บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2094 เนตรสวรรค์
บทที่ 2094 เนตรสวรรค์
จักรวาลพร่างดาวกว้างใหญ่
ซูอี้เดินอยู่ตรงด้านหน้าเพียงลำพัง
ทวยเทพทั้งหลายติดตามอยู่เบื้องหลัง
“ข้าว่าเราควรใช้กลยุทธ์ลวงร่วมมือกับอสรพิษ จับมือกับซูอี้กันก่อน”
ทันใดนั้น เหวินเซียวก็กล่าวกับผู้อื่นผ่านกระแสปราณ
เพียงหนึ่งประโยคนั้น ผู้คนมากมายต่างขมวดคิ้ว เผยความไม่อภิรมย์ออกมาอย่างชัดเจน
“ร่วมมือ? เจ้าพูดออกมาได้! เราเป็นอริกับเขาอยู่ เข้ากันไม่ได้ราวน้ำกับไฟ จะร่วมมือกันได้เช่นไร?”
พุทธองค์เจียโม่ปฏิเสธก่อนใคร “ลืมความอัปยศที่เผชิญในเมืองแห่งการเริ่มต้นไปแล้วหรือ? ลืมแล้วหรือว่าบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ทั้งหลายกลายเป็นตัวประกันไปเช่นไร? ลืมแล้วหรือว่าคนบาปนั่นยืมมือเราฆ่าคนจากตระกูลฉินโบราณเช่นไรเมื่อครู่?”
คำถามนี้ทำให้สีหน้าของเหวินเซียวออกจะดูมิได้เล็กน้อย
“พี่ชายร่วมวิถีสงบโทสะก่อน ในเมื่อเหวินเซียวบอกว่าร่วมมือกับอสรพิษ เขาต้องมีเหตุผลอยู่เป็นแน่ ฟังให้ละเอียดก่อนก็มิเสียหาย”
เริ่นเป่ยโหยวกล่าวเสียงเข้ม
วาจาเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจากทวยเทพบางผู้
เหวินเซียวจึงอธิบายให้เหตุผลทันที
“ในเมืองแห่งการเริ่มต้น คนผู้นี้ควบคุมไม้เท้าทัณฑ์สวรรค์ กลองฟ้องร้อง และคันฉ่องเทพกระจ่างชัดได้ตามใจนึก สังหารฉินเหวินเสี้ยวและสยบผู้คนทั้งมวลสิ้นในกระบวนท่าเดียว”
“และในทะเลดาราเทพผันแปรนี้ ไม่ว่าเขาจะเข้าไปในโลกเร้นลับใด เขาก็จะได้รับโอกาสในการบรรลุเทพภายในนั้นมาได้อย่างง่ายดาย ไม่เคยประสบอุปสรรคกั้นขวางใดเลย”
“เพราะเหตุใด?”
“ข้าเชื่อว่าทุกท่านคงพอเดาได้แล้วในใจว่า เรื่องทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกับอำนาจวัฏสงสารและเปลวเพลิงแห่งยุคสมัยในมือ!”
เมื่อกล่าวเช่นนี้ ดวงตาของทวยเทพมากมายวูบไหว ครุ่นคิดอย่างจริงจัง
เหวินเซียวกล่าวต่อ “และเราก็ได้แตกหักกับตระกูลฉินโบราณแล้วในยามนี้ จึงไม่ต้องคิดก็รู้ได้ทันทีว่าเมื่อเราข้ามทะเลดาราเทพผันแปรมาถึงเขตเทพโบราณ ตระกูลฉินโบราณจะล้างแค้นพวกเราแน่นอน!”
“ด้วยเหตุนี้ การเลือกร่วมมือกับซูอี้จึงไม่นับเป็นเรื่องเสียหาย”
หลังจากฟังจบ เหล่าทวยเทพพลันเงียบกริบ
พุทธองค์เจียโม่ขมวดคิ้วกล่าวเสียงเย็น “เจ้าเห็นเพียงประโยชน์ แต่ไม่ได้เห็นถึงผลเสียในการทำเช่นนี้เลย!”
