บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2106 นอกกระดานหมาก เทพบรรพกาล
บทที่ 2106 นอกกระดานหมาก เทพบรรพกาล
แสงอันจรัสจ้านั้นเลิศล้ำเกินใดเทียบ ทุกแห่งหนที่มันเคลื่อนผ่าน อำนาจหายนะทำลายล้างทั้งปวงล้วนถูกสยบ
เหตุการณ์ปั่นป่วนทั้งมวลสิ้นสูญ!
บรรยากาศอันสงบเย็นร่มรื่นแผ่กระจายทั่วฟ้าดินตามมา
และการโจมตีอันน่าสะพรึงกลัวจากเจ็ดมหาเทพเองก็สิ้นฤทธิ์ภายใต้แสงสว่างนั้น!
สามดาบเทพต้องห้ามลอยคว้างนิ่ง ราวกำลังจมดิ่งนิทราลึกล้ำ
มีเพียงหอกกระดูกสะบั้นวิถีเท่านั้นที่ดูจะตื่นตระหนก ถอยหนีไปไกลจากสนามรบได้ก่อน
เจ็ดมหาเทพล้วนตะลึงอ้าปากค้าง
เพียงหนึ่งโบกแขนเสื้อ หายนะก็ดับสิ้น จลาจลคลี่คลาย สารพัดอำนาจทำลายล้างเสื่อมสลาย!
ปราณอันไพศาลกระจ่างชัดแผ่ซ่านทั่วฟ้าดิน ยิ่งใหญ่สงบสุขราวได้แปรเปลี่ยนสู่สุขาวดีนอกโลกา!!
นี่มันอำนาจอันใดกัน?
พลังวิเศษล้ำอันใดนี่?
ซูอี้เลิกคิ้ว สลายหายนะ สงบจิตสังหาร! ฝีมือเช่นนี้อัศจรรย์จริงแท้!
ทวยเทพซึ่งมองศึกอยู่ไกลๆ เองก็ต่างตกตะลึง ความนึกคิดได้รับผลกระทบ กระทั่งนึกจะสู้ยังทำไม่ได้! มิอาจทำลายภาพอันสงบสุขเช่นนี้ไหว
และสีหน้าของเจ็ดมหาเทพพลันแปรเปลี่ยนอย่างไม่อาจควบคุม
เพราะภาพนี้ก็ทำให้พวกเขาตกตะลึง หัวใจสั่นสะท้านเช่นกัน!!!
หอกกระดูกสะบั้นวิถีตระหนกถอยหนี!
สามดาบเทพต้องห้ามถูกสยบสิ้น!!
การโจมตีสุดกำลังของเจ็ดมหาเทพถูกสลายไปเงียบๆ เช่นนั้น
ขณะนี้ ชายชรายืนนิ่งกับที่ อาภรณ์หลวมพลิ้วสะบัด สูงส่งไร้มลทินราวอยู่ห่างจากเก้าชั้นสรวง ให้ความรู้สึกห่างเหินและเป็นอิสระ
“ดาบมา”
ชายชรากล่าวแผ่วเบา
ขวับ! ขวับ! ขวับ!
ทันใดนั้น ดาบเทพต้องห้ามทั้งสามเล่มก็ดูราวนางแอ่นคืนรัง โผทะยานสู่มือของชายชรา
จากนั้นเขาก็เบนสายตาไป กล่าวกับเจ็ดมหาเทพว่า “ยามนี้ ถึงกาลพวกเจ้าต้องชดใช้ความผิดแล้ว”
เปลือกตาของเจ็ดมหาเทพกระตุก
มหาเทพเสวียนซวงตะโกนขึ้น “ช้าก่อน ข้าขอบังอาจถามว่าท่านคือผู้ใดกัน ไฉนจึงเข้ามาแทรกแซง……”
โดยไม่รีรอให้พูดจบ ชายชรากลับแย้มยิ้มส่ายหน้ากล่าว “ยื้อเวลาไปก็เท่านั้น”
เปรี้ยง!
