงๆ ขอเพียงฆ่าซูอี้ผู้นั้นได้ ต่อให้ต้องแลกด้วยราคาแรงสักหน่อยก็ไม่เป็นไรหรอก!”
ความนัยของมันคือสังเวยชีวิตของบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านั้น!
บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ทั้งหลายต่างก่นด่าด้วยสีหน้าที่แปรเปลี่ยนไปทันที
โดยเฉพาะจินปู้อี๋ซึ่งมีสีหน้าแสนเดือดดาล “อาทวด ข้ามิคาดจริงๆ ว่าเจ้าจะพูดเช่นนี้ออกมา!”
ชั่วขณะนั้น ทั่วทุกทิศต่างวุ่นวาย
แม้กระทั่งทวยเทพยังแสดงความไม่พอใจ หากพวกเขาไร้ปรานีกันได้จริงๆ ไฉนต้องลังเลจนถึงตอนนี้ด้วย?
ซูอี้ไม่ได้กล่าววาจาใดแต่แรกจนยามนี้ เขาเสสรวลให้ละครน้ำเน่านี่ขณะสองเท้าเคลื่อนต่อไม่หยุด
แม้ทวยเทพเหล่านั้นจะขุ่นเคือง แต่ก็ทำได้เพียงตามติดอยู่เบื้องหลัง
ชั่วขณะนั้น เหตุการณ์อันประหลาดหนึ่งปรากฏขึ้นบนสุญญะภายในทะเลดาราเทพผันแปรนี้
ซูอี้พาตัวประกันทั้งหลายทะยานนำหน้า
ทวยเทพกลุ่มหนึ่งไล่ตามติดอยู่เบื้องหลัง
หนึ่งนำหนึ่งตาม แตกต่างชัดเจน
เหตุการณ์นับว่าน่าดูชมนัก
เมื่อกาลผ่าน ทวยเทพทั้งหลายก็สงบจิตใจลง เมื่อคิดดีๆ แล้ว หากซูอี้จะปล่อยบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ก่อนจากทะเลดาราเทพผันแปร มันก็ไม่ถึงกับรับไม่ได้
เรื่องเดียวที่พวกเขากังวลก็คือ ขอเพียงซูอี้เปลี่ยนใจ ยามนั้น อีกฝ่ายย่อมเล่นตุกติกได้!
ดังนั้น แม้ทวยเทพจะแสนเจ็บใจจนหนทาง พวกเขาก็ยังต้องไล่ตามจับตามองซูอี้ไปทุกที่
ทันใดนั้น ชายหนุ่มก็ชะงักแล้วหันทะยานไปทางดวงดาวดวงหนึ่งอันปกคลุมด้วยหิมะและน้ำแข็ง
ที่นั่นมีโลกเร้นลับซ่อนอยู่ และจากบรรยากาศ เป็นไปได้สูงมากว่าจะมีโอกาสบรรลุเทพชั้นยอดซ่อนอยู่!
อันที่จริง ระหว่างทาง ซูอี้ก็พบดวงดาวบางดวงที่มีโลกเร้นลับมากมาย แต่ตัดสินจากบรรยากาศแล้ว โอกาสในการบรรลุเทพที่ซ่อนอยู่นั้นไม่ได้ล้ำเลิศ เขาจึงมองข้ามมันไป
แต่ดาวดวงในยามนี้กลับแตกต่างออกไป!
ดังนั้นชายหนุ่มจึงพุ่งไปหามันอย่างไร้ลังเล
ทวยเทพซึ่งตามมาทางด้านหลังเองก็สังเกตเห็นเรื่องทั้งหมดนี้ และอดผงะมิได้
“เจ้านี่ยังคิดเอ้อระเหยหาโอกาสบรรลุเทพอีกหรือ?”
มีผู้กัดฟันกล่าวอย่างเดือดดาล “ข- เขา…เขาเห็นเราเป็นอันใด? องครักษ์หรือ?”
ทวยเทพคนอื่นๆ เองก็เดือดดาลจนสีหน้าถมึงทึง รังแกกันเกินไปแล้ว! เจ้านี่ไม่ได้มีพวกเขาในสายตาเลยสักนิดจริงๆ!
“อยากจะเข้าไปขวางหรือไม่?”
มีผู้กล่าวอย่างเคืองแค้น
“ขวางได้ด้วยหรือ?”
ใครอีกคนถามย้อน
ทันใดนั้น ทุกผู้ก็เงียบไป ทำได้เพียงมองซูอี้เบี่ยงเส้นทางเข้าสู่โลกเร้นลับไปพร้อมนั้นกับบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ทั้งหลาย
“ขวางเขา***อะไรเล่า อย่าให้มีโอกาสนะ ข้าจะฆ่าไอ้คนบาปนั่นให้ได้!”
