บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2109 อดีตชาติของเจ้า
บทที่ 2109 อดีตชาติของเจ้า
ในหุบเหวซากสุสาน หมู่หมอกหนาทึบมืดทะมึน
เสียงของชายสะอาดสะอ้านร่างผอมยังไม่ทันสลายสิ้น สีหน้าของราชันวิถีหลิงอวี้พลันแปรเปลี่ยนอย่างมหันต์ ร่างสั่นสะท้านเกินควบคุม
ตื่นตะลึงสะเทือนหล้า!
ภายในอนธการไกลออกไปได้เกิดเสียงเอ็ดอึง ตัวตนน่าสะพรึงกลัวอันถูกผนึกอยู่เหล่านั้นผงะอึ้งอย่างเห็นได้ชัด
“นายเหนือ ท่าน……”
ราชันวิถีหลิงอวี้กล่าวอย่างไม่อยากเชื่อ “ท่านก็เป็นร่างเวียนวัฏของ… นักดาบผู้นั้นหรือ?”
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าข้อเท็จจริงนี้น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก ทำให้ตัวเขาผู้เป็นเทพบรรพกาลอันเก่าแก่ไม่อาจรับได้ไปชั่วขณะ
“ไม่ผิด”
ชายผู้นั้นหันกลับไปลูบมือบนโลงสำริดอย่างแผ่วเบา กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ก่อนหน้านี้ ข้าไม่ได้บอกพวกเจ้าเพราะเป็นเรื่องไม่สำคัญ ทว่า… ป่านนี้แล้ว หากยังมิบอกอีก ก็คงจะดูเหมือนข้าคิดเล็กคิดน้อย”
“นี่… จะเป็นไปได้เช่นไร……”
ราชันวิถีหลิงอวี้ตะลึงค้าง สีหน้าดำทะมึนไปชั่วขณะ
แรกเริ่มเดิมที นักดาบผู้นั้นอาละวาดบนวิถีแห่งบรรพเทวา และสยบพวกเขาทั้งหลายไว้ในอนธการไร้สิ้นสุด!
สำหรับตัวตนน่าสะพรึงกลัวเหล่านี้ นักดาบผู้นั้นเป็นศัตรูอันร้ายกาจที่สุด!
แต่ใครเล่าจะคิดว่าตลอดกาลผ่านมาขณะวัฏสงสารสุญหาย ชายผู้พิทักษ์ที่นี่จนถูกพวกตนถือเป็น ‘นายเหนือ’ แท้จริงจะเป็นร่างเวียนวัฏของนักดาบผู้นั้น?
เกิดความเงียบกริบขึ้นในความมืดไกลออกไป ตัวตนร้ายกาจผู้ถูกสยบไว้ท่ามกลางอนธการล้วนยากสงบใจอย่างเห็นได้ชัด
“วัฏสงสารจะสาปสูญ มิติเวลาแห่งอดีต ปัจจุบันและอนาคตกาลจะปั่นป่วน และยุคมืดแห่งความเสื่อมสลายจะอุบัติคืบคลาน เจ้าว่า… โลกนี้ยังมีสิ่งใดเป็นไปไม่ได้?”
ชายผู้นั้นว่า ก่อนจะค่อยๆ นั่งกลับลงไปทอดกายบนเก้าอี้ ปลายนิ้วถูหว่างคิ้ว หลับตาลงพักผ่อน
“เจ้าโกหกเรา!!”
หนึ่งเสียงดังขึ้นอย่างกราดเกรี้ยวในความมือ “กาลก่อน เราทั้งหลายล้วนถือเจ้าเป็นพวกเดียวกัน จึงให้เกียรติยกย่อง แต่เจ้าหลอกเรามาโดยตลอด!!”
“หลอก?”
ชายผู้นั้นกล่าวเสียงเรียบขณะยังหลับตา “ไฉนที่ผ่านมา ข้าจึงไม่ได้ติดอยู่ที่นี่เช่นพวกเจ้าเล่า?”
“ความแตกต่างเดียวคือข้าตื่นอยู่เสมอ ขณะที่พวกเจ้านิทรานิ่งงันเยี่ยงซากศพในสุสาน”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ จู่ๆ น้ำเสียงของเจ้าตัวพลันแปรเปลี่ยนเป็นเฉยชาทรงอำนาจ “อีกอย่าง ข้าให้โอกาสพวกเจ้าตื่นขึ้นมา พวกเจ้าจึงได้ลืมตาขึ้นตามกันจากนิทราในอนธการไร้สิ้นสุด”
วจีนั้นสะท้อนเยี่ยงเสียงระฆังท่ามกลางหุบเหวซากสุสาน และชั่วขณะนั้น ไร้ผู้ใดกล้าตอบโต้
“ข้าบอกพวกเจ้าแล้วว่าหุบเหวซากสุสานนี้เป็นเยี่ยงสุสาน พวกเจ้าคือผู้วายชนม์หลับไหลในอนธการ และข้า… ก็อยู่ที่นี่เยี่ยงผู้พิทักษ์สุสาน เฝ้ามองพวกเจ้าตลอดชั่วกาล”
น้ำเสียงของชายผู้นั้นแปรเปลี่ยนเป็นอู้อี้ “เรื่องสำคัญที่สุดคือ แม้ข้าจะเป็นร่างเวียนวัฏของนักดาบผู้นั้น แต่… ก็แตกต่างจากเขาไปแล้ว……”
ท้ายที่สุด ชายผู้นั้นถอนใจเบาๆ สีหน้าของเขาปรากฏเค้าเหม่อลอย เจือด้วยความเคียดแค้นจางๆ
“นายเหนือ ข้าเพียงอยากรู้ว่า ความปรารถนาสูงสุดที่ท่านเคยลั่นวาจาไว้เมื่อกาลก่อน ยังมิเปลี่ยนผันจนวันนี้หรือไม่?”
น้ำเสียงนุ่มนวลดังขึ้น
“แน่นอน”
ชายผู้นั้นหาลังเลไม่ “สักวัน ข้าจะนำพวกเจ้าบุกทะลวงออกจากวิถีแห่งบรรพเทวา และคืนชีวิตเป็นหนที่สองให้จงได้!”
ว่าแล้ว เขาก็เบนสายตาไปกล่าวกับราชันวิถีหลิงอวี้ “แต่สิ่งที่ต้องจัดการเสียตอนนี้ คือเรื่องระหว่างข้าและซูอี้”
ราชันวิถีหลิงอวี้ตื่นตะลึงในใจ และกล่าวว่า “นายเหนือมีบัญชาเช่นไร?”
ชายผู้นั้นนำประกาศิตหยกด่างดำชิ้นหนึ่งออกมาจากในแขนเสื้อ ใช้ปลายนิ้วถูไปบนพื้นผิวประกาศิตหยก
วูบ!
แสงเงาประหลาดเกินเข้าใจสายหนึ่งปรากฏขึ้น เก้าเงาร่างพลันอุบัติ
เป็นเจ็ดบุรุษสองสตรี
สามคนในนั้นเป็นผู้ฝึกตนระดับสุดลึกล้ำ ในขณะที่อีกหกคนบรรลุเป็นเทพกันหมดแล้ว!
“พวกเขาเป็นเมล็ดพันธุ์ชั้นดีที่ข้าบ่มเพาะมา ให้เจ้าพาพวกเขาไปยังบททดสอบด่านสวรรค์”
ชายผู้นั้นออกบัญชา
“ขอรับ!”
ราชันวิถีหลิงอวี้รับบัญชา หันหลังพาคนทั้งเก้าจากไป และหายลับในไม่ช้า
“นายเหนือ ท่านจะส่งไปเพียงอนุชนเหล่านั้นหรือ?”
หนึ่งเสียงดังขึ้นจากในอนธการ
“บททดสอบด่านสวรรค์ทั้งเก้า ข้าในอดีตชาติเป็นผู้ทิ้งไว้ และมีเพียงตัวตนใต้ระดับมหาเทพเท่านั้นที่สามารถเข้าไปสัมผัส”
ชายผู้นั้นกล่าวอย่างเฉยชา “หากกระทั่งพวกเขาทั้งเก้ายังรับมือไม่ได้ เช่นนั้น ทั่ววิถีแห่งบรรพเทวานี้ คงไร้ผู้ใดต่อกรกับซูอี้ภายในบททดสอบด่านสวรรค์ทั้งเก้าได้แล้ว”
หุบเหวซากสุสานนี้ฝังอารยธรรมยุคสมัยอันผุพังเสื่อมสลายไม่รู้กี่แห่งหน
ตลอดกาลนานมา ชายผู้อยู่ดูแลที่นี่ราวผู้พิทักษ์สุสานเป็นประจักษ์พยานเสมอมา
และเมล็ดพันธุ์ชั้นดีทั้งเก้า ชายผู้นี้ก็หาพบจากอารยธรรมยุคสมัยอันเสื่อมสลายเหล่านั้น
พวกเขาแต่ละคนล้วนแต่เป็นบุตรและบุตรีแห่งโชคชะตาของอารยธรรมยุคสมัยสักแห่ง ทั้งมรดก แก่นกระดูกและความสามารถต่างไร้เทียมทาน!
ในหมู่พวกเขา บ้างเป็นผู้ไร้เทียมทานในขอบเขต ถูกสหายร่วมวิถีเถลิงเกียรติเหนือใครตลอดชั่วกาลนาน องอาจยิ่งยง ไร้คู่เปรียบในโลกหล้า
บ้างเป็นผู้ถูกเลือกจากสวรรค์ ผู้เก่งกาจเป็นหนึ่งไร้ใดรอง ตัวตนเลิศล้ำครอบงำยุคสมัย ตระหง่านสูงสุดยอด
บ้างถือครองอำนาจร้ายแรงต้องห้ามบางอย่าง
……พวกเขาแต่ละคนล้วนสามารถกล่าวได้ว่าเป็น ‘ตัวเอก’ ในอารยธรรมยุคสมัยของพวกตน!
ชายผู้นั้นไล่เสาะแสวงทั่วอารยธรรมยุคสมัยอันพังทลายนับร้อยๆ แห่ง แห่งแล้วแห่งเล่า จนกระทั่งพบคนทั้งเก้านี้ในที่สุด
และเพื่อ ‘ช่วยชีวิต’ คนทั้งเก้าออกมาจากซากอารยธรรมยุคสมัยเหล่านั้น เขากระทั่งยอมแลกมาด้วยราคาอันแสนหนักหนา!
“นายเหนือ หากว่า……”
มีผู้ปริปากขึ้น ทว่าก่อนจะทันพูดจบ ชายผู้นั้นก็กล่าวขัดขึ้นก่อน “พวกเขาพ่ายไปก็ไม่เป็นไรหรอก เพราะว่า…”
“ข้านั้นไร้เทียมทาน!”
……
ดินแดนรกร้างไร้เทพ
ภูเขาศักดิ์สิทธิ์สิ้นสวรรค์ถล่มสลายกลายเป็นซากเกลื่อนพื้นไปแล้ว
บนท้องนภา ซูอี้ถือไหสุรา เสวนากับอวตารจำนงของปฐมาจารย์ปู๋ถีแห่งภูเขาฟางชุ่น หรือก็คืออาจารย์ปู่ของสตรีถือหอก
“เจ้าก็ทราบแล้วว่าสรรพสิ่งบนวิถีแห่งบรรพเทวานั้นสูญหายไป มีอยู่เพียงแต่ในอดีต และสำหรับผู้คนในโลกหล้า ทั้งคนและสิ่งของบนวิถีแห่งบรรเพทวานี้สาบสูญไปจากหล้าเนิ่นนาน”
ปฐมาจารย์ปู๋ถีกล่าวเสียงอ่อนโยน “แน่นอน รวมถึงผู้ที่เราทั้งหลายล้วนพบพานก่อนหน้านี้ด้วย”
ซูอี้พยักหน้า
เขาย่อมเข้าใจ ว่าทั้งเจ็ดมหาเทพที่พบเมื่อครู่ก็ดี ราชันวิถีหลิงอวี้หรือเจ้าของเสียงลึกลับนั่นก็ดี พวกเขาล้วนสาบสูญไปเนิ่นนาน!
เพราะอำนาจเปลวเพลิงแห่งยุคสมัย วิถีแห่งบรรพเทวานี้จึงเปิดออก!
“ในอดีตอันยาวนาน หากวัฏจักรสังสาระยังอยู่ สรรพสิ่งในอดีตก็จะสลายสิ้นไม่เหลือซาก ไร้ผู้ใดทัศนาพบ”
“และสรรพสิ่งในอดีตก็ย่อมไม่อาจมาปรากฏ ณ ปัจจุบันได้” ปฐมาจารย์ปู๋ถีกล่าว “เพราะหายนะแห่งยุคสมัยหมายถึงจุดจบ กาลอวสานของหนึ่งอารยธรรมยุคสมัย และผู้ใดก็ตามในยุคนั้น ไม่ว่าจะเป็นเทพไท้หรือมดปลวก หากยังไม่ก้าวเข้าสู่วิถีอนันตกาล ก็จะสาบสูญโดยสมบูรณ์”
“อารยธรรมยุคสมัยอันเสื่อมสลายเหล่านี้ปกคลุมด้วยกฎบัญญัติวัฏสงสาร ท้ายที่สุดพวกมันก็จะถูกฝังในอนธการไร้สิ้นสุด แปรเปลี่ยนเป็นฮุ่นตุ้น และให้กำเนิดแก่อารยธรรมยุคสมัยใหม่”
“ล่มสลายเวียนวัฏวนเวียนในกฎบัญญัติวัฏสงสาร ก่อเกิดและวนวัฏจักรของพวกมันเอง”
“มันก็เหมือนฮุ่นตุ้น เมล็ดพันธุ์ผู้ให้กำเนิดอารยธรรมยุคสมัยเช่นเปลวเพลิงแห่งยุคสมัยในมือเจ้า”
กล่าวถึงตรงนี้ ปฐมาจารย์ปู๋ถีทอดถอนใจ “น่าเสียดายนัก เมื่อนานมาแล้ว วัฏสงสารหายไปจากยุคสมัยอันปั่นป่วนนี้ และธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัยบังเกิดการเปลี่ยนแปลงร้ายแรง วิถีแห่งบรรพเทวาจึงแปรผันไปด้วย”
“สังสาระหายห่าง อำนาจกฎบัญญัติปกคลุมอดีต ปัจจุบันและอนาคตเหี่ยวเฉาสลายสูญ”
“เส้นแบ่งมิติเวลาของอารยธรรมยุคสมัยก็ย่อมปั่นป่วนรวนเรตามไป”
“สิ่งใดเป็นของอดีต อนาคต และปัจจุบันจะปรากฏขึ้นพร้อมกัน บังเกิดยุคสมัยอันมืดมิดและเรรวน”
ได้ยินเช่นนี้ ซูอี้ก็เผยสีหน้ากระจ่างแจ้งตามคาดฝัน
เพราะก่อนหน้านี้ เขาก็พอเดาสัจธรรมเช่นนี้ได้จากเบาะแสต่างๆ!
เหอปั๋วผู้ลึกลับสูงสุดในธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัยและพุทธองค์กงเหย่ก็เคยกล่าวถึงความลับเหล่านี้
“และก็เพราะการหายไปของวัฏสงสารเช่นกัน ยอดฝีมือผู้เดิมถูกผนึกไว้ในอนธการไร้สิ้นสุด เหี่ยวเฉาตกตายไปทีละน้อยจึงมีโอกาสฟื้นคืน สะบัดตนเองหลุดออกมา”
ปฐมาจารย์ปู๋ถีมองเขาด้วยแววตาซับซ้อน “ยามนี้ พวกเขามากมายตื่นขึ้นจากอนธการตามกัน และผู้ปลุกพวกเขาขึ้นมา… ก็คือเจ้า”
“ข้าหรือ?”
ซูอี้อดผงะมิได้ เกินคาดฝันไปเล็กน้อย
ปฐมาจารย์ปู๋ถีแย้มยิ้ม กล่าวขึ้นเสียงนุ่มนวล “กล่าวให้ถูกก็คือ เป็นอดีตชาติของเจ้า! ก่อนหน้านี้ เจ้าไม่สงสัยอยู่หรือว่าเจ้าของเสียงลึกลับนั่นคือผู้ใด เขาคืออดีตชาติของเจ้า!”
ตู้ม!
หัวใจของซูอี้ประหนึ่งถูกอัสนีกระหน่ำฟาด ก่อเกิดริ้วคลื่นโคลงเคลงน่าสะพรึงกลัว
เสียงลึกลับนั่นบงการเทพบรรพกาลอย่างราชันวิถีหลิงอวี้ตามใจ และยังเผชิญหน้ากับอวตารจำนงของปฐมาจารย์ปู๋ถีได้!
เขายังเป็นตัวการแท้จริงเบื้องหลังเหตุสังหารวันนี้!
ซูอี้หรือจะคาดคิดว่าคนผู้นี้จะเป็นอดีตชาติของเขาเอง?
เรื่องนี้เกินเชื่อลงจริงแท้ แม้หัวใจของซูอี้จะแข็งแกร่งเยี่ยงเหล็ก แต่ตัวคนก็ยังคงตกตะลึงยากควบคุม
เนิ่นนานจากนั้น ชายหนุ่มฟื้นสติขึ้นมาเล็กน้อย กล่าวขึ้นว่า “หมายความว่าในอดีตชาติของข้า ข้ามิได้อยู่ในอารยธรรมยุคสมัยปัจจุบัน แต่เป็นอารยธรรมยุคสมัยสักแห่งที่สาบสูญไปเนิ่นนานหรือ?”
“ถูกต้อง”
ปฐมาจารย์ปู๋ถีกล่าว “อารยธรรมแห่งยุคสมัยซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขาเสื่อมสลายพังทลายไปเนิ่นนานแล้ว”
ทันใดนั้น ซูอี้จึงเข้าใจแจ่มแจ้ง
อดีตชาตินั้นของเขาควรสูญสลายไปเนิ่นนานแล้ว
แต่เป็นเพราะอำนาจวัฏสงสารสาบสูญไป วิถีแห่งบรรพเทวาแปรเปลี่ยนอย่างมหันต์ จึงเป็นโอกาสให้อดีตชาติของเขารอดมาได้!
และชาติเก้าของเขาซูเสวียนจวิน ชาติที่แปดทัศนาจารย์ ชาติที่เจ็ดเสิ่นมู่ ชาติที่หกหวังเย่ ชาติที่ห้าหลี่ฝูโหยว และชาติที่สี่อี้เต้าเสวียนล้วนแต่มีชีวิตอยู่ในอารยธรรมยุคสมัยปัจจุบัน แตกต่างจากอดีตชาตินั้นโดยสิ้นเชิง!
ต่างอารยธรรมยุคสมัย มิติเวลาแยกไม่ต่อเชื่อมกัน การเชื่อมต่อระหว่างอดีตและปัจจุบันจึงสะบั้นลง!
“วัฏสงสารสาบสูญ ระบบระเบียบพังทลาย แต่ปรากฏว่าข้ากลับได้มาพบหนึ่งอดีตชาติของตัวเองบนวิถีแห่งบรรพเทวาอันเป็นอดีตนี้……”
ซูอี้พึมพำ อารมณ์ในใจซับซ้อนยิ่งนัก ทั้งแสนประหลาดใจ สุดเกินคาด และยังรู้สึกเกินจริงยิ่งนัก
แต่เรื่องทั้งหมดนี้ก็เกิดขึ้นจริงๆ!
“มิน่าเล่า สถานการณ์ศึกวันนี้จึงตึงเครียดนัก เขาเป็นอดีตชาติของข้า เกรงว่าคงรู้ฝีมือข้าดีที่สุด……”
“ไม่น่าเล่า เขามองปราดเดียวจึงรู้ ว่าจุดประสงค์ของข้าที่มายังวิถีแห่งบรรพเทวาก็คือเพื่อเบิกวิถีบรรลุเทพอันมิเคยปรากฏที่ใดมาก่อน”
ซูอี้รำพึง ความงุนงงในใจได้รับคำตอบแล้ว และจู่ๆ ก็เกิดความรู้สึกกระจ่างแจ้งรู้ชัดในใจ