เขายกมือกำหมัด ทำราวกับกำลังวางตัวหมากละเล่นอยู่ในฟ้าดิน
ฟ้าดินสั่นสะท้าน หมื่นวิถีสั่นพ้อง เห็นประหนึ่งแสงธรรมนับไม่ถ้วนโปรยปรายลงมาอย่างแผ่วเบา
ร่างของมหาเทพเสวียนซวงสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ชั่วพริบตาต่อมา ร่างของนางก็ถูกอักขระลึกลับอันแปรเปลี่ยนมาจากแสงธรรมผนึกไว้
ความรวดร้าวปรากฏบนใบหน้าของมหาเทพเสวียนซวง ร่างของนางราวถูกคมมีดนับไม่ถ้วนกรีดแทง วิญญาณประหนึ่งใกล้จะสลายเป็นเสี่ยงๆ
ความเจ็บปวดนี้มาจากส่วนลึกแห่งจิตวิญญาณ แม้นางจะเป็นตัวตนระดับจอมเทพ แต่เวลานี้นางกลับถูกทรมานแทบสิ้นสติ เสียงกรีดร้องโหยหวนดังออกจากปาก
ทว่าในขณะเดียวกัน นางก็ถูกแสงธรรมสีทองผนึกไว้ ไม่อาจดิ้นรนต่อสู้ ทำได้เพียงรวดร้าวจำทนจากการทรมานไร้สิ้นสุด!
ภาพนี้ทำให้มหาเทพผู้อื่นสะท้านสั่น หัวใจเย็นยะเยือก
ตาเฒ่าผู้นี้เป็นใครกัน?
ไฉนจอมเทพจึงถูกผนึกปราบได้เพียงหนึ่งการโจมตี!?
“ถอย!”
มหาเทพหมิงโจ้วและคณะไร้ลังเล ทะยานเวหาถอยไปเสียไกลทันที
ทว่าชายชราส่ายหัว
“ในกระดานล้วนมีวิถีข้า นอกกระดาน พวกเขาก็ล้วนอยู่ในวิถีข้า พวกเจ้าเข้ามาในตาหมากแล้ว จะออกไปเฉยๆ ได้เช่นไร?”
เมื่อน้ำเสียงอบอุ่นอ่อนโยนดังขึ้น ชายชราพลันโบกแขนเสื้อฟาดมือบนอากาศ
ตู้ม!
แสงปีศาจไร้ประมาณพลันปรากฏในฟ้าดิน แปรเปลี่ยนเป็นภาพประหนึ่งขุมนรกไร้ขอบเขต
ทันใดนั้น ร่างของมหาเทพทั้งหกต่างถูกพันธนาการเกินควบคุม เปรียบดั่งโคม้าถูกลากจูง พวกเขาทั้งหลายล้วนถูกลากตัวสู่ขุมนรกไร้ขอบเขตนั้น
พร้อมด้วยเสียงลั่นสนั่น ขุมนรกไร้ขอบเขตนั้นก็หดตัว กลายเป็นเสาสำริดสีเลือดหกต้น จองจำหกมหาเทพไว้คนละผู้
เยี่ยงหกคนบาปรอประหาร! เป็นตายไม่อาจลิขิตเอง!
เหล่าผู้ชมเงียบกริบ
ทวยเทพต่างขวัญผวาแทบสิ้นสติ!
เพียงชั่วพริบตา มหาเทพทั้งหกคนก็ถูกจองจำพันธนาการ รัดตรึงกับเสาสำริด!!
แม้จะเห็นด้วยตาตน ผู้คนก็ยังรู้สึกเกินจริงราวฝันไป
ร่างบอบบางของลั่วเสวียนจีสั่นสะท้าน คลื่นความสะพรึงแล่นพล่านในหัวใจ
นางเข้าใจแล้ว!
ชายชราตรงหน้าต้องเป็นตัวตนน่าสะพรึงกลัวอันอยู่สูงล้ำกว่าจอมเทพเป็นแน่
เพราะเช่นนั้น เขาจึงสามารถใช้อำนาจเจตจำนงมาหยอกเล่นกับมหาเทพทั้งเจ็ดได้!!
