บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2091 ไม่ได้!
บทที่ 2091 ไม่ได้!
กลุ่มแสงเก้าสีนั้นเจิดจรัสตระการ เฉิดฉายท่ามกลางหมอกฮุ่นตุ้นในฟ้าดิน
ดวงตาของบุตรพุทธะเหลียนเซิงจรัสจ้า สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นตะลึงอย่างไม่อาจสะกดกลั้น
นี่ต้องเป็นอำนาจเทพระดับไร้เทียมทานเป็นแน่แท้!!
“นี่คือ ‘วิถีเดียวดายลึกล้ำ’ เดียวดายนั้นคือปลายทางแห่งการทำลายล้างทั้งปวง ที่มาของการดับสลายแห่งสรรพสิ่ง ส่วนลึกล้ำนั้นคือปริศนาแห่งมหาวิถี”
“ในอารยธรรมยุคสมัยบ้านเกิดของข้าผู้นี้ วิถีเดียวดายลึกล้ำเพียงพอเป็นหนึ่งในสิบกฎวิถีเทพสูงสุดแล้ว!”
“ด้วยวิถีนี้ ข้าผู้นี้ปกครองสวรรค์ ปราบศัตรูร้าย เป็นหนึ่งในยุคสมัย!”
สีหน้าหวนรำลึกปรากฏขึ้นบนใบหน้าของชายชราในอาภรณ์เรียบง่าย “ยามนั้น ทุกผู้ที่รู้ชื่อข้าล้วนเรียกขานข้าเป็น ‘มหาเทพจี้เสวียน’ !”
บุตรพุทธะเหลียนเซิงสะท้านใจ
จิตสัมผัสของเขาโดดเด่น ความคิดกระจ่างแจ้ง ตรวจสอบได้แล้วว่าอำนาจเทพชิ้นนี้เลิศล้ำอย่างยิ่ง
ในโลกแห่งเทพ ผู้ใดได้มันไป ภายหน้าก็ไม่ต้องกังวลจะไม่ได้เป็นจอมเทพเลย!
“น่าเสียดาย”
จู่ๆ ชายชราในอาภรณ์เรียบง่ายก็รำพึง “ข้ากลับต้องพ่ายไปในมหากาพย์ศึกประชันชิงโอกาสหนึ่งไป……”
บุตรพุทธะเหลียนเซิงผงะอึ้ง
ก่อนเขาจะทันได้ถามชายชราในอาภรณ์เรียบง่ายพลันโบกมือกล่าวขึ้น “จำนงนี้ของข้ากำลังจะสลายหาย เจ้าจงนำอำนาจเทพนี้แล้วรีบไปเถิด”
บุตรพุทธะเหลีนเซิงเก็บบาตรทองในมือไปแล้วประนมมือกล่าว “ขอบคุณผู้อาวุโส!”
ชายชราในอาภรณ์เรียบง่ายยกมือโบก
วูบ!
อำนาจเทพชิ้นนั้นแปรเปลี่ยนเป็นแสงทิพย์ทะยานเข้าหาบุตรพุทธะเหลียนเซิง
ทว่ายังไม่ทันไร จู่ๆ อำนาจเทพนั้นพลันชะงักหยุดลง ก่อนจะเริ่มสั่นสะท้านรัวแรง
“หือ?”
ชายชราในอาภรณ์เรียบง่ายขมวดคิ้ว
บุตรพุทธะเหลียนเซิงเองก็ประหลาดใจ
ทันใดนั้น หนึ่งเสียงกล่าวขึ้นอย่างเฉยชา
“อำนาจเทพชิ้นนี้ไม่เหมาะกับเขาหรอก”
พร้อมกันนั้น คลื่นปราณฮุ่นตุ้นไกลออกไปก็เคลื่อนแยกซ้ายขวาเปิดทางสายหนึ่ง
หนึ่งร่างสูงใหญ่เดินทอดน่อง อาภรณ์เขียวส่ายไสว สูงส่งไร้มลทิน
เขาคือซูอี้!
ในมือขอชายหนุ่ม เปลวเพลิงแห่งยุคสมัยโชติช่วงด้วยเพลิงแสง ปลดปล่อยอำนาจประหลาดอันลึกลับกดดันคลื่น ฮุ่นตุ้นมาตลอดทาง และยังสะกดอำนาจเทพเก้าสีนั้นไว้อย่างแน่นิ่ง!
