บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2093 ร่วมมือกับข้า นับเป็นเกียรติวาสนา
บทที่ 2093 ร่วมมือกับข้า นับเป็นเกียรติวาสนา
สำเภาศึกนั้นยิ่งใหญ่เยี่ยงขุนเขาศักดิ์สิทธิ์ละล่องผ่านจักรวาลพร่างดาว บดขยี้ธารดารา เผยอำนาจคุกคามร้ายแรงยิ่งนัก
เพียงมองจากไกลๆ ไม่ว่าผู้ใดก็ล้วนเกิดความกดดัน
“นั่นคือ ‘สำเภาศึกคล้อยไล่ดารา’ ของตระกูลฉินโบราณ!”
“กล่าวกันว่าตัวสำเภาศึกเช่นนี้แปรเปลี่ยนมาจากสมบัติเทพแห่งยุคสมัยระดับสูงสุด และยามขับเคลื่อนอย่างสุดกำลังก็สามารถกระหน่ำสังหารเทพได้!”
“ตระกูลฉินโบราณ? หรือว่าจะเป็น……”
……บริเวณนั้นมีเสียงหารือดังขึ้นมากมาย
ไม่นานนัก สายตามากมายก็มองมาทางซูอี้
ใครเล่าจะลืมว่าครั้งอยู่ในเมืองแห่งการเริ่มต้น ซูอี้ใช้ไม้เท้าทัณฑ์สวรรค์สังหารนักบวชสูงสุดที่สองฉินเหวินเสี้ยว?
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าสำเภาศึกคล้อยไล่ดาราของตระกูลฉินโบราณนี้ น่าจะมาเพื่อซูอี้!
ชั่วขณะนั้น ทวยเทพมากมายลอบลำพองใจ
ทันใดนั้น ซูอี้ก็กล่าวเบาๆ ว่า “หากภายหน้าเกิดข้อพิพาท พวกเจ้าจะได้ขึ้นไปก่อน”
ทุกผู้ตกใจ “!!!”
ชั่วขณะนี้ พวกเขาล้วนแต่รู้สึกโกรธจนแทบบ้า อยากเต้นเร่าด่ามารดาเสียเหลือเกิน
“หากปฏิเสธและภายหน้าเริ่มสงคราม ข้าจะไม่ไยดีชีวิตของบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านั้นอีก”
ซูอี้จิบสุราอย่างสำราญใจ
“เจ้า……”
ไม่ว่าทวยเทพเหล่านั้นจะบ่มเพาะขัดเกลาอารมณ์มาดีเพียงไร พวกเขาในยามนี้ก็ล้วนขบฟันแน่นแทบแตก
หลังจากสำเภาศึกคล้อยไล่ดาราเคลื่อนเข้ามาจากระยะไกล มันก็หยุดลอยนิ่งอยู่ไกลๆ
จากนั้นตัวตนกลุ่มหนึ่งพลันเดินออกมาที่บริเวณหัวเรือ
มีทั้งชายหญิง บรรยากาศรอบกายยิ่งใหญ่อัศจรรย์นัก
โดยเฉพาะชายชุดแดงผมขาวซึ่งยืนอยู่หน้าสุด เขาเป็นเทพชั้นสูง!
“หือ? สหายเต๋าเริ่น เริ่นเป่ยโหยว! ฮ่าๆๆ พวกเจ้าก็อยู่ที่นี่ด้วยรึ ประเสริฐนัก!”
เมื่อเห็นเริ่นเป่ยโหยว เหวินเซียวและคนอื่นๆ รวมทั้งชายผมขาวในชุดแดงก็อดเสสรวลมิได้
“หากเข้าใจไม่ผิด ครั้งนี้พวกเจ้าเองก็มาจัดการกับซูอี้ผู้นั้นด้วยใช่หรือไม่?”
ชายผมขาวในชุดแดงเอ่ยถามพลางแย้มยิ้ม
เห็นเช่นนี้ ซูอี้ก็เข้าใจทันทีว่าเริ่นเป่ยโหยวและทวยเทพจากขุมกำลังหลักแห่งโลกเทพได้ลอบติดต่อกับตระกูลฉินโบราณตั้งแต่อยู่ในเมืองแห่งการเริ่มต้นแล้ว
มิเช่นนั้น ชายผมขาวในชุดแดงจะไม่มีวันจำเริ่นเป่ยโหยวและคนอื่นๆ ได้ทันทีที่พบหน้า และแสดงท่าทีสนิทสนมเช่นนี้ได้
“นี่……”
พวกเริ่นเป่ยโหยวอึกอักมองหน้ากัน
พวกเขาควรตอบเช่นไรดี?
