บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2107 วจีลึกลับนั้นเยี่ยงระฆัง
บทที่ 2107 วจีลึกลับนั้นเยี่ยงระฆัง
ปราณของชายชุดดำน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
ณ จุดที่เขาเหยียบยืน อนธการพลุ่งพล่านปรกนภาเยี่ยงคลื่นนที ปกคลุมจตุรทิศยิ่งใหญ่ทรงพลัง
เทียบกันแล้ว เจ็ดมหาเทพนั้นดูหม่นรัศมีกว่ากันมาก
‘นี่คือเทพบรรพกาลผู้ถูกผนึกในอนธการไร้สิ้นสุดโดยชาติแรกหรือ?’
ซูอี้ครุ่นคิด
เขายืนข้างกายชายชรา ไร้ผลกระทบใดๆ จากอำนาจของชายชุดดำ
ดังนั้นชายหนุ่มจึงไม่ได้รู้ซึ้งถึงความน่าสะพรึงกลัวของชายชุดดำโดยแท้จริง
“ราชันวิถีหลิงอวี้เป็นตัวตนลึกลับ กล่าวกันว่าอยู่มาตั้งแต่ช่วงแรกเริ่มของวิถีแห่งบรรพเทวา เป็นเช่นเรื่องเล่าตำนาน จึงไร้ผู้ใดรับรู้ว่าวิถีเต๋าของเขาทรงพลังเพียงไร”
ข้างกายเขา ลั่วเสวียนจีถ่ายทอดวจีเล่าให้ซูอี้ฟัง “แต่ทุกผู้ในโลกหล้าล้วนทราบว่าเขาเป็นอาจารย์ของมหาเทพหรานเฟิง และกระทั่งหอกกระดูกสะบั้นวิถีก็เป็นสมบัติของเขา”
ซูอี้พยักหน้า
เขาไม่ได้สนใจที่มาของราชันวิถีหลิงอวี้ยามนี้เสียเท่าไร แต่ชายหนุ่มกลับสงสัยว่าไฉนการเข้าสอดมือพัวพันในเรื่องนี้ของชายชราข้างกาย จึงกลายเป็นการทำลายกฎไปได้ และไฉนจึงก่อเกิดอันตรายต่อการถูกกฎเกณฑ์กลืนกินโต้ตอบ
ทว่ายามเผชิญคำขู่อันดุดันของราชันวิถีหลิงอวี้ ชายชราทำเพียงแย้มยิ้มส่ายหน้า
“เจ้าได้สัมผัสเพียงรอยต่อของธารนทีสายยาวแห่งโชคชะตา ยังไม่ได้ทำความเข้าใจความหมายแท้จริงแห่งอนันตกาล มีหรือจะเข้าใจกฎเกณฑ์ของธารนทีสายยาวแห่งโชคชะตาได้?”
ความนัยนั้นคือ ไม่ต้องนำกฎมาขู่ ข้ารู้ดีกว่าเจ้าว่ากฎเกณฑ์แท้จริงเป็นเช่นไร!
“ท่านตั้งใจจะพัวพันจนถึงที่สุดแล้วหรือ?”
ราชันวิถีหลิงอวี้ขมวดคิ้ว ดวงตามืดทึมพลุ่งพล่านด้วยไอเย็นยะเยือก
ชายชรากล่าวเสียงนุ่มนวล “วิถีน้อยใหญ่ ดำขาว ธรรมะอธรรม ข้าก้าวเดินบนวิถีข้า สิ่งที่ข้าจะทำ เจ้ามิอาจหยุดยั้ง ให้ผู้อยู่เบื้องหลังเจ้าออกมาเถอะ”
มันดูเหมือนการถกเถียงโต้แย้ง ทว่าแท้จริงกลับเหมือนผู้อาวุโสกำลังชี้แนะผู้น้อยไม่รู้ความอย่างสันติ
กิริยาเช่นนั้นทำให้ทุกผู้ผงะอึ้ง
นั่นราชันวิถีหลิงอวี้เชียวนะ!
เทพบรรพกาลอันลึกลับโบราณผู้หนึ่ง!
ใครเล่าจะกล้าพูดกับเขาเช่นนั้น?