ม่านตาของชายชราในอาภรณ์เรียบง่ายหดตัว ลุกจากโขดหินที่ตนนั่งอยู่อย่างเงียบเชียบ
เมื่อเขาเห็นเปลวเพลิงแห่งยุคสมัยในมือซูอี้ ชายชราในอาภรณ์เรียบง่ายดูราวได้พบเรื่องไม่น่าเชื่อบางอย่าง ร่างของเจ้าตัวชะงักนิ่งกับที่ สีหน้าเกินคาดเดา
เหลียนเซิงขมวดคิ้วกล่าวอย่างประหลาดใจ “ซูอี้!”
ซูอี้แย้มยิ้มกล่าวว่า “อย่าประหลาดใจไป เจ้ามาโลกเร้นลับนี้ได้ ข้าก็ย่อมมาได้เช่นกัน”
เหลียนเซิงรีบสงบสติ ชี้ไปยังอำนาจเทพชิ้นนั้นและกล่าวว่า “เจ้ามาสายไปก้าวหนึ่ง ผู้อาวุโสท่านนั้นบอกแล้วว่าจะมอบอำนาจเทพนี้แก่ข้า”
ซูอี้กล่าว “การประชันชิงโอกาส ไม่ใช่ผู้ใดมาก่อนได้ก่อน ยิ่งมิต้องพูดถึงว่าหากข้าไม่ได้มาทันเวลา เจ้าจะถูกอำนาจเทพนี้ทำลาย”
เหลียนเซิงขมวดคิ้ว “นี่หมายความเช่นไร?”
ซูอี้หันไปกล่าวกับชายชราในอาภรณ์เรียบง่าย “ต้องถามเขาแล้วล่ะ”
เหลียนเซิงผงะไป ตระหนักชัดเจนแล้วว่าบางสิ่งไม่ชอบมาพากล และกล่าวว่า “หรือจะมีบางสิ่งผิดปกติกับอำนาจเทพนี้?”
“เฮอะ!”
ชายชราในอาภรณ์เรียบง่ายแค่นเสียงเย็นชา เมินเฉยต่อเหลียนเซิง คู่เนตรน่าสะพรึงกลัวจ้องตรงที่ซูอี้ “เจ้า… เป็นใครกันแน่?”
ซูอี้แย้มยิ้มกล่าว “อันที่จริง เจ้าพอเดาได้อยู่แล้วมิใช่หรือ?”
สีหน้าของชายชราในอาภรณ์เรียบง่ายยากมองขึ้นทีละน้อย “เป็นเจ้าจริงๆ หรือ!?”
ซูอี้กล่าว “ไม่ต้องพูดลองเชิงเช่นนี้หรอก ข้าสงสัยเพียงว่า เจ้าเป็นผู้วายชนม์ไปแล้ว กระทั่งอำนาจจำนงของเจ้าที่ทิ้งไว้ยังพร้อมสลายไปในไม่ช้า ไฉนจึงต้องใช้อำนาจเทพของเจ้ามาลวงหลอกผู้น้อยด้วย?”
เหลียนเซิงผงะไป เขาเม้มปากมองชายชราในอาภรณ์เรียบง่ายด้วยสีหน้าแปรเปลี่ยน
“ลวงหลอก?”
ชายชราในอาภรณ์เรียบง่ายอดหัวเราะลั่นมิได้ “อำนาจเทพเป็นของข้า ข้าจะทำเช่นไรกับมันก็เรื่องของข้า จะเกี่ยวอันใดกับเจ้าด้วยเล่า?”
ซูอี้กล่าว “ผิดแล้ว เจ้าตายไปแล้ว อำนาจเทพนั้นนับได้ว่าไร้เจ้าของ”
รอยยิ้มของชายชราในอาภรณ์เรียบง่ายชะงัก
เขาพลันตะโกนลั่น “หลวงจีนน้อย เจ้ารีบนำอำนาจเทพนั่นไปเสีย ข้าจะจัดการคนผู้นั้นเอง เร็วเข้า! หาไม่ วันนี้เจ้าได้คว้าน้ำเหลวแน่แท้!!”
ตูม!