เมื่อนางตระหนักเช่นนี้ ลั่วเสวียนจีก็อดยิ้มขมขื่นมิได้ ก่อนหน้านี้ ใครเล่าจะคิดว่าร่างเจตจำนงอันแสนธรรมดานี้จะทรงพลังเสียจนน่าขันดังเห็น?
เกรงว่า… กระทั่งสหายเต๋าซูก็คงคาดไม่ถึงกระมัง?
ลั่วเสวียนจีมองไปทางซูอี้ข้างกายนางอย่างไม่รู้ตัว และสังเกตเห็นชัดเจนว่าบนใบหน้าอีกฝ่ายเจือความประหลาดใจอันไม่อาจสะกดกลั้น!
ซูอี้ประหลาดใจจริงแท้!
แต่สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจไม่ใช่อำนาจต่อสู้ของชายชรา แต่เขาสังเกตเห็นว่าก่อนหน้านี้ยามชายชราลงมือ อีกฝ่ายใช้มรดกเคล็ดวิชาสูงสุดอันแตกต่างกันสี่อย่าง!
มีเคล็ดวิชาจากสำนักพุทธ อิทธิฤทธิ์สำนักเต๋า ปราณโอฬารแห่งขงจื่อ และเคล็ดวิชาวิถีปีศาจ!
ทว่าชายชราตรงหน้ามิใช่ทั้งพุทธองค์หรือนักพรตเต๋า มิใช่ทั้งบัณฑิตขงจื่อหรือปีศาจ!
“หรือนี่จะเป็นมหาวิถีอันหลอมรวมวิถีอื่น?” หัวใจของซูอี้สั่นสะท้าน
ตัวเขาก็สามารถใช้เคล็ดวิชาและอำนาจวิเศษของวิถีอื่นเช่นกัน แต่แก่นแท้ของมรดกมหาวิถีของเขาก็ยังเป็นวิถีดาบ ยังห่างไกลเกินจะผนวกกับอำนาจมรดกวิถีของแต่ละกลุ่มเต๋า เรียนรู้จากจุดแข็งแห่งสรรพสิ่งได้เช่นชายชรา!
ขณะที่เจ็ดมหาเทพถูกสยบปราบ พวกเขาก็ล้วนเดือดดาลระคนตกใจ
“เจ้า…หรือเจ้าจะเป็นเทพโบราณที่ทลายกำแพงขอบเขตอมรณาก้าวสู่อนันตกาลแล้ว?”
มหาเทพหมิงโจ้วกล่าวด้วยสีหน้าตื่นตะลึง
ตัวตนเช่นนี้เป็นเยี่ยงเรื่องเล่าตำนาน แสนเสรี สูงส่ง และห่างเหินเกินผู้ใดเอื้อม!
เทพบรรพกาล!!
มีเสียงสูดปากดังขึ้นในบริเวณนั้น
“เทพบรรพกาล?”
ชายชราส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “ข้าไม่ใช่หรอก”
เมื่อพูดจบแล้ว เขาก็กล่าวกับซูอี้ต่อเบาๆ ว่า “จอมเทพเหล่านี้เป็นเพียงตัวหมากบนกระดาน แต่ตาหมากดีๆ อยู่นอกกระดานต่างหาก”
“นอกกระดานหมาก?”
ซูอี้ขมวดคิ้ว
“ใช่แล้ว ขับเคลื่อนจอมเทพเหล่านี้ทีละขั้นเพื่อลองเชิงสหายเต๋า และเมื่อเข้าใจถ่องแท้ พวกผู้อยู่หลังกระดานจึงจะชี้วัดแพ้ชนะของตาหมากในวันนี้นอกกระดานหมาก”
ชายชรากล่าวเบาๆ ว่า “จากนี้ก็ยังเห็นได้ว่า แม้สหายเต๋าจะยังไม่เป็นเทพในชาตินี้ การฝึกฝนยังอ่อนด้อยไปเสียหน่อย บุคคลที่อยู่เบื้องหลังกลับถือสหายเต๋าเป็นศัตรูอันดับหนึ่งแล้ว ไม่คิดมาเล่นกับเจ้าแบบพบหน้ากันด้วยตนเอง”
หัวใจของซูอี้ชะงักค้าง และจึงตระหนักได้ว่า ณ ที่ใดที่เขาไม่เคยสังเกตมีมหันตภัยร้ายเช่นนี้ซุกซ่อน!!!