บางผู้อดสบถมิได้
ช่างกดขี่กันยิ่ง จูงพวกเขาไปมาเหมือนพาสุนัขไปเดินเล่น
“สบถไปมีประโยชน์หรือ? มันมีแต่จะทำให้ทุกผู้ดูแสนไร้สามารถเท่านั้นแหละ!”
ใบหน้าคล้ำเขียวของเริ่นเป่ยโหยวยิ่งคล้ำหนัก
“อันที่จริง ข้าว่านะ หากฆ่าซูอี้แล้วชิงวัฏสงสารกับเปลวเพลิงแห่งยุคสมัยมาได้ ต่อให้ต้องแลกด้วยอันใดสักหน่อยก็ไม่เป็นไรหรอก”
มีผู้เสนอว่า “หาไม่ เป็นเช่นนี้ต่อไป เราก็จะยังจนปัญญามิอาจเคลื่อนไหว ถูกซูอี้จูงจมูกไปมาตามใจเหมือนเดิม และท้ายที่สุด เราก็อาจช่วยบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านั้นไม่ได้ด้วยซ้ำ”
ทันทีที่วาจาถูกกล่าว สีหน้าของทุกผู้พลันยากเข้าใจไปชั่วขณะ
มีหรือพวกเขาจะไม่รู้เรื่องนี้?
แต่ถึงอย่างไร พวกเขาก็ตัดใจมิได้!
“รอก่อน ข้าจะเล่นกับเขาเอง ข้ามิเชื่อหรอกว่าจะหาโอกาสจัดการเขามิได้!”
เหวินเซียนกล่าวเสียงลุ่มลึก “หากบีบคั้นกันจริงๆ เราก็ทำได้เพียงต้องตัดใจแสดงความไร้เมตตา!”
ท้ายที่สุด ดวงตาของเขาก็เปี่ยมความโหดเหี้ยม
“ได้ งั้นรอก่อน”
ฟู่อวิ๋นสูดหายใจลึกๆ สงบความขุ่นเคืองในใจ “ปล่อยคนบาปนั่นผยองไปสักพัก ถึงยามนั้น เขาจะไม่เพียงแค่ตาย ทว่ายังต้องคายโอกาสทั้งหมดที่ได้จากทะเลดาราเทพผันแปรออกมาด้วย!”
ทันทีที่วาจาเหล่านี้ถูกกล่าว ดวงตาของทวยเทพมากมายพลันกลายเป็นเรืองรอง
จริงด้วย ยามนี้ซูอี้กำลังง่วนกับการแสวงโอกาส แต่ขอเพียงฆ่าอีกฝ่ายได้ โอกาสทั้งหลายที่ชายหนุ่มรวบรวมมาย่อมกลายเป็นส้มหล่นสำหรับพวกเขาเหล่านี้!
“เป็นแผนที่ดี”
เริ่นเป่ยโหยวอดยิ้มมิได้ หัวใจผ่อนคลายขึ้นเยอะ
จากนั้นมา พวกเขาต่างก็อดทนรอคอย
กาลเวลาผ่านไปเงียบเชียบ
สามวันจากนั้น
เมื่อชายหนุ่มเดินออกมาจากโลกเร้นลับแห่งนั้น เขาก็มีโอสถเทพและวัตถุดิบเทพจำนวนหนึ่งติดตัว
ที่สำคัญที่สุดคือ ชายหนุ่มได้อำนาจเทพอันเทียบได้กับชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยชั้นหนึ่งมาหนึ่งชิ้น
และอำนาจเทพนี้ก็ล้ำค่าหายากยิ่ง
ภายในโลกเร้นลับแห่งนั้น ซูอี้สัญญาจะให้อำนาจเทพนี้กับเฟิงอู๋จี้เมื่อเขาออกไปจากทะเลดาราเทพผันแปร
ก่อนหน้านี้ คนผู้นี้ถูกจับเป็นตัวประกัน และการแสดงระหว่างทางมานี้สะดุดตายิ่ง ซูอี้ซึ่งถือหลักการให้บำเหน็จยามมีผลงานจึงย่อมไม่ปฏิบัติกับอีกฝ่ายแย่เกินไป
สิ่งนี้ทำให้เฟิงอู๋จี้แย้มยิ้ม ในที่สุดเขาก็เข้าใจความรู้สึกของการได้รับการดูแลจากซูอี้ และเข้าใจว่าไฉนปี้คงหลิวจึงเรียกซูอี้เป็น ‘ผู้อาวุโสซู’ อย่างประจบประแจง
และเมื่อเห็นทวยเทพผู้รอคอยอยู่ไกลๆ ซูอี้ก็ทำเพียงยิ้ม หันหลังแล้วทะยานจากไปไกล
เป็นไปตามคาด ทวยเทพยังคงติดตามมาเบื้องหลังเขาอย่างยิ่งใหญ่เช่นกาลก่อน
เหมือนเช่นผู้ติดตาม ไม่ต้องกล่าวทักทายก็ตามมาเป็นพรวน!