บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2089 ขัดเกลาแปรเปลี่ยนเปลวเพลิง
บทที่ 2089 ขัดเกลาแปรเปลี่ยนเปลวเพลิง
หนึ่งเดือนต่อมา
ทวยเทพทั้งหลายรออยู่หน้าโลกเร้นลับแห่งหนึ่ง
“จากบรรยากาศของโลกเร้นลับนี้ ต้องมีโอกาสบรรลุเทพชั้นหนึ่งอยู่แน่แท้”
ดวงตาของฟู่อวิ๋นแปรเปลี่ยนละเอียดอ่อน “นี่ยังหมายความว่า คนบาปจะได้โอกาสบรรลุเทพมาอีกชิ้น”
ทวยเทพทั้งหลายมีสีหน้าแตกต่าง
หนึ่งเดือนมานี้ พวกเขาตามติดซูอี้เยี่ยงเงา
ระหว่างทาง ซูอี้เข้าไปในโลกเร้นลับต่างๆ สิบสามแห่ง และได้อำนาจเทพสิบสามชิ้นที่กล่าวได้ว่าชั้นหนึ่งมาอย่างง่ายดาย!
ผลกอบโกยเช่นนี้ทำให้ทวยเทพทั้งหลายตกตะลึงจนแทบลืมหายใจ
บ้าไปแล้ว!
ทะเลดาราเทพผันแปรนี้มีโอกาสบรรลุเทพชั้นหนึ่งกระจัดกระจายอยู่ไม่มาก แต่ซูอี้นั้นช่างเลิศล้ำ เพียงหนึ่งเดือน เขาก็กวาดโลกเร้นลับสิบสามแห่ง ได้โอกาสบรรลุเทพชั้นหนึ่งสิบสามชิ้นมาอย่างง่ายดาย ใครเล่าจะไม่ประหลาดใจ?
ต้องทราบว่าโอกาสบรรลุเทพหาใช่หัวผักกาดขาว
โดยเฉพาะโอกาสบรรลุเทพชั้นหนึ่ง ขนาดในโลกแห่งเทพ สิ่งนี้ยังพบได้แต่ไม่อาจครอบครอง!
เพราะเหตุนี้เอง ยามวิถีแห่งบรรพเทวาเปิดออก ยอดฝีมือจากขุมกำลังสูงสุดทั่วโลกเทพจึงพาบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ประจำฝ่ายพวกเขามาด้วย
ในความคาดหมายของพวกเขา ขอเพียงบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านั้นได้โอกาสบรรลุเทพมาสักชิ้นก็พอแล้ว
ไม่กล้าหวังสูงว่าจะได้โอกาสบรรลุเทพชั้นหนึ่งมาเลย!
เพราะมันหายากเกินไป การประชันแข่งขันโหดร้ายเกินไป และความเสี่ยงมากมายไปหมด! โลกเร้นลับเหล่านั้นเต็มไปด้วยภัยอันตรายซุกซ่อนไม่รู้จบ หากไม่ระวังก็ตกตายได้ทุกเมื่อ!
ด้วยเหตุนี้ ใครเล่าจะกล้าคิดว่าเพียงหนึ่งเดือน ซูอี้จะสามารถคว้าโอกาสบรรลุเทพชั้นหนึ่งไปได้มากมายเพียงนี้?
เหลือเชื่อนัก!
“สำหรับบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ใดๆ ทะเลดาราเทพผันแปรนี้กล่าวได้ว่าเป็นพื้นที่ทดสอบอันโหดร้าย เข้าสิบตายเก้า และอาจไม่สามารถกลับมาพร้อมโอกาสบรรลุเทพเลยก็เป็นได้”
เหวินเซียวกล่าวอย่างเจ็บใจ “แต่เจ้าคนบาปนี่กลับล้ำเลิศนัก ทำทุกอย่างง่ายดายเหมือนไปซื้อผักที่ตลาด”
ซื้อผัก?
สีหน้าของทวยเทพทั้งหลายแปรเปลี่ยนพิกล
“เขาครอบครองอำนาจเปลวเพลิงแห่งยุคสมัยและวัฏสงสาร ประกอบกับอำนาจต่อสู้ท้าทายสวรรค์ มันจึงง่ายดายได้เช่นนี้ หาไม่ ไฉนเราผู้เฒ่าทั้งหลายต้องร่วมมือจัดการกับเขาด้วย?”