ทันทีที่กล่าวเช่นนี้ ชายชราในอาภรณ์เรียบง่ายพลันลงมือโจมตีซูอี้แล้ว
ม่านหมอกฮุ่นตุ้นพลุ่งพล่าน ชายชราในอาภรณ์เรียบง่ายปรากฏตรงหน้าซูอี้รวดเร็วเยี่ยงสายฟ้า หนึ่งฝ่ามือกดฟาดลง แล้วอำนาจเทพร้ายกาจก็แปรเปลี่ยนเป็นลวดลายอักขระสีดำฟาดลง
ทว่าซูอี้ไม่ได้ชายตาแล ทำเพียงยกเปลวเพลิงแห่งยุคสมัยในมือขึ้น
เปรี้ยง!
เพลิงแสงฮุ่นตุ้นระเหยหาย
ลวดลายอักขระสีดำระเบิดแหลก
ราวถูกไฟดูด ร่างของชายชราในอาภรณ์เรียบง่ายชะงัก ส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนโซเซออกไป
เมื่อมองดีๆ จะพบได้ว่าเขาถูกแผดเผาไปครึ่งร่าง น่าตกตะลึงยิ่ง!
“เป็นเจ้าจริงๆ! เป็นเจ้าจริงๆ ด้วย!!”
ชายชราในอาภรณ์เรียบง่ายร้องตะโกน สีหน้าบิดเบี้ยวอัปลักษณ์ ดวงตาเปี่ยมความเคียดแค้น
ไกลออกไป บุตรพุทธะเหลียนเซิงยืนนิ่ง หลั่งเหงื่อกาฬแตกพลั่ก
เขาตระหนักแล้วว่าบางอย่างผิดปกติ!
ด้วยเขาไม่ได้นำอำนาจเทพนั้นไปตามคำกล่าวของชายชราในอาภรณ์เรียบง่าย!
“ไฉนเจ้าไม่นำอำนาจเทพนั้นไป!?”
ชายชราในอาภรณ์เรียบง่ายกู่คำราม ดวงตาน่าสะพรึงกลัว “คิดจริงๆ หรือว่าคนผู้นี้จะใจดีพอกล่าวเตือนเจ้า? ผิดแล้ว! มีเขาอยู่ เจ้าจะไม่ได้อันใดเลย!”
บุตรพุทธะเหลียนเซิงเม้มปากมิกล่าววาจา ขณะที่มือของเขานำบาตรทองออกมาถือรอ
ซูอี้กล่าวชม “ไม่เลว ควรค่าแล้วที่เป็นบุตรพุทธะอันเป็นที่โปรดปรานจากสามพุทธเจ้า มิโง่งมพอจะหน้ามืดตามัวเพราะหนึ่งอำนาจเทพ”
เขาเร่งใช้เปลวเพลิงแห่งยุคสมัยในมือ
ตูม!
เปลวเพลิงแห่งยุคสมัยส่งเพลิงทิพย์ฮุ่นตุ้นสายหนึ่งออกมาปกคลุมอำนาจเทพบนอากาศและนำกลับมาให้ซูอี้
แต่ต้นจนจบ ชายชราในอาภรณ์เรียบง่ายไม่กล้าหยุดชายหนุ่ม!
สีหน้าของอีกฝ่ายบิดเบี้ยวไม่น่ามอง ตะโกนออกมาอย่างเข่นเขี้ยว “อันใดนี่ ไม่ใช่เจ้าเคยบอกไว้ว่าจะฆ่าเราทั้งหลายลง เพื่อให้ชนรุ่นหลังมีโอกาสรับช่วงต่อที่พวกข้าทิ้งไว้หรือ ไฉนเจ้าจึงมาชิงอำนาจเทพไป?”
สีหน้าของบุตรพุทธะเหลียนเซิงแปรเปลี่ยนไปในที่สุด
กาลก่อน ผู้ที่ฆ่าตัวตนร้ายกาจอันตกตายไปเนิ่นนานในอารยธรรมยุคสมัยอันสูญหายนี้คือซูอี้หรือ?
ซูอี้กล่าวขณะมองอำนาจเทพชิ้นนั้น “ข้าที่เจ้าเห็นในยามนี้คือชนรุ่นหลัง และยังไม่ได้บรรลุเทพ”
ชายชราในอาภรณ์เรียบง่าย “……”
บ๊ะ!!