“กระไรเล่า ไม่ใช่หรือ?”
รอยยิ้มของชายผมขาวในชุดแดงเลือนลง เมื่อตระหนักแล้วว่าสถานการณ์มีบางสิ่งผิดแปลก
เริ่นเป่ยโหยวกระแอมแห้งๆ และกล่าวว่า “พี่ชายร่วมวิถี สถานการณ์ในตอนนี้ค่อนข้างอิหลักอิเหลื่อ โปรดให้ข้า…”
ก่อนที่เขาจะทันพูดจบ ซูอี้พลันขัดขึ้น “ให้ข้าพูดเถอะ”
เขาเก็บไหสุราเข้าไปในแขนเสื้อ ก้าวออกมาข้างหน้า สายตามองไปที่ชายผมขาวในชุดแดงและกล่าวว่า “เจ้ามาหาข้าสินะ?”
“ไม่ผิด!”
สายตาของชายผมขาวในชุดแดงแข็งกร้าวระคนดุดัน “ไอ้หนู เจ้าทำผิดต่อกฎเมืองแห่งการเริ่มต้น ควบคุมไม้เท้าทัณฑ์สวรรค์มาฆ่าฉินเหวินเสี้ยวจากตระกูลข้า เพียงเพราะเรื่องนี้เจ้าก็ต้องตายแล้ว!”
ยอดฝีมือทั้งหลายที่อยู่ข้างกายเขาล้วนเพ่งมองมาอย่างมาดร้าย
“พี่ชายร่วมวิถี โปรดฟังคำอธิบายของข้าเถิด”
เริ่นเปยโหยวกล่าวขึ้นอีกครั้ง “ซูอี้ผู้นี้ เขา……”
ทว่าพูดไม่ทันไรก็ถูกอีกฝ่ายขัดขึ้นอีกแล้ว “เจ้าได้ยินไม่ชัดหรือไร พวกเขามาฆ่าข้า! หากเป็นเช่นนี้ ไยต้องถามมากความ”
ว่าแล้ว ชายหนุ่มพลันเคลื่อนกายผ่านเวหา หนึ่งดาบในมือกวัดแกว่งอยู่กลางหาว
สีหน้าของเริ่นเป่ยโหยว พุทธองค์เจียโม่ เหวินเซียวและเทพทั้งทลายล้วนเปลี่ยนแปร แสนเดือดดาลแทบกระอักเลือด
มีหรือพวกเขาจะไม่เข้าใจว่าในใจของซูอี้กำลังคิดอันใด?
พวกชายผมขาวในชุดแดงจากตระกูลฉินโบราณเองก็ประหลาดใจ พวกเขาไม่คาดคิดเลยว่าซูอี้จะกล้าเสียจนอาจหาญลงมือโจมตีพวกเขาตรงๆ!
“แมลงเม่าบินเข้ากองเพลิง รนหาที่ตาย!”
ชายผมขาวในชุดแดงยิ้มเหี้ยมขณะที่ตวัดมือลงมา
ตู้ม!!
สำเภาศึกคล้อยไล่ดารากู่ก้อง ลำเรืออันยิ่งใหญ่ราวบรรพตศักดิ์สิทธิ์เรืองประกายเจิดจรัส พุ่งทะลวงตรงเข้าใส่ซูอี้
เคร้ง!
อักขระฟาดแหวกผ่านอากาศ ทอรัศมีทองสว่างขวางการโจมตีนี้ไว้อย่างเฉียบพลัน
ผู้ลงมือคือพุทธองค์เจียโม่ เนตรวัชระของเขาวาวโรจน์ ร่างเปี่ยมด้วยเพลิงพุทธะอันไร้ประมาณ และเผยอำนาจอันน่าสะพรึงกลัว
เทพชั้นสูงในบริเวณใกล้เคียงเองก็พุ่งเข้ามาด้วยสีหน้าไม่ชวนมอง
ชีวิตของบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ทั้งหลายล้วนอยู่ในมือของซูอี้ ดังนั้นแม้พวกเขาจะไม่เต็มใจ แต่ก็ไม่อาจอยู่เฉยปล่อยอีกฝ่ายถูกฆ่าได้
“พวกเจ้าทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?”
สีหน้าของชายผมขาวในชุดแดงบิดเบี้ยว “อยากจะเป็นศัตรูกับตระกูลฉินโบราณกันหรือไร!”
