บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2095 คนเรือ
บทที่ 2095 คนเรือ
เริ่นเป่ยโหยวกล่าวเสียงเข้ม “ในอีกสองวัน เจ้าจะไปถึงจุดจบของวิถีฝึกฝน ณ ทะเลดาราเทพผันแปรนี้แล้ว ยังไม่คิดปล่อยบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านั้นอีกหรือ?”
ทันใดนั้น ทุกสายตาต่างมองซูอี้เป็นตาเดียว
“ว้าวุ่นใจไปไย เมื่อข้าจากทะเลดาราเทพผันแปรนี้ ข้าจะเติมเต็มสัจจะแน่นอน”
ซูอี้แย้มยิ้ม สองมือไพล่หลัง หันทะยานไปไกล
ทวยเทพทั้งหลายมองหน้ากัน ก่อนจะออกเดินทางตามไปโดยไม่พูดจา
ระหว่างทาง ซูอี้พลันกล่าวขึ้น “เจ้ารู้ได้เช่นไรว่าอีกสองวัน เราจะไปถึงจุดจบทะเลดาราเทพผันแปรได้?”
หัวใจของเริ่นเป่ยโหยวเย็นเยียบ กล่าวขึ้นว่า “ข้าเคยไปมาก่อน”
ซูอี้รับคำในคอ กล่าวว่า “เรือข้ามฟากยังอยู่ที่นั่นหรือไม่?”
“อยู่”
“แล้วคนเรือเล่า?”
“ก็อยู่”
“ระหว่างทางไม่พบอุบัติเหตุใดๆ เลยหรือ?”
ซูอี้ถามอีกครั้ง
เริ่นเป่ยโหยวแค่นเสียงเย็นเยียบ “เจ้าคิดว่าข้าต้องประสบอุบัติเหตุหรือไร?”
“เปล่า ข้าแค่รู้สึกว่าสกุลฉินโบราณไม่มีทางรามือ แต่ยามนี้กำลังของพวกเขากลับไม่ปรากฏ นับว่าผิดปกตินิดหน่อย”
ซูอี้ครุ่นคิด “แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก ในเมื่อการเดินทางไร้เภทภัย ก็ควรรื่นเริงเข้าไว้”
ว่าจบ ชายหนุ่มจึงเดินต่อโดยไม่สนใจเริ่นเป่ยโหยวอีก
ทว่าขณะนี้ ทวยเทพทั้งหลายล้วนเคลือบแคลงสงสัย
“คนบาปรับรู้อันใดอยู่หรือไม่?”
“อย่าห่วงเลย แม้จะสังเกตเห็นความผิดปกติ สถานการณ์โดยรวมก็ไม่เปลี่ยนหรอก”
พวกเขาเสวนาขณะตามซูอี้ไป
……
สองวันต่อมา
ไกลออกไปปรากฏวังวนยิ่งใหญ่บนจักรวาลพร่างดาว บิดเบือนสุญตาถล่มสลายราวปากกว้างอ้ากำลังสูบกลืนจักรวาล
ที่นั่นคือทางออกทะเลดาราเทพผันแปร มีอีกสมญาว่าเรือข้ามฟาก
และตรงหน้าเรือข้ามฟากมีสนามเต๋ายักษ์อันเทียบกับแดนดินได้อยู่แห่งหนึ่ง
บนสนามเต๋ามีเสาสำริดสามพันต้น แต่ละต้นเปรียบเช่นบรรพตเดียวดายตระหง่านฟ้า มีลวดลายวิถีเทพลึกลับเกินเข้าใจสลักเสลาไว้บนพื้นผิว
นั่นคือ ‘เสาเทพสามสหัส’ !
กล่าวกันว่าเสาเทพสามสหัสนั้นเทียบได้กับอำนาจผดุงเสถียรอันพิทักษ์ค้ำจุนทะเลดาราเทพผันแปรนี้
แม้จะบังเกิดมหาหายนะยิ่งใหญ่ แต่ทะเลดาราเทพผันแปรนี้จะไม่พังทลายเพราะมีเสาเทพสามสหัสอยู่
และที่เรือข้ามฟากก็มีคนเรือผู้หนึ่งอยู่เสมอ
คนเรือคือตำแหน่งซึ่งรับผิดชอบชี้นำเหล่าผู้รับบททดสอบผู้มาถึงที่นี่สู่เขตเทพโบราณ
“ในที่สุดก็มาถึงที่นี่”
เมื่อเห็นเรือข้ามฟากจากไกลๆ สีหน้าของทวยเทพทั้งหลายต่างแปรเปลี่ยนเป็นซับซ้อน
ซูอี้เสสรวลเอ่ยเย้า “ยังจำความครุ่นแค้นสิ้นกำลังที่เผชิญระหว่างทางได้หรือไม่?”
ทวยเทพ “……”
หากไม่พูดก็แล้วไป แต่ขอเพียงเอ่ยวจีก็ไม่อาจทานทนไหว! ความแค้นทั้งเก่าใหม่ล้วนสั่งสมเบ่งบานจากก้นบึ้งหัวใจราวศิลาหลอมปะทุออก สีหน้าคนดำคล้ำลงอย่างยิ่ง
“เจ้ารับปากไว้ว่าเมื่อมาถึง เจ้าจะปล่อยบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ทั้งหลาย”
พุทธองค์เจียโม่กล่าวเสียงลุ่มลึก “หากเจ้ากล้าคืนคำ เรารับปากว่าที่นี่จะเป็นหลุมฝังศพเจ้า!”
ทวยเทพผู้อื่นเองก็ต่างจับจ้องตาเขม้น
ซูอี้กล่าวอย่างจนใจเล็กน้อย “ระหว่างทางมานี้ พวกเจ้าต้องย้ำคำเดิมสักกี่รอบกัน? หากเป็นนักเล่านิทานในโลกปุถุชนล่ะก็ มีหวังโดนผู้ฟังด่าสาดเสียเทเสียเอาแน่”
ทวยเทพ “……”
“ไปกันเถอะ ข้าจะปล่อยคนยามถึงเรือข้ามฟาก”
ซูอี้ส่ายหน้าแล้วเดินไปยังเรือข้ามฟากอันห่างไกล
ทวยเทพทั้งหลายฝืนตนสะกดจิตสังหารไว้ในใจขณะไล่ตาม
“ขอบังอาจถาม ท่านคือซูอี้ ใต้เท้าซูหรือ?”
บนเรือข้ามฟาก หนึ่งเสียงดังขึ้นอย่างโรยราทว่าทรงอำนาจ
และลึกเข้าไปในป่าเสาเทพสามสหัส ชายชราผู้หนึ่งเดินออกมา
เขาสวมอาภรณ์ยาวสีเทา ในมือถือม้วนหนังสือ เรือนผมยาวสีเทาขาวสยายระเอว ใบหน้าสะอาดสะอ้าน ปราณหนาหนัก
“เจ้าคือ?”
ซูอี้มองสบ
ชายชราอาภรณ์ยาวเดินเข้ามาคำนับด้วยรอยยิ้ม “ตาเฒ่าผู้น้อยมู่เทียนฉี คนเรือแห่งทะเลดาราเทพผันแปรผู้มาพิทักษ์ที่นี่แต่เนิ่นนาน”
“เจ้ารู้เกี่ยวกับข้าแล้วหรือ?”
ซูอี้ประหลาดใจ
คนเรือมู่เทียนฉีพยักหน้ากล่าว “ไม่นานมานี้ นักบวชสูงสุดที่สามของเมืองแห่งการเริ่มต้น ฉู่ซิงชวีส่งข้อความแจ้งตาเฒ่าผู้น้อยว่าใต้เท้าซูมาถึงทะเลดาราเทพผันแปรแล้ว ตาเฒ่าผู้น้อยจึงรออยู่ที่นี่มาตลอด”
“เช่นนี้เอง”
ซูอี้พลันประจักษ์แจ้ง
“ใต้เท้าซู เชิญ”
คนเรือมู่เทียนฉีคำนับด้วยรอยยิ้ม
ซูอี้โบกมือกล่าว “อย่าห่วงเลย ก่อนข้าจะขึ้นเรือ มีเรื่องหนึ่งที่ข้าไม่เข้าใจ หวังว่าเจ้าจะช่วยแถลงไข”
มู่เทียนฉีผงะไป ก่อนจะกล่าวอย่างเคร่งขรึม “นี่เป็นเกียรติของตาเฒ่าผู้น้อย เชิญใต้เท้าซูกล่าวมาเถิด”
ซูอี้กล่าวเสียงเรียบ “เมืองแห่งการเริ่มต้นมีกฎของเมืองแห่งการเริ่มต้น ทะเลดาราเทพผันแปรก็มีกฎของทะเลดาราเทพผันแปร ในฐานะคนเรือ เจ้าพิทักษ์ที่นี่มาตลอด แต่ไฉนจึงปล่อยให้มีเทพเข้ามาในทะเลดาราเทพผันแปรได้?”
ทวยเทพซึ่งตามมาไกลๆ ต่างผงะไป นี่ซูอี้กำลังทวงถามเอาผิดกับคนเรืออยู่หรือ!?
มู่เทียนฉียิ้มอย่างขมขื่น อธิบายออกมาว่า “เรียนใต้เท้าซูตามจริง ตลอดกาลมานี้เกิดเหตุแปรเปลี่ยนร้ายแรงในทะเลดาราเทพผันแปร และเมื่อไร้การสะกดขวางของอำนาจวัฏสงสาร อำนาจกฎเกณฑ์บางอย่างในทะเลดาราเทพผันแปรจึงถูกกัดกร่อนทำลายไป”
“กระทั่งตาเฒ่าผู้น้อยก็ไร้กำลังจะแปรเปลี่ยนสรรพสิ่งนี้”
ว่าแล้วเจ้าตัวพลันถอนหายใจ
ซูอี้แค่นเสียงอย่างเย็นชา “ข้าว่าเจ้าละเลย เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ไม่กล้าทำอันใดมากกว่า จริงหรือไม่?”
วาจานั้นไร้ความเกรงใจ ไร้เมตตาราวกำลังตำหนิผู้กระทำผิด
ทวยเทพทั้งหลายล้วนประหลาดใจ ซูอี้ผู้นี้บ้าไปแล้วหรือไร กล้าล่วงเกินคนเรือเช่นนี้ นี่เขาไม่อยากออกจากทะเลดาราเทพผันแปรแล้วหรือ?
สีหน้าของมู่เทียนฉีเองก็ยากมอง ดูเดือดดาลทว่าไม่กล้าเอ่ยเป็นวจีขัด
“กระไรหรือ คิดว่าข้าผิดหรือไร?”
ซูอี้กล่าวเสียงเย็น การวางตัวของเขายิ่งทวีความแข็งกร้าว
มู่เทียนฉีคอตกลงกล่าว “ตาเฒ่าผู้น้อยไม่กล้าหรอก”
เริ่นเป่ยโหยวอดกล่าวมิได้ “ซูอี้ นี่เจ้าเป็นคนเช่นไร? ยังคิดล่วงเกินคนเรือให้เราไปต่อสู้กับคนเรือหรือ? บอกให้นะ เราไม่ช่วยเจ้าหรอก!!”
ทวยเทพผู้อื่นเองก็พยักหน้า
พวกเขาล้วนเคลือบแคลงว่าซูอี้อยากยืมมือพวกเขาไปรับมือคนเรือ
บ้าไปแล้ว!
“ไม่ต้องคิดหรอก ข้ามิคาดให้พวกเจ้าช่วยอยู่แล้ว”
ซูอี้ตอบส่งๆ
ขณะนี้เอง มู่เทียนฉีพลันสูดหายใจลึกๆ และกล่าวว่า “ใต้เท้าซูโปรดสงบโทสะเถิด ตาเฒ่าผู้น้อยจะหาเหตุผลมาอธิบายแก่ท่านเอง!”
ซูอี้ครุ่นคิดสักพักและกล่าวว่า “ก็ได้ ข้าจะให้โอกาสเจ้า”
ว่าแล้ว เขาจึงเยียบย่างสู่เรือข้ามฟากอันเปรียบประหนึ่งผืนแผ่นดิน
เห็นเช่นนี้ ทวยเทพทั้งหลายต่างตามไปด้วยสีหน้าโล่งใจอย่างเห็นได้ชัด
เรือข้ามฟากนี้พิเศษน่าชม พื้นนั้นเทลาดด้วยศิลาทองลึกลับ
เสาเทพสามสหัสตระหง่านสูง ดูจะนิ่งสงัดหลังการแปรเปลี่ยนตราบนาน
ไกลออกไปจากนั้นคือทางออกอันเหมือนวังวนดารา!
การสัญจรในนั้นทำให้ผู้คนรู้สึกราวตนจนเล็กจ้อย
“ซูอี้ ก่อนเจ้าจะไปเสวนากับคนเรือ ปล่อยบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านั้นก่อนได้หรือไม่?”
พุทธองค์เจียโม่กล่าว
ซูอี้ส่ายหัวตอบ “ไม่ เมื่อข้าจาก ข้าจะปล่อยคน นี่ยังไม่ถึงกาล”
ทันใดนั้น สีหน้าของทวยเทพทั้งหลายต่างดำคล้ำ
เริ่นเป่ยโหยวกล่าวอย่างโมโห “มีคนเรืออยู่ แล้วเจ้ายังต้องกังวลอันใดอีก?”
“คิดจะกลับคำหรือไร?” มีคนกล่าวขึ้นอย่างมุ่งร้าย มิอาจควบคุมโทสะในใจได้อีก
บรรยากาศพลันแปรเปลี่ยนเป็นตึงเครียด เปี่ยมด้วยกลิ่นอายแห่งสงคราม
“สามหาว!”
คนเรือแค่นเสียงเย็นชา กล่าวขึ้นอย่างราบเรียบ “ที่นี่คือเรือข้ามฟาก ไม่ใช่ที่ที่พวกเจ้าจะมาทำกำแหงได้!”
หลังเว้นช่วงเล็กน้อย เจ้าตัวพลันกุมกำปั้นให้ซูอี้ “ใต้เท้าซูโปรดวางใจ มีตาเฒ่าผู้น้อยอยู่ ท่านจะมิพบอุปสรรคใด”
ซูอี้นำไหสุราออกมายกจิบ รำพึงว่า “รู้หรือไม่ สิ่งที่ทำให้ข้ากระวนกระวายที่สุดก็เจ้านั่นแหละตาเฒ่า”
ม่านตาของมู่เทียนฉีหดตัว กล่าวขึ้นว่า “กล่าวเช่นนี้ ใต้เท้าซูหมายความเช่นไร?”
สายตาของซูอี้กวาดไปหาเขา ข้ามไปที่ทวยเทพแต่ละคน ก่อนจะอดเสสรวลมิได้ “ละครฉากนี้ของพวกเจ้านี่ชุ่ยกันเกินไปจริงๆ”
เหล่าผู้คนต่างเงียบสงัด
ทวยเทพทั้งหลายมองหน้ากัน
คนเรือมู่เทียนฉีเองก็ผงะไป คิ้วขมวดเล็กน้อย
เขากล่าวอย่างไม่แน่ใจ “ใต้เท้าซู… รู้อยู่แล้วหรือ?”
รอยยิ้มเย้ยเยาะปรากฏบนใบหน้าซูอี้ “คิดเช่นไรเล่า?”
ทันใดนั้น คนเรือยืดตัวตรง ดวงตาปรากฏประกายกร้าว
“ข้าคิดว่า ต่อให้ใต้เท้าซูเห็นผ่านเรื่องทั้งหมด ก็ยังสายเกินไป”
มู่เทียนฉีกล่าวอย่างรายเรียบ
ก่อนหน้านี้ เขานั้นนอบน้อม สั่นกลัว และระแวดระวัง
ทว่ายามนี้ ตัวคนเปลี่ยนเป็นคนละคน ดวงตาเย็นชา สีหน้าเปี่ยมความเย้าเยาะดูแคลน
“สายไปหรือ?”
ซูอี้แย้มยิ้ม “ไฉนข้าจึงรู้สึกว่ามันเพิ่งเริ่มกันหนอ?”
บรรยากาศ ณ ขณะนี้ยิ่งทวีความกดดันหดหู่
ขณะนี้ ทวยเทพทั้งหลายล้วนเปลี่ยนสีหน้า
เดิมที จากแผนการของพวกเขา หลังซูอี้มาถึง ชายหนุ่มจะปล่อยตัวบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านั้นตามตกลง
และคนเรือมู่เทียนฉีก็จะร่วมแสดงด้วย ก่อนจะฆ่าซูอี้หลังช่วยบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านั้นแล้ว
แต่ใครเล่าจะคิดว่าทำตามแผนไม่ทันไร ซูอี้จะมองทะลุออกแล้ว ผิดเช่นไรตรงไหนไม่อาจทราบได้!
แผนการถูกขัดชะงัก
และบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านั้นก็ยังคงอยู่ในกำมือซูอี้ มีหรือเทพเหล่านั้นจะไม่ร้อนใจ?
เริ่นเป่ยโหยวกล่าวเสียงลุ่มลึก “พี่ชายร่วมวิถี ก่อนหน้านี้เจ้ารับปากไว้ว่าจะไม่ปล่อยบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านั้นเกิดอันใด อย่าได้ผิดวาจาเชียว”
มู่เทียนฉีเสสรวล สีหน้าปรากฏเค้าเหยียดหยาม กล่าวอย่างสำราญใจ “อย่าห่วงเลย ที่นี่ ข้าคือสวรรค์! ลิขิตเป็นตาย สั่งเมฆาเคลื่อนพิรุณ!”
“และนับแต่คนแซ่ซูนี่เข้ามาในเรือข้ามฟาก……”
มู่เทียนฉีกล่าวด้วยแววตาเหยียดหยัน “ก็ไร้โอกาสดิ้นรนแล้ว!”
พร้อมกันนั้น ตูม!
เสาเทพสามสหัสบนเรือข้ามฟากพลันกู่ก้องพร้อมเพรียง ปลดปล่อยคลื่นอำนาจร้ายแรงลึกลับ
ขณะเดียวกัน พื้นใต้เท้าซูอี้พลันแปรเปลี่ยน ตรวนกฎนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นรัดร่างชายหนุ่มไว้เช่นเชือก
ทุกผู้ตกตะลึง ต่างคนต่างลิงโลดแทบไม่อาจเชื่อลงกันโดยพลัน
เพียงพริบตา!
เพียงพริบตาเดียว ซูอี้ก็ถูกพันธนาการสิ้นท่า
ใครเล่าจะกล้าเชื่อลง?
“พี่ชายร่วมวิถี ระวังไว้อย่าทำร้ายเขาเชียว หลังช่วยบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ของเราออกมาได้ ต้มยำทำแกงเขายามนั้นก็มิสาย!”
เริ่นเป่ยโหยวรีบร้อนกล่าวเตือน
มู่เทียนฉีแค่นยิ้ม “อย่าลนลานไป ข้าหรือจะไม่ใช่ผู้ไม่รู้จักแยกแยะ?”
ว่าแล้ว เจ้าตัวจึงหันกลับไปกล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น ณ ส่วนลึกของเรือข้ามฟาก
“ท่านทั้งหลาย คนบาปถูกจับตัวแล้ว ความเป็นความตายข้าเพียงคำนึงขึ้น ออกมากันได้แล้ว”