ลั่วเสวียนจีอดประหลาดใจมิได้ “ใช้จอมเทพเป็นตัวหมาก แค่เพื่อหยั่งเชิงดูไพ่ตายของสหายเต๋าซู เช่นนั้น… หรือบุคคลเบื้องหลังเรื่องนี้จะเป็นเทพบรรพกาลผู้หนึ่ง?”
สุดวิถีแห่งบรรพเทวานี้มีตัวตนน่าสะพรึงกลัวยิ่งอยู่กลุ่มหนึ่ง
พวกเขาอยู่เหนือจอมเทพ แต่ละผู้ล้วนเป็นตำนานอันเลื่องลือผ่านอารยธรรมยุคสมัยมากมาย ซึ่งล้วนถือครองอำนาจสูงส่งห่างไกลเกินจอมเทพขอบเขตอมรณาจะเทียบชั้น!
พวกเขาคือเทพบรรพกาล!
ทว่าแสนนานมาแล้ว เทพบรรพกาลเหล่านี้ต่างถูกนักดาบผู้นั้นสยบไว้ในอนธการอย่างไร้ที่สิ้นสุด บนวิถีแห่งบรรพเทวาในกาลต่อมาจึงไร้ผู้ใดได้พบพานกับเทพบรรพกาลเหล่านั้นอีก
“เทพโบราณ?”
ชายชราทำเพียงแย้มยิ้ม แววตาอ่านยาก “บ้างใช่ บ้างก็ไม่”
ซูอี้กับลั่วเสวียนจีมองหน้ากัน และเข้าใจทันที
ผู้อยู่เบื้องหลังเหตุนี้มีมากกว่าหนึ่ง!!
“สหายเต๋าไม่ต้องคาดเดาเรื่องนี้หรอก มองเรื่องสนุกต่อไปก็พอ ภายหลังเจ้าจะหวนมองเหตุการณ์ในวันนี้และเห็นปริศนารายละเอียดต่างๆ จากมันได้ทันที”
ชายชรากล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
นับตั้งแต่ปรากฏกาย เขาก็ให้ความรู้สึกที่สงบเงียบเยี่ยงสายธาร นุ่มนวลเยี่ยงหยกเกลี้ยงเกลา ราวได้เข้าใจสรรพสิ่งอยู่ในใจแล้ว
ซูอี้เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าและกล่าวว่า “หรือจะบอกว่า เรื่องสนุกเพิ่งเริ่มเท่านั้นหรือ?”
“เปล่าหรอก ถึงกาลชี้ชัดแพ้ชนะแล้ว”
ชายชรากล่าว “ข้าทำลายกฎเกณฑ์บางอย่างไปยามเข้าสอดมือหนนี้ ไม่น่าจะเปลี่ยนอันใดได้ แต่ในเมื่อวาระเหมาะสม ข้าก็ควรช่วยสหายเต๋าสักหน่อย”
วาจานี้ชวนฉงนยิ่งนัก!
ทำลายกฎเกณฑ์หมายความว่าอย่างไร?
ไม่น่าจะเปลี่ยนอันใดได้หมายความว่าอย่างไร?
ซูอี้ครุ่นคิดในใจ หรือจะบอกว่าชายชราผู้นี้มิควรมาปรากฏตัวที่นี่ และมีตัวแปรอื่นอยู่ในแผนสังหารเขาหนนี้จริงๆ ตามคาด?
