บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2092 สำเภาศึกอันล่องผ่านจักรวาลพร่างดาว
บทที่ 2092 สำเภาศึกอันล่องผ่านจักรวาลพร่างดาว
บุตรพุทธะเหลียนเซิงปฏิเสธอย่างไร้ความลังเล เขาไม่แม้แต่จะหยุดคิดด้วยซ้ำ
“ต่อให้ข้าต้องวายชนม์ มรดกทั้งสามนี้จะไม่มีวันแพร่งพราย!”
เหลียนเซิงกล่าวเสียงเข้ม “หากไม่เชื่อก็ลองดูได้”
ซูอี้พลิกฝ่ามือ และอำนาจเทพที่เขาเพิ่งได้มาพลันปรากฏขึ้น “แลกกับสิ่งนี้ได้หรือไม่?”
ม่านตาของเหลียนเซิงหดตัวเล็กน้อย แต่เขาก็ยังปฏิเสธเสียงแข็ง “ข้าไม่แลก!”
ซูอี้แย้มยิ้มพลางกล่าวว่า “ช่างกล้าหาญเสียจริง”
เขาเก็บอำนาจเทพนั้นไปแล้วหันหลังจากจร “ไปกันเถอะ ข้าจะพาเจ้าออกไป”
เหลียนเซิงผงะไป ดูไม่ทันตั้งตัวเล็กน้อย
เดิมที เขาคิดไว้ว่าอีกฝ่ายจะฉวยโอกาสนี้ฆ่าตน!
แต่กลับไม่เกิดอันใดขึ้น!
“หากท่านคิดจะสร้างบุญคุณกับข้าอย่างจงใจเพื่อให้ข้าเปลี่ยนความคิดมองท่านใหม่ ขอบอกว่าผิดถนัด!”
เหลียนเซิงไล่ตามไปแล้วประกาศจุดยืนอย่างเยือกเย็น
“อย่าห่วงเลย ในอดีต ข้ายังสนใจจะต่อสู้กับผู้ถูกเลือกจากสวรรค์เช่นเจ้าอยู่”
ซูอี้กล่าวอย่างใจลอย “แต่แม้ข้าจะรู้ว่าเจ้าเป็นศิษย์ใกล้ชิดของเจ้าเฒ่าแผดตะเกียงในยามนี้ ข้าก็ยังไม่สนใจจะฆ่าเจ้า”
“เพราะเหตุใด?”
เหลียนเซิงประหลาดใจ
“ความผิดมีผู้ก่อ หนี้มีเจ้านาย และศัตรูของข้าคืออาจารย์เจ้า หาใช่เจ้าไม่”
ซูอี้กล่าวเนิบๆ ว่า “ตลอดเวลาที่ผ่านมาในชีวิตข้า ข้าเกลียดการที่ความแค้นภายในถูกนำไปพัวพันกับผู้บริสุทธิ์ที่สุด”
คิ้วของเหลียนเซิงขมวดเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าเชื่อไม่ลง “อาจารย์ข้าหมายหัวเจ้าหลายต่อหลายครั้งตลอดเวลาที่ผ่านมานับแต่ยังอยู่ในโลกมนุษย์ เจ้า…ไม่คิดล้างแค้นเลยหรือ?”
สิ่งที่พุทธเจ้าแผดตะเกียงทำ เขาในฐานะศิษย์ใกล้ชิดย่อมรู้ดี
ซูอี้กล่าวว่า “ข้าบอกแล้ว หากข้าจะล้างแค้น ข้าจะคิดบัญชีกับอาจารย์เจ้า ส่วนเจ้า… เฮ้อ คร้านเกินจะฆ่า”
เหลียนเซิงเงียบกริบ “……”
จู่ๆ เขาก็รู้สึกเหมือนศักดิ์ศรีในหัวใจวิถีถูกเหยียบย่ำอย่างรุนแรง!
เขาเป็นใคร?
ผู้ถูกเลือกจากสวรรค์อันเลิศล้ำแห่งโลกเทพ บุตรพุทธะโดยกำเนิดซึ่งเป็นที่จับตามองที่สุดในสำนักพุทธ วาสนาล้ำเลิศ เป็นที่โปรดปรานของยักษ์ใหญ่มากมายในสำนักพุทธ
นานมาแล้ว เขาไม่เคยมีสหายร่วมวิถีคนใดในสายตา
จนกระทั่งเมื่อซูอี้ปรากฏขึ้น อีกฝ่ายก็กลายเป็นศัตรูเดียวในโลกหล้าที่เอาชนะตนได้!