ทว่าวาจาเหล่านี้สะท้านถึงใจซูอี้ ยังมีผู้ใดเบื้องหลังราชันวิถีหลิงอวี้นี่อีกหรือ?
ขณะนี้ ราชันวิถีหลิงอวี้เองก็ขมวดคิ้ว ความเย็นยะเยือกเกินควบคุมปรากฏบนสีหน้า ก่อนจะเสสรวลดังลั่นกล่าวขึ้น
“ข้าไม่ทราบว่าท่านคือใคร มิอาจทราบว่าท่านจะเลิศล้ำทรงพลังในโลกอันไม่ใช่ของมิติเวลานี้เพียงไร แต่ข้าจะขอลองดู ท่านมีเพียงอำนาจเจตจำนง มีคุณสมบัติอันใดมาพูดเช่นนี้?!”
อาภรณ์ดำบนร่างของเขาพริ้วสะบัด เรือนผมยาวสีเงินเทาโบกไสว วจียังไม่ทันสิ้น ปราณดำทะมึนน่าสะพรึงกลัวพลันแผ่ออกเยี่ยงคลื่นคลั่งทะเลเดือด
เปรี้ยง!
เหนือเขตเทพโบราณทั่วทิศ อนธการพลุ่งพล่านเยี่ยงกระแสธาร ทุกแห่งหนที่พาดผ่าน ปราณทำลายล้างอันน่าสะพรึงกลัวก็ขจรขจายเยี่ยงการปะทุบังเกิดของภัยพิบัติธรรมชาตนิ
สรรพชีวิตกระจัดกระจายทั่วเขตเทพโบราณล้วนรู้สึกสิ้นหวังและไร้อำนาจอย่างลึกล้ำ
ขณะที่ทวยเทพซึ่งเฝ้ามองอยู่ไกลๆ ล้วนอกสั่นขวัญแขวน หนาวยะเยือกราวตกสู่โพรงน้ำแข็ง
น่าสะพรึงกลัวยิ่ง!
อำนาจอนธการนั้นเปรียบเช่นหัตถ์ใหญ่อันบดบังพลังปราณของพวกเขา สะบั้นความรู้สึกนึกคิด ราวร่วงหล่นสู่อนธการไร้สิ้นสุด สูญสิ้นการหยั่งรู้เรื่องราวใดๆ ในโลกภายนอกเฉียบพลัน!
“ไป!”
ราชันวิถีหลิงอวี้ยกมือขึ้นเล็กน้อย
ตู้ม!
ดาบวิถีเล่มหนึ่งก่อตัวขึ้นจากอำนาจอนธการทะยานทะลวงมิติเวลาโจมตี
ดาบเช่นนี้เผยอำนาจกดดัน เลิศล้ำอัศจรรย์ยิ่งนัก เต็มไปด้วยอำนาจสูงส่งเกินบรรยาย ดูราวพร้อมฉีกแยกฟ้าดิน!
ม่านตาของซูอี้หดตัว
ไม่ใช่เพราะดาบเล่มนี้ลึกล้ำยิ่งใหญ่เพียงไร แต่อำนาจในดาบเล่มนี้เหนือล้ำกว่าวิถีเทพ ยากจะเข้าใจความน่าสะพรึงกลัวของมัน!
ทว่าชายชราพลันก้าวไปเบื้องหน้า
เพียงหนึ่งย่างก้าว โลกหล้าพลันพลิกกลับด้าน แสงสว่างกระจ่างแจ้งสาดส่องผ่านอนธการ ทะยานตรงสู่เก้าชั้นสรวง
จักรวาลพร่างดาวอันโอฬารสะท้อนขึ้นใต้เท้าของชายชราเยี่ยงรองเท้า รองรับทุกการย่างก้าวสัญจร
เหยียบย่างดารา สัญจรแช่มช้าบนคุนหลุน!
และเมื่อชายชราโบกแขนเสื้อ……
ตู้ม!!
ดาบวิถีอันสร้างจากอำนาจอนธการนั้นแสนร้ายกาจน่าสะพรึงกลัว ทว่าครานี้มันกลับร่วงหล่นลงสู่มือชายชราเยี่ยงตะวันคล้อย จักรวาลลาลับอย่างไร้การควบคุม ก่อนจะสลายหายไป
ยกแขนเสื้อบังตะวันจันทรา สรวงสวรรค์อยู่ในฝ่ามือ!