“อย่าว่าแต่สิ่งอื่น ขอเพียงเราเลือกร่วมมือกับซูอี้ เชื่อหรือไม่ พวกเราจะกลายเป็นศัตรูร่วมของขุมกำลังทั้งหมดบนวิถีแห่งบรรพเทวานี้ทันที?”
คำพูดนั้นทำให้หลายต่อหลายผู้สีหน้าเปลี่ยน
ถูกต้อง ซูอี้ผู้ถือครองเปลวเพลิงแห่งยุคสมัยและวัฏสงสารนั้นถูกขุมกำลังท้องถิ่นมากมายบนวิถีแห่งบรรพเทวาหมายหัวมาเนิ่นนาน
หากร่วมมือกับเขา แม้จะเป็นเพียงการแสร้งทำ ในสายตาขุมกำลังท้องถิ่นเหล่านั้น พวกเขาก็ยังถูกเหมารวมเป็นพวกของซูอี้อยู่ดี!
เมื่อเข้ามาพัวพัน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็ยิ่งร้ายแรง!
ชั่วขณะนั้น ทุกผู้ล้วนลังเล
“ยังมีอีกทาง”
เริ่นเป่ยโหยวพลันกล่าวว่า “เราเปิดศึกกับตระกูลฉินโบราณก่อนหน้านี้เป็นเพราะถูกบังคับ มิอาจหาทางเลือกอื่นได้ หลังจากไปถึงเขตเทพโบราณ เราก็ลอบติดต่อกับตระกูลฉินโบราณและอธิบายเรื่องทั้งหมดให้กระจ่าง เพื่อกระชับสัมพันธ์กับตระกูลฉินโบราณอีกครั้งสิ”
“ขณะเดียวกัน เราก็ร่วมมือกับซูอี้เหมือนเดิม แค่หาโอกาสประสานร่วมกับตระกูลฉินโบราณรวบตัวซูอี้ให้ได้ในเฉียบพลันก็สิ้นเรื่อง!”
ทันทีที่วาจานี้ถูกกล่าว ดวงตาของเทพมากมายก็สว่างวาบ
หากเป็นเช่นนี้ได้ ก็ย่อมประเสริฐสุด!
กระทั่งพุทธองค์เจียโม่ยังเลิกโต้แย้ง เห็นได้ชัดว่ายอมรับข้อเสนอของเริ่นเป่ยโหยว
“เช่นนั้นก็ตามนี้!”
ไม่นานนัก ทุกผู้ก็ตัดสินใจ จากนั้นเหวินเซียวก็เข้าไปเจรจาร่วมมือกับซูอี้ด้วยตนเอง
“เป็นการตัดสินใจที่ฉลาด” ซูอี้ตอบรับด้วยรอยยิ้ม
เหวินเซียวลิงโลดในใจ ทว่ากล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย “เงื่อนไขของการร่วมมือนี้คือ ก่อนออกจากทะเลดาราเทพผันแปร เจ้าต้องปล่อยบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านั้น!”
ซูอี้พยักหน้ากล่าว “ข้าจะไม่ผิดคำพูด แต่ข้าก็มีหนึ่งเงื่อนไขเช่นกัน”
เหวินเซียวขมวดคิ้วกล่าว “ว่ามา”
ซูอี้กล่าว “บนวิถีต่อจากนี้ ไม่ว่าจะพบอันตรายใด พวกเจ้าห้ามอยู่เฉย”
เหวินเซียวแค่นเสียงเย็น “อย่าห่วงเลย”
ซูอี้ยิ้มพลางกล่าวออกมาว่า “อยากฟังข้าพูดต่อหรือไม่?”
เหวินเซียวว่า “เจ้าว่ามาสิ”
ซูอี้กล่าวแฝงนัย “ถนอมโอกาสนี้ให้จงดี อย่าเสียมันไปง่ายๆ เล่า”
เหวินเซียวนิ่งไป ก่อนจะกล่าวเสียงเย็น “ข้าก็ขอแนะนำว่าทำให้ดีที่สุดเสียแล้วกัน อย่าคิดว่าหลังร่วมมือกัน เจ้าจะใช้งานเราได้ตามใจ!”