เช่นนี้ก็ได้หรือ?
“ไม่ว่าเจ้าจะไม่อยากยอมรับเพียงไร เจ้าก็เป็นคนตายไปแล้ว และควรหลับไหลในอดีตกาล สลายเป็นสุญตาชั่วนิรันดร์”
ซูอี้กล่าวกับชายชราในอาภรณ์เรียบง่าย “ก่อนหน้านี้ เจ้ามีโอกาสรอดเพียงเล็กน้อยเพราะวัฏสงสารสูญหาย แต่ในเมื่อข้ากลับมาในชาตินี้ ยังมีอันใดให้พวกเจ้าไม่พอใจอีก?”
ชายชราในอาภรณ์เรียบง่ายสูดหายใจเฮือก สีหน้าดำคล้ำ
เนิ่นนานจากนั้น เจ้าตัวจึงแย้มยิ้มกล่าวอย่างเหี้ยมเกรียม “ผิดแล้ว เนิ่นนานนับแต่วัฏสงสารหายไป วิถีแห่งบรรพเทวานี้ก็เกิดการแปรเปลี่ยนชวนตกตะลึงมากมาย และตัวตนน่าสะพรึงกลัวที่เจ้าไม่อาจสังหารในอดีตก็ตื่นขึ้นจากอนธการตามๆ กัน พวกเขา… ไม่มีทางปล่อยเจ้าไปแน่!!”
ซูอี้กล่าว “เจ้ากำลังพูดถึงจักรพรรดิเทพเสวียนกู่และพวกจ้าวเรือนจำฮ่วนหลีหรือ?”
ชายชราในอาภรณ์เรียบง่ายกล่าว “ถูกต้อง!”
“ในเมื่อก่อนหน้านี้ข้าผนึกพวกเขาในอนธการชั่วนิรันดร์ได้ ภายหน้าข้าก็ไล่ล้างพวกเขาทีละคนได้”
ซูอี้กล่าว “ยังมีอันใดที่อยากพูดอีกหรือไม่?”
ชายชราในอาภรณ์เรียบง่ายพลันเงียบไป
หัวใจของเหลียนเซิงสั่นกระเพื่อม
บทสนทนาระหว่างซูอี้และชายชราในอาภรณ์เรียบง่ายนั้น เขาไม่อาจเข้าใจได้เลย แต่นี่ก็มิได้หยุดเขาจากการคาดเดาบางสิ่งจากวาทะแต่ละคน!
เช่นว่า ตลอดกาลยามวัฏสงสารสูญหาย เกิดเหตุแปรผันร้ายแรงมากมายในวิถีแห่งบรรพเทวา
และทวยเทพผู้ตกตายในทะเลดาราเทพผันแปรก็น่าจะตายด้วยมือของซูอี้!
แต่ทั้งหมดนี้ก็ทำให้เหลียนเซิงรู้สึกงุนงงด้วย
อดีตชาติของซูอี้คือหลี่ฝูโหยว ใครบ้างเคยได้ยินว่าหลี่ฝูโหยวเคยเข้ามาในวิถีแห่งบรรพเทวา?
ไม่สิ!
หรือนี่จะหมายความว่าซูอี้ยังมีอดีตชาติอื่นที่ไม่เป็นที่รับรู้อยู่ และทรงพลังเสียจนปราบสรรพสิ่งในวิถีแห่งบรรพเทวาด้วยอำนาจวัฏสงสาร?
หากเป็นเช่นนั้นจริง อดีตชาติอันไม่เป็นที่รับรู้นี้ต้องแข็งแกร่งเพียงไรกัน?
ชั่วขณะนั้น หัวใจธรรมอันหนักแน่นเช่นหินผาของเหลียนเซิงปั่นป่วนเล็กน้อย และเป็นครั้งแรกที่เจ้าตัวรู้สึกเกินคาดหยั่ง เหนือความเข้าใจขณะเผชิญหน้าซูอี้ ‘บุคคลร่วมวิถี’
ความรู้สึกนั้นกระทั่งทำให้เขาสัมผัสแรงกดดันอันอ้อยอิ่งตกค้างได้!