ไกลออกไป ม่านตาของราชันวิถีหลิงอวี้หดตัวเล็กน้อย ก่อนจะแค่นเสียงเย็นชาแล้วยกมือคว้า
ตู้ม!
อำนาจกฎบัญญัตินับไม่ถ้วนโปรยปรายเยี่ยงน้ำตกอัสนีทมิฬกวาดผ่านนภา
ฟ้าดินรวนเรดุจมหาวิปโยคป่วนหล้าปรากฏขึ้น ทั่วทิศในเขตเทพโบราณล้วนปรากฏอำนาจหายนะร้ายกาจ มิอาจทราบได้ว่ามีสรรพชีวิตมากมายเพียงไรกรีดร้องหวาดผวา เผ่นหนีเอาชีวิตรอด
“ไร้ไหวพริบเสียจริง”
ชายชราส่ายหัวน้อยๆ ก่อนจะยกแขนขึ้น
ตู้ม!!
กฎเกณฑ์อนธการนับไม่ถ้วนระเบิดแหลก
แสงสว่างกระจ่างแจ้งอันทรงพลังแผ่ไพศาล ทั่วเขตเทพโบราณปกคลุมด้วยบรรยากาศสงบเงียบ
ขยับอาภรณ์โบกแขนเสื้อ โลกหล้ารุ่งโรจน์เรืองรอง!!
ขณะเดียวกัน ร่างของราชันวิถีหลิงอวี้ก็เสียหายร้ายแรง เจ้าตัวล้มหงายถอยกรูดไปอย่างรวดเร็ว
ในที่สุดสีหน้าของอีกฝ่ายก็แปรเปลี่ยน
เจ้าเฒ่าผู้นี้เป็นใคร เจตจำนงผู้ใดกันแข็งแกร่งได้เพียงนี้?
เจ็ดมหาเทพซึ่งมองการศึกอยู่ไกลๆ ล้วนอดรู้สึกหนาวเยือกในใจขึ้นมิได้ จำต้องนึกว่าหากก่อนหน้านี้ชายชราคิดไร้ปราณี พวกเขาทั้งหลายก็คงตายไปแล้ว!!
“มานี่!”
ราชันวิถีหลิงอวี้คว้ามือฉวย
ตู้ม!
ท่ามกลางเสียงคำรามสะท้านภพ หอกกระดูกสะบั้นวิถีได้ทะยานร่วงสู่มือราชันวิถีหลิงอวี้
เพียงพริบตา บรรยากาศรอบกายราชันวิถีหลิงอวี้ก็แปรเปลี่ยน ทรงพลังยิ่งกว่าเดิมมากนัก!
ในมือของเขาถือหอกกระดูก วูบไหวหายลับจากอากาศธาตุ พริบตาต่อมาก็ทะยานพุ่งดุจสายฟ้าทมิฬข้ามผ่านมิติเวลามาหาชายชรา
ฉัวะ!
หอกกระดูกปลดปล่อยจิตสังหารแดงเลือด เสียบตรงเข้าหาหว่างคิ้วชายชรา
รวดเร็วเหลือเชื่อ
ทั้งยังทรงพลังน่าอัศจรรย์!
เห็นได้ชัดว่าราชันวิถีหลิงอวี้ใช้อำนาจทั้งหมดในการโจมตีนี้ และต่อหน้าอำนาจเช่นนี้ ต่อให้เป็นวิถีสวรรค์ก็แหลกลาญ!
ทว่าทันใดนั้น หัตถ์ใหญ่ข้างหนึ่งคว้าจับใบหอกของหอกกระดูกสะบั้นวิถีไว้
และยังทำให้การโจมตีนี้มิอาจคืบต่อได้อีก!
ราชันวิถีหลิงอวี้อดเบิกตากว้างมิได้ หัวใจอันสงบเงียบไร้หวั่นไหวของเขาสั่นคลอนจนได้ ก่อเกิดเป็นความเสียอาการอย่างหาได้ยาก
นี่ นี่มันเป็นไปได้เช่นไร!?
“ท้ายที่สุด เมื่อพิจารณาเหล่าผู้เลิศล้ำเยี่ยมยอดโดยแท้จริงบนวิถีแห่งเทพบรรพกาล เจ้าก็มิอาจเทียบชั้นได้เลย”
ชายชรารำพึงเบาๆ
เสียงของเขายังไม่ทันสิ้น มือก็ออกแรง
เปรี้ยง!
หอกกระดูกสะบั้นวิถีสิ้นควบคุม ถูกนำมาอยู่ในมือชายชรา
ขณะที่ร่างของราชันวิถีหลิงอวี้กระเด็นปลิวรุนแรงราวว่าวสายป่านขาด
ร่างของเจ้าตัวยังไม่ทันลงพื้น มุมปากก็ย้อยด้วยโลหิต สีหน้าปรากฏความเจ็บปวด
เมื่อครู่ยามหอกกระดูกสะบั้นวิถีถูกนำไป อำนาจวิถีปีศาจอันทรงพลังไร้ขอบเขตสายหนึ่งได้ปะทุขึ้นบดขยี้เขาอย่างจัง!
เหล่าผู้ชมเงียบกริบ
ผู้คนล้วนมองภาพนี้อย่างไม่อยากเชื่อ แทบมิอาจรับไหว
หนึ่งเทพบรรพกาลมาปรากฏด้วยตนเอง แต่กลับถูกเจตจำนงของชายชราผู้นั้นปราบลงอย่างร้ายแรง?
ชายชราผู้นี้เป็นใครกัน?
สูงส่งเพียงไร?
เปรี้ยง!
อนธการเหนือนภาถอยหายเยี่ยงกระแสธาร แสงสว่างจรัสกระจ่างทอประกายเยี่ยงตะวัน ฟ้าดินเรืองรองสงบสุข
ราชันวิถีหลิงอวี้เพิ่งตั้งหลักได้ แต่ภายใต้สายตาตกตะลึงของผู้คน ชายชราได้ยกมือเงื้อหอกกระดูกสะบั้นวิถีขึ้น
“แย่แล้ว!”
สีหน้าของราชันวิถีหลิงอวี้พลันแปรเปลี่ยน จิตสังหารร้ายกาจปกคลุมร่างวิถี จิตวิญญาณและความคิดของเขาไว้จนเกินกำจัด ไม่อาจหลบเลี่ยง
ขณะนั้น ตัวคนรู้สึกไร้กำลังราวกลายเป็นเชลยใต้บาท รอวันพิพากษ์ประหาร!
และยามนี้เองที่หนึ่งวจีกังวานเยี่ยงระฆังพลันดังขึ้นในโลกหล้า
“ขอวอนสหายเต๋าเมตตาด้วย”
เสียงนั้นดังขึ้นโดยไร้ที่มา ชัดเจนทุกแห่งหน ดุจอัสนีสนั่นในใจคนทุกผู้
ผู้คนล้วนสะท้านสั่น
หรือเจ้าของเสียงนี้จะเป็นบุคคลเบื้องหลังราชันวิถีหลิงอวี้?
ซูอี้เลิกคิ้ว
เขาและลั่วเสวียนจีต่างอยู่ข้างหลังชายชรา ไม่ได้รับผลกระทบใด
ทว่าแม้จะหา พวกเขาก็มิอาจพบที่มาของเสียง
“ในเมื่อท่านปริปาก ข้าก็มีแต่ต้องไว้หน้า”
แววตาอันแตกต่างปรากฏในดวงตาชายชรา เขาโยนหอกกระดูกสะบั้นวิถีในมือออกไปเบาๆ
ทันใดนั้น สมบัตินี้พลันแปรเปลี่ยนเป็นลำแสงคืนสู่นายเดิม ร่วงหล่นสู่มือราชันวิถีหลิงอวี้
“ความแค้นนี้เกี่ยวพันล้ำลึก ท้ายที่สุดแล้วก็เป็นการประชันระหว่างข้าและเขา ท่านรู้เรื่องนี้ แต่ก็ยังเข้าพัวพันอย่างเด็ดเดี่ยว ทำให้ข้าไม่ชอบใจเล็กน้อยจริงแท้”
วจีเยี่ยงระฆังนั้นดังขึ้นอีกหน
ไกลออกไป ราชันวิถีหลิงอวี้ยืนเงียบ ราวไร้ช่องให้เขาเข้าสอดต่อหน้าวจีนี้
เจ็ดมหาเทพยิ่งตัวสั่นงันงก ไม่อาจทราบได้ว่าเจ้าของเสียงนั้นคือผู้ใด
“ความแค้นระหว่างเจ้าและเขา ผู้ก่อก็ควรสะสาง ไฉนจึงวางแผนสังหารเช่นนี้แล้วแสร้งให้เป็นฝีมือผู้อื่นด้วย?”
น้ำเสียงของชายชรายังคงอ่อนโยน “หากทำเช่นนี้ ดูจะเป็นแผนต่ำช้าไปสักหน่อยนะ”
ทันใดนั้น ในที่สุดซูอี้ก็ประจักษ์ว่า ‘เขา’ ที่เสียงนั้นว่าหมายถึงตนเอง!!
“ฮ่าๆ สหายเต๋ากล่าวเกินไปแล้ว”
เสียงกระจ่างนั้นหัวเราะเสียงดัง “ตัวเจ้าเองก็รู้ว่าหากฝืนกฎเข้าพัวพันวันนี้ แม้เขาจะอยากตายก็ทำได้มิง่าย ไฉนต้องลำบากวาดขาให้อสรพิษ*[1]ด้วย?”
น้ำเสียงนั้นใจกล้าแข็งกร้าว ทั้งยังยอกย้อนถากถางชายชราว่ายุ่งไม่เข้าเรื่อง
“ในโลกหล้ายังมีผู้ชักดาบเข้าช่วยเหลือยามพบสถานการณ์มิชอบธรรม จะไม่นับข้าได้หรือ?”
ชายชรายิ้มอย่างไม่ใส่ใจ “มิต้องพูดถึงว่า เราทั้งหลายล้วนเป็นสหายเต๋า และข้าไม่อาจปล่อยผู้ซึ่งยังมิได้เป็นเทพให้ถูกรังแก”
“ยังมิได้บรรลุเป็นเทพ……”
น้ำเสียงกังวานใสนั้นพลันนิ่งไป
ครู่ต่อมา ยามเสวนาอีกครั้ง น้ำเสียงคนผู้นั้นพลันแปรเปลี่ยนเป็นซับซ้อนปนเปด้วยอารมณ์หลากหลาย “งั้นก็ได้ ตาหมากวันนี้จบที่นี่แหละ”
“ประเสริฐ”
ชายชราพยักหน้าแย้มยิ้ม
“หลิงอวี้ เจ้าพาคนกลับมา”
เสียงนั้นดังออกบัญชา “เรื่องวันนี้มิเกี่ยวกับพวกเจ้า”
“นายเหนือ หากยอมปล่อยไปเช่นนี้……”
ราชันวิถีหลิงอวี้ลังเลเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวเสียงลุ่มลึก “จะเป็นการพลาดพลั้งใหญ่หลวงนะ……”
“กลับมา!”
ราชันวิถีหลิงอวี้ผงะ ก้มหัวลงรับบัญชา “ขอรับ!”
เขาโบกมือสั่งการเจ็ดมหาเทพ “ไป!”
มหาเทพหรานเฟิงรีบร้อนกล่าว “ท่านอาจารย์ สี่ดาบเทพต้องห้ามเพิ่งถูกคนผู้นั้นชิงไป……”
“ไป!”
ดวงตาของราชันวิถีหลิงอวี้เย็นเยียบ
หัวใจของมหาเทพหรานเฟิงสั่นสะท้าน ไม่กล้าลังเล พามหาเทพผู้อื่นตามหลังราชันวิถีหลิงอวี้จากไปทันที
และเมื่อทวยเทพห่างออกไปเห็นเช่นนี้ พวกเขาก็อดมองหน้ากันมิได้ จากไปง่ายๆ เช่นนี้หรือ?
[1] กวาดขาให้อสรพิษ หมายถึง ยุ่งไม่เข้าเรื่อง กระทำการไม่สมควร