ซูอี้เสสรวลพลางกล่าวว่า “การกระทำบ่งบอกชัดกว่าวาจา รอดูเลย”
……
สามวันต่อมา
ภายในโลกเร้นลับแห่งหนึ่ง
ซูอี้ผู้ได้รับอำนาจเทพชั้นหนึ่งมาหนึ่งชิ้น และกำลังนั่งขัดสมาธิเพ่งจิตอยู่บนพื้น
ตู้ม!
พื้นที่ไกลออกไปพลันบังเกิดเสียงดังลั่น สะเทือนทั่วทั้งพิภพแดนสรวง เกิดรอยร้าวขึ้นบนอากาศ
แสงทองสายหนึ่งแหวกเวหามาปรากฏไม่ห่างจากซูอี้นัก ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นวานรสูงหนึ่งจั้งตัวหนึ่ง
วานรนั้นมีคู่เนตรทองเรืองรองเยี่ยงเปลวเพลิง ขนนุ่มดุจแพรไหม ปราณฮุ่นตุ้นวนเวียน หว่างคิ้วมีลวดลายฮุ่นตุ้นปรากฏ
โครงกระดูกหนา ปราณดุดันน่าเกรงขาม พิรุณแสงฮุ่นตุ้นพร่างพรมอยู่เบื้องหลัง ปรากฏเค้าสี่กรสองเศียรเลือนรางเป็นภาพมายา
เพียงยืนเฉยๆ ก็ให้ความรู้สึกราวมี ‘สามเศียรหกกร’ เพิ่มอำนาจดุร้าย
นี่คือวานรน้อย ทารกเทพผู้ถือกำเนิดจากที่มาฮุ่นตุ้นแห่งแดนเซียน!
ทว่าแตกต่างจากกาลก่อน วานรน้อยในยามนี้แปรเปลี่ยนไปแล้วอย่างน่าอัศจรรย์ มันเปี่ยมด้วยอำนาจคุกคาม ไม่ได้ด้อยไปกว่าเทพชั้นกลางขอบเขตรังสรรค์สุดขั้วเลย!
เมื่อมาถึงข้างกายซูอี้ วานรน้อยพลันเก็บปราณดุร้ายของมันกลับ นั่งลงบนโขดหินด้านข้าง ควานผลึกศิลาจิตเทพในอ้อมแขนออกมาเคี้ยวกลืนราวถั่วหวาน
นี่คือของที่มันหาได้จากโลกเร้นลับแห่งนี้ มันก่อเกิดจากเสี้ยวจิตวิญญาณเทพ บรรจุเสี้ยวปราณเทพไว้
หลังจากกินผลึกศิลาจิตเทพเข้าไป วานรน้อยก็หยิบโอสถเทพเข้าปาก เคี้ยวและกลืนเข้าไปคำโต
โคเคี้ยวดอกโบตั๋น กลืนอินทผลัมทั้งลูก ยังไม่อาจนำมาบรรยายภาพนี้ได้
หนึ่งเดือนมานี้ ซูอี้พิชิตโลกเร้นลับมาหลายแห่ง เขาจะรับหน้าที่จัดการกับอำนาจเทพ ในขณะที่วานรน้อยรับหน้าที่ตรวจสอบรวบรวมสมบัติภายในโลกเร้นลับ
ท้ายที่สุด รางวัลทั้งหมด หนึ่งคนหนึ่งวานรแบ่งกันคนละครึ่ง
“เอิ๊ก~”
ไม่นานนัก วานรน้อยก็เรอออกมา อุ้งมือลูบพุงกลมกลึงอย่างสุขสำราญ
พิรุณแสงฮุ่นตุ้นคล้อยเคลื่อนบนร่าง เลือดลมกู่ก้องราวเดือดพล่านในเตา เห็นได้ชัดว่ามีบางอย่างกำลังแปรเปลี่ยนไป
ซูอี้ผู้ทำสมาธิอยู่ไม่ไกลลืมตาขึ้นเงียบๆ และเมื่อเห็นความเปลี่ยนแปลงของวานรน้อย เขาก็อดรำพึงมิได้
นี่แลหนา ความผิดปกติของทารกเทพ เกิดมาก็เป็นเทพแล้ว เพียงกลืนกินสมบัติทั้งหลายที่อัดแน่นด้วยอำนาจเทพก็พัฒนาต่อ ปลุกอำนาจโดยกำเนิดในกายขึ้นได้!
‘หากไม่มีสิ่งใดผิดแปลก วานรนี้ก็ต้องการเพียงให้ตนพัฒนาจนถึงขั้นควบแน่น ‘สามเศียรหกกร’ ได้อย่างแท้จริง และถึงยามนั้น อำนาจโดยกำเนิดในสายเลือดก็จะถูกปลุกขึ้น อำนาจต่อสู้นี่เกรงว่าคงเทียบกับเทพชั้นสูงได้!’
ซูอี้กล่าวในใจ
ด้วยประสบการณ์ในอดีตชาติของหลี่ฝูโหยว เขาสามารถตัดสินรายละเอียดของวานรน้อยนี่ได้เพียงชำเลืองมอง
ทันใดนั้น ซูอี้ก็ส่ายหัว และไม่คิดมากเกี่ยวกับมันอีก
เขาแบมือออก
พรึ่บ!
เปลวเพลิงแห่งยุคสมัยลุกโชน
ท้องนภาในยามนี้ระริกไหว โลกเร้นลับทั้งใบสะเทือนสั่น บังเกิดกฎบัญญัตินับไม่ถ้วนรวมตัวบนท้องนภาเหนือศีรษะซูอี้ราวพายุก่อตัว
และเปลวเพลิงแห่งยุคสมัยในมือของซูอี้ก็วูบไหว สร้างอำนาจล่องหนซึ่งลากกฎบัญญัติบนท้องนภาเหล่านั้นเข้าหาตนอย่างต่อเนื่อง
ภายในใจของซูอี้ในยามนี้บังเกิดความกระจ่างแจ้งอีกอย่าง
ขอเพียงเขาคิดจะทำ ชายหนุ่มก็สามารถใช้อำนาจเปลวเพลิงแห่งยุคสมัยลบโลกเร้นลับสักแห่งให้หายสาบสูญได้!
เพราะเปลวเพลิงแห่งยุคสมัยเหนือล้ำครอบงำกฎบัญญัติแห่งโลกเร้นลับ!
และการพัฒนาข้อนี้ของเปลวเพลิงแห่งยุคสมัยก็เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้
ช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ เปลวเพลิงแห่งยุคสมัยได้กลืนกินอำนาจเทพไปสิบกว่าชิ้นซึ่งล้วนแต่นับเป็นอำนาจเทพชั้นหนึ่งทั้งสิ้น
ในหมู่พวกมันกระทั่งมีอำนาจเทพไร้เทียมทานแท้จริงอยู่หนึ่งชิ้น!!
สารอาหารทั้งหมดนี้ได้ก่อให้เกิดเปลวเพลิงแห่งยุคสมัยพัฒนาแตกต่างจากก่อนหน้านี้อย่างเห็นได้ชัด
ปราณของมันหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ แม้มันจะดูเหมือนลูกเพลิงดวงน้อยที่ถือไว้ในมือได้ แต่กลับให้ความรู้สึกหนาแน่น ยิ่งใหญ่
ดุจบงการฮุ่นตุ้นในมือ!
นอกจากนั้น ซูอี้ยังสัมผัสจากปราณของเปลวเพลิงแห่งยุคสมัยได้ชัดเจนว่า โลกเร้นลับทั้งหลายทั่วทะเลดาราเทพผันแปรล้วนถูกกฎมหาวิถีอันลึกลับและร้ายแรงประเภทหนึ่งปกคลุม
มองปราดเดียวเขาก็ตัดสินได้ว่า โลกเร้นลับสักแห่งมีขนาด ความแข็งแกร่ง และอำนาจกฎบัญญัติที่อยู่ภายในนั้นมีมากน้อยเพียงไร
อีกทั้งยังสัมผัสได้ถึงบริเวณรอบข้างซึ่งอยู่ในขอบเขตทะเลดาราเทพผันแปรและเหตุการณ์ต่างๆ ได้ด้วย
สิ่งนี้เป็นเรื่องอัศจรรย์ราวกับเกิด ‘เนตรสวรรค์’ ประจักษ์แก่สรรพสิ่งในทะเลดาราเทพผันแปรนี้
ทว่าเมื่อเก็บเปลวเพลิงแห่งยุคสมัยไป เขาก็ไม่อาจทำเช่นนี้ได้อีก
และนี่คือความอัศจรรย์ของเปลวเพลิงแห่งยุคสมัยหลังการพัฒนา
‘หากเปลวเพลิงแห่งยุคสมัยได้กลืนกืนอำนาจเทพ รวบรวมอำนาจกฎบัญญัติในทะเลดาราเทพผันแปรต่อไป มันไม่ได้หมายความว่า เพียงหนึ่งคำนึงก็เพียงพอแปรเปลี่ยนกฎบัญญัติบนวิถีแห่งบรรพเทวาได้แล้วหรือ?’
เมื่อความคิดนี้เด้งขึ้นมาในใจซูอี้ เขาก็อดผงะในใจมิได้
หรือนี่จะเป็นประโยชน์ที่แท้จริงของเปลวเพลิงแห่งยุคสมัย?
มันไม่ใช่แค่กุญแจเปิดวิถีแห่งบรรพเทวาเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีศักยภาพพอจะปกครองวิถีแห่งบรรพเทวานี้ด้วยหรือ?
หากเป็นเช่นนั้น ชาติแรกก็ไม่ได้ทิ้งวัตถุสะบั้นกฎนี้ให้เขาแค่เพื่อช่วยบรรลุเทพอย่างเดียวแล้ว!
……
ทวยเทพทั้งหลายกำลังรออยู่ข้างนอก
“หือ? สหายเต๋าเริ่นกลับมาแล้ว”
มีผู้กระซิบขึ้น
ทุกคนต่างใจชื้น เงยหน้ามองตาม และจริงเช่นนั้น พวกเขาเห็นร่างของเริ่นเป่ยโหยวเคลื่อนเข้ามาจากไกลๆ
“เป็นเช่นไรบ้าง?”
ฟู่อวิ๋นก้าวเข้ามาทักทาย
สองวันก่อน หลังซูอี้เข้าสู่โลกเร้นลับนั่นไม่นาน เริ่นเป่ยโหยวก็ออกเดินทางตามลำพัง
“มีเหตุการณ์พลิกผันอยู่บ้าง แต่ก็เป็นไปได้สวย”
เริ่นเป่ยโหยวกล่าว
ว่าแล้ว เขาก็สนทนาลับกับทุกผู้
ครู่ต่อมา แววปรีดาพลันปรากฏบนใบหน้าของคนทุกผู้ อารมณ์รื่นเริง บรรยากาศหดหู่เศร้าหมองอันอัดอั้นในใจคนทุกผู้ตลอดมาสลายไปมากนัก
“ไม่ว่าผลลัพธ์เรื่องนี้จะเป็นเช่นไร บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านั้นต้องถูกปล่อยตัวก่อนออกจากทะเลดาราเทพผันแปร”
พุทธองค์เจียโม่กล่าวเสียงเข้ม
ทุกผู้พยักหน้า
นั่นคือสิ่งที่พวกเขาใส่ใจที่สุด
ในขณะเดียวกัน ไกลออกไป ร่างของซูอี้ได้เดินออกจากโลกเร้นลับนั่นแล้ว
“พวกเจ้าคุยอันใดกัน ดูจะยินดียิ่งนัก”
ซูอี้ถามหลังจากครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง
ทันใดนั้น ทวยเทพต่างหยุดการสนทนาลับ สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา เผยท่าทีไม่อยากยุ่งกับซูอี้
จะให้ทำเช่นไรได้ แค่เห็นซูอี้ พวกเขาก็เดือดดาล ใบหน้าบูดเบี้ยวราวกลืนแมลงวันเข้าไปแล้ว!