เริ่นเป่ยโหยวกล่าวด้วยสีหน้าเฉยชา “แต่ยิ่งเขาในยามนี้มีโอกาสบรรลุเทพมากเพียงไร เราก็ยิ่งได้ประโยชน์เท่านั้นมิใช่หรือ?”
ทันใดนั้น ผู้คนมากมายต่างเสสรวล
จริงเช่นอีกฝ่ายว่า ขอเพียงฆ่าซูอี้ได้ในที่สุด สมบัติทั้งหลายที่ชายหนุ่มมีก็จะถูกแบ่งสรรในหมู่พวกตน!
……
ในโลกเร้นลับ
ซูอี้นั่งลงขัดสมาธิ
กำลังฝึกฝน!
เปลวเพลิงแห่งยุคสมัยในร่างของเขากำลังลอยค้าง พิรุณแสงฮุ่นตุ้นขมุกขมัวพร่างพรม
เหนือเปลวเพลิงแห่งยุคสมัย แสงทิพย์สีเขียวจรัสกำลังถูกหล่อหลอม แปรเปลี่ยนเป็นอำนาจที่มา หลอมรวมเข้าสู่เปลวเพลิงแห่งยุคสมัย
แสงทิพย์สีเขียวนั้นคืออำนาจเทพชิ้นหนึ่ง เทียบได้กับชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยชั้นหนึ่ง!
และยามนี้ อำนาจเทพชิ้นนี้ก็กำลังถูกหล่อหลอมเข้ากับเปลวเพลิงแห่งยุคสมัย
เป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อ แต่ก็เกิดขึ้นแล้ว
ต้องเข้าใจว่าอำนาจเทพเป็นรากฐานของเทพผู้หนึ่ง และแก่นแท้ของมันคืออำนาจที่มาแห่งกฎยุคสมัยกฎหนึ่ง
หากยอดฝีมือระดับสุดลึกล้ำผู้ใดหล่อหลอมอำนาจเทพได้ ก็เพียงพอจุดเพลิงเทพบรรลุเป็นเทพได้!
แต่ซูอี้ ณ ยามนี้ไม่ได้กำลังพยายามบรรลุเทพ
แต่เขาต้องการขัดเกลาเปลวเพลิงแห่งยุคสมัยซึ่งหลอมรวมเข้ากับวิถีเต๋าของเขา ให้มันกลืนกินดูดซับอำนาจที่มาจากอำนาจเทพ!!
อันที่จริง ซูอี้หลอมอำนาจเทพไปเป็นชิ้นที่สิบเอ็ดแล้ว
เดิมที หลังจากได้อำนาจเทพมา เขาก็ตั้งใจจะรวบรวมไว้ให้กับผู้คนรอบกายในภายหลัง
แต่ใครเล่าจะคาดคิดว่ายามนั้น เปลวเพลิงแห่งยุคสมัยจะมีปฏิกิริยา แล้วหลอมอำนาจเทพชิ้นหนึ่งกลืนกินไปรวมกับตัวมันเอง!
เหตุไม่คาดฝันนั้นทำให้ซูอี้ผงะโดยไม่ทันตั้งตัว
จนภายหลัง ชายหนุ่มก็พอเข้าใจว่าเรื่องทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกับปริศนาของเปลวเพลิงแห่งยุคสมัยเอง
วัตถุสะบั้นกฎนี้ช่างเลิศล้ำนัก
มันสามารถทะลวงม่านหมอกบนวิถีบรรลุเทพ ทะลวงผ่านสุญตาสู่สัจธรรมเที่ยงแท้ หาโอกาสบรรลุเทพอันซุกซ่อนในวิถีแห่งบรรพเทวาได้!
สิ่งสำคัญที่สุดคือ ตัวเปลวเพลิงแห่งยุคสมัยเองนั้นคือจุดเริ่มต้นของหนึ่งอารยธรรมยุคสมัย
เปรียบเช่นฮุ่นตุ้นยามก่อนฟ้าดินอุบัติ!
ภายหน้า เปลวเพลิงแห่งยุคสมัยนี้มีโอกาสจะสลายไปเป็นอารยธรรมยุคสมัยหนึ่ง ก่อโลกหล้า วิถีและระบบฝึกฝนขึ้นใหม่……
สรุปง่ายๆ ก็คือ เปลวเพลิงแห่งยุคสมัยคือเมล็ดพันธุ์ของอารยธรรมยุคสมัยแห่งหนึ่ง ผู้ใดได้ครอบครองมัน จะสามารถกลายเป็นนายอันแท้จริงของอารยธรรมยุคสมัยนั้นได้!
แต่หากเปลวเพลิงแห่งยุคสมัยคิดแปรเปลี่ยน มันก็ต้องการสารอาหารเฉกเช่นเมล็ดพันธุ์งอกกล้าเติบโต
สารอาหารที่เปลวเพลิงแห่งยุคสมัยต้องการก็คืออำนาจที่มามหาวิถีของกฎแห่งยุคสมัย
ซึ่งก็คืออำนาจเทพ!
ดังนั้น เปลวเพลิงแห่งยุคสมัยซึ่งถูกหลอมรวมเข้ากับซูอี้จึงมีปฏิกิริยาเช่นนี้
มันต้องการสารอาหารเพื่อขัดเกลาแปรเปลี่ยน!
เนิ่นนาน
อำนาจเทพอันมีลักษณ์เป็นแสงทิพย์สีเขียวนั้นถูกเปลวเพลิงแห่งยุคสมัยกลืนกินจนสิ้น
ซูอี้ตระหนักชัดเจนว่าเปลวเพลิงแห่งยุคสมัยเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างอัศจรรย์ขึ้นบางประการ มันสร้างจังหวะวิถีอันแข็งแกร่ง ดุจกำลังพลุ่งพล่านขยายตัว บรรจุการแปรเปลี่ยนและปริศนาไร้สิ้นสุด
น่าเสียดาย……
ที่การแปรเปลี่ยนทั้งหลายนี้ไร้ผลต่อวิถีเต๋าของซูอี้เอง
แม้เขาจะหลอมรวมเปลวเพลิงแห่งยุคสมัยเข้ากับวิถีเต๋าของตน วัตถุสะบั้นกฎนี้ก็ยังแสนลึกลับ ไม่ใช่สิ่งที่ชายหนุ่มสามารถควบคุมได้ในขณะนี้โดยแท้จริงเลย
จากการคาดเดาของซูอี้ ยามเขาบรรลุเป็นเทพได้โดยแท้จริง เปลวเพลิงแห่งยุคสมัยอาจจะแปรเปลี่ยนอย่างร้ายแรงโดยแท้จริงก็เป็นได้!
เหตุผลนั้นแสนง่าย
กุญแจของการบรรลุเทพคือต้องปะทุเพลิงเทพ
เปลวเพลิงแห่งยุคสมัยเองนั้นฝ่าฝืนกฎบัญญัติสวรรค์ ขัดต่อกฎบัญญัติใดๆ ในโลกหล้า จึงถือได้ว่าเป็นวัตถุสะบั้นกฎ
ขณะที่ซูอี้เป็นผู้สะบั้นกฎ และสำหรับเขา เปลวเพลิงแห่งยุคสมัยนั้นก็สามารถใช้ปะทุเพลิงเทพบรรลุสู่เทพได้!
คาดการณ์ได้ว่ายามชายหนุ่มปะทุเปลวเพลิงแห่งยุคสมัย ใช้วิถีดาบของเขากรุยวิถีบรรลุเทพ เปลวเพลิงแห่งยุคสมัยจะแปรเปลี่ยนไปในมือซูอี้แน่แท้!
นี่ยังเป็นเหตุผลที่ทำให้ชาติแรกทิ้ง ‘เปลวเพลิงแห่งยุคสมัย’ ไว้ในหอคอยพิบัติโบราณ และให้เหอปั๋วกับพุทธองค์กงเหย่พิทักษ์ไว้
เพราะมันคือการกรุยทางให้กับซูอี้ในชาตินี้สู่วิถีเทพอันไม่เคยพบเห็นตลอดกาลนาน!
แต่ก่อนหน้านั้น ทั้งซูอี้และเปลวเพลิงแห่งยุคสมัยต่างก็ต้องพัฒนาอำนาจขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ซูอี้ยังต้องขัดเกลาระดับพินิจสุดขั้วให้ถึงจุดสมบูรณ์แบบ
ขณะที่เปลวเพลิงแห่งยุคสมัยต้องกลืนกินอำนาจเทพ สั่งสมอำนาจเพื่อการแปรเปลี่ยนต่อไป!
“ยังห่างจากการก้าวสู่ขั้นกลางขอบเขตพินิจสุดขั้วอีกก้าวหนึ่ง”
ซูอี้สัมผัสการแปรเปลี่ยนการฝึกฝนของเขาได้
หนึ่งเดือนมานี้ เขาบุกตะลุยโลกเร้นลับสิบสามแห่ง นอกจากจะได้อำนาจเทพมาสิบสามชิ้น ยังได้โอสถเทพและวัตถุดิบเทพมาอีกกองใหญ่
โอสถเทพส่วนใหญ่ถูกเขากินไปแล้ว และในหนึ่งเดือนมานี้ การฝึกฝนของชายหนุ่มก็พัฒนาขึ้นมาก
“หากเปลี่ยนเป็นเทพชั้นล่างคนใด ได้มากินโอสถเทพมากมายเพียงนี้ เกรงว่าร่างกายคงแปรเปลี่ยนสะท้านภพ แต่เมื่อนำมาใช้กับข้า มันก็ทำได้แค่ให้ข้าขึ้นเฉียดขั้นกลางขอบเขตพินิจสุดขั้วเท่านั้น……”
ซูอี้ทอดถอนใจ
ขอบเขตพินิจสุดขั้วนั้นลึกลับยิ่ง มีปริศนาและศักยภาพมากมายที่ไม่อาจรับทราบ แต่ก็กระหายอย่างแสนสิ้นเปลืองราวหุบเหวไร้ก้นบึ้งด้วยเช่นกัน ต้องการอำนาจวิถีเทพใหญ่หลวงยิ่งในการฝึกฝน
เคราะห์ดีที่เขาอยู่ในวิถีแห่งบรรพเทวา
หากเป็นในธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัย เกรงว่าการจะรวบรวมโอสถเทพมากมายเพียงนี้ให้ซูอี้ถลุงใช้คงยากเต็มที
แต่ความคืบหน้าก็เห็นได้ชัดเช่นกัน
อำนาจต่อสู้ของเขาเพิ่มขึ้นราวสองส่วน
เลือดลมในร่างวิถีแข็งแกร่งขึ้นสามส่วน
อำนาจจิตวิญญาณเองก็ถูกพัฒนา
กระทั่งยามใช้สมบัติลับแห่งฮุ่นตุ้นอย่างดาบเคียงประชิด ชายหนุ่มยังใช้อำนาจส่วนหนึ่งของมันได้แล้ว!
“ยามนี้ หากข้าไปสู้กับเทพชั้นสูงเหล่านั้น เกรงว่ายังอาจสู้ไม่ไหว แต่อำนาจคุ้มกันตนเองแข็งแกร่งขึ้นกว่ากาลก่อนแล้วแน่นอน……”
ขณะซูอี้ครุ่นคิด เขาก็ลุกขึ้นเดินออกจากโลกเร้นลับแห่งนี้
……
ข้างนอก
เมื่อเห็นซูอี้ออกมา ทวยเทพทั้งหลายต่างสงบเงียบ คุ้นเคยชาชินแล้ว
ซูอี้เองก็ชินแล้วเช่นกัน
เมื่อเขาออกเดินทางอีกครั้ง ทวยเทพก็ตามติดไปเบื้องหลังเช่นที่ทำมาตลอดในหนึ่งเดือนนี้
พวกเขากระทั่งร่วมมือกันอย่างดีเอาการราวสื่อจิตถึงใจกันอย่างพิกล
หากไม่ทราบ คงคิดได้ว่าทวยเทพทั้งหลายอารักขาซูอี้กันอย่างแข็งขัน……
สามวันต่อมา
“หือ?”
ซูอี้ชะงักเท้า
ในจักรวาลพร่างดาวห่างออกไป ปรากฏดวงดาวยักษ์อันแสนอัศจรรย์ยิ่ง ขึ้นดวงหนึ่ง
พื้นผิวดาวทั้งดวงเรืองรองทองสว่าง ชั้นเมฆสายฟ้าดำทะมึนเผยปราณอมตะลอยคว้างวนเวียน
เมฆสายฟ้าพลุ่งพล่านกรุ่นก้อง ส่งวจีสะท้านจักรวาลพร่างดาวรอบข้าง
เมื่อมองไปรอบๆ ในจักรวาลพร่างดาวถิ่นนี้มีเพียงดวงดาวนี้เท่านั้นที่ลอยค้าง ให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่โดดเด่น
“เกรงว่าที่นี่น่าจะมีโอกาสบรรลุเทพไร้เทียมทานอยู่!”
ทวยเทพผู้ติดตามซูอี้มาถึงที่นี่อดตื่นตะลึงกันมิได้
ตลอดหนึ่งเดือนมานี้ พวกเขาก็เพิ่งได้พบโลกเร้นลับอันลึกลับเช่นนี้เป็นครั้งแรก
ไม่ต้องคิดก็รู้ว่ามีโอกาสบรรลุเทพอยู่ที่นี่แน่นอน!
โอกาสไร้เทียมทานที่ขอเพียงได้มา ภายหน้าก็เป็นจอมเทพได้!
เทพชั้นสูงบางคนอดใจสะท้านมิได้ ดวงตาร้อนรุ่มแผดเผา
โอกาสบรรลุเทพไร้เทียมทาน!
นี่ยังเป็นโอกาสหายากในรอบหลายพันปีในโลกเทพเช่นกัน ขอเพียงบังเกิดขึ้นสักครั้ง โลกหล้าจะปั่นป่วนด้วยมรสุมละเลงเลือด จอมเทพทั้งหลายจะลงมือฆ่าฟันแย่งชิง!
และยามนี้ โอกาสดังกล่าวก็ซุกซ่อนในโลกเร้นลับไกลๆ นั่น
ใครเล่าจะไม่ประทับใจ?
วูบ!
พริบตานั้น ทุกสายตาต่างมองมาที่ซูอี้
ทวยเทพรู้ดีว่าซูอี้ไม่มีทางพลาดโอกาสนี้ไป
แต่พวกเขาหาแน่ใจไม่ ว่าซูอี้จะฉวยโอกาสนี้ใช้โอกาสบรรลุเทพไร้เทียมทานนี้กับตนเองหรือเปล่า!
หากเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น พวกเขาไม่มีทางรับได้แน่นอน
มันหมายความว่าแผนยื้อเวลาเผชิญหน้าของพวกเขาต่อซูอี้จะพังทลาย และเกิดตัวแปรยิ่งใหญ่ขึ้น!!
นี่เป็นสิ่งที่ไร้ผู้ใดอยากประสบ
ทันใดนั้น หนึ่งเสียงอันเปี่ยมความประหลาดใจพลันแว่วมา
“สหายเต๋าทั้งหลาย ไฉนพวกเจ้าจึงมากับซูอี้ผู้นั้นเล่า?”
พร้อมกันนั้น พวกเขาก็พบร่างสูงร่างหนึ่งยืนอยู่ใกล้ดวงดารายักษ์สีทองจากไกลๆ
เขาเหยียบย่างเหนือแท่นปทุม ในมือถือขักขระ สวมจีวร ปกคลุมโดยแสงธรรมเจิดจรัส
พุทธองค์เจียโม่!
เทพสวรรค์อันดับหนึ่งในอาณาจักรนิตย์ทิวา! เทพชั้นสูงอันลือนามผู้หนึ่งแห่งสำนักพุทธ!
ทั่วทิศพลันบังเกิดเสียงอื้ออึง
ซูอี้กล่าวอย่างสนใจ “หรือบุตรพุทธะเหลียนเซิงจะสัญจรอยู่ในโลกเร้นลับนั่น?”