เสียงหนึ่งกล่าวขึ้นอย่างเยียบเย็น
“ท่านไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของวิถีแห่งบรรพเทวา และยังมิได้มาจากสรวงสวรรค์นอกวิถีแห่งบรรพเทวาด้วย หากท่านเข้าแทรกแซง ก็เท่ากับทำลายกฎ!”
เปรี้ยง!
เสียงยังไม่ทันสิ้น ทุกผู้ต่างตะลึงเมื่อพบว่าท้องนภาถูกปกคลุมด้วยอนธการอันไร้ที่สิ้นสุด
อันที่จริง ทั่วท้องนภาเหนือเขตเทพโบราณในเวลานั้นล้วนปกคลุมด้วยความมืด ทำให้โลกหล้าตกสู่รัตติกาลนิรันดร์อันมืดมิด!
และขณะเสียงนั้นดังขึ้น ร่างหนึ่งพลันปรากฏเงียบเชียบในอนธการไร้สิ้นสุด
ร่างนั้นเป็นชายชุดดำผู้หนึ่ง เขามีรูปร่างสูงตระหง่านเยี่ยงดาบ เส้นผมยาวสีเทาสยายระเอว ผิวพรรณขาวเนียนเยี่ยงหยก
คู่เนตรนั้นลึกล้ำเยี่ยงประตูนรกไร้จุดจบ ราวสามารถมองทะลุถึงวิญญาณผู้คน!
เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!
เมื่อชายชุดดำปรากฏขึ้น ผนึกทั้งหลายบนร่างของมหาเทพทั้งเจ็ดซึ่งถูกจองจำโดยชายชราพลันแหลกสลาย ตัวคนได้รับการปลดปล่อย
“ท่านอาจารย์!”
มหาเทพหรานเฟิงกล่าวอย่างไม่อยากเชื่อ “ท่าน… หลุดพ้นจากอนธการไร้สิ้นสุดแล้วหรือขอรับ?”
อาจารย์?
ทุกผู้ต่างตะลึงตกใจ ชายชุดดำผู้นี้คือเทพบรรพกาลคนหนึ่ง เป็นตัวตนอันเกินหยั่งคาดเข้าใจ!
“เป็นเขา ‘ราชันวิถีหลิงอวี้’ ในตำนาน!!”
ลั่วเสวียนจีประหลาดใจ “ไม่คาดเลยว่าเขา…เขาจะยังมีชีวิตอยู่……”
ราชันวิถีหลิงอวี้
หนึ่งในตัวตนที่เป็นตำนานบนวิถีแห่งบรรพเทวา มีเพียงตัวตนระดับจอมเทพเท่านั้นที่ล่วงรู้ถึงการมีอยู่
ทว่าที่มาของราชันวิถีหลิงอวี้นั้นแทบไม่มีผู้ใดล่วงรู้ประหนึ่งปริศนา
“เฉยไว้ สถานการณ์ในยามนี้ไม่ใช่สิ่งที่พวกเจ้าจะแทรกแซงได้อีกแล้ว”
ชายชุดดำก้าวออกมาจากอนธการอันไร้สิ้นสุด เพียงหนึ่งวาจาก็ทำให้เจ็ดมหาเทพถอยไป ไม่กล้าขัดขืน
และคู่เนตรลึกล้ำเยี่ยงประตูนรกของชายชุดดำก็มองไปที่ชายชราจากไกลๆ
“หากร่างจริงของท่านอยู่ ท่านก็อาจจะแปรเปลี่ยนสถานการณ์ในวันนี้ได้ แต่เพียงหนึ่งอำนาจเจตจำนง ท่านย่อมไร้โอกาสชนะ”
ชายชุดดำเอ่ยขึ้น “ข้าอยากแนะนำท่านสักหน่อยว่า หากท่านทำลายกฎ ท่านจะถูกกฎทำลาย!”
“ยามนี้ท่านยังมีโอกาสเลือกถอยได้ หาไม่ หากท่านบังเอิญเผยปราณของตนออกมาเพราะอำนาจเจตจำนงนี้ ร่างจริงของท่านก็อาจอยู่ในอันตรายใหญ่หลวงได้!”