บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2110 บททดสอบด่านสวรรค์
บทที่ 2110 บททดสอบด่านสวรรค์
“ท่านทราบหรือไม่ว่าเขามีชื่อแซ่อันใด และเป็นชาติที่เท่าไหร่ของข้า?”
ซูอี้ถาม
อันที่จริง เขาพอประมาณได้คร่าวๆ ในใจแล้ว
ตลอดเวลาที่ผ่านมานี้ ชายหนุ่มหลอมรวมอำนาจกรรมวิถีจากชาติที่เก้ามาจนถึงชาติที่ห้า
และที่มาบางส่วนของอี้เต้าเสวียนซึ่งเป็นชาติที่สี่ของเขา ชายหนุ่มก็พอทราบเช่นกัน
อี้เต้าเสวียนนั้นเหมือนกับหลี่ฝูโหยว คนทั้งสองล้วนตกตายด้วยมือเทพขณะทำศึกในโลกเทพ
จากความรู้ของหลี่ฝูโหยว อี้เต้าเสวียนเป็นคนบาปผู้มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ในโลกเทพมาเนิ่นนาน
และยังเป็นที่รู้จักในฐานะมารดาบอันดับหนึ่งในประวัติศาสตร์แห่งโลกเทพ!
ความแค้นฝังลึกของเขาเกี่ยวพันกับ ‘ความขัดแย้งรวมวิถี’ ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกเทพ
แต่หลี่ฝูโหยวก็ชี้ชัดไว้เช่นกันว่า คำปรามาสที่อี้เต้าเสวียนแบกรับล้วนเป็นคำครหาที่ทวยเทพทั้งหลายป้ายสีเขาไว้หลังตกตาย
ยามอี้เต้าเสวียนแพ้พ่ายใน ‘ความขัดแย้งรวมวิถี’ จดหมายเหตุที่เกี่ยวข้องกับเขาทั้งหมดย่อมเขียนขึ้นโดยผู้ชนะ
และยามนี้ เมื่อตัดชาติที่สี่อี้เต้าเสวียนออก เจ้าของเสียงลึกลับนั้นก็ย่อมไม่ใช่ชาติแรก
สิ่งนี้หมายความว่า อีกฝ่ายหากไม่ใช่ชาติที่สอง ก็คือชาติที่สามของเขา!
“เขาเป็นชาติที่สามของเจ้า มีนามว่า……”
ทันทีที่ปฐมาจารย์ปู๋ถีกล่าวถึงตรงนี้ จู่ๆ เสียงลึกลับก็ดังขึ้น
“หากเขารอดตาย ข้าจะบอกเขาด้วยตนเอง”
“แต่หาไม่ เขาก็หาคู่ควรรู้นามข้าไม่!”
ม่านตาของซูอี้หดตัวเล็กน้อย
ปฐมาจารย์ปู๋ถีกล่าวด้วยท่าทีนุ่มนวล “สหายเต๋าพร้อมแล้วหรือ?”
“มิผิด”
เสียงกระจ่างชัดของชาติที่สามดังขึ้นอีกครั้ง “จากนี้ไป เขาจะเข้าบททดสอบด่านสวรรค์ทั้งเก้ายามใดก็ได้”
“ประเสริฐ”
ปฐมาจารย์ปู๋ถีกล่าวอย่างเริงร่า “ไม่ว่าผลสุดท้ายจะสำเร็จหรือไม่ ข้าก็ไม่ห่วงแล้วว่าสหายเต๋าซูจะถูกปฏิบัติด้วยอย่างอยุติธรรม”
“อยุติธรรม?”
เสียงของชาติที่สามแฝงร่องรอยเหยียดหยัน “โลกนี้ มีสิ่งใดยุติธรรมด้วยหรือ?”
“แต่ที่เจ้าว่ามาก็ไม่ผิด กฎบัญญัติของบททดสอบด่านสวรรค์ทั้งเก้ามากพอจะประกันได้ว่าความขัดแย้งทั้งมวลในนั้นจะไม่ถูกอำนาจภายนอกทำลาย”
“และข้าเองก็จะรักษาสัตย์ ขอเพียงเขารอดตาย ข้าก็จะมิสร้างความลำบากให้แก่เขา”
ปฐมาจารย์ปู๋ถีพยักหน้า “ได้”
เขาหันไปกล่าวกับซูอี้ว่า “สหายเต๋ามีสิ่งใดอยากพูดหรือไม่?”
ชายหนุ่มส่ายหน้า
หัวใจของเขารู้สึกพิกล
หากชาติที่สามของเขายังอยู่ที่นี่ เช่นนั้นแล้วอำนาจกรรมวิถีซึ่งถูกผนึกในดาบเก้าคุมขังเล่า?
เรื่องนี้ต้องมีเงื่อนงำอยู่!
แต่เขาก็เห็นได้ว่าชาติที่สามเป็นปรปักษ์กับตัวเขา และต่อให้เอ่ยถาม ก็คงไม่ได้คำตอบที่น่าพึงพอใจแน่
“เช่นนั้นก็ตามนี้”
ปฐมาจารย์ปู๋ถีกล่าวว่า “ต่อจากนี้ ข้าอยากสนทนากับสหายเต๋าซูลำพัง ขอสหายเต๋าเลี่ยงไปด้วย”
“ได้”
เสียงของชาติที่สามดังขึ้นอีกครั้ง “แต่ข้าสงสัยแท้ สหายเต๋าไม่ใช่คนของมิติเวลานี้ ทว่ายามนี้กลับบุ่มบ่ามสอดมือเข้ายุ่งด้วยอวตารเจตจำนง มิห่วงจริงๆ หรือว่าร่างจริงของเจ้าจะมิถูกกลืนกินเสียหาย?”
ปฐมาจารย์ปู๋ถีแย้มยิ้มพลางกล่าวว่า “ข้าเข้าใจปริศนาแห่งอนันตกาลแล้ว สามารถแยกตนเองจากธารนทีสายยาวแห่งโชคชะตาโดยแท้จริง ประจักษ์ถึงสุดเสรีไร้ผูกมัด”
ทันใดนั้น ชาติที่สามก็นิ่งเงียบไป
หลังจากนั้นเนิ่นนาน เขาก็กล่าวว่า “หากมีโอกาสในภายหน้า ข้าจะไปพบกับสหายเต๋า”
ปฐมาจารย์ปู๋ถีแย้มยิ้ม ไม่ได้กล่าววาจาใดอีก
แล้วเขาก็กล่าวอย่างนุ่มนวลว่า “ยามนี้ ชาติที่สามของเจ้าจากไปแล้ว ซึ่งไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเขาเป็นตัวตนที่น่าอัศจรรย์จริงๆ”
ซูอี้กล่าวว่า “ยิ่งเขาแข็งแกร่ง ยามเอาชนะเขาได้ในภายหน้า ก็จะพิสูจน์ได้ว่าวิถีที่ข้าเลือกเดินสูงล้ำกว่าเขานัก และยามนี้ หากต่อสู้กันในขอบเขตเท่าเทียม เกรงว่าเขา… ก็คงย่ำแย่กว่าข้านัก”
วาจานั้นราบเรียบ ทว่าเปี่ยมด้วยความมั่นใจในตนจากหัวใจ
ปฐมาจารย์ปู๋ถีครุ่นคิดสักพักและกล่าวว่า “เดิมทีเจ้ากับเขาเป็นคนเดียวกัน จะเป็นการดีกว่าหรือหากเปิดใจคลายข้อพิพาท?”
ซูอี้แย้มยิ้มกล่าว “ในเมื่อทั้งข้าและเขาล้วนเป็นร่างเวียนวัฏของคนผู้เดียวกัน เราก็ย่อมต้องเหลือรอดเพียงหนึ่ง นี่แหละคือชะตา”
ปฐมาจารย์ปู๋ถีนิ่งไป และกล่าวว่า “นั่นสินะ หากบัญญัติวัฏสงสารหวนคืนในฟ้าดิน ย้อนผ่านอดีต ปัจจุบันและอนาคต ชาติที่สาม…ย่อมไม่อาจมีตัวตนในโลกหล้าได้”
มิติเวลาหลุดการควบคุม ระบบระเบียบพังทลาย
เพราะเช่นนั้นเอง สารพัดเรื่องพิกลจึงบังเกิด
ทว่าเมื่อมิติเวลาอันปั่นป่วนถูกแก้ไขได้ในวันหนึ่ง กฎบัญญัติอันแหลกสลายถูกซ่อมแซม สรรพสิ่งก็จะคืนสู่ครรลอง
ถึงยามนั้น สรรพสิ่งอันไม่ควรมีอยู่ย่อมต้องเสื่อมสลายไป
แต่ทั้งปฐมาจารย์ปู๋ถีและซูอี้ต่างรู้ว่าเรื่องเหล่านี้มิอาจบรรลุได้ในช่วงกาลอันสั้น
เพราะต่อจากนี้ จะเป็นยุคสมัยอันดำมืด!
ไร้ผู้ใดล่วงรู้ว่าโลกหล้านี้จะพัฒนาต่อเช่นไร และมันจะยอมให้วัฏสงสารหวนปรากฏในกฎสวรรค์หรือไม่
“มีสิ่งหนึ่งที่ข้างุนงงยิ่งนัก และหวังว่าสหายเต๋าจะช่วยแถลงไข”
ซูอี้กล่าวถึงหนึ่งเรื่องที่สับสนในใจ “หากวันนี้สหายเต๋ามิเข้ามาพัวพัน จะเกิดเหตุพลิกผันอันใดขึ้น?”
ปฐมาจารย์ปู๋ถีเสสรวล ราวคาดไว้แล้วว่าเขาจะถาม “หากข้ามิเข้าพัวพัน ก็ย่อมมีใครอีกคนเข้าแทรกแซง”
“ใครกัน?”
“เหอปั๋ว”
ซูอี้ผงะไป ก่อนจะกระจ่างแจ้งทันที “ที่แท้ก็เป็นเจ้าเฒ่านี่”
เหอปั๋วเป็นชายชราผู้ดูลามกไร้ความโดดเด่น ทว่าแท้จริงพิทักษ์ธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัยมาเนิ่นนาน และถูกถือเป็นเทพแม่น้ำ! เฝ้าดูแลการเปลี่ยนแปลงแห่งอารยธรรมยุคสมัยตราบกาล!
และวิถีแห่งบรรพเทวานี้ เดิมก็ตั้งอยู่บนธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัย แม้กระทั่งเปลวเพลิงแห่งยุคสมัย เหอปั๋วก็เป็นผู้พิทักษ์ จึงคาดเดาได้ว่าเขาต้องรู้สถานการณ์ภายในวิถีแห่งบรรพเทวาเป็นอย่างดี
แม้แต่ยามก่อนเข้ามายังวิถีแห่งบรรพเทวา เขายังเตือนซูอี้ไว้ว่าการเดินทางหนนี้อันตราย!
“กล่าวคือหากสหายเต๋าไม่ปรากฏตัวก่อนหน้านี้ เหอปั๋วก็จะออกมาคลายวิกฤตหรือ?”
ซูอี้กล่าว
“ถูกต้อง”
ปฐมาจารย์ปู๋ถีกล่าว “แต่เขาเองก็ไม่ควรสอดมือเช่นกัน ความแค้นระหว่างเจ้าและชาติที่สามนั้น มีแต่ต้องส่งเจ้าไปสะสางที่เก้าบททดสอบด่านสวรรค์”
ซูอี้อดฉงนใจมิได้ “สหายเต๋าไม่ใช่คนของมิติเวลานี้ แต่ไฉนจึงรู้เรื่องทั้งหมดนี้ดีนัก?”
ปฐมาจารย์ปู๋ถีกล่าวทั้งรอยยิ้ม “ยามที่เจ้าเข้าสู่อนันตกาล เจ้าจะล่วงรู้ลิขิตสวรรค์ สัมผัสได้ถึงมหาวิถี ประจักษ์แจ้งแก่ปริศนาที่ไร้ผู้ตระหนักถึงในหนึ่งคำนึง”
ซูอี้อดตะลึงมิได้ ก่อนจะกล่าวอย่างทอดถอนหายใจออกมาว่า “ขอบเขตนี้ช่างอัศจรรย์แท้”
“สักวัน สหายเต๋าก็จะละล่องเหนือธารนทีสายยาวแห่งโชคชะตา”
ปฐมาจารย์ปู๋ถีกล่าว “ถึงยามนั้น สหายเต๋าอาจไม่ประหลาดใจกับเรื่องนี้ แต่จะมองมันเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย”
ต่อจากนั้น ทั้งสองคนก็สนทนากันอีกสักพัก และซูอี้ก็ตัดสินใจออกเดินทางสู่เก้าบททดสอบด่านสวรรค์ทันที!
“สหายเต๋า ยามข้าออกจากวิถีแห่งบรรพเทวา ข้าจะช่วยเจ้าบรรลุจุดประสงค์ในการเดินทางนี้”
ซูอี้เดินมากล่าวกับลั่วเสวียนจีว่า “ก่อนหน้านั้น ขอให้สหายเต๋ารออยู่ในเขตเทพโบราณด้วย”
หญิงสาวพยักหน้ารับ
……
ณ ใจกลางเขตเทพโบราณมีนครโบราณขนาดยักษ์อันยิ่งใหญ่ตั้งอยู่
ที่นี่คือบททดสอบด่านสวรรค์!
ในนครแห่งนี้มีเก้าหอคอยเทพตั้งตระหง่าน หอคอยเทพแต่ละแห่งเป็นด่านทดสอบ เป็นที่รู้จักในนาม ‘เก้าบททดสอบด่านสวรรค์’
นครยักษ์แห่งนี้ไร้ประตู ปิดสนิทอย่างสมบูรณ์ และท้องนภาเหนือนครยักษ์นี้ก็ปกคลุมด้วยเมฆาทมิฬอันปั่นป่วน
นี่คืออำนาจกฎสวรรค์ ต่อให้จอมเทพมาเองก็ไม่อาจก้าวข้าม!
ตรงหน้านครยักษ์ใหญ่นี้มีสนามเต๋าตั้งอยู่หนึ่งแห่ง
สนามเต๋านี้คือทางเข้าบททดสอบด่านสวรรค์!
ยามปฐมาจารย์ปู๋ถีกับซูอี้มาถึง พวกเขาก็พบว่ามีคนมารวมตัวกันในบริเวณสนามเต๋าอยู่แล้ว
ผู้นำคือราชันวิถีหลิงอวี้!
นอกจากเขา ยังมีเจ็ดบุรุษสองสตรีตามมา
พวกเขาแต่ละคนล้วนเหนือธรรมดา โดดเด่นห่างไกลใดเทียบ มองปราดเดียวก็รู้ว่าไม่ธรรมดา
และยามพบกับเจ็ดบุรุษสองสตรีเหล่านั้น ซูอี้รู้สึกเหมือนได้พบ ‘คนแบบเดียวกัน’ !
เขาอดประหลาดใจไม่ได้ คนเหล่านี้มาจากหนใดกัน เหตุใดถึงเลิศล้ำเพียงนี้เชียว?
ดวงตาของปฐมาจารย์ปู๋ถีวูบไหว กล่าวขึ้นเบาๆ ว่า “ดูเหมือนนี่จะเป็นคู่แข่งที่เขาจัดเตรียมไว้ให้เจ้า เพียงปราณที่แผ่ออกมา เก้าคนนี้ก็ล้ำเลิศยิ่ง”
ชายหนุ่มพยักหน้าเล็กน้อย
บุคคลที่ได้รับการกล่าวว่า ‘ล้ำเลิศ’ จากตัวตนอย่างปฐมาจารย์ปู๋ถี ย่อมต้องมิใช่ผู้เลิศล้ำธรรมดาทั่วไป
ยามนี้ ราชันวิถีหลิงอวี้พลันหันมาชี้ซูอี้และกล่าวว่า “พวกเจ้าจงมองให้ดี คนผู้นี้คือคู่มือที่พวกเจ้าต้องปราบ”
พรึ่บ!
ทันใดนั้น สายตาของคนทั้งเก้าก็หันมองชายหนุ่มอย่างพร้อมเพรียงกัน
สายตาบางคู่คมกริบเยี่ยงดาบ บ้างลึกล้ำเยี่ยงหุบเหว บ้างสุขุมไร้อารมณ์แปรปรวน บ้างดุดันเย็นชา
ซูอี้เมินสายตาเหล่านั้นไปกล่าวกับปฐมาจารย์ปู๋ถีที่อยู่ข้างกาย “ขอบคุณสหายเต๋าที่ช่วยเหลือในครานี้ หากภายหน้ามีโอกาส ข้าจะตอบแทนให้แน่นอน”
ปฐมาจารย์ปู๋ถีกล่าวด้วยเสียงนุ่มนวลว่า “นี่คือสิ่งที่ข้าสมควรทำ หากว่ากันด้วยสาเหตุ ย่อมไม่อาจแยกจากศิษย์น้อยของข้าได้ สรุปก็คือนี่เป็นเรื่องเล็กน้อย สหายเต๋าไม่จำเป็นต้องใส่ใจ”
ขณะกล่าวถึงตรงนี้ ในบรรดาผู้คนทั้งเก้าจากไกลๆ ทันใดนั้นคนคนหนึ่งก็เดินออกมาทางซูอี้
เขาเป็นชายผู้มีใบหน้าขึงขัง อาภรณ์เรียบง่าย รูปร่างผอมโปร่ง
“นามของข้าคือเจี่ยนสิงอวิ๋น”
ชายผู้นี้ให้ความรู้สึกสงบเงียบราวขุนเขา กล่าวชัดถ้อยทีละคำ “ในบททดสอบด่านสวรรค์ ข้าจะต่อสู้อย่างสุดชีวิต ชี้วัดเป็นตาย เจ้าระวังตัวด้วย!”
ว่าแล้ว อีกฝ่ายก็หันหลังจากไป
ฝีเท้าของเขาสงบสุขุม ทว่ากลับมีอำนาจกดดันร้ายกาจในตัวมันเอง
ซูอี้แย้มยิ้มเฉยชา มองคนอีกแปดที่เหลือ “พวกเจ้ามีสิ่งใดจะพูดหรือไม่? กล่าวมาตอนนี้เลยก็ดี”
คนทั้งแปดมีสีหน้าแตกต่าง ไร้ผู้ใดเอ่ยตอบ
จากนั้นราชันวิถีหลิงอวี้ก็ออกคำสั่งในเวลานี้ “เริ่มได้”
“ทราบ!”
ทันใดนั้น เจี่ยนสิงอวิ๋นและคณะรวมเก้าคนก็เดินตามกันเข้าไปสู่สนามเต๋าโบราณ
เพียงชั่วพริบตา ร่างของพวกเขาพลันหายวับไป
“สหายเต๋าคิดเช่นไรกับคู่มือทั้งเก้าที่เขาเตรียมไว้ให้?”
ปฐมาจารย์ปู๋ถีถามอย่างสนอกสนใจ
ชายหนุ่มกล่าว “ข้าเห็นแล้วว่าพวกเขาล้วนแต่เป็นตัวตนอันกล่าวได้ว่าไร้เทียมทานกันทั้งสิ้น”
ความเห็นของชายหนุ่มดูเรียบเฉย
ไกลออกไป ราชันวิถีหลิงอวี้แค่นเสียงเย็น “ไร้เทียมทาน? ข้าผู้นี้บอกให้ก็ได้ว่า คนทั้งเก้าเหล่านี้ล้วนเป็นบุตรและบุตรีแห่งโชคชะตาอันไร้ผู้เทียบเทียมแห่งหนึ่งอารยธรรมยุคสมัย! ในหมู่อารยธรรมยุคสมัยนับร้อยพัน คัดมาได้เพียงคนทั้งเก้านี้”
“สรุปก็คือ ความแข็งแกร่งของพวกเขาเพียงพอจะทำให้ผู้คนร่วมขอบเขตทุกยุคสมัยต้องตื่นตะลึง!”
“ตัวตนเช่นนี้ คำว่าไร้เทียมทานจะนิยามได้เช่นไร?”
ว่าแล้ว ราชันวิถีหลิงอวี้ก็หันหลังจากไป
“พวกเขาล้วนแต่เป็นบุตรและบุตรีแห่งโชคชะตาจากหนึ่งอารยธรรมยุคสมัย?”
“ดูเหมือนว่าชาติที่สามของเจ้า ตลอดเวลาที่ผ่านมานี้จะใช้วิธีการสะบั้นกฎมากมาย ‘ช่วยเหลือ’ ยอดฝีมือทั้งเก้านี้ซึ่งควรสาบสูญไปแล้ว”
ปฐมาจารย์ปู๋ถีครุ่นคิด “สหายเต๋า เจ้าคิดว่าพวกเขาคู่ควรเป็นศัตรูกับเจ้าในยามนี้หรือไม่?”
ซูอี้ไม่ลังเล ตอบกลับเพียงหนึ่งถ้อยวจี