ทว่าหลังจากพบกับซูอี้ในยามนี้ เหลียนเซิงก็ไม่คาดคิดเลยว่าอีกฝ่ายจะมิได้มีเขาในสายตาสักนิด!!!
แต่ในขณะเดียวกัน ซูอี้ก็ยังมีความมั่นใจและฝีมือมากพอจะทำเช่นนั้นได้! นี่คือสิ่งที่ทำให้เหลียนเซิงหดหู่ใจที่สุด
“ข้าเข้าใจแล้ว ในสายตาเจ้า ข้าเป็นตัวตนเช่นผู้น้อย และมีเพียงตัวตนเช่นอาจารย์ข้าที่เจ้าจะถือเป็นศัตรูแท้จริง”
เหลียนเซิงพึมพำ
สัจธรรมนี้ทำให้เจ้าตัวรู้สึกตะลึง เกิดความขัดเคืองอย่างไม่อาจบรรยาย
เดิมที เขาเคยคิดว่าอีกฝ่ายคือศัตรูเดียวในโลกหล้า แต่อีกฝ่ายกลับมองตัวเขาเป็นผู้น้อย ไม่คิดจะมายุ่งเกี่ยวกับเขาเลย!
นี่เป็นเรื่องน่าตกใจกว่าคิดรังแกกันอีก!
“ที่อาจารย์ส่งเจ้ามายังวิถีแห่งบรรพเทวาครานี้ ต้องเป็นแผนชิงเปลวเพลิงแห่งยุคสมัยที่ข้ามีเป็นแน่ มีเพียงการทำเช่นนี้ เจ้าจึงสามารถหลอมรวมสามพระพุทธสูตรแห่งอดีตกาล ปัจจุบันกาล และอนาคตกาล บรรลุสู่เทพได้”
ชายหนุ่มโพล่งขึ้นว่า “ข้าว่าเขาก็น่าจะเตรียมไพ่ตายต่างๆ ไว้ให้เจ้ารับมือข้าด้วยแล้วหรือไม่?”
“ถูกต้อง”
เหลียนเซิงพยักหน้า
“เช่นนั้น ไฉนเจ้าไม่ใช้ออกมาเล่า?”
ซูอี้กล่าวอย่างสนใจ
อีกฝ่ายกล่าวว่า “ข้าเกรงว่าท่านอาจารย์คงมิคาดคิดว่าท่านจะมีตัวตนอันลึกลับอีกหนึ่งบนวิถีแห่งบรรพเทวานี้ หาไม่ เขาคงเตือนข้าให้อยู่ห่างท่านไว้ แทนที่จะบอกให้มาสู้กัน”
เมื่อนึกถึงสิ่งที่เพิ่งประสบมาได้ เขาก็ทราบโดยไร้กังขาว่าอาจารย์ของเขาย่อมไม่รู้มาก่อนว่าซูอี้ยังมีอดีตชาติอื่นอันไม่เป็นที่รับรู้อยู่!
“เจ้านี่ซื่อตรงจริงๆ”
ซูอี้แย้มยิ้ม
เหลียนเซิงกล่าวว่า “นับแต่ยังเล็ก ข้าฝึกฝนสงบวจีมาร้อยปี จนในที่สุดข้าก็ขัดเกลาหัวใจธรรมปัญญาอันบริสุทธิ์ใสซื่อ และจากนั้นมา ข้าก็ไม่พูดปดอีกเลย”
ซูอี้พยักหน้าพลางกล่าวว่า “ดีมาก วาจาแท้แสลงหู เป็นโอสถขมเฝื่อน หากมีหัวใจธรรมเช่นนี้ เจ้าจะไม่ถูกมลทินทำให้มัวหมอง ความสำเร็จในภายหน้าจะไร้ขีดจำกัด”
เหลียนเซิงเงียบไป หัวใจปั่นป่วน
การสนทนากับซูอี้มักทำให้รู้สึกราวเป็นผู้น้อยคุยกับผู้ใหญ่เสมอ
ในขณะเดียวกัน มันก็ยากที่เขาจะไปแก้ให้ถูกต้องได้
“ในอำนาจเทพชิ้นเมื่อครู่มีเสี้ยวเจตจำนงของเจ้าเฒ่านั่นอยู่ ข้าว่าหากเจ้าพลาดพลั้งเพียงนิด ก็อาจเป็นอันตรายได้”
ซูอี้นำไหสุราออกมายกจิบ “แต่ดูเหมือนข้าจะคิดมากไปเอง ด้วยหัวใจธรรมของเจ้า เจ้าเฒ่านั่นคิดชิงร่างไปก็เปล่าประโยชน์”
เหลียนเซิงดูตะขิดตะขวงเล็กน้อย
เขาไม่ค่อยสบายใจนักยามถูกอีกฝ่ายเอ่ยชมเช่นนี้ มันรู้สึกพิกลเกินไป
เห็นได้ชัดเจนว่าอีกฝ่ายเป็นศัตรูคู่อาฆาตของอาจารย์ ทว่ากลับมาเสสรวลเสวนากับเขา ทั้งยังชมเสียหลายหน เคลือบแคลงระแวดระวังสักนิดก็ไม่ มันช่างดู…อธิบายไม่ถูกโดยแท้!
“เจ้าไม่ต้องคิดมากหรอก”
ซูอี้ส่ายหน้า “ที่ข้าชื่นชมเจ้า มิใช่เพื่อยกยอให้เจ้าแปรเปลี่ยนความคิด หากว่าตามตรงแล้ว ต่อให้เจ้าจะมองข้าเป็นศัตรูที่ต้องกำจัดก็ไม่เป็นไร”
เหลียนเซิงขมวดคิ้ว “ท่านคิดว่า… ข้าไร้พิษภัยต่อท่านแม้เพียงนิดอย่างนั้นหรือ?”
ซูอี้ถามย้อน “หากเจ้ามีวิธีที่เป็นภัยต่อข้า ไฉนจึงไม่เคยมีจิตสังหารจวบบัดนี้?”
ม่านตาของเหลียนเซิงหดตัวอย่างเงียบงัน
ซูอี้แย้มยิ้ม มิได้กล่าวอันใดอีก
ยามนั้น ชายหนุ่มกำลังคิดอยู่ว่าเขาจะปราบศัตรูอย่างเทพชั้นสูงลงได้ในยามใด
เขาไหนเลยจะสนใจผู้ถูกเลือกจากสวรรค์ซึ่งยังมิได้บรรลุเป็นเทพอย่างเหลียนเซิงกัน?
“เช่นนั้น ไฉนเจ้าจึงไม่ฆ่าข้า แล้วชิงสามพระพุทธสูตรแห่งอดีตกาล ปัจจุบันกาล และอนาคตกาลไปเล่า?”
ท้ายที่สุด เหลียนเซิงก็อดถามมิได้
เขามิได้โป้ปด และไม่ใช่ผู้ปกปิดเรื่องราวเก่ง วาจาของเขาตรงกับหัวใจเสมอ
“ข้าแตกต่างจากอาจารย์ของเจ้า”
ดวงตาของซูอี้ปรากฏแววถากถางเล็กน้อย “และข้าก็มิคิดเป็นเช่นเขาด้วย”
เหลียนเซิงผงะไป และเข้าใจในทันที
อาจารย์ของเขา พุทธองค์แผดตะเกียงวางแผนหลายต่อหลายครั้งในอดีต ปฏิบัติกับซูอี้อย่างไร้ความเมตตาเพียงเพื่อจะชิงอำนาจวัฏสงสาร กล่าวได้กระทั่งว่าทำทุกวิถีทางโดยไม่สนว่าจะเป็นการรังแกผู้น้อย
เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ซูอี้ก็ดูแตกต่างออกไปมาก
อย่างน้อย……เขาก็รังเกียจการลงมือกับผู้น้อย!
เดียดฉันท์จะชิงมรดกคัมภีร์วิถีจากผู้น้อยซึ่งไร้ความแค้นขุ่นเคืองต่อกัน
บางทีเขาอาจจะพูดถูก ตลอดชีวิตที่ผ่านมา เขาเกลียดความแค้นที่ดึงผู้บริสุทธิ์เข้ามาพัวพันที่สุด!
เมื่อคิดเช่นนี้ สีหน้าของเหลียนเซิงก็ดูเข้าใจยากไปชั่วขณะ
เพราะท่านอาจารย์ของเขา……
ทันใดนั้นเหลียนเซิงก็รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา สีหน้าแปรเปลี่ยน “เจ้า… ก่อนหน้านี้เจ้าคิดทำลายหัวใจธรรมของข้าหรือ!?”
ซูอี้จับจ้องอีกฝ่ายอย่างลึกล้ำ และกล่าวว่า “หากเจ้าไม่สนใจเรื่องเหล่านั้น หัวใจธรรมของเจ้าจะไม่ได้รับผลกระทบ มิใช่ว่าสำนักพุทธมีคำกล่าวหรือว่า ‘หากไร้ตัวตน แล้วฝุ่นจะเกาะที่ใด’ หรือ?”
เหลียนเซิงเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วประนมมือ “ท่านกล่าวได้ถูกต้อง ข้าได้รับชี้แนะแล้ว!”
เขาดูสุขุม นิ่งสงบไร้คลื่นกระเพื่อม สติสำรวมสมบูรณ์
ซูอี้แย้มยิ้มพลางกล่าวว่า “ยามนี้ ข้าชักเริ่มอยากเห็นว่าเจ้าจะสามารถหลอมรวมสามมรดกวิถีแห่งอดีตกาล ปัจจุบันกาล และอนาคตกาลในภายภาคหน้าขึ้นมาจริงๆ ได้เช่นไรแล้วสิ”
ว่าแล้ว ชายหนุ่มก็ก้าวไปเบื้องหน้าอย่างลอยชาย โดยไม่ได้กล่าวอันใดอีก
เหลียนเซิงผู้นี้เป็นบุตรพุทธะโดยกำเนิดจริงแท้ มีทั้งสติปัญญาและหัวใจธรรมอันกระจ่างชัด
แต่ซูอี้สังหรณ์ใจว่าคนผู้นี้น่าจะไม่ยอมเดินซ้ำรอยวิถีพุทธเจ้าแผดตะเกียง ผู้เป็นอาจารย์ของเขาหรอก!
ภายภาคหน้าอาจเป็นไปได้กระทั่งว่าคนผู้นี้จะแยกตัวเป็นเอกเทศ!
เพราะมีเพียงการทำเช่นนี้เท่านั้น ความสำเร็จในภายหน้าของเหลียนเซิงจึงก้าวล้ำอาจารย์ได้ ไม่ต้องอาศัยบารมีของอาจารย์ชั่วชีวิต
และนี่ย่อมเป็นสิ่งที่ซูอี้ยินดีหากได้พบ
จนกระทั่งยามกำลังจะถึงทางออก เขาก็หันมากล่าวกับเหลียนเซิงว่า “หากเจ้าหยุดการโจมตีของข้าได้ ต่อจากนี้ ข้าจะไม่ใช้เจ้าเป็นตัวประกัน แต่หากทำไม่ได้ ข้าก็ทำได้เพียงต้องลำบากเจ้าไปก่อน”
เหลียนเซิงสะดุ้ง
ซูอี้ลงมือแล้ว
ชายหนุ่มชกหมัดออกมาอย่างเรียบง่ายเพียงหนึ่งครา ง่ายดายราวเป็นธรรมชาติเหมือนปุถุชนทั่วไปกำหมัดชก กระทั่งดูเหลาะแหละเล็กน้อยด้วยซ้ำ
แต่เมื่อหมัดนี้ปรากฏในสายตาของเหลียนเซิง หัวใจของเจ้าตัวกลับสั่นสะท้าน พลังปราณทั่วทั้งร่างสั่นไหว จิตวิญญาณถูกสะกดข่มเกินหนใด
นี่มันหมัดอันใดกัน?
ฟ้าถล่มก็หยุดมิได้
ไร้ยี่หระต่อมิติเวลา
ทั่วทิศฟ้าดินไร้ทางหนี!
รุกคืบยิ่งใหญ่องอาจ ทะลวงผ่านนิรันดร์กาล!
ราวกับว่าแม้มหาวิถีทั่วสวรรค์จะขวางอยู่ตรงหน้า มันก็ยังต้องถูกหมัดนี้ทลายสิ้น!!
แผ่นหลังของเหลียนเซิงเย็นวาบ ร่างแข็งทื่อ ทั้งจิตวิญญาณและความคิดแทบมลายสิ้น
ซูอี้ในยามนี้เก็บหมัดนี้ไปแล้วกล่าวว่า “มากับข้า”
เขาหมุนกายทะยานออกจากโลกเร้นลับ
เหลียนเซิงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจแล้วเร่งตามไป
แพ้ชนะถูกตัดสินแล้ว!
……
ข้างนอก
เมื่อเห็นว่าซูอี้กับเหลียนเซิงปรากฏตัวขึ้นพร้อมกัน สีหน้าของทวยเทพทั้งหลายพลันดูพิกล
ว่าแล้วเชียว เหลียนเซิงผู้นี้ก็แพ้พ่าย มิได้รับละเว้น!
สีหน้าของพุทธองค์เจียโม่คล้ำเครียด จิตสังหารพลุ่งพล่านในดวงตา แต่เมื่อแน่ใจว่าเหลียนเซิงปลอดภัยสบายดี เขาก็ลอบโล่งใจ
คนยังอยู่ก็ดีแล้ว
หากตายไป เขาก็ไม่รู้จะไปพบพุทธเจ้าแผดตะเกียงเช่นไรในอนาคต!
“อาจารย์อาเจียโม่ ข้าแพ้พ่ายและกลายเป็นตัวประกันของสหายเต๋าซูแล้ว”
ไกลออกไป เหลียนเซิงประนมมือกล่าว
ดวงตาของพุทธองค์เจียโม่ดูซับซ้อน จากนั้นเขาก็กล่าวว่า “อย่าห่วงเลย ข้าจะช่วยเจ้าออกมาให้ได้!”
น้ำเสียงนั้นหนักแน่น
เหลียนเซิงกล่าวอย่างสุขุม “ข้ามีวิธีการอยู่รอดของข้าเอง ทว่าจะไม่ใช้มันเว้นแต่ชีวิตจะแขวนบนเส้นด้าย”
ทุกผู้ “???”
วาจาเช่นนี้จะกล่าวมาง่ายๆ ได้เช่นไร พอซูอี้รู้ เขาก็เตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้าน่ะสิ!
ซูอี้อดขำมิได้
นี่ล่ะเหลียนเซิง ศิษย์สำนักพุทธผู้ไม่มีวันโป้ปด ไม่เลวเลย
“ซูอี้ ก่อนหน้านี้เจ้ารับปากไว้ว่าจะปล่อยตัวประกันเหล่านี้ยามออกจากทะเลดาราเทพผันแปร หากเจ้ากล้าตระบัดสัตย์ ข้าสัญญาว่าแม้ต้องเสี่ยงชีวิต ข้าก็จะทำให้เจ้าต้องชดใช้!”
พุทธองค์เจียโม่กล่าวเสียงเข้ม
ซูอี้เมินคำขู่เหล่านั้นไปทันที
เขาใช้วิชาจักรวาลในแขนเสื้อและกล่าวกับเหลียนเซิงว่า “เจ้าเข้าไปซ่อนในนี้ก่อน”
พระหนุ่มไม่ได้ขัดขืน เขาแปรเปลี่ยนเป็นลำแสงพุ่งเข้าสู่แขนเสื้อของซูอี้
จากนั้นชายหนุ่มก็หันหลังเตรียมจรจาก
ทว่าทันใดนั้น จู่ๆ สำเภาศึกลำยักษ์ก็ทะยานออกมาจากภายในจักรวาลพร่างดาว!
สำเภาศึกลำนี้บดขยี้ท้องนภา สลายดาราเป็นทางยาว กวาดทะยานเข้ามาทางนี้อย่างอหังการ ทำลายสรรพสิ่งที่ขวางหน้าราวบรรพตศักดิ์สิทธิ์ถาโถม
จักรวาลพร่างดาวสั่นสะท้าน
ซูอี้ขมวดคิ้ว
ทวยเทพทั้งหลายเองก็ประหลาดใจ
เป็นสิ่งเลิศล้ำใดกัน?