บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2108 ผู้พิทักษ์สุสาน
บทที่ 2108 ผู้พิทักษ์สุสาน
ก่อนหน้านี้ พวกเขาคิดว่าจะเกิดเหตุขัดแย้งอันเกินคาดเดา
ทว่า ณ ยามคับขันสูงสุด มันกลับจบลงเสียดื้อๆ ย่อมทำให้ผู้คนผงะงุนงง
เทพบรรพกาลผู้หนึ่งและเจ็ดมหาเทพออกโรงปรากฏ สี่ดาบเทพต้องห้ามและหอกกระดูกสะบั้นวิถีเองก็เผยโฉมเฉิดฉาย ไกลออกไปยังมีทวยเทพมากมาย แต่จบลงเช่นนี้หรือ?
ไม่มีผู้ใดคาดคิดเช่นนี้
ซูอี้เองก็ไม่ได้คาดเช่นกัน
เขาขมวดคิ้ว สัมผัสได้เลือนลางว่าบุคคลเบื้องหลังซึ่งสั่งการราชันวิถีหลิงอวี้อยู่ อาจเปลี่ยนใจเพราะรู้ตัวตนของชายชราก็เป็นได้
“แพ้ชนะตัดสินแล้วหรือ?” ซูอี้ถาม
ชายชราส่ายหัวตอบ “ยัง”
“ยังไม่แน่ชัด”
เสียงอันกังวานเยี่ยงระฆังนั้นดังขึ้นอีกหน
“การกลับมาพร้อมวัฏสงสารและเปลวเพลิงแห่งยุคสมัยของเจ้านั้นก็แค่เพื่อบรรลุเทพ เบิกวิถีอันมิเคยบรรลุถึงมาก่อน และหากเป็นเช่นนั้น แพ้ชนะก็จะตัดสินยามเจ้าอยู่บนวิถีบรรลุเทพ!”
ดวงตาของซูอี้แข็งค้าง
คนผู้นี้เป็นใครกัน ไม่เพียงรู้ว่าเขามาเพื่อบรรลุเทพ ยังดูเหมือนจะรู้ว่าเขาวางแผนก้าวเดินสู่วิถีบรรลุเทพอันแตกต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิงด้วย!
“เป็นเช่นนั้นย่อมเลิศแท้”
ทว่าชายชรากลับเห็นชอบ “ตัดสินสูงต่ำด้วยมหาวิถี พินิจสู่สัจธรรม!”
“เช่นนั้น พบกันที่บททดสอบด่านสวรรค์”
วจีกังวานนั้นดังขึ้น “ตลอดกาลนานมา ข้าเบื่อหน่ายยิ่งนัก แต่ก็ยังบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ยอดเยี่ยมได้บ้าง เมื่อถึงกาล พวกเขาก็จะไปยังบททดสอบด่านสวรรค์เช่นกัน”
“หากเขาตาย ก็พิสูจน์ได้ว่าวิถีบรรลุเทพอันไม่เคยบังเกิดนั้นเป็นเพียงเรื่องน่าขัน ตายไปก็สมควร”
“หากเขารอด ข้าจะมอบโอกาสบรรลุเทพให้เขากลับไป!”
กล่าวจบ วจีกังวานใสนั้นพลันหายไป
ชายชรารำพึงเบาๆ “น่าเสียดาย ข้าไม่มีโอกาสได้ชมการประชัน”
ซูอี้เงียบไป
แผนสังหารวันนี้เริ่มขึ้นทันทีที่เขามาถึงเขตเทพโบราณ และไม่เพียงทวยเทพจากขุมกำลังหลักเท่านั้น กระทั่งเจ็ดมหาเทพและราชันวิถีหลิงอวี้ยังมาผสมโรง
เพียงพอพิสูจน์ได้ว่าเป็นแผนที่วางไว้ล่วงหน้า
หากคาดการณ์ไม่ผิด นับแต่เขาก้าวย่างสู่วิถีแห่งบรรพเทวา ศัตรูทั้งหลายก็วางแผนสังหารวันนี้กันแล้ว!