ยอดฝีมือจากตระกูลฉินต่างก็โกรธขึ้ง
มีเพียงซูอี้ผู้แย้มยิ้ม ยังคงโจมตีใส่สำเภาศึกคล้อยไล่ดาราอย่างต่อเนื่อง
ดาบเคียงประชิดกู่ร้องยาวนาน ฟาดฟันปราณดาบถาโถม
“ฆ่า!”
ชายผมขาวในชุดแดงแผดเสียงร้อง ทุ่มกำลังโจมตีร่วมกับยอดฝีมือจากตระกูลฉินโบราณคนอื่นๆ
จักรวาลพร่างดาวเดือดพล่าน เกิดเหตุการณ์โกลาหลขึ้นมา
ทวยเทพทั้งหลายอึดอัดใจเสียจนแทบกระอักเลือด แต่ก็จำต้องยอมตายเอาดาบหน้า ลงมือช่วยซูอี้สลายการโจมตีเหล่านี้
ยอดฝีมือตระกูลฉินโบราณทั้งหลายต่างมีโทสะเช่นกัน
ตีให้ตายอย่างไร พวกเขาก็ไม่คาดคิดเลยว่าทวยเทพซึ่งร่วมมือกับพวกเขาก่อนหน้านี้จะช่วยซูอี้จัดการพวกตนแทน!!
“ฆ่า! ฆ่าคนต่างถิ่นพวกนี้ให้หมด!!”
ใครบางคนกู่คำราม
“ว่าแล้วเชียว พวกคนนอกพึ่งพาไม่ได้สักคน!”
มีผู้ตะโกนขึ้นมา
“ตระกูลฉินโบราณของข้าจะไม่มีทางปล่อยพวกเจ้าไป!!”
……ทั่วทุกทิศเกิดจลาจล เสียงด่าทอเอ็ดอึงไม่ขาดสาย
เทพชั้นสูงเหล่านั้นต่างพยายามอธิบายหลายต่อหลายหนในทีแรก แต่เป็นเพราะสถานการณ์ในศึกกำลังเดือดพล่าน คำอธิบายของพวกเขาจึงไร้ผู้ฟังโดยสิ้นเชิง
และไม่มีผู้ใดเชื่อ!
อีกทั้งคนจากตระกูลฉินโบราณเหล่านั้นก็เริ่มโจมตีทวยเทพทั้งหลาย
เทพชั้นกลางบางผู้ถูกสังหารทันที โลหิตกระเซ็นสาดย้อมจักรวาลพร่างดาว
สิ่งนี้ทำให้เริ่นเป่ยโหยว พุทธองค์เจียโม่และคนอื่นๆ ล้วนรำคาญใจ พวกเขาต่างละทิ้งความเกรงใจ เผยเนื้อแท้ พลันโจมตีอย่างเต็มกำลัง
“ฆ่า! ฆ่าไอ้พวกตระกูลฉินโบราณงี่เง่าพวกนี้เสีย!”
เริ่นเป่ยโหยวตวาดอย่างโมโห คว้าสมบัติวิเศษโจมตีสำเภาศึกคล้อยไล่ดารา
“มารดามันเถอะ คิดว่าพวกเรารังแกง่ายนักหรือ?”
เหวินเซียวเองก็เหลืออด เมื่อเห็นความตายอย่างน่าสยดสยองของเทพชั้นกลางสองคนจากศาลปีศาจเก้าลึกล้ำของตน ดวงตาที่ถูกย้อมเลือดแดงก่ำของเขามีหรือจะใส่ใจเรื่องอื่นได้?
เปรี้ยง!
จักรวาลพร่างดาวถิ่นนี้สะท้านไหว คลื่นทำลายล้างโหมกระหน่ำ
ซูอี้ขว้างดาบละล่องข้ามนภาเยี่ยงเส้นแสง วูบไหวในสมรภูมิ และยิ่งลากให้สถานการณ์ทั่วทิศแปรเปลี่ยน
ไม่ว่าเขาจะปรากฏตัวขึ้นที่ใด ชายหนุ่มจะกลายเป็นตาพายุบนสมรภูมิ ก่อพายุประหัตประหารอันน่าเกรงขามเสมอ
คนจากตระกูลฉินโบราณล้วนอยากฆ่าเขา
ขณะที่ทวยเทพช่วยเหลือเขาอย่างสุดกำลังด้วยห่วงชีวิตบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ในกำมือของชายหนุ่ม
ชั่วขณะนั้น เสียงโห่ร้องและฆ่าฟันดังให้ได้ยินทุกแห่งหน สมบัติกระทบกันไปมา เสียงร้องลั่นดังแว่วมาชวนให้หนาวสะท้านเป็นครั้งคราว
“ตาย!!”
ดวงตาของชายผมขาวแดงก่ำ ขณะเหวี่ยงมีดฟาดฟันซูอี้อย่างกระแทกกระทั้น
เคร้ง!!
มีดเล่มนั้นถูกเหวินเซียวขัดขวางไว้
นอกจากนั้น การโจมตีของเริ่นเป่ยโหยวกับพุทธองค์เจียโม่ยังกระแทกร่างชายผมขาวในชุดแดงให้กระเด็นออกไป พวกเขาได้รับบาดเจ็บสาหัส
ซึ่งซูอี้ก็ฉวยโอกาสนี้พุ่งเข้ามา ชายหนุ่มเงื้อดาบในมีดขึ้นก่อนจะฟาดฟันลงมา
ฉัวะ!!
ชายผมขาวในชุดแดงถูกผ่าเป็นสอง ตกตายอย่างอนาถในทันที
ช่วงเวลานี้ เริ่นเป่ยโหยวกับเทพชั้นสูงทั้งหลายล้วนสั่นสะท้านด้วยความตกตะลึงอยู่ในใจ พวกเขาตื่นขึ้นจากภวังค์โทสะเฉียบพลัน เมื่อตระหนักได้ว่ามีบางสิ่งไม่ชอบมาพากล
ชายผมขาวในชุดแดงมีนามว่าฉินไท่เหลย เป็นผู้ทรงอำนาจคนหนึ่งของตระกูลฉินโบราณ
ทันทีที่เขาตาย มันก็เทียบได้กับสร้างความแค้นกับตระกูลฉินโบราณ ไม่ตายไปข้างมิเลิกรา!
มังกรแกร่งไม่รังแกงูเจ้าถิ่น หากตระกูลฉินโบราณล้างแค้นขึ้นมา ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นย่อมร้ายแรงยิ่ง!
“คนก็ตายไปแล้ว ไร้โอกาสหวนคืน สายเกินกว่าจะเสียใจ ความสำคัญที่สุดคือฆ่าให้สิ้น บางทีอาจหยุดข่าวไว้ได้”
เสียงของซูอี้ดังขึ้น
เทพชั้นสูงเหล่านั้นล้วนหน้ามืดมน โกรธจัดเสียจนฟันแทบแหลก
หากเป็นได้ พวกเขาก็อยากบีบคอตัวการอย่างซูอี้ให้ตายเสียเดี๋ยวนี้เลย
แต่สุดท้ายพวกเขาก็ทนไว้
จริงเช่นซูอี้ว่า เรื่องมันเกิดไปแล้ว ไม่มีทางแก้ไข ตรงหน้าพวกเขาจึงเหลือเพียงหนึ่งหนทาง……
ฆ่าศัตรูเสีย!
ฆ่าคนจากตระกูลฉินโบราณทั้งหมดนี่เสีย!!
“ฆ่า!”
“อย่าปล่อยผู้ใดหนีไปได้!!”
“ตระกูลฉินโบราณบ้าบออันใด คิดจริงๆ หรือว่าพวกตนคือเจ้าถิ่นบนวิถีแห่งบรรพเทวา แล้วจะไม่มีพวกเราในสายตาก็ได้?”
“ฆ่าเสียให้สิ้น!”
……ท่ามกลางเสียงเอ็ดอึง ทวยเทพทั้งหลายล้วนเผยจิตสังหาร โจมตีอย่างสุดกำลัง เผยอานุภาพอันน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเมื่อครู่
ไม่นานนัก สำเภาศึกคล้อยไล่ดาราซึ่งมีขนาดเท่ากับบรรพตศักดิ์สิทธิ์ก็เสียหาย จนสุดท้ายก็แหลกสลายไป
ยอดฝีมือจากตระกูลฉินโบราณซึ่งมากับฉินไท่เหลยต่างตกตายในการล้อมโจมตี ไม่เหลือผู้ใดได้รับการละเว้น
ทางฝั่งโลกเทพเสียเทพชั้นกลางไปเก้าคน ขณะที่ผู้อื่นบาดเจ็บมากน้อยแตกต่างกัน
มหาศึกจบลงแล้ว
จักรวาลพร่างดาวพังทลาย ร่องรอยแห่งศึกพร่างพร้อยทุกแห่งหน
ซากผุพังของสำเภาศึกคล้อยไล่ดาราลอยคว้างเช่นอุกกาบาต เล่าขานความร้ายแรงแห่งสงครามเมื่อครู่ได้ทั้งหมดโดยไม่ต้องอาศัยถ้อยคำใด
สีหน้าของทวยเทพมืดมน ไร้ผู้ใดรู้สึกเปรมปรีดิ์ หัวใจของพวกเขาหนักอึ้ง อกจวนจะระเบิดอยู่รอมร่อ
ถูกซูอี้หลอกใช้อีกครั้งจนสร้างความแค้นกับตระกูลฉินโบราณ ผู้ใดจะไม่โกรธเคืองบ้าง?