“เจ้ากลับมาช้าไป เหตุแปรเปลี่ยนบนวิถีแห่งบรรพเทวาเกิดขึ้นแล้ว บัญญัติทั้งหลายกำลังพังทลาย และยุคตำนานทมิฬก็ย่อมไม่อาจหยุดยั้ง!”
ครู่ต่อมา ชายชราในอาภรณ์เรียบง่ายพลันผ่อนหายใจยาวแล้วพึมพำ “ถึงยามนั้น สรรพสิ่งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตจะแปรเปลี่ยน แปรลักษณ์เกิดอาเพศอลหม่านอันมืดดำที่สุดในประวัติศาสตร์!”
ท้ายที่สุด เขาก็จับจ้องซูอี้ขณะกล่าวทีละคำ “เจ้า… หยุดมันมิได้!”
หัวใจของเหลียนเซิงปั่นป่วน ยุคตำนานทมิฬ? อาเพศอลหม่านอันมืดดำที่สุดเท่าที่เคยมี?
เปรี้ยง!
ก่อนเหลียนเซิงจะฟื้นสติ ซูอี้พลันโบกแขนเสื้อ ทำให้ร่างของชายชราในอาภรณ์เรียบง่ายระเบิดหายไป
ในอดีต ทุกครั้งที่เขาเข้าสู่โลกเร้นลับสักแห่ง เขาก็จะพบอวตารจำนงที่เทพผู้ตกตายเนิ่นนานทิ้งไว้เช่นนี้
แต่ไม่ว่าจะเป็นผู้ใด ขอเพียงเห็นซูอี้ใช้เปลวเพลิงแห่งยุคสมัย พวกเขาก็จะแสนเสียอาการ
บ้างดูบ้าคลั่ง
บ้างเคียดแค้น
บ้างหมดอาลัย
จากการเผชิญหน้าเจตจำนงเหล่านี้ ซูอี้พอตัดสินบางเรื่องได้แล้ว
เช่นโลกเร้นลับในทะเลดาราเทพผันแปรเหล่านี้ล้วนแปรเปลี่ยนมาจากเทพผู้ตกตาย
และเทพแทบทั้งหมดนั้นล้วนตายด้วยมือชาติแรกของเขา!
ทวยเทพเหล่านั้นหวาดกลัวพรั่นพรึงชาติแรกของเขาอย่างลึกล้ำ!
และด้วยอำนาจของเปลวเพลิงแห่งยุคสมัย ก็เพียงพอให้ซูอี้ได้เปรียบเด็ดขาดยามเผชิญเจตจำนงเทพเหล่านี้
นี่จึงเป็นเหตุที่ชายหนุ่มแสนไร้เทียมทานเสมอยามเข้าสู่โลกเร้นลับ!
“เอาล่ะ ถึงกาลที่เราสองต้องคุยกันแล้ว”
ซูอี้หันไปกล่าวกับเหลียนเซิงผู้จมในภวังค์ความคิดอยู่ไกลๆ
เหลียนเซิงชะงัก
ทันใดนั้น สีหน้าของอีกฝ่ายก็หวนคืนสู่ความสงบสุขุม กล่าวสรรเสริญพุทธคุณขึ้นอย่างเคร่งขรึม “ข้าจะมิยอมจำนน เต็มใจสู้กับท่านจนตัวตาย!”
แววตาของซูอี้พิกล กล่าวเย้าขึ้นว่า “ก่อนหน้านี้ ข้าช่วยเจ้าหนึ่งหน แต่ยังไม่คิดขอบคุณแล้วจะมาสู้ตายกับข้า มิเกินไปหน่อยหรือ?”
เหลียนเซิงเงียบไป ก่อนจะส่ายหน้า “ข้ามิเคยขอให้ท่านเข้ามาแทรกแซง ย่อมพูดถึงบุญคุณกับความแค้นไม่ได้”
ซูอี้แย้มยิ้มกล่าว “ก็ได้ ข้ามิสนใจฆ่าเจ้าหรอก เจ้าแค่แสดงสามพระสูตรแห่งอดีตกาล ปัจจุบันกาล และอนาคตกาลออกมา เรื่องวันนี้ก็ถือว่าเสมอกันไปได้”
เหลียนเซิงปฏิเสธทันควัน “ไม่ได้!”