ทว่าซูอี้ก็ยังไม่คาดว่าแผนสังหารนี้จะมีตัวแปรอยู่มากมายนัก
ตัวแปรแรกนั้นคือหลังจากเจ็ดมหาเทพ เทพบรรพกาลอย่างราชันวิถีหลิงอวี้ก็ปรากฏขึ้นด้วยตนเอง
สิ่งนี้แสดงให้เห็นโดยไร้กังขาว่ายามวางแผน อีกฝ่ายไม่ได้ถือตัวเขาเป็นผู้อ่อนแอซึ่งยังมิบรรลุเทพ แต่เตรียมแผนสำรองไว้มากมาย
ตัวแปรที่สองคือเจ้าของวจีลึกลับนั่น!
อีกฝ่ายไม่เพียงสามารถบงการเทพบรรพกาลอย่างราชันวิถีหลิงอวี้ได้ แต่ยังดูเหมือนจะรู้จักอาจารย์ของเทพมารหลิน และกระทั่งรู้จุดประสงค์การมาที่นี่ของเขาเสียด้วย!
ตัวแปรที่สามก็เกี่ยวเนื่องกับเจ้าของเสียงลึกลับนี้
อีกฝ่ายไม่เผยร่องรอยและมิลงมือ แต่จากการเผชิญหน้ากับชายชรา คนผู้นี้กลับเลือกรามือ จบแผนสังหารอันวางไว้เนิ่นนานนี้ไป!
ซูอี้ไม่เชื่อว่าตัวตนน่าสะพรึงกลัวอันหมายมาดจะชิงวัฏสงสารและเปลวเพลิงแห่งยุคสมัยจะยอมเลือกหยุดง่ายๆ เพียงเพราะเห็นแก่หน้าชายชราแน่
ต้องมีเหตุผลอื่นในเรื่องนี้!
นอกจากนั้น ซูอี้ยังรู้สึกประหลาดยิ่ง ไฉนทั้งราชันวิถีหลิงอวี้และเจ้าของเสียงลึกลับนั่นกลับไม่คิดสักคนว่าการเข้าแทรกแซงแผนสังหารในวันนี้ของชายชราเป็นเรื่องซ้ำซากมิจำเป็น!
และนอกแผนสังหารนี้ ยังซ่อนตัวแปรใดที่เขาไม่รู้ไว้อีกหรือไม่?
ซูอี้ขมวดคิ้ว
เขาไม่ชอบความรู้สึกจำพวก ‘ผู้เกี่ยวเนื่องกับสถานการณ์ มิอาจมองเห็นภาพรวม’ ที่ต้องมาคอยคาดการณ์วิเคราะห์ทุกสิ่งสรรพ และไม่อาจควบคุมบนฝ่ามือนี้นัก
มันรู้สึก… แย่ยิ่ง!
“เจ้าของเสียงนั้นคือผู้ใดกัน?” ซูอี้อดถามมิได้
ชายชราครุ่นคิดสักครู่และกล่าวเบาๆ “ไม่เหมาะจะกล่าวแก่สาธารณะ”
“ได้”
ซูอี้พยักหน้า
แล้วชายชราก็พาเขาไปจากแดนดินนั้น บรรลุสู่ท้องนภาทันใด
เห็นเช่นนี้ หัวใจของลั่วเสวียนจีพลันพลุ่งพล่าน บังเกิดความรู้สึกมากมาย
เหตุสังหารวันนี้ทำให้นางตกตะลึง ได้พบวิธีการและอำนาจวิเศษเหนือล้ำกว่าขอบเขตจอมเทพ
และเมื่อนางคิดว่าเรื่องทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกับซูอี้ ที่แม้แต่ตัวตนระดับจอมเทพผู้ลือลั่นในเขตเทพโบราณเช่นนางยังยากจะเข้าช่วยเหลือ ลั่วเสวียนจีก็พลันบังเกิดอารมณ์อันซับซ้อนเกินพรรณนาขึ้น
“แต่ไม่ว่าอย่างไร ขอเพียงสหายเต๋าซูชนะ เขาจะช่วยข้าบรรลุความปรารถนาได้แน่นอน……”
ลั่วเสวียนจีพึมพำในใจ
ไกลออกไป ทวยเทพจากขุมกำลังใหญ่ทั้งหลายต่างสลายแยกย้าย
เดิมที พวกเขาคิดว่าตนทั้งหลายเป็นตัวเอกของแผนสังหารนี้
จนกระทั่งเมื่อเจ็ดมหาเทพปรากฏขึ้นตามกัน พวกเขาจึงพบว่าตนสำคัญตัวมากไปเอง
จากนั้น ราชันวิถีหลิงอวี้ผู้แทบจะเป็นตัวตนอันมีเพียงในตำนานก็ปรากฏขึ้น พวกเขาจึงค้นพบอย่างเจ็บแสบว่านอกจากจะคิดมากไปเองแล้ว พวกเขายังเหมือนดั่งลิ่วล้อลองธนูผู้ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำอีกด้วย
จนท้ายที่สุด เมื่อเสียงลึกลับนั้นดังขึ้น พวกเขาก็พลันตะลึงจังงัง ทั้งใจกายสับสนงุนงง
ลิ่วล้อลองธนูอันใด คิดมากไปอันใด มิใช่ทั้งนั้น!