ณ ที่แห่งนั้น อาภรณ์เขียวของซูอี้พลิ้วตามลม เนื้อผ้าสะอาดสะอ้าน เขายกไหสุราขึ้นดื่ม
สายตาของเขากวาดมองสีหน้าอันดูไม่ได้เสียยิ่งกว่าสิ้นบุพการีของทวยเทพแล้วอดขำมิได้
“ยังจะขำอีก! ซูอี้ เจ้าเล่นพอหรือยัง! หากกดดันเรามากเข้า เราจะไม่สนอันใดแล้วนะ!!”
เหวินเซียวเดือดดาลจนสบถด่าออกมา
คนอื่นๆ เองต่างก็ถลึงตามองซูอี้อย่างโกรธเคือง
“สงบโทสะเถิด หากภายหน้าพวกเจ้าถูกตระกูลฉินโบราณไล่ล่า จะผลักทุกสิ่งลงหัวข้าก็ได้”
ขณะร่ำสุรา ชายหนุ่มก็กล่าวว่า “นอกจากนั้น สินสงครามของตระกูลฉินโบราณ ข้าให้พวกเจ้าหมดเลย ไม่ต้องเกรงใจ ถือเสียว่าเป็นรางวัลตอบแทน”
ทุกผู้ “……”
บ๊ะ!
นี่คือสินสงครามที่พวกเขาเข่นฆ่าได้มาเอง ต้องยกให้กันด้วยหรือ?
และปากบอกรางวัลตอบแทนอันใด ไร้ยางอายที่สุด!!
ทว่าซูอี้ดูจะไม่ทันสังเกตเห็นสายตาเคืองแค้นของคนทุกผู้ และกล่าวกับตนเองว่า
“เรื่องมันเกิดไปแล้ว โกรธไปก็เท่านั้น ข้ามีข้อเสนอแนะ พวกเจ้าร่วมมือกับข้าทำลายตระกูลฉินโบราณในภายภาคหน้า แล้วแบ่งสมบัติในตระกูลโบราณนี้กันเป็นไร?”
“เจ้ายังคิดจะใช้เรามาสู้กับศัตรูอีกหรือ? ฝันไปเถอะ!!”
พุทธองค์เจียโม่และเทพจากสำนักพุทธทั้งหลายเดือดดาลจนขันติแตก พวกเขากล่าวขึ้นเสียงเข้มว่า “หากเจ้ากล้าไม่คืนบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านั้นมาก่อนออกจากทะเลดาราเทพผันแปร ข้าจะให้เจ้าใช้ชีวิตอย่างเลวร้ายกว่าตายแน่นอน!”
ทวยเทพผู้อื่นเองก็เปี่ยมจิตสังหาร
ต่อหน้าคำขู่นี้ ซูอี้กลับทำเพียงยิ้มแล้วกล่าวว่า
“พวกเจ้าควรทราบอยู่แล้วว่าบนวิถีแห่งบรรพเทวานี้ ข้าถือครองวัฏสงสาร มีเปลวเพลิงแห่งยุคสมัย ซึ่งเรียกได้แล้วว่าไร้เทียมทาน”
“และยามนี้ ข้ายินยอมให้โอกาสร่วมมือกับพวกเจ้า เจ้าก็ควรรู้สึกว่าเป็นเกียรติวาสนาแล้ว”
“แน่นอน หากพวกเจ้าไม่คิดถนอมไว้ ก็ถือเสียว่าข้ามิได้พูดแล้วกัน”
ว่าแล้ว หนึ่งมือเขาถือไหสุรา อีกมือไพล่หลัง เดินจากไปไกล
ทิ้งวาจาสะท้อนไว้บนจักรวาลพร่างดาว
ในขณะเดียวกัน ทวยเทพทั้งหลายต่างมองหน้ากัน และอดตกอยู่ในภวังค์ความคิดไม่ได้