บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2090 กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ลักลั่นทั้งสองทาง
บทที่ 2090 กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ลักลั่นทั้งสองทาง
“หรือบุตรพุทธะเหลียนเซิงจะสัญจรอยู่ในโลกเร้นลับนั่น?”
เมื่อเสียงของซูอี้สะท้อนในจักรวาลพร่างดาวนั้น คิ้วของพุทธองค์เจียโม่พลันขมวดหากัน
“ทุกท่าน เกิดอันใดขึ้นกัน?”
พุทธองค์เจียโม่สังเกตเห็นความพิกล รู้ว่าต้องมีเงื่อนงำ เทพกลุ่มหนึ่งตามหลังซูอี้มาด้วยกัน ทว่ากลับไร้กลิ่นอายแห่งสงคราม ดูสุดแสน…
ปรองดองรู้ใจ!
“พี่ชายร่วมวิถีหารู้ไม่ ว่าคนผู้นี้ใช้วิธีสกปรก ลักพาตัวบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์จากสังกัดเราทั้งหลายไป”
เทพชั้นสูงฟู่อวิ๋นสีหน้าดำคล้ำ กัดฟันกล่าวอธิบาย
หลังจากพุทธองค์เจียโม่ฟังแล้ว ม่านตาของอีกฝ่ายพลันหดตัวเล็กน้อย และจึงมีปฏิกิริยาเข้าใจ
“พวกเจ้าถอยออกไป ข้าจะจัดการสัตว์ร้ายนี่เอง!”
พุทธองค์เจียโม่ดูเคร่งขรึม กล่าวสรรเสริญพุทธคุณ จิตสังหารร้ายกาจปรากฏขึ้นบนใบหน้า
ทวยเทพทั้งหลายต่างเริงร่า
ตลอดกาลมานี้ พวกเขาอดทนอับอาย ต้องถูกซูอี้จูงจมูกมาเนิ่นนาน
ยามนี้ หากพุทธองค์เจียโม่ปราบซูอี้ลงได้ก็ย่อมเลิศล้ำ!
ซูอี้แย้มยิ้ม โบกแขนเสื้อของเขา
ร่างของหมีเยี่ยอวิ๋น จินปู้อี๋และบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์คนอื่นๆ ปรากฏขึ้นรายล้อมซูอี้เช่นกาลก่อน
เนืองแน่นเช่นโล่ กระทั่งสายลมยังผ่านมิได้
“มาสิ ลงมือได้เลย”
ซูอี้กล่าวยิ้มๆ กับพุทธองค์เจียโม่
ทันใดนั้น สีหน้าของทวยเทพต่างแปรเปลี่ยนเป็นดำคล้ำ
“ซูอี้ เจ้ามันน่ารังเกียจจริงแท้!”
หนวดเคราของเริ่นเป่ยโหยวเต้นเร่าด้วยโทสะ “ความแค้นระหว่างเจ้ากับพุทธองค์เจียโม่เกี่ยวอันใดกับบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ของเราด้วย?”
“แล้วหากข้าใช้บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านี้มาเป็นโล่ มันเกี่ยวอันใดกับพวกเจ้าด้วย?”
ซูอี้กล่าวเนิบๆ
พุทธองค์เจียโม่เองก็เข้าใจ อดขมวดคิ้วมิได้ สิ่งที่เขาเผชิญนี้รับมือยากจริงแท้
แม้จะไม่ห่วงความเป็นความตายของบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านี้ เขาก็ต้องพิจารณาท่าทีทวยเทพเหล่านั้นด้วย
“พี่ชายร่วมวิถีผ่อนโทสะเถิด สำรวมไว้อย่าบุ่มบ่ามนะ”
คนบางผู้รีบร้อนเตือนพุทธองค์เจียโม่ด้วยกลัวอีกฝ่ายจะลงมืออย่างสุดชีวิต
พุทธองค์เจียโม่ขมวดคิ้ว “ความโลเลจะนำสู่หายนะ ข้าเลือกไม่ลงมือไปก่อนได้ แต่หากพวกเจ้ามัวแต่ยืดเยื้อคาใจเช่นนี้ ท้ายที่สุดก็จะต้องเป็นฝ่ายถูกควบคุมบงการฝ่ายเดียวนะ!”
ชั่วขณะนั้นมีเสียงถอนหายใจดังขึ้นหลายเสียง ทวยเทพทั้งหลายขมวดคิ้ว พวกเขาหรือจะไม่เข้าใจสัจธรรมนี้?
แต่ก็เป็นที่ชัดเจน ว่าพวกเขาทำได้เพียงทน เพื่อบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านั้น!
“หากไม่กล้าลงมือ ก็ถอยทางไปเดี๋ยวนี้”
ซูอี้กล่าวขณะเดินไปยังโลกเร้นลับไกลออกไป
เขาเองก็สนใจโอกาสบรรลุเทพไร้เทียมทานในโลกเร้นลับนั้นมาก
แต่สิ่งนี้เป็นการปลุกเร้าพุทธองค์เจียโม่!
“หยุดนะ!”
พุทธองค์เจียโม่คำรามเปี่ยมด้วยจิตสังหาร “หากกล้าเข้าไปในโลกเร้นลับนั่น ข้าผู้นี้ไม่ปล่อยเจ้าแน่!”
ทวยเทพทั้งหลายร้องลั่นในใจว่าแย่แล้ว
มิต้องคิดก็รู้ได้ว่าโลกเร้นลับแห่งนั้นมีบุตรพุทธะเหลียนเซิงอยู่ หาไม่ พุทธองค์เจียโม่คงไม่มีปฏิกิริยาเพียงนี้!
จริงเช่นนั้น อึดใจต่อมา พุทธองค์เจียโม่ก็กล่าวเสียงลุ่มลึก “ทุกท่าน ข้ารับปากไม่กระทำการใดต่อคนบาปผู้นี้ได้ แต่หากเขาพยายามเข้าไปในโลกเร้นลับนั่น ข้าจะมิอยู่เฉย!”
“งั้นก็ลงมือสิ”
ซูอี้เสสรวลพลางเดินไปไกล
“เจ้า……”
ทวยเทพทั้งหลายเดือดดาลปอดแทบระเบิด
พุทธองค์เจียโม่เปี่ยมจิตสังหาร ขวางทางตรงหน้าไว้ อำนาจทะยานขึ้นทีละก้าว เห็นได้ชัดว่าพร้อมลงมือ
ซูอี้พลันกล่าวขึ้นว่า “อันที่จริง ในใจเจ้ากระเหี้ยนกระหือรืออยากลงมือมากเลยใช่ไหม? เพราะถึงอย่างไร ความเป็นความตายของบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านี้ก็ไม่เกี่ยวกับเจ้า การฉวยโอกาสนี้ฆ่าข้าล้วนแสนสะดวกสบายในใจเจ้า”
สีหน้าของพุทธองค์เจียโม่แย่ลง
ก่อนเขาจะทันได้พูด เฟิงอู๋จี้พลันปริปากสบถด่าออกมาก่อน “ลาหัวล้าน! เจ้าแม่งโคตรชั่วช้าเลย! อาจารย์ลุงเหวินเซียว ท่านจะแค่ดูเฉยๆ หรือ?”
บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์คนอื่นๆ เองก็ปริปาก บ้างตัดพ้อพุทธองค์เจียโม่ว่าไร้ปราณี เห็นชีวิตพวกเขาไม่สำคัญ
บ้างวิงวอนทวยเทพทั้งหลาย หวังว่าพวกเขาจะออกมาหยุดพุทธองค์เจียโม่ไว้
ชั่วขณะนั้น พุทธองค์เจียโม่เดือดดาลเสียจนหน้าเบี้ยว
ทวยเทพทั้งหลายเองก็เดือดดาลแทบกระอักเลือด
เหตุทั้งมวลนี้ถูกบงการโดยซูอี้
และด้วยสถานการณ์ที่บุตรและบุตรีแห่งเทพทั้งหลายเผชิญ ทวยเทพล้วนมิอาจนิ่งเฉยได้
พุทธองค์เจียโม่เองก็ตระหนักชัดเรื่องนี้
แต่เขาก็ยอมให้ซูอี้เข้าไปในโลกเร้นลับมิได้เด็ดขาดเช่นกัน หาไม่ อุบัติเหตุก็จะเกิดกับบุตรพุทธะเหลียนเซิง
ทวยเทพเองก็เข้าใจ
กล่าวได้ว่าการกระทำของซูอี้ทำให้พุทธองค์เจียโม่และทวยเทพทั้งกลายกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ลักลั่นทั้งสองทาง!
“ข้าจะให้โอกาสพวกเจ้า”
ซูอี้หันไปกล่าวกับพวกเริ่นเป่ยโหยว “พวกเจ้าไปหยุดพุทธองค์เจียโม่ไว้ ข้าจะไปยังโลกเร้นลับนั่น เมื่อถึงกาล บุตรพุทธะเหลียนเซิงและโอกาสบรรลุเทพไร้เทียมทานก็จะอยู่ในมือข้า”
“ด้วยเหตุนั้น พวกเจ้าและพุทธองค์เจียโม่ก็จะลงเรือลำเดียวกัน ข้าเชื่อว่าเขาจะเข้าใจหัวอกพวกเจ้าแน่นอน และยามข้าออกจากทะเลดาราเทพผันแปรนี้ ข้าก็ย่อมปล่อยบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ทั้งหมด”
วาจาเหล่านี้ทำให้ทวยเทพทั้งหลายแทบคลั่ง
ฟังดูยิ่งใหญ่มหาศาล แต่แท้จริงก็คือปั่นให้พวกเขาสู้กับพุทธองค์เจียโม่
น่ารังเกียจยิ่งนัก!
มีหรือพุทธองค์เจียโม่จะฟังไม่ออก?
อีกฝ่ายขมวดคิ้ว ใบหน้าดำคล้ำ เดือดดาลแทบอยากเข้าไปตบซูอี้ให้ตายเสียเดี๋ยวนี้
“ข้าว่าได้นะ!”
เฟิงอู๋จี้ตะโกน “พวกเราถูกจับเป็นตัวประกัน แต่บุตรพุทธะกลับคิดชิงโอกาสบรรลุเทพไร้เทียมทาน? นี่ยุติธรรมหรือ!?”
ทุกผู้ “……”
กระทั่งโดนจับเป็นตัวประกันยังต้องยุติธรรมด้วยหรือ?
ผู้คนมากมายแทบหัวเราะด้วยโทสะ
“นอกจากนั้น ข้าเชื่อในจรรยาของซูอี้ ในเมื่อเขารับปากแล้วว่าจะปล่อยเรายามออกจากทะเลดาราเทพผันแปร เขาจะไม่ผิดวาจาเป็นแน่”
เฟิงอู๋จี้กล่าวเสียงดัง “ในทางกลับกัน หากเราแตกหักกันจริงๆ และไร้เหตุแปรผันอื่นใด ผู้ที่จะตายคนแรกก็เรา บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ทั้งหลายนี่แหละ!”
หมีเยี่ยอวิ๋น จินปู้อี๋และคนอื่นๆ เองก็พยักหน้าตามๆ กัน
แม้พวกเขาจะรู้ว่าวาจาของเฟิงอู๋จี้สุดจะไร้สาระเลยก็ตาม แต่เพื่อชีวิตของพวกตนในยามนี้ พวกตนจึงทำได้เพียงสนับสนุนคล้อยตาม
ทวยเทพทั้งหลายหน้าคล้ำ
พุทธองค์เจียโม่ลอบร้องในใจว่าแย่แล้ว
เขาสัมผัสได้ว่าทวยเทพทั้งหลายดูจะลังเลใจ!
ยามนี้ ซูอี้พลันก้าวเท้าทะยานเวหาเข้าสู่โลกเร้นลับไกลออกไป
“วอนตาย!”
พุทธองค์เจียโม่เดือดดาล เหวี่ยงขักขระในมือเข้าใส่ซูอี้
ทรงพลังเจิดจรัส
ทว่าทันใดนั้น เริ่นเป่ยโหยว ฟู่อวิ๋น เหวินเซียวและเทพชั้นสูงคนอื่นๆ มากมายก็ต่างร่วมกันขัดขวางพุทธองค์เจียโม่ไว้
เปรี้ยง!
สุญญะแหลกระเบิด แสงทิพย์เจิดจรัสสาดส่อง
ร่างของพุทธองค์เจียโม่ซวนเซ ถูกผลักจนล่าถอย ใบหน้าชราวัยบิดเบี้ยวยากมองยิ่งนัก
“พวกเจ้า……”
เขาเดือดดาลจนเส้นเลือดปูดโปนบนหน้าผาก
“ขออภัยด้วย พี่ชายร่วมวิถี ข้าไม่อาจทนมองบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านั้นมีอันเป็นไปได้” เริ่นเป่ยโหยวรำพึง
เทพชั้นสูงคนอื่นๆ ล้วนรู้สึกแย่ในใจ
แต่ไม่ว่าใคร พวกเขาก็ล้วนเตรียมพร้อมรอพุทธองค์เจียโม่ลงมืออีกครั้ง
พวกเขาทนมองบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านั้นมีอันเป็นไปตามที่เริ่นเป่ยโหยวว่ามิได้จริงๆ!
ยามนี้ ซูอี้มาถึงหน้าโลกเร้นลับแล้ว
“ขอบคุณสำหรับความเมตตาและการเลือกอันชาญฉลาด รอฟังข่าวดีจากข้าได้เลย”
ซูอี้โบกมือมาให้จากไกลๆ ก่อนจะเชิดหน้าหัวเราะลั่น เดินร่างหายลับเข้าไปในโลกเร้นลับนั้นในพริบตา
“น่ารังเกียจนัก!!”
แม้จะเป็นหลวงจีน แต่ยามนี้พุทธองค์เจียโม่ก็เดือดดาลสุดขีด
ขณะที่ทวยเทพทั้งหลายไม่สบายใจระคนละอายเล็กน้อย และไม่กล้ามองพุทธองค์เจียโม่
ไม่ว่าอย่างไร การกระทำเมื่อครู่ของพวกเขาก็มิเข้าท่าอยู่นิดหน่อยเช่นกัน
“พี่ชายร่วมวิถีสงบโทสะลงเถิด สถานการณ์มันบีบคั้น เรามิอาจมีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเคลื่อนไหว”
เริ่นเป่ยโหยวรำพึง
“ทว่าพี่ชายร่วมวิถีไม่ต้องกังวลถึงความปลอดภัยของบุตรพุทธะเหลียนเซิงหรอก เพื่อรักษาชีวิตตน ซูอี้ผู้นั้นย่อมไม่กล้าทำร้ายชีวิตเหลียนเซิงแน่แท้”
เหวินเซียวกล่าวอย่างเคร่งขรึม “เมื่อเราฉวยโอกาสได้ เราจะโจมตีด้วยกัน มิเพียงช่วยตัวประกันเหล่านั้น เรายังจะฆ่าเจ้าซูอี้นั่นแล้วเอาสมบัติทั้งหมดที่เขามี รวมถึงวัฏสงสารกับเปลวเพลิงแห่งยุคสมัยมา!”
“ถูกต้อง ยามนี้ ซูอี้ผู้นั้นดูจะสามารถทำอันใดก็ตามใจ แต่ยิ่งเขากระโดดสูง ยามร่วงหล่นก็ยิ่งร้ายแรง!”
ฟู่อวิ๋นกล่าวขึ้น และเพื่อสลายความขุ่นเคืองในใจพุทธองค์เจียโม่ เขากระทั่งอธิบายว่าพวกตนถูกซูอี้จูงจมูกเช่นใดมาบ้างในหนึ่งเดือน
ชั่วขณะนั้น มันกลายเป็นการพบปะเพื่อระบายทุกข์ไป
พุทธองค์เจียโม่สงบสติลง
เขาก็รู้แล้วว่าเรื่องได้อุบัติขึ้น สายเกินแก้ไข
ไม่ว่ายามนี้หัวใจของเขาจะเดือดดาลเพียงไร ก็ไม่มีทางฉีกหน้าแตกหักกับทวยเทพเหล่านี้ได้
“พวกเจ้าติดหนี้ข้าหนหนึ่ง”
พุทธองค์เจียโม่สูดหายใจลึกๆ และกล่าวว่า “หลังฆ่าซูอี้ได้ ข้าต้องการการชดเชยอันเพียงพอ!”
ทุกผู้ถอนหายใจโล่งอก พยักหน้าตอบรับกันทันที
ขอเพียงสลายโทสะของพุทธองค์เจียโม่ได้ก่อน เรื่องอื่นก็คุยกันได้
ที่สำคัญสูงสุดคือ พวกเขาเห็นกันหมดแล้วว่าซูอี้เองก็มิได้กล้าฉีกหน้าตรงๆ กับพวกเขาเช่นกัน
หาไม่ ถ้ายั่วยุพวกเขาเสียจนระเบิด มีหรือพวกเขาจะสนใจความเป็นความตายบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านั้น?
สถานการณ์ปัจจุบันนั้นคือต่อสู้แต่ไม่แตกหัก สองฝ่ายแขวนเท่าเทียมบนตาชั่ง
……
ในโลกเร้นลับ
บนยอดบรรพตโบราณสีดำอันโอ่อ่า
ฟ้าดินที่นี่เต็มเปี่ยมด้วยปราณฮุ่นตุ้นหนาแน่นเยี่ยงกระแสธาร อัสนิบาตฮุ่นตุ้นเจิดจรัสสายแล้วสายเล่าวูบไหว ทำให้มิติเวลาปิดเบี้ยว เปี่ยมด้วยปราณทำลายล้าง
บุตรพุทธะเหลียนเซิงยืนบนยอดเขา ใบหน้าหล่อเหลานิ่งเฉย
การวางตัวของเขาสูงส่งไร้มลทิน ในมือถือบาตรทอง ร่างเปี่ยมรัศมีเจิดจรัสศักดิ์สิทธิ์เยี่ยงตะวันรุ่ง
“ช่างเป็นทารกเทพอันก่อเกิดจากบงกชเขียวฮุ่นตุ้นอันล้ำเลิศนัก! เพียงเท่านี้ก็เพียงพอรับสืบทอดอำนาจเทพของข้าผู้นี้ได้แล้ว!”
หนึ่งเสียงอุทานขึ้น
ไกลออกไปจากยอดบรรพตอันเปี่ยมด้วยคลื่นปราณฮุ่นตุ้นมีผาแห่งหนึ่ง
บนผาแห่งนั้นมีชายชราร่างสูงในอาภรณ์เรียบง่ายนั่งเอกเขนกอยู่บนโขดหินหนึ่ง
เส้นผมยาวของชายชรายุ่งเหยิง ใบหน้าแข็งกร้าวเยี่ยงศิลา ดวงตาเจิดจรัสดุจประทีปทอง
สิ่งน่าสะพรึงกลัวสูงสุดคือ ขณะหายใจ กระแสปราณฮุ่นตุ้นใกล้เคียงล้วนปั่นป่วนเลื่อนลั่น สร้างการสั่นพ้องสะท้อนอันเป็นเอกลักษณ์กับลมหายใจของเขา เหมือนดั่งจังหวะคลื่นยามโถมถอย
เหลียนเซิงกล่าวอย่างสุขุม “ข้าเกิดมาผิดธรรมดา มีวาสนาสูงส่ง ธรรมฤทัยเก้าทวาร พุทธธาตุห้าสี จิตเทพบงกชเขียว และยังได้รับสืบทอดพระสูตรมหาวิถีสูงสุดแห่งอดีตกาล ปัจจุบันกาล และอนาคตกาล ข้าเชื่อว่าหลังจากรับสืบทอดอำนาจเทพของผู้อาวุโส ความสำเร็จในภายภาคหน้าของข้าจะมิด้อยไปกว่าผู้อาวุโสเลย”
“ฮ่าๆๆ นี่เจ้าคิดเช่นนั้นจริงๆ หรือ?”
ชายชราในอาภรณ์เรียบง่ายเชิดหน้าหัวเราะลั่น
เหลียนเซิงกล่าวอย่างสุขุม “สมณเพศไม่โป้ปด การกล่าวสัจจะคือหน้าที่อันสมควรแห่งข้า”
ชายชราในอาภรณ์เรียบง่ายกล่าวอย่างรื่นเริง “ไม่เลว ดีจริงๆ แม้เจ้าจะมาจากสำนักพุทธ แต่ก็แข็งแกร่งกว่าพวกลาเฒ่าหัวล้านที่เปี่ยมล้นด้วยจิตชั่วร้ายเต็มท้องมากนัก!”
ว่าแล้ว เขาก็โบกแขนเสื้อ
ตูม!
หมอกฮุ่นตุ้นใกล้เคียงพลันเดือดพล่าน
แสงศักดิ์สิทธิ์เก้าสีอันยิ่งใหญ่ตระการพลันทะยานออกมา