ในศึกสังหารครานี้ อย่างมากที่สุดพวกเขาก็แค่ผู้เฝ้ามอง ไร้ผู้ใดคิดสนใจไยดี!
พวกเขางุนงงมึนเบลอแม้กระทั่งยามจรจาก สมองบวมโตปูดเป่ง ทำได้เพียงต้องคอตกล่าถอย
แน่นอน จนป่านนี้ก็ยังไร้ผู้ใดเหลียวแล
……
วิถีแห่งบรรพเทวาทอดผ่านอารยธรรมยุคสมัยอันสูญสลายในอดีต
เมืองแห่งการเริ่มต้น ทะเลดาราเทพผันแปร และเขตเทพโบราณล้วนตั้งอยู่บนวิถีแห่งบรรพเทวา
ทว่าเขตเทพโบราณไม่ใช่จุดจบของวิถีแห่งบรรพเทวา
เมื่อผ่านเขตเทพโบราณไปจนถึงอนธการไร้จุดจบอันปกคลุมด้วยความมืดดำสมบูรณ์แบบ นั่นก็ยังจัดว่าอยู่ในวิถีแห่งบรรพเทวา
จุดจบแท้จริงของวิถีแห่งบรรพเทวาคือหุบเหวซากสุสานอันใหญ่ยักษ์นั่นต่างหาก!
อารยธรรมยุคสมัยแต่ละแห่งอันเสื่อมสลายในธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัยจะร่วงหล่นลงสู่หุบเหวยักษ์นั้นตามกัน แปรเปลี่ยนเป็นเศษเสี้ยวฮุ่นตุ้นแหลกสลายเหนือซากสุสาน หายไปโดยสมบูรณ์!
หมู่หมอกปกคลุม หุบเหวคงอยู่ชั่วนิรันดร์
บนซากสุสานนั้น ไม่อาจทราบได้ว่ามีอารยธรรมอันสาบสูญเนิ่นนานฝังอยู่มากมายเพียงไร ม่านหมอกโรยตัว เปี่ยมปริศนาและบรรยากาศสวรรค์ห้าม
นี่คือภาพที่ซูอี้ได้เห็นโดยไม่ตั้งใจยามแรกสำรวจภายในเปลวเพลิงแห่งยุคสมัย
ยามนั้น หนึ่งตะเกียงถูกจุดขึ้นในหุบเหวซากสุสานอันปกคลุมด้วยหมอก
แสงเงาสลัวมัวกระจัดกระจายพร่างพรม ไม่อาจขับไล่หมู่หมอกปกคลุมเหนือมันได้เลย
ตะเกียงนั้นแขวนอยู่บนโลงสำริดใบหนึ่ง และจากเงาตะเกียงก็เห็นได้เลือนลางว่าโลงสำริดนี้เก่าแก่คร่ำครึอย่างยิ่ง ลวดลายอันสลักไว้บนตัวโลงเลือนหายไปมากแล้ว
ตรงหน้าโลงสำริดนั้นมีเก้าอี้ตัวหนึ่งวางอยู่
ชายผู้หนึ่งทอดกายเอกเขนก วางศอกพักบนเท้าแขนเก้าอี้ มือยกขึ้นเท้าคาง
ขณะที่มืออีกข้างถือม้วนหนังสัตว์ไว้เปิดอ่าน ปรากฏข้อความย่อหน้าหนึ่งใต้แสงตะเกียง
‘นักบุญหรือปีศาจ ล้วนอยู่ที่ใจคะนึง*[1]หนึ่งตัวตนนิรันดร์กาลอันมิใช่ของมิติเวลานี้ อาจารย์แห่งราชันวิถีหลิน สหายแห่งราชันวิถีเฉิน สมญานามปู๋ถี มิใช่ทั้งพุทธะและเต๋า มิใช่ทั้งขงจื่อและปีศาจ หลุดรอดนอกโชคชะตา เสรีชั่วนิรันดร์!’
ชายผู้นั้นรำพึงเบาๆ ปิดม้วนหนังสัตว์ลงและกล่าวเบาๆ ว่า “หากไม่ใช่เพราะวัฏสงสาร ไฉนเลยกระทั่งผู้มิสมควรปรากฏยังต้องเผยโฉม?”
ในหุบเหวซากสุสานฝังซากอารยธรรมยุคสมัยอันเสื่อมสลายพังทลายไว้เกินคณานับ ทว่ายามนี้ หนึ่งเสียงอันเสียดโสตพลันดังขึ้น
“นายเหนือ ตาเฒ่าผู้นั้นเป็นเพียงอำนาจเจตจำนง หากก่อนหน้านี้ท่านให้ข้าไป ขวานเดียวก็ผ่าเขาได้แล้ว!”
ตามด้วยหนึ่งเสียงอันนุ่มนวลสงวนท่าที
“ยอมรามือยามเข้าด้ายเข้าเข็มเช่นนี้ หาใช่ครรลองนายเหนือไม่ นายเหนือ ท่าน… คิดอันใดอยู่กันแน่หรือ?”
จากนั้น หนึ่งเสียงอันดูประหนึ่งวจีจากหลายชีวิตก็ดังตามมา
“นายเหนือ ขอเพียงท่านให้ข้าออกไป ข้าจะนำวัฏสงสารและเปลวเพลิงแห่งยุคสมัยมาให้ท่าน!”
“เราทั้งหลายล้วนติดอยู่ที่นี่มาเนิ่นนานหลายชั่วยุคสมัย ยามนี้ธารนทีแปรเปลี่ยนร้ายแรง บัญญัติกฎเกณฑ์แห่งอดีต ปัจจุบันและอนาคนล้วนพังทลายโรยรา มิติเวลารวนเร เป็นโอกาสอันดีต่อการคืนอิสรภาพของเราทั้งหลาย”
“ถูกต้อง พวกเราล้วนรอนายเหนือออกบัญชาเพื่อบุกทะลวงออกจากหุบเหวซากสุสานนี่ ปลดพันธนาการออกจากวิถีแห่งบรรพเทวาเสียที!”
……เสียงเจี๊ยวจ๊าวดังขึ้นในหุบเหวซากสุสานท่ามกลางสายหมอก ชวนให้ขนลุกเป็นที่ยิ่งนัก
ชายผู้นั่งถือม้วนหนังสัตว์บนเก้าอี้ตรงหน้าโลงสำริดขมวดคิ้วกล่าว
“หุบปาก”
หนึ่งคำห้วนสั้น ทว่ากลับมีมนตร์วิเศษ เสียงอื้ออึงพลันเงียบสงบ และหุบเหวซากสุสานก็คืนสู่ความวังเวงเช่นกาลก่อน
กระทั่งเสียงลมยังเงียบกริบ
“นายเหนือ ผู้น้อยขอเข้าพบ!”
ไม่นานนัก หนึ่งร่างพลันปรากฏจากอากาศธาตุ ก้าวฉับๆ มาไกลๆ
เมื่อเขามาอยู่ในระยะสิบจั้งจากชายถือม้วนหนังสัตว์ เจ้าตัวก็กุมกำปั้นค้อมหัวลงคำนับต่ำๆ
คนผู้นี้คือราชันวิถีหลิงอวี้! เทพบรรพกาลอันเปรียบประหนึ่งตำนานในเขตเทพโบราณ!
ทว่าคนผู้นี้กลับเผยความครั่นคร้ามลึกล้ำยามอยู่ต่อหน้าชายถือม้วนหนังสัตว์นี้
“จรจากอย่างคะนองคึก จบศึกกลับมาอย่างย่อยยับ เจ้าพอใจแล้วหรือ?”
ชายผู้นั้นหรี่ตากล่าวกับราชันวิถีหลิงอวี้
ราชันวิถีหลิงอวี้ค้อมหัวลงกล่าว “มิอาจพอใจได้ขอรับ ทว่าข้ามีความสับสนในใจอยู่บ้าง”
ชายผู้นั้นพยักหน้าน้อยๆ “เข้าใจได้ เพราะถึงอย่างไร เจ้าก็รู้เพียงว่าข้าเป็นผู้พิทักษ์สุสานแห่งหุบเหวซากสุสานนี้ พิทักษ์ที่นี่มาเกินนับปี แต่หารู้ไม่ว่าข้าคือใคร มาจากหนใด และมีความแค้นใดกับซูอี้ผู้นั้น”
ราชันวิถีหลิงอวี้ผงะไป ก่อนจะรวบรวมความกล้ากล่าวขึ้น “นายเหนือ เราทั้งหลายผู้ถูกนักดาบคนนั้นผนึกไว้ในอนธการไร้สิ้นสุดต่างเกลียดร่างเวียนวัฏของเขาถึงกระดูกมิต่างจากท่านขอรับ!”
ชายผู้อ้างตนเป็นผู้พิทักษ์สุสานเสสรวล
เขาเก็บม้วนหนังสัตว์ไปแล้วค่อยๆ ลุกจากที่นั่ง
ชั่วขณะนี้ หุบเหวซากสุสานทั่วบริเวณล้วนสั่นสะท้าน แรงกดดันร้ายกาจเกินพรรณนาแผ่ออกจากร่างชายผู้นั้น
“ข้าแตกต่างจากเจ้า”
ชายผู้นั้นกระซิบ ยกมือขึ้นหยิบตะเกียงซึ่งแขวนอยู่เหนือโลงสำริดมาถือไว้
แสงสลัวส่องสว่างบนใบหน้าผอมอันสะอาดสะอ้านของเขา
“ความแค้นระหว่างข้ากับซูอี้เองก็มิเหมือนพวกเจ้า”
ปลายนิ้วของชายผู้นั้นไล้ไปบนตะเกียงทองแดงแผ่วเบา และจักรวาลพร่างดาวก็ปรากฏขึ้นในคู่เนตรลึกล้ำพร่างพรายของเจ้าตัว
ร่างของเขาผอมสูง ยืนตระหง่านเยี่ยงบรรพตเดียวดายทะลวงเวหา
เพียงยืนเฉยๆ ก็เปรียบเช่นนายเหนือสรรพสิ่งในหุบเหวซากสุสาน
“ผู้น้อยขอบังอาจถามนายเหนือ นี่… ต่างกันเช่นไรหรือขอรับ?”
ราชันวิถีหลิงอวี้ถามอย่างระมัดระวัง
ชายผู้นั้นพลิกฝ่ามือ ตะเกียงทองแดงหายวับไป
ทันใดนั้น แสงสลัวหนึ่งเดียวในหุบเหวซากสุสานนี้พลอยหายไป อนธการโรยตัวลงปกคลุมสรรพสิ่งสิ้นเยี่ยงม่านหมอก
จากนั้น วจีเยี่ยงระฆังของชายผู้นั้นก็ดังขึ้น
“ข้าเหมือนกับเขานั่นแหละ”
“เพราะว่า……”
“เราล้วนแต่เป็นร่างเวียนวัฏของนักดาบผู้นั้น!”
[1] 斜月三星,灵台方寸 หากตรงตัว จะได้ความว่า สามดาราแห่งจันทร์รอน ฟางชุ่นแห่งหลิงไถ ซึ่งในวรรณกรรมไซอิ๋ว ทั้งฟางชุ่น หลิงไถ สามดาราล้วนหมายถึงหัวใจคน ขณะที่จันทร์รอนคือตะขอเกี่ยวหัวใจแกว่งไปมา จึงสื่อว่าดีชั่วล้วนอยู